7 คนอีสานถูกฟ้องคดี 112

ฟ้อง 112 กราวรูด แกนนำม็อบคณะราษฎร 63 คนอีสานโดนแล้ว 7 คน “ครูใหญ่ ขอนแก่นพอกันที” จี้ยกเลิกใช้กฏหมาย ดึงสถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง

อีสาน – จากกรณีที่มีการดำเนินคดีกับนักกิจกรรมและประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวกว่า 30 ราย ด้วยมาตรา 112 หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หลังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงการเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 เพื่อบังคับใช้กฎหมายทุกมาตรา ทุกฉบับดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมทางการเมือง หลังจากไม่มีการใช้มากว่า 2 ปี 

โดยเบื้องต้นมีคนอีสานถูกดำเนินคดีจากข้อหาดังกล่าว 7 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, ปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือ หมอลำแบงค์, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน, อรรถพล พัวพัฒน์ หรือ ใหญ่ ขอนแก่นพอกันที, จตุพร แซ่อึง, พงศธรณ์ ตันเจริญ หรือ บอย และ อิศเรศ (สงวนนามสกุล) 

อรรถพล พัวพัฒน์ หรือ “ครูใหญ่ ขอนแก่นพอกันที หนึ่งในผู้ต้องหาในคดี กล่าวว่า สาเหตุการถูกดำเนินคดีมาจากการปราศรัยที่หน้าสถานทูตเยอรมัน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 เพื่อเรียกร้องให้ 1.ให้นายกฯ ลาออก 2.เปิดสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 

อรรถพล กล่าวอีกว่า ในวันดังกล่าวได้ปราศรัยเกี่ยวกับการขยายพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ทั้งด้านงบประมาณ ทหารและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะเป็นการโอนถ่ายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ การโอนหน่วยงานทางทหารไปอยู่ในสังกัดส่วนพระองค์ หรือแม้แต่การเพิ่มงบประมาณในส่วนเทิดทูลพระมหากษัตริย์เป็นจำนวนมากขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ เขายืนยันว่า สิ่งที่ปราศรัยในวันนั้นพูดบนหลักการไม่ได้มีคำหยาบคายหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และการที่พลเอกประยุทธ์เลือกใช้มาตรา 112 กับประชาชนในขณะที่รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เคยมีพระราชดำรัสไว้ว่า ห้ามใช้ดำเนินคดีกับประชาชน

“การนำมาใช้ในครั้งนี้เท่ากับว่าพลเอกประยุทธ์กำลังละเมิดพระราชโองการ ผมคิดว่าการใช้มาตรา 112 ในครั้งนี้มีต้นทุนและผู้มีอำนาจก็เลือกแล้วว่า จะใช้ต้นทุนนี้ในการต่ออายุเพื่อสืบทอดอำนาจ ดังนั้นต้นทุนในครั้งนี้ คือ ความศรัทธาของประชาชนเพื่อไม่ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกดึงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ดังนั้นต้องยกเลิกมาตรา 112” อรรถพล กล่าว

จตุพร แซ่อึง แกนนำกลุ่มบุรีรัมย์ปลดแอก หนึ่งในผู้โดนหมายเรียกคดีมาตรา 112

ด้านจตุพร แซ่อึง สมาชิกกลุ่มบุรีรัมย์ปลดแอก หนึ่งในผู้ต้องหาในคดีนี้ จากกรณีใส่ชุดไทยไปร่วมกิจกรรมแฟชั่นโชว์ที่ถนนสีลมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 กล่าวว่า การแต่งชุดไทยไปร่วมงานแฟชั่นม็อบ แล้วถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 นี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะไม่มีเจตนาอาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อใคร และเราไม่ได้ไปบอกคนที่มาร่วมงานให้ตะโกนว่า “ทรงพระเจริญ” ส่วนร่มที่กางก็เป็นร่มที่จะนำมาขายอยู่แล้วของกลุ่มวี วอรันเทีย จึงนำมากางเพื่อโฆษณาเท่านั้น 

“ก่อนหน้านี้หนูเคยมองว่า มาตรา 112 ศักดิ์สิทธิ์นะ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะถูกนำมาใช้เพื่อกลั่นแกล้งผู้เห็นต่างทางการเมือง” จตุพรกล่าว

ทั้งนี้ครูใหญ่และจตุพร เห็นตรงกันว่า แม้ว่ารัฐบาลใช้กฎหมายมาตรา 112 มาดำเนินคดีกับคนเห็นต่างกับรัฐและเพื่อใช้เป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว แต่ทั้งสองยืนยันว่า ไม่หยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง 

Scroll Up