สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ : จากตามหา “วันเฉลิม” สู่การป้องกันคนหาย

อติเทพ จันทร์เทศ เรื่องและภาพ 

ผมนัดสัมภาษณ์ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ (เจน) ขณะเดินสายตามหา วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่หายตัวไปในกัมพูชาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563  ซึ่งเป็นน้องชายของเธอ 

“เป็นเวลากว่า 7เดือนแล้วที่น้องชายของเธอหายตัวไป” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ แต่ยังเจือแววของความหวัง 

ตั้งแต่น้องชายหายไปสิตานันยังคงคอยข่าว รวมถึงหลักฐานเพื่อสืบสาวราวเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวเธอ ในการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 เกือบทุกครั้งเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการหายไปของน้องชาย โดยหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ต่างเรียกร้องให้ทางการไทยและกัมพูชาสืบสวนการหาตัวไปของวันเฉลิม แต่ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ จากทางการไทย 

7 เดือนแห่งความเจ็บปวด 

“คนที่ยังอยู่ มันเจ็บปวด คุณเข้าใจไหม ญาติผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ลำบาก ถ้าพี่เงียบไปเขาก็จะทำกันอีก ตอนนี้รู้แค่ว่า อยากได้พบศพ และต้องได้เห็น”  

เธอเล่าความรู้สึกอันแสนเจ็บปวดเกี่ยวกับเรื่องน้องชาย และยังเป็นหัวหอกสำคัญให้กับญาติผู้ลี้ภัยรายอื่นๆ ที่ถูกอุ้มหาย เธอยังพอมีเรี่ยวแรง และทุนส่วนตัวเพื่อตามหาความจริงให้กับสังคมรับรู้ 

“แสดงว่ามันซุ่มอยู่นานพอสมควร ดูพฤติกรรมของต้า”เธอคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องชาย  

“ตอนแรกเข้าใจว่า จับผิดคน คิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน ไม่นานนักเพื่อนต้าก็โทรคอนเฟิร์มบอก ไม่ผิดหรอก คิดว่า ต้าคงเสียชีวิตแล้ว”เธอเล่าพร้อมปาดน้ำตาและกลั้นเสียงสะอื้นได้  

“ทุกวันนี้เราก็รู้แล้วแหละว่าใครทำ พยายามหาหลักฐาน ผลจะออกมายังไงก็ช่าง-ดีกว่าปล่อยให้คนทำลอยนวล”เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“มันเหนื่อย หมดทั้งเงิน ทุกอย่าง คือ ค่าใช้จ่ายของตัวเอง แล้วมันไม่ไหว มันเหนื่อย แล้วเราก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้ทำงานเลย จนทุกคนบอกว่าจะบ้าเหรอ น้องๆ ทุกคนออกมาเรียกร้องแทนเรา เรียกร้องทุกที่ จนเรากลับมาฮึดสู้อีกรอบ” สิตานัน เล่าถึงความในใจหลังการหายตัวไปของน้องชาย

“สื่อ คือหัวใจของการทำงาน มีความจำเป็นมามาก ไม่งั้นเราจะได้รับอันตราย” สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาววันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์

โอ๊ย…หายใจไม่ออก

บ่ายแก่ๆ วันที่ 4 มิถุนายน 2563 สิตานันไม่รู้ว่า บทสนทนาระหว่างเธอกับน้องชายทางแอพลิเคชั่นไลน์จะเป็นครั้งสุดท้าย

“แล้วพี่ก็ได้ยินเสียงปัง…โอ้ย ! หายใจไม่ออกๆ”เป็นประโยคสุดท้ายที่เธอได้ยินน้องชายตะโกนผ่านโทรศัพท์และเป็นช่วงเวลาที่เขาถูกนำตัวขึ้นรถบริเวณหน้าคอนโดในกัมพูชา 

เธอเข้าใจว่า น้องชายถูกรถชน มีคนเขมรพูดกันฟังไม่รู้เรื่อง จากนั้นต้าตะโกนโอ้ยหายใจไม่ออก หายใจไม่ออก คิดแค่ว่าน้องถูกรถชน เสียงตะโกนหายใจไม่ออกนานมาก จนบูลทูชตัดไป” สิตานันเล่าวินาทีน้องชายถูกอุ้มขึ้นรถ

สิตานัน เล่าเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังโทรศัพท์พูดคุยกับน้องชายขณะถูกจับขึ้นรถพร้อมตะโกนหายใจไม่ออกตลอดเวลา จากนั้นกระแสข่าวการถูกของวันเฉลิมเริ่มดังขึ้น

สื่อทั่วโลกให้ความสนใจ 

หลังจากนั้นข่าวของต้าก็เริ่มมีคนให้ความสนใจ 

“มีเพื่อนของต้าโทรหาเยอะมาก บอกไว้ใจได้ เพราะ และรู้จักนักข่าวหลายสำนัก เขาบอกจะให้สื่อช่วยกระพือข่าวให้ดัง กดดันให้ปล่อยตัววันเฉลิม” ในวันที่สิตานันงุนงงต่อเหตุการณ์ และสายเรียกเข้าให้ความช่วยเหลือน้องชายของเธอ 

“ใช่สื่อ คือหัวใจของการทำงาน มีความจำเป็นมามาก ไม่งั้นเราจะได้รับอันตราย” สิตานันเล่าถึงสื่อมวลชนที่ช่วยกันติดตามข่าว หลังการหายไปของน้องชาย

เธอเก็บหลักฐานได้เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของคอนโด ร้านกาแฟและที่ต่างๆ รวมทั้งข้อมูลจากแม่ค้าลูกกชิ้นที่อยู่ในเหตุการณ์ 

รายละเอียดอยู่ที่แม่ค้า เพราะต้าซื้อลูกชิ้นก่อนถูกอุ้ม”  เธอเล่าบอกพยานคนสำคัญของเหตุการณ์ 

แต่หลังจากมีข่าวเผยแพร่ทางเว็บไซต์ BBC แม่ค้าร้านลูกชิ้นได้หายไปจากบริเวณนั้น เธอไม่แน่ใจว่า แม่ค้าเลิกขายหรือเปล่า เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า หายไปไหน จนทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน 

“พี่จะไม่ให้เรื่องนี้เงียบแน่นอน จะสองปี สามปี วันครบรอบของเหตุการณ์ ทุกอย่างที่ทำให้สังคมรับรู้พี่ต้องทำ ไม่ยอม เอาให้สุดไปเลย” 

เธอไม่เคยคิดว่า หลังจากออกมาตามหาน้องชาย ด้วยการแจังความกับทางการกัมพูชา จนถึงปัจจุบันศาลกัมพูชาจะรับเป็นคดี 

มันเป็นจังหวะ ยังคุยกับตัวเองเลยว่า สรุปแล้วฟ้าลิขิต ให้บังเอิญต้าคุยโทรศัทพ์ ฟ้ากำหนดให้เราเดินออกมาตรงนี้หรือเปล่า” เธอเล่าถึงจังหวะที่วันเฉลิมถูกอุ้ม 

ปกติหากใครรู้จักต้าดี เขาเป็นคนมักสวมใส่บูลทูช วันเกิดเหตุสิตานันได้ยินเสียงทุกอย่าง เธอเล่าเกี่ยวกับกลุ่มชายราว 3-4 คนที่มาจับตัววันเฉลิม ทำให้เสียงสุดท้อยที่ร้องตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวด สบสน และไม่ทราบชะตาของน้องชายจนถึงวันนี้

ไม่เคยถูกคุกคาม 

โดยบุคคลิกแล้วสิตานันค่อนข้างเงียบขรึม พูดน้อย แม้ต้องเจ็บปวดกับความสูญเสีย แต่ความเป็นพี่คนโตทำให้เธอออกมาเป็นผู้นำครอบครัวเพื่อตามหาน้องมันแปลกมากที่เราไม่โดนคุกคามเลย คนที่ทำงานด้วยกันโทรมาถามใหญ่เลยว่า คุณเจนมีใครติดตามไหม เราบอกคนช่วยเหลือว่าไม่มี” 

หากเทียบกับญาติผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ที่ถูกตำรวจนอกเครื่องแบบติดตามและคุกคามอยู่บ่อยครั้ง แต่เธอแทบจะไม่มีคนคุกคามเลย 

กิจกรรมรณรงค์ #Saveวันเฉลิม และบุคคลที่สูญหายของประเทศไทย เครดิตภาพ ธีร์ อันมัย

ชีวิตในวัยของเด็ก “วันเฉลิม”  

วันเฉลิมเป็นคนมักช่วยเหลือเพื่อน และเป็นคนที่ยอมกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม 

ต้าเป็นเด็กน่ารัก เป็นเด็กที่ช่วยเหลือคนอื่น ช่วยเหลือทุกคน เป็นคนที่ไม่ชอบเห็นความอยุติธรรม ไม่ชอบเห็นใครถูกรังแก”

หลังเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้งทางการเมืองไทย เขาเป็นผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว และเคยคลุกคลีอยู่กับงานการเมืองในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอกจากนั้นยังเคยร่วมทำงานเคลื่อนไหวประเด็นทางสังคม

หัวใจคือการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

วันเฉลิม เป็นชาวอุบลราชธานี แล้วไปเรียนหนังสือที่ ม.รามคำแหงตั้งแต่อายุ ซึ่งเป็นสถานที่ๆ ทำให้เขารู้จักโลกของการช่วยเหลือสังคม 

“ ต้าบอกว่าชอบทำกิจกรรม เรียกว่าหลงใหลเลยแหละ” เธอเล่าถึงมุมมองทางสังคมของน้องชาย

หลังการรัฐประหาร โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557  วันเฉลิมหายตัวไป และขาดการติดต่อไปนานถึง 2 ปี 

กระทั่งสิตานัน ได้รับการติดต่อจากน้องชายครั้งแรกก่อนเดินทางไปเที่ยวประเทศเวียดนาม ทั้งสองจึงนัดพบกันครั้งแรกในรอบ 2 ปี  

“ไม่คิดว่า ต้าจะลี้ภัย เพราะไม่ใช่แกนนำหลักต่อต้านรัฐบาล อีกอย่างเขาไม่โหนเรื่องเจ้า วันเฉลิมวิจารณ์การเมือง ทอล์กโชว์มากกว่า พูดไปหัวเราะไปคนเราก็ตั้งตำถามว่า ทำไมต้องเป็นวันเฉลิม” 

สิตานัน เล่าถึงสาเหตุที่น้องชายต้องลี้ภัยไปยังประเทศกัมพูชา ต่อมาได้หายตัวไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563  

หลังรัฐประหารปี 57 

เธอเล่าย้อนว่า หลังรัฐประหาร น้องชายบ่นให้ฟังถึงการถูกยึดอำนาจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีหลายคนถูกควบคุมตัว 

“ผมรับไม่ได้ มันไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว” สินันตาย้อนเล่าคำพูดของวันเฉลิมหลังการเข้ายึดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ เขาโทรมาหาแม่บอกว่า ต้าจะต้องหนีนะแม่ ต่อมาต้าติดต่อมาจึงรู้ว่า เขาอยู่ไหน” สิตานันเล่าถึงบทสนทนาระหว่างเธอกับน้องชาย สาเหตุที่ตัดสินใจเข้าลี้ภัย และขาดการติดต่อกับครอบครัวนาน 2 ปี เขาติดต่อแม่เพื่อเล่าถึงสาเหตุการออกนอกประเทศหลังสถานการณ์การเมืองไทยถูกปกคลุมด้วยความมืดมนจากคณะปกครองทหาร 

เธอจึงนัดพบกับน้องชายในประเทศต่างๆ ใกล้เวียดนาม จากนั้นทั้งสองไม่ได้เจอกันอีก มีเพียงการสนทนาทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 4 ิถุนายน 2563 ที่ถือเป็นครั้งสุดท้าย

“ใช่-ครั้งสุดท้าย เราแพลนกันไว้ ถ้าน้องสาวคนเล็กเรียนจบ พี่จะพาน้องไปเกาหลีกับแม่ แล้วให้ต้าไปเจอ บังเอิญมันเกิดโควิดก่อน ทำให้ไปไม่ได้ และดันมาถูกอุ้มไป ทุกอย่างพังหมด”  

Scroll Up