2557 นาหนองบง (5) – ขาใหญ่ รับเคลียร์ทั่วราชอาณาจักร

แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา เรื่อง

บ๋อยทำบอร์ดติดตามแหล่งชุมนุมหลายจุดในหมู่บ้าน ตารางในบอร์ดมีรายละเอียดของคดี รายชื่อผู้ถูกฟ้อง และวันขึ้นศาล รวมแล้วตั้งแต่เริ่มถูกฟ้องคดีข้ามปีมาถึงเดือนมีนาคม 2557 รวม 7 คดี ทั้งแพ่งและอาญา มีชาวบ้านถูกฟ้องไปแล้ว 32 คน ตั้งข้อหาอย่างน้อย 67 ข้อหา รวมจำนวนเงินที่เหมืองเรียกค่าเสียหาย 270 ล้านบาท แกนนำเกือบทุกคนมีคดีที่ถูกฟ้องมากกว่าสองคดี และถ้าศาลรับคำฟ้องในคดีอาญา ทุกคนจะต้องใช้หลักทรัพย์ในการประตัว 90,000 บาทต่อ 1 ข้อหาถ้าเป็นเงินสด หรือ 180,000 บาทต่อ 1 ข้อหาถ้าประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 

การต้องพาชาวบ้านไปศาลเดือนละ 5 – 10 วัน ทำให้บ๋อยกับพ่อไม้เรียนรู้ข้อกฎหมาย ขั้นตอนต่างๆ ในศาลได้รวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ และฉันยอมรับด้วยใจว่า ทั้งพ่อไม้และบ๋อยสามารถควบคุมอารมณ์ ความหงุดหงิด ความเบื่อหน่ายได้อย่างเป็นเลิศเนื่องจากเดิมพันด้วยอิสรภาพของพ่อแม่พี่น้อง

ความทุกข์ความยากที่ต้องเจอในแต่ละวันทำให้พวกเราใช้เวลาขลุกอยู่ด้วยกันมากขึ้นมาก หากิจกรรมทำร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจรรมการงานหรือการผ่อนคลายความตึงเครียด ปรับสารทุกข์สุกดิบกับปัญหาหนี้สิน เงินทองฝืดเคือง เปิดหน้ายางแล้วราคายางตกต่ำลงไปอีก พี่โกย้ายออกจากเซฟเฮ้าส์มานอนรวมกันที่บ้านแม่ไหม่พร้อมกับปาล์ม บอม (วิทูวัฒน์ ทองบุ) และน้องๆ ดาวดิน บางวันกว่าพ่อไม้ พ่อสมัยจะกลับไปนอนบ้านก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว พอรุ่งเช้าพวกเราทั้งหมดจะตกเป็นจำเลยที่จะต้องรายงานตัวกับแม่ไม้กันเป็นพัลวัน ในวงนอนดึกกลุ่มนั้นก็เห็นจะมีแต่ฉันที่รอดตัวจากเสียงบ่นของแม่ๆ ไปเสียทุกครา

รุ่งเช้าวันหนึ่ง พวกเรารู้สึกแปลกใจที่แม่ไม้ยิ้มแฉ่งเห็นมาแต่ไกล จะพูดจะคุยอะไรก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อารมณ์ดีเป็นพิเศษทั้งที่เมื่อคืนพ่อไม้กลับบ้านดึกตามเคย 

“จะมีน้องเด้อ” แม่ไม้ประกาศเขินๆ เหล่าแม่ๆ ที่นั่งล้อมวงอยู่ร้องเฮกันดังลั่น นาทีหลังจากนั้นทุกคนก็เข้าไปกลุ้มรุมแม่ไม้ที่กำลังหน้าแดง มีพ่อไม้ยิ้มน้อยๆ อยู่ข้างหลัง และฉันที่ยังตั้งตัวไม่ทันแทบจะฟังไม่ออกว่าตอนนั้นใครพูดอะไรกันบ้าง   

บรรยากาศแห่งความปีติยินดีอบอวลกระจายในสายแดดอุ่น ฉันเข้าไปกอดแม่ไม้ตื้นตันใจเหมือนกำลังจะมีลูกหลานของตัวเอง ทุกคนคุยกันถึงชื่อสมาชิกใหม่ที่กำลังจะเกิดในไม่ช้า แม่ไม้บอกจะตั้งชื่อ “กำแพง” พ่อไม้จะตั้งชื่อ “ฝ้ายตุ่ย” แม่รสจะตั้งชื่อ “ฝ้ายคำ” 

ตกเย็นฉันนั่งข้างๆ แม่ไม้ กระซิบถามด้วยความห่วงใย “แม่ตรวจเลือดหรือยัง มีสารในเลือดมั้ย หมอว่ายังไงบ้าง”

แม่ไม้ยิ้มตอบว่า “มีแต่สารหนู เหมือนกันทุกคนนั่นล่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก เกิดมามันก็ต้องสู้เหมือง”

แผนที่ทำมือเสร็จแล้ว พ่อสมัยและเหล่าผู้เฒ่าในหมู่บ้านภูมิใจมากกับภารกิจที่ช่วยกันทำมาเกือบสองเดือน แผนที่ผืนใหญ่มีความละเอียดสูงแสดงถึงภาพภูเขาอันสลับซับซ้อน มีร่องน้ำน้อยใหญ่กว่าสิบสายที่ไหลหล่อเลี้ยงผืนป่า ที่ลุ่ม และนาข้าว เมื่อพ่อสมัยกางแผนที่ออกมาทดลองบรรยายก็สามารถชี้จุดผลกระทบจากการทำเหมืองได้ง่ายขึ้น ความละเอียดของมันถึงขั้นที่พ่อสมัยกับเหล่าผู้เฒ่าระบุได้ว่านาที่เห็นทุกแปลง นาแปลงไหนเป็นของใคร มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารพิษที่จะไหลลงมาจากเหมืองมากน้อยแค่ไหน และมันกลายเป็นเครื่องมือที่พ่อสมัยใช้อธิบายกับเจ้าหน้าที่รัฐและแขกที่เข้ามาเยือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

สมัย ภักมี แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด อธิบายผลกระทบในพื้นที่โดยใช้แผนที่ทำมือที่ชาวบ้านร่วมกันทำขึ้น ให้ผู้แทน UN และคณะฑูตประเทศต่างๆ ที่ร่วมสังเกตการณ์ด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหมู่บ้าน

ก่อนสงกรานต์งานทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ฉันคิดถึงหลานๆ ตั้งใจจะกลับกรุงเทพฯ ไปเยี่ยมบ้านพี่ชายที่ชลบุรี แต่ออกจากนาหนองบงได้เพียงวันเดียวพ่อไม้ก็โทรศัพท์มาหา เสียงตามสายดังมาว่า “ต๊ะรีบกลับมาไวๆ เสือเฒ่าเหงา ไม่สบาย เอาแต่นอน น้ำท่าไม่ยอมกิน” หลังจากนั้นเป็นเสียงพี่โกถามมาว่า “จะกลับมาสงกรานต์ที่นี่มั้ย”

วันมารับฉันที่ท่ารถ เสือเฒ่าที่พ่อไม้ว่าไม่สบายยืนยิ้มรออยู่ โกนหนวดเครา สางผมหยิกยาวที่เคยปล่อยเป็นสังกะตังมัดไว้เรียบแปล้ 

อะไรไม่รู้ทำให้ฉันพูดโพล่งออกไปอย่างใจร้าย “พี่โกอย่าคิดอะไรมากนะ ต๊ะชอบอยู่คนเดียว ไม่คิดจะมีแฟน” 

ความเงียบระหว่างทางเข้าหมู่บ้านทำให้ฉันเหลือบไปมองเธอเล็กน้อย แต่เห็นแล้วก็หงุดหงิดที่เสือเฒ่าผู้นี้ยังอมยิ้มกรุ้มกริ่มเหมือนไม่ได้ยินว่าฉันพูดอะไรออกไป 

ใกล้วันสงกรานต์หมู่บ้านเต็มไปด้วยสีสัน เด็กผู้ชายในบ้านเริ่มย้อมผมสีเหลือง แดง เขียว พ่อแม่พี่น้องเลือกใส่เสื้อดอกลายสีฉูดฉาดบาดตา แทบจะทุกหมู่บ้านในตำบลมีวงหมอลำที่เวียนไป “เต้นหน้าฮ่าน” (หน้าเวที) กันได้แทบทุกวัน

สองสามวันนั้นพ่อๆ แม่ๆ กำชับหนุ่มสาวที่จะออกไปเที่ยวนอกบ้านให้ระวังตัว อย่าเมามาก อย่ากลับบ้านดึก ส่วนฉันถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ใหญ่ก็ตั้งวงคุยกันเงียบๆ ในบ้าน คอยสอดส่องดูสถานการณ์ และคอยไปร่วมงานบุญกับพี่น้องในคุ้มต่างๆ ที่ทยอยจัดเวียนไปตามวัดของแต่ละหมู่บ้าน

เมื่อข่าวมีรถบรรทุก รถเครน และรถต้องสงสัยเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านที่กำลังสนุกอยู่กับเทศกาลสงกรานต์รีบมารวมตัวกันที่ด่านกำแพงใจอย่างรวดเร็ว

รุ่งเช้าวันที่ 21 เมษายน 2557 กลุ่มเด็กน้อยกำลังเตรียมถังน้ำเล่นสงกรานต์อยู่บนถนน กลุ่มผู้ใหญ่ส่วนมากอยู่ในงานวัด ด่าน วอ1 – วอ3 ไม่มีใครเฝ้า เผลอแค่ชั่วยาม รถเครน 1 คันและรถบรรทุก 18 ล้อ ปิดบังป้ายทะเบียนอีก 7 คัน ได้วิ่งผ่านด่านเข้าไปยังเหมืองทอง แม่เบนซ์ ที่รู้ข่าวก่อนใครทิ้งงานในมือทุกอย่างพาแม่ๆ คุ้มน้อยวิ่งกันไปที่ด่าน ส่วนพ่อเอ็กซ์ (เสถียร สนม) วิ่งเข้ามาบ้านแม่ไหม่ตะโกนบอกว่า “มันจะมาขนแร่แล้ว ตอนนี้พวกมันอยู่ที่บ้านพ่อไม้”

ฉันคว้ากล้องแล้ววิ่งออกไปซ้อนซ้ายมอเตอร์ไซค์ปาล์มวิ่งห้อไปคุ้มใหญ่อย่างรวดเร็ว ด่าน วอ3 รีบยกไม้เปิดให้ฉันผ่าน มีพ่อแม่ยืนออเฝ้าด่านกันแล้ว 20 – 30 คน เมื่อมองเห็นบ้านพ่อไม้ในระยะสายตา มีรถตู้จอดอยู่หน้าบ้านสองคัน รถกระบะที่มีตราตำรวจ 1 คัน พร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์อีกหลายคนที่ยืนคุมบริเวณอยู่ และอีกส่วนหนึ่งเดินสำรวจตรวจตราไปทั่วทั้งบ้านพ่อไม้ ฉันเปิดกล้องในมือไว้ตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถ เมื่อปาล์มจอดรถฉันก็ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพทันที 

ทันทีที่กลุ่มชายฉกรรจ์เห็นฉันกับปาล์มก็เดินรี่เข้ามา ปาล์มเดินหลบแนวล้อมเข้าไปรวมกลุ่มกับชาวบ้านประมาณ 30 – 40 คนที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว ส่วนฉันยืนอยู่ในวงล้อมของผู้ชาย 5 คนที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับส่งเสียงกระชาก “ห้ามถ่ายรูปๆ คุณเป็นใคร” พลางเอื้อมมือเข้ามาหมายจะดึงกล้องในมือฉัน

ฉันตอบกลับเสียงห้วน พร้อมเบี่ยงหลบกล้องที่กำลังจะถูกคว้ามาแนบกับตัว “นักข่าวนะคะ กำลังทำข่าว”

“ห้ามถ่ายรูป มาจากไหน ขอดูบัตรหน่อย”

ผู้ชายตัวใหญ่ 5 คน ใส่เสื้อแจ็คเก็ตดำเคลื่อนวงล้อมเข้ามายืนประชิดตัวฉันแบบมือเอื้อมถึง ด้านหลังคนที่ดูเหมือนเป็นนายสาวเท้าผ่านกลุ่มชาวบ้านเข้าไปในบ้านพ่อไม้ โดยมีชายชุดดำอีก 5-6 คนคอยอารักขา

ฉันโกรธจนตัวสั่น ในชีวิตที่เกิดมาไม่เคยมีใครเคยทำพูดแบบนี้กับฉันมาก่อน ถ้าฉันไม่เหลือบไปดูแม่ๆ ที่ยืนมองอยู่ด้วยความโกรธ ฉันคงลงไม้ลงมืออะไรบางอย่างแบบ ‘ตายเป็นตาย’ วินาทีนั้นฉันสะกดอารมณ์เดือดพล่านอย่างแสนยากเย็น ตั้งสติ ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ และเปล่งเสียงออกไปอย่างเฉียบขาด “ไม่ได้พกบัตร นักข่าวบางกอกโพสต์ คุณมาทำไม” ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งเอื้อมมือมาคว้าแขนฉันเอาไว้แน่น “มาเจรจากันหน่อย พ่อไม้อยู่ไหน ไปตามมา”   

ฉันสะบัดแขนออกอย่างแรง เสียงที่พูดออกไปเกือบจะก้าวร้าว “ถ้าจะเจรจาก็ไปนั่งที่โต๊ะ หรือจะให้สัมภาษณ์ก็ได้ ไปที่โต๊ะเลยค่ะ” 

เมื่อหลุดจากมือของชายคนนั้น ฉันก็เดินเข้าไปยังหน้าโต๊ะที่คนเป็นนายนั่งอยู่ ในอกยังอัดแน่นไปด้วยความโกรธ พยายามข่มอารมณ์ให้นิ่งลงแล้วพูดว่า “คุณจะเจรจาอะไรก็รอพ่อไม้มาก่อน” 

ความตึงเครียดคลี่คลายลงเล็กน้อย ฉันเบาใจลงได้บ้าง ไม่เช่นนั้นพ่อๆ แม่ๆ ที่ยืนอยู่ด้วยความโกรธและอาจจะปะทุอารมณ์เมื่อไหร่ก็ได้ มันจะกลายเป็นเรื่องบานปลาย ความเสี่ยง ความเสียหายจะตกอยู่กับชาวบ้านมากกว่า

อีกไม่กี่นาทีพ่อไม้ก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาถึง ชายชุดดำคนหนึ่งรีบเดินเข้าไปคว้าแขนพ่อไม้เข้ามาที่โต๊ะ สีหน้าอาการของพ่อไม้ยังคงสงบ พอทุกคนนั่งลงแล้ว คนเป็นนายก็วางท่าใหญ่เริ่มพูดไปเรื่อยๆ อ้างถึงความเป็นพี่น้องกับ นายก อบจ. ซึ่งเป็นกลุ่มอิทธิพลเหมืองแร่ในจังหวัดเลย ส่วนสาระสำคัญที่เข้ามาเจรจาคือจะให้ชาวบ้านเปิดทางเพื่อเข้าไปขนแร่ทองแดงในโกดังของเหมืองประมาณ 1,200 ตัน มูลค่า 300 ล้านบาท พอพูดจบก็คาดคั้นจะเอาคำตอบทันทีจากพ่อไม้ 

พ่อไม้ไม่สนใจน้ำเสียงที่เหมือนจะข่มขู่คาดคั้น เธอยืนยันออกไปว่า “เรื่องนี้ต้องเป็นการตัดสินใจของกลุ่ม ผมตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ คุณกลับไปรอคำตอบ ให้กลุ่มประชุมกันก่อน” พร้อมกับเสียงพ่อๆ แม่ๆ ที่เริ่มก่นด่าพวกนั้นเป็นระยะ 

ในช่วงการเจรจา ฉันยืนอยู่ด้านหน้าของโต๊ะซึ่งเป็นมุมเปิด เมื่อเห็นนันแอบถือกล้องเดินเข้ามาถ่าย ฉันก็พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ชายที่ยืนคุมเชิงพวกนั้นด้วยการยกกล้องขึ้นมาปรับนั่นปรับนี่อยู่ตลอดเวลา 

หันไปมองทางพ่อๆ แม่ๆ อีกครั้ง เห็นพี่โกยืนใส่หมวกสีหน้าเรียบเฉยอยู่กลางมวลชนที่ทยอยมาเพิ่มนับร้อย สายตาเธอจ้องมาที่ฉันเหมือนกำลังต่อว่าต่อขาน

ในที่สุดพวกที่เข้ามายอมถอยกลับ ทิ้งนามบัตรไว้ โดยบอกว่าจะรออยู่ไม่ไกลเพื่อให้ได้คำตอบจากกลุ่ม 

ไม่กี่นาทีหลังจากขบวนรถตู้วิ่งออกไปโดยมีรถตำรวจนำหน้าและปิดท้ายขบวน แกนนำทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่บ้านแม่ไหม่ แม่ๆ ทุกคนยังโกรธและเครียด ในวงค่อยๆ สืบสาวเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในหมู่บ้านที่เชื่อมโยงกับการเข้ามาของกลุ่มชายฉกรรจ์ในวันนี้ 

ส่วนฉันรีบค้นชื่อจากนามบัตรของคนที่เป็นนาย พบว่า เป็นอดีตนายทหารสองพ่อลูกที่ทำธุรกิจหลายอย่าง เจอภาพการโฆษณาเป็นสติ๊กเกอร์ติดท้ายรถว่า ทีมของตระกูลนี้ “รับเคลียร์ทั่วราชอาณาจักร” พวกเขายังรู้จักมักคุ้นและเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับนายทหารใหญ่ซึ่งเป็นอดีตกรรมการบริหารของเหมืองทอง รวมถึงเคยมีเรื่องฉาวโฉ่พัวพันอีกมากมาย เช่น กรณีการปาระเบิดในตลาดปัฐวิกรณ์ ปี 2553 ซึ่งเป็นข่าวพาดหัวว่า อดีตนายทหารคนนี้นั่งเป็นประธานที่ปรึกษาให้บริษัทที่เป็นเจ้าของตลาดซึ่งมีข้อพิพาทแย่งชิงที่ดินกันภายในครอบครัว

ระหว่างที่แกนนำนั่งปรึกษากัน ฉันนั่งเขียนข่าว ส่วนคลิปเหตุการณ์นันบันทึกไว้ถูกส่งต่อไปถึงนักข่าวในกรุงเทพฯ เรื่องราวของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อ้างว่า เป็นทหาร 17 คน เข้ามาข่มขู่แกนนำชาวบ้านเพื่อจะขนแร่ออกจากเหมืองเป็นข่าวเกือบทุกช่องในเย็นวันนั้น

กลุ่มชายฉกรรจ์ลงจากรถตู้ก็ตรงดิ่งเข้าไปในบ้านพ่อไม้ แล้วกับขู่กรรโชก ส่วนเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบที่มากับรถกระบะอีกคนก็เดินสำรวจรอบบ้าน

ทางด้านแกนนำก็เพิ่งจะได้รับข่าวว่า เมื่อคืนวานมีนายหน้าเข้ามาเจรจากับผู้อาวุโสที่ชาวบ้านนับถือ โดยจะยกฟ้องคดีอาญาที่ฟ้องชาวบ้านทั้ง 3 คดี ในวันที่ 28 เมษายนที่ชาวบ้านจะต้องไปขึ้นศาล ถ้าชาวบ้านยอมให้นายหน้าขนแร่ผ่านถนนของชุมชนที่มีด่านชาวบ้าน ขณะที่ระเบียบชุมชนกำหนดให้รถบรรทุกน้ำหนักเกิน 15 ตันห้ามใช้ทาง

ตกกลางคืนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดหลายร้อยคนจาก 6 หมู่บ้านออกมารวมตัวกันประชุมใหญ่ที่สามแยกกำแพงใจ ด่าน วอ3 ไม่มีเสียงคุย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่หลงเหลือบรรยากาศของวันสงกรานต์แม้แต่น้อย พ่อไม้ยืนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ชาวบ้านฟังอย่างละเอียด แสงไฟสปอตไลท์สาดส่องใบหน้าเคร่งเครียดสะท้อนแววตาที่แน่วแน่ของชาวบ้าน ในใจฉันรู้คำตอบของชาวบ้านอยู่แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกเมื่อชาวบ้านตะโกนขึ้นพร้อมกันว่า “สู้!” และฉันยังมั่นใจด้วยว่า ไม่ว่าใครหรือนายหน้าที่เข้ามาเจรจาทุกคนก็รู้คำตอบนี้เช่นกัน

คืนนั้น นันเล่าด้วยความกังวลว่า สองพ่อลูกและชายชุดดำแวะเข้ามาหาที่บ้านตอนเย็น “มันถามว่าผมเป็นนักข่าวที่ไหน และมันให้ผมมาบอกว่าขอนัดกินข้าวกับพี่ ผมไม่รู้ว่ามันรู้จักผมกับบ้านผมได้ยังไง” 

ฉันบอกกับนันว่า “ช่วงนี้ก็ระมัดระวังตัวให้มากขึ้นนะ” 

ส่วนรุ่นพี่จากหนังสือพิมพ์ที่ฉันอ้างว่าเป็นนักข่าวได้โทรศัพท์ไปสัมภาษณ์อดีตนายทหารคนพ่อตามเบอร์ในนามบัตรที่ฉันส่งให้ เธอโทรศัพท์มาเล่าและแสดงความเป็นห่วงว่า “เขาให้สัมภาษณ์ว่ามาเจรจาเหมือนกับที่คุยกับชาวบ้าน และยังบอกว่าในพื้นที่มีนักข่าวมาฝังตัวคอยปลุกปั่นให้ชาวบ้านค้านเหมือง ต๊ะควรถอนจากพื้นที่ก่อนนะ ผมคิดว่าเป็นเป้าแล้ว”

ในราตรีอันยาวนาน การหารือในวงแกนนำมีการวิเคราะห์สถานการณ์ล่วงหน้าอย่างเข้มข้น เพื่อนพี่น้องหลายแวดวงที่ติดตามข่าวในพื้นที่ถามไถ่กันเข้ามาด้วยความห่วงใยไม่ขาดสาย ฉันนั่งร่างหนังสือที่จะส่งถึงหน่วยงานต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย พวกเราทุกคนที่บ้านแม่ไหม่แทบจะไม่ได้นอน 

รุ่งขึ้น พ่อสมัยรีบมาส่งข่าวแต่เช้าว่า ผู้จัดการเหมืองทองโทรมาขอนัดคุยแกนนำ ส่วนคณะสองพ่อลูกและชายชุดดำที่ตามทวงคำตอบมาไม่หยุดตั้งแต่เมื่อวาน กลับยกเลิกนัดที่จะเข้ามาคุยกับแกนนำไปอย่างง่ายดาย

ตั้งแต่ปี 2550 ที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านรวมตัวกันลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ปิดเหมือง และฟื้นฟูผลกระทบ การเจรจาอย่างเป็นทางการครั้งแรกกำลังจะเกิดขึ้นระหว่างเหมืองทองกับกลุ่มโดยไม่ผ่านนายหน้า คนกลาง หรือทนาย 

พวกเราเตรียมประเด็นซักซ้อมกันทั้งวัน หลักการใหญ่ตามปกติของกลุ่มคือ การตัดสินใจทั้งหมดต้องผ่านกลุ่ม เป้าหมายของกลุ่มคือ “ปิดเหมือง ฟื้นฟู” นอกจากนั้นคือ การใช้เทคนิคชิงไหวชิงพริบช่วงชิงการพูด ไม่ให้อีกฝ่ายสามารถควบคุมการเจรจา การจี้คำถามให้ผู้จัดการเหมืองต้องตอบเรื่องการส่งนายหน้าหรือสองพ่อลูกที่รับเคลียร์ทั่วราชอาณาจักรเข้ามาในหมู่บ้าน และรายละเอียดต่างๆ ในการขนแร่ของเหมืองทอง 

การเจรจาวางบทบาทไว้สำหรับทีมคนรุ่นใหม่ คุ้มใหญ่แยงกับแดง (ประนอม นามวงศ์) สองแม่ลูกอ่อนเป็นหลัก คุ้มน้อยกวางกับน้อยเป็นหลัก มีการแบ่งหน้าที่แต่ละฝ่ายกันชัดเจน พ่อๆ แม่ๆ และแกนนำจะคอยเสริมอยู่ข้างหลัง

เมื่อรู้สึกว่า เตรียมตัวพร้อมแล้ว ทีมเจรจาเริ่มปฏิบัติการโดยเปิดสปีคโฟนต่อสายถึงผู้จัดการเหมืองเพื่อยื่นเงื่อนไข พวกเราทุกคนนั่งฟังรวมกันอยู่ข้างๆ

“ถ้าจะมีการเจรจา เหมืองต้องรับประกันว่า จะไม่มีการขนแร่ทองแดงก่อนการเจรจานะคะ และต้องเอาเอกสารมาแสดงกับเรา 4 เรื่อง คือ 1) ใครหรือบริษัทไหนที่จะมาซื้อแร่ 2) ต้องมีสัญญาซื้อขายแร่ระหว่างเหมืองกับคู่สัญญาที่จะมาซื้อแร่ 3) ใบอนุญาตขนแร่ที่ผ่านการอนุมัติจากอุตสาหกรรมจังหวัด และ 4) คนที่จะมาเจรจาจะต้องมีเอกสารบันทึกการประชุมของกรรมการบริษัทที่มอบอำนาจในการตัดสินใจเด็ดขาดมาแสดงนะคะ” แยงพูดสายได้อย่างแคล่วคล่อง 

“ครับๆๆๆ” ผู้จัดการเหมืองขานรับปากเป็นระยะอยู่ในสาย 

หลังการเจรจาสิ้นสุดลง กลุ่มชายฉกรรจ์ ข่มขู่กับชาวบ้านว่า จะไม่ไปไหนจนกว่าจะได้คำตอบ หลังจากนั้นทั้งหมดก็ขึ้นรถออกไป

11: 00 น. วันที่ 23 เมษายน 2557 ผู้จัดการเหมืองวัยหนุ่มพร้อมผู้ติดตามสามคนจอดรถแล้วเดินเข้ามายังสถานที่เจรจาตรงสี่แยกกำแพงใจ เมื่อนั่งลงแล้ว ทีมเจรจาก็ยิงคำถามถึงกลุ่มที่อ้างว่าเป็นทหารที่เข้าข่มขู่ที่บ้านพ่อไม้ เป็นกลุ่มที่เหมืองจ้างมาเพื่อขนแร่ใช่หรือไม่ ผู้จัดการเหมืองมีท่าทีสุภาพยอมรับว่า ทางเหมืองรู้ว่ามีกลุ่มทหารเข้ามาในหมู่บ้าน แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิธีการหรือพฤติกรรมในการเจรจาของกลุ่มทหารที่เข้ามาเหล่านั้น และยังไม่ทราบว่าใครหรือบริษัทใดเป็นผู้ซื้อแร่ของเหมือง เพราะต้องสอบถามไปยังสำนักงานใหญ่ก่อน 

“ผมเป็นตัวแทนบริษัทมายื่นข้อเสนอให้ทางกลุ่มเปิดการเจรจากับบริษัทอีกครั้งครับ คือ บริษัทพร้อมที่จะทำตามความต้องการของชาวบ้านในการปิดเหมือง ฟื้นฟู” ผู้จัดการเหมืองพูด

ได้ยินคำนั้นทีมเจรจาและทุกคนงงนิ่งไปหลายอึดใจ ฉันที่ยืนถ่ายวีดีโออยู่นึกในใจ ‘นายคนนี้ไม่ธรรมดา’

สุดท้ายการเจรจาผ่านไปโดยกลุ่มไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมนัก มีข้อมูลที่เพิ่มเติมมาจากสายวงในของชาวบ้านว่า นอกจากผู้จัดการเหมืองจะเป็นลูกชายของประธานกรรมการบริษัทแม่ของเหมืองแล้ว เขายังมีชื่อเรื่องความอำมหิตและได้รับมอบหมายให้มาจัดการเรื่องการขนแร่เป็นการเฉพาะ

เวลานั้นข่าวลือหนาหูเรื่อง “อุ้มแกนนำ” หรือ “ตั้งค่าหัวแกนนำ” กลับมาแพร่สะพัดอีกครั้งในหมู่บ้านและหมู่บ้านรอบนอก

ทางกลุ่มยกระดับการรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านและด่านตรวจถึงขั้นสูงสุด เพิ่มกำลังที่ด่านตรวจทั้งชาย-หญิงโดยจัดเวรให้คุ้มบ้านแต่ละคุ้มเวียนกันมานอนด่าน แกนนำต้องไม่ไปไหนมาไหนคนเดียว แม้แต่ตอนกรีดยางกลางดึกก็ต้องมีเพื่อนไปด้วย 

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความเคลื่อนไหวทางฝั่งเหมืองก็หยุดเงียบไป เหมือนตำราว่าไว้ ทำให้คลื่นลมสงบโดยไม่รู้พายุจะมาเมื่อไหร่ ความหวาดระแวงในแววตาของชาวบ้านค่อยๆ หายไปกับภาระงานในชีวิตประจำวัน

วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้รับหนังสือตอบกลับจากอุตสาหกรรมจังหวัดเลย แจ้งว่า เหมืองทองได้ขออนุญาตขนแร่ทองแดง มีทองคำ และเงิน เจือปน จำนวน 476 ตัน โดยใช้รถบรรทุก 15 คัน ไปยังสถานที่เก็บแร่ของบริษัทฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ได้ออกใบอนุญาตขนแร่โดยมีอายุวันที่ 22 – 23 เมษายน 2557

Scroll Up