โควิดระลอกใหม่ กระหน่ำ ซ้ำเติม ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจ.ขอนแก่น

ชลธิชา ทักษิณาเวศน์ นักศึกษาฝึกงาน The Isaan Record เรื่อง
กิตติธัช สังข์จุ้ย  นักศึกษาฝึกงาน The Isaan Record ภาพ

ขอนแก่น – ไฟหลากสี ตระการตาตกแต่งทั่วเมือง ประดับประดา รอผู้คนมาถ่ายรูป พร้อมกับอุณหภูมิที่ลดลงเป็นสัญญาณว่าเทศกาลเฉลิมฉลอง ช่วงสิ้นปีกำลังจะมาถึง 

หลังผ่านมรสุมโรคระบาดโควิดมาหลายเดือน สิ้นปีคือช่วงเวลาแห่งความสุขที่ใครหลาย ๆ คนตั้งตารอ ผู้คนจำนวนมากหวังจะได้กลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัว แรงงานอีสานพลัดถิ่นขึ้นรถมุ่งหน้าสู่ถนนมิตรภาพ หวังจะได้ใช้เวลานี้ขัดกล่อมความสุข กลบความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามาในปีนี้  

และไม่ใช่แค่กับคนทั่วไปเท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการและแรงงานบางกลุ่ม ช่วงเวลาสิ้นปีคืออีกช่วงเวลาแห่งความหวังในการสร้างรายได้ที่มากขึ้นในฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยว 

ฤดูหนาวปีนี้เกือบจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา แต่ราวกับว่าฝันร้ายวิกฤตโรคระบาดกลับมาอีกครั้ง เมื่อกระทรวงสาธารณสุขประกาศแถลงการณ์เรื่องการระบาดระลอกใหม่ ที่พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 บริเวณจ. สมุทรสาครกว่า 500 ราย เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 และตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มกระจายตัวออกไปในวันนี้มีไม่น้อยกว่า 38 จังหวัด ทุกภูมิภาค ทำให้บางพื้นที่ต้องล็อกดาวน์ หรือประกาศงดกิจกรรมรวมตัวที่มีจำนวนผู้คนหนาแน่น 

ขอนแก่น คือหนึ่งในจังหวัดที่มีมาตรการงดเคาท์ดาวน์เพื่อควบคุมและป้องกันโรค และคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการ ล็อกดาวน์ อาจตามมาในอนาคตทั่วประเทศ หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการระบาดครั้งนี้ได้ 

ร้านอาหารและร้านนวดแผนโบราณ บนถนนประชาสำราญ ย่านรื่นรมสำหรับนักท่องราตรี ในวันที่จ.ขอนแก่นประกาศพบผู้ติดเชื้อโควิด ทำให้คนเข้ามาใช้บริการน้อยลง

น้ำตาของผู้ประกอบการ 

“ถ้าเขาให้ปิดร้านก็คงต้องปิด ก็ต้องยอมรับ โควิดรอบแรกก็ไม่ยอมนะ เรายังคิดว่ามันจะดีขึ้น รอบที่แล้วยังไปหาเงินมาจุนเจือ แต่รอบนี้รู้สึกว่า… ต้องปล่อยตัวให้ลอยไปเลย” 

พรนารายณ์ จำเริญ เจ้าของร้าน “KIN-D” ร้านอาหารกึ่งบาร์ขนาดหนึ่งห้องเช่าใจกลางเมืองขอนแก่น เล่าความในใจ

ฟ้าจะเริ่มมืด ไฟแสงสีระยิบระยับ สัญญาณการท่องราตรีเริ่มขึ้น ถนนประชาสำราญ ที่อุดมไปด้วยสถานบันเทิงจำนวนมากกลับมีคนบางตา โชคดีที่ร้านของเธอมีลูกค้ามาใช้บริการอยู่บ้าง ในขณะที่บางร้านบริเวณนั้นไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว พรนารายณ์ ทำกิจการนี้มาแล้วสามปี เคยมีลูกน้องหลายคนในอดีต แต่ปัจจุบันต้องปลดทุกคนออกและทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อรักษาร้านแห่งนี้ไว้ 

“เมื่อก่อนก็… วันละสองสามหมื่นของยอดขายได้ คนเต็มร้านเลย ตอนนี้เราต้องมานับวันละพันสองพัน ค่าภาษี ค่าน้ำ ค่าไฟก็ไม่พอ แต่มันก็ยังหายใจได้นะ” เธอเปรยขึ้นมาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการระบาดโควิดในระลอกแรก 

ระหว่างบทสนทนา เธอเล่าเรื่องราวที่คับคั่งอยู่ในใจออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้แสงไฟจากร้านจะไม่ช่วยให้มองเห็นง่ายนัก แต่น้ำตาของเธอกลับเห็นได้อย่างชัดเจน

พรณารายณ์ จำเริญ เจ้าของร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งหนึ่งในถนนประชาสำราญ
น้ำตาเริ่มเอ่อ หลังจากเล่าเรื่องราวความลำบากที่กิจการของเธอต้องเผชิญในปัจจุบัน

“โควิดรอบแรกมา สัญญาเช่าพี่หมด พี่ก็ไปหายืมเงินก้อนมาเพื่อที่จะจ่ายเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แล้วทีนี้แบบ (เงียบ) โควิดมันกลับมาอีก ตอนแรกก็จะให้โอกาสตัวเองหนึ่งปี แต่พอมันมาอีก มันก็ไม่มีทางออกแล้ว มันก็ต้องปล่อย” 

“มันก็ไม่มีทางออกแล้วแหละ มันก็ต้องปล่อย โควิดรอบนี้ไม่รู้ว่าโอกาสที่ให้ตัวเองจะเวิร์คไหม มันมองไม่เห็นทาง จริงๆ ก็ต้องยอมแล้วแหละ ถ้ามาอีกครั้งหนึ่งก็คงต้องยอม”  เธอเล่าด้วยน้ำเสียงตัดพ้อและน้ำตาที่อาบลงสองแก้ม 

พรนารายณ์ ใช้ที่ดินของตัวเองค้ำประกันเงินกู้ค่าสัญญาเช่า หากการระบาดระลอกใหม่ รุนแรงจนต้องล็อกดาวน์ เธออาจต้องเสียทั้งรายได้ ร้านที่เธอรัก และที่ดิน 

ก่อนหน้านี้ เธอหวังว่า ช่วงเคาท์ดาวน์จะมีลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น นำมาสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายทางจังหวัดก็ประกาศให้งดจัดงาน แม้ว่าทางร้านจะมีนโยบายตระเตรียมเจลแอลกอฮอล์ไว้รับรองแล้วก็ตาม 

หลังบทสนทนาจบลง เธอเช็ดหน้าเช็ดตาและทิ้งรอยความเศร้าไว้ ก่อนจะเปลี่ยนไปรอยยิ้มเตรียมให้บริการกับลูกค้าต่อไป 

จรูญ สืบเพ็ง ขณะกำลังตระเตรียมร้านของเขาเพื่อรอขายให้กับนักท่องราตรียามค่ำคืน
บริเวณหน้าสถานบันเทิง

เสียงแค่นหัวเราะจากพ่อค้าขายลูกชิ้นหน้าผับ

ถ้ารัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศจริง ไม่ใช่แค่กิจการบันเทิงยามค่ำคืนเท่านั้น ที่จะได้รับผลกระทบ ในมุมเล็ก ๆ ของถนนเส้นเดิม มีอีกชีวิตที่จะต้องขาดรายได้หากปิดเมือง

“โรคระบาดมันก็ไม่ต่างกัน ระหว่างครั้งแรกกับครั้งนี้ก็คิดว่าไม่อยากให้มันเกิด ทั้ง 2 ครั้งเลย ความกลัวมันก็มีอยู่ แต่ที่กลัวเหมือนเดิมก็คือกลัวเรื่องทำมาหากินที่ยากขึ้น กลัวเรื่องเงิน เรื่องปากเรื่องท้อง ไม่ได้กลัวติดโรค”
จรูญ สืบเพ็ง ชายวัยกลางคนเจ้าของรถเข็นลูกชิ้นปิ้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

รถเข็นลูกชิ้นปิ้งร้านนี้ ตั้งอยู่หน้าสถานบันเทิงชื่อดังแห่งหนึ่ง กลุ่มลูกค้าหลักส่วนใหญ่จึงเป็นนักท่องราตรีที่ต้องการหาของกินรองท้องยามค่ำคืน และอีกส่วนหนึ่งคือลูกค้าที่พักอยู่โรงแรมที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

ด้วยกลุ่มลูกค้าที่อธิบายไปข้างต้นแล้ว เขาจึงเป็นอีกคนที่จะได้รับผลกระทบอย่างมากหากรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์อีกครั้ง 

จรูญ อธิบายถึงความรู้สึกต่อการระบาดโควิดระลอกใหม่ว่า ก็กลัวจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แล้วก็กลัวมันจะทำมาหากินยาก คราวที่แล้วต้องหยุดขายไป 3 เดือน ผับบาร์ก็ปิดหมดเลย ปกติก็ขายอยู่ตามผับ พอโรงแรมหยุดด้วยก็ยิ่งขายไม่ได้เลยขายไม่ได้เพราะลูกค้าเรามาจากผับและโรงแรม

แม้จะขายลูกชิ้นได้ได้ตามปกติ แต่เขาก็เล่าว่าลูกค้าที่มาเที่ยวผับก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจังหวัดขอนแก่นประกาศพบผู้ติดเชื้อ ซึ่งก็กระทบรายได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ถ้ามันระบาดจนเขาสั่งล็อกดาวน์ รายได้ก็คงจะไม่มี คงไม่ได้ขายของ ปกติเคาท์ดาวน์พวกวัยรุ่นเขา จะมาเที่ยวกันยันเช้าเราก็คงได้ขายไปบ้างเรื่อยๆ แต่ว่าถ้าไม่มีงาน ผับไม่เปิด เราก็ไม่ได้ขายของ ก็คนเที่ยวไม่มี จะไปขายยังไง” 

“ถ้าเขาปิดเมือง (ล็อกดาวน์) ก็คงต้องกลับบ้านเกิด ที่จ.สุรินทร์ กลับไปอยู่บ้านนอก กลับไปทำไร่ ทำนา เพราะมันก็คงไปไหนไม่ได้แล้ว หางานทำ เขาก็ไม่รับอยู่แล้ว”

พ่อค้าขายลูกชิ้นปิ้งแค่นหัวเราะออกมาหลังพูดจบประโยคสุดท้าย 

สีหน้าของ สุรีวัลย์ เขียนทอง พนักงานร้านนวด หลังกล่าวถึงความไม่มั่นคงทางอาชีพที่เธอกำลังจะเผชิญ จากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด

การปรับตัวของหมอนวดแผนโบราณ

ร้านนวดเพื่อสุขภาพเป็นร้านแรกๆ ที่ถูกสั่งปิดในช่วงระยะแรกของวิกฤตโรคระบาด ด้วยลักษณะการบริการที่ต้องใกล้ชิดสัมผัสกับผู้รับบริการ นั่นหมายความว่าในการระบาดระลอกนี้อาจถูกสั่งปิดไม่ต่างจากเดิม

“สำหรับครั้งนี้รู้สึกว่ามันก็คงต้องทำใจ แต่มันไม่เหมือนกับครั้งแรก ความรู้สึกมันต่างกันมาก เพราะว่าครั้งแรกเราไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าจะไปทางทิศไหน มีวิธีป้องกันยังไง ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรยังไงออกมาให้เรา” 

สุรีวัลย์ เขียนทอง พนักงานร้านนวดเพื่อสุขภาพ ตอบเมื่อถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังทราบว่าการระบาดของโควิด กลับมาอีกครั้ง

เธออธิบายต่อว่า บทเรียนในช่วงล็อกดาวน์รอบก่อน ทำให้เธอต้องผันตัวมาเป็นหมอนวดตามบ้าน เพื่อออกไปให้บริการลูกค้า หลังโดนสั่งให้ปิดร้าน นอกจากนี้ยังเปลี่ยนมาประกอบอาชีพส่งอาหารควบคู่เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

สุรีวัลย์ รับรู้สถานการณ์ระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี เธอติดตามข่าวสารเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำจากภาครัฐอย่างเคร่งครัด ไม่เว้นแม้ในพื้นที่ทำมาหากิน

 “เรามีประสบการณ์กับรอบแรกมาแล้ว ถ้าจะนวดก็จะให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอด ล้างมือตลอด เช็กคนที่มานวด ตรวจสอบเสร็จค่อยทำการนวด เพื่อให้เขากลับไปจะได้สบายใจ” เธอเล่าถึงมาตราการป้องกันโรคของร้านนวด  

“ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีโควิด เราก็ยังมีลูกค้าเยอะ แต่พอมีโควิดมีวันละ1-2 คน บางวันก็ไม่มีเลย วันนี้ได้แค่คนเดียว ทุกวันนี้คนไม่ค่อยอยากออกมาข้างนอก เพราะกลัวโควิดกัน”  พนักงานนวดแผนไทย เล่าถึงสิ่งที่เธอสังเกตได้

แม้เธอจะไม่ได้ตื่นตระหนกมากเท่ากับรอบแรก แต่หมอนวดหญิงคนนี้ก็ได้วางแผนอนาคตไว้ว่า หากที่ทำมาหากินของตนต้องถูกปิดตัวลง ต้องกลับไปรับจ้างนวดตามบ้าน และขับรถส่งอาหารให้มากขึ้น 

“ถ้าล็อกดาวน์อีกคงต้องทำใจและก็ยอมรับเพื่อให้มันผ่านไป มันต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้”

สุรีวัลย์ พูดด้วยสีหน้าเศร้าที่เปื้อนยิ้ม 

บรรยากาศร้านอาหารอันเงียบเหงา หลังเกิดวิกฤติโควิดระลอกใหม่

เสียงของผู้คน เมื่อไม่มีเทศกาลแห่งความสุข 

สำหรับคนทั่วไปแล้ว ช่วงสิ้นปีคือช่วงเวลาแห่งความสุข เพราะได้หยุดพักผ่อน ได้สังสรรค์ ดื่มด่ำกับบรรยากาศ ตลอดจนได้กลับบ้านไปหาคนที่รัก แต่ปีนี้มันต่างออกไป

ข่าวการระบาดระลอกใหม่ทำให้คนจำนวนมากกลัว เกินกว่าจะออกไปสังสรรค์ตามสถานบันเทิง ธนัท ตันรัตนานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น คือหนึ่งในนั้น

“ผมไม่ค่อยมั่นใจที่จะออกไปนั่งดื่ม เพราะว่ามีคนติดเชื้อเพิ่มอีก เราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไปที่ไหนหรือทำอะไรมาบ้าง จะกินข้าวก็สั่งให้มาส่งที่บ้าน ไปกินร้านที่ไม่ค่อยมีคนนั่ง หรือถ้ามีคนนั่งก็จะพยายามเลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ห่าง ๆ จากคน”  เขากล่าวถึงการกลับมาระบาดของโควิดอีกครั้ง 

ธนัท มองว่าตอนนี้การแพร่ระบาดยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ไม่ถึงขนาดที่ภาครัฐจะต้องสั่งปิดร้านรวงต่างๆ แต่อาจเน้นไปที่การป้องกัน ปรับตัว และเว้นระยะห่างทางสังคม 

อย่างไรก็ดี หากจำต้องล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโรค เขารู้สึกว่าโรคอาจระบาดน้อยลงและอาจส่งผลดีกับประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกประหลาดหากกิจกรรมประจำปีกำลังหายไป

“เคาท์ดาวน์มาทุกปี จำความได้ก็อยู่กับพ่อแม่ช่วงสิ้นปี ถ้าปีนี้ไม่ได้ไปก็คงรู้สึกแปลกๆ” นิสิต ม.ขอนแก่นกล่าว 

ธนัท ตันรัตนานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น รู้สึกแปลกหากในปีนี้จะไม่ได้เคาท์ดาวน์เหมือนกับปีอื่นๆ ที่เคยทำมา และมองว่ารัฐบาลควรมีนโยบายเกี่ยวกับโควิดที่ชัดเจนกว่านี้

แม้จะยังไม่ได้มีภาระเรื่องการหารายได้ ด้วยวัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่  แต่เขาก็รู้สึกตกใจกับสถานการณ์โรคระบาด และป้องกันตัวเองไม่แพ้คนอื่น 

“ตกใจมาก เพราะสมุทรสาครมาเจอทีเดียวเลย 500 คน หวั่นๆ ต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน ในห้องที่ไปเรียนก็ต้องใส่หน้ากากเว้นระยะห่าง เพราะไม่รู้ว่าช่วงปิดเทอมเพื่อนไปเที่ยวไหนกันบ้าง” เขาเล่าถึงการระบาดโควิดรอบใหม่

นอกจากนี้เขายังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายภาครัฐ ที่ควรมีความชัดเจนมากกว่านี้ 

“รัฐบาลไม่ยอมประกาศให้ชัดเจน ผมคิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรที่มันชัดเจนกว่านี้ และควรออกมาบอกให้ประชาชนรู้ว่าควรจะต้องปฏิบัติตัวยังไง ไม่ใช่ให้ประชาชนแก้ปัญหากันเอง ไม่ควรให้ประชาชนต้องมาเสี่ยงเลย เพราะปัญหานี้ส่วนนึงมาจากรัฐบาล” 

“ต้นตอมันมาจากการที่รัฐบาลไม่ควบคุมแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศ เกิดการลักลอบเข้ามา รัฐบาลนั่นแหละที่เป็นต้นตอการระบาด รัฐบาลบาลควรมีแบบแผนที่รับมือได้มากกว่านี้ ” 

นิสิตชั้นปีที่ 3 ม.ขอนแก่น กล่าวทิ้งท้าย 

Scroll Up