วรงค์ เดชกิจวิกรม : ปกป้องสถาบันฯ และพรรคไทยภักดี

หลังการก่อตัวประท้วงของนักศึกษาและประชาชนในห่วงปี 2563-2564 ภายหลังใช้ชื่อว่า “คณะราษฎร” ที่มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ในข้อสุดท้ายเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นขวบปีแห่งการพูดถึงสถาบันฯ ในพื้นที่สาธารณะมากที่สุดในประวัติศาสตร์

กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ก่อตั้งกลุ่ม “ไทยภักดี” ขึ้นมาและเปิดตัวแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 พร้อมชู 3 ข้อเรียกร้อง ไม่ยุบสภาฯ ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ และดำเนินการตามกฎหมาย กลุ่มคนที่เสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นำโดย น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม มีผู้ร่วมรวม 27 คน เพื่อรวบรวมประชาชนผู้ภักดี ต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นกลุ่มภาคประชาชน มีบทบาทหลักในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ 

กลางเดือนมีนาคม 2564 คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) รับคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง เวลาครึ่งปีจากกลุ่มภาคประชาชน จึงกลายมาเป็น “พรรคไทยภักดี” หวังลงต่อสู้ในสนามการเมืองเพื่อพลักดันจุดประสงค์ของพรรคโดยมีสโลแกนว่า “ เราจะไม่ขอเป็นทางเลือก แต่เราจะเป็นทางออกของประเทศไทย”

The Isaan Record ชวนหัวหน้ากลุ่มและว่าที่หัวหน้าพรรค น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม พูดคุยถึงอุดมการณ์ความฝันของ “ไทยภักดี” ในวันที่กลุ่มคนขอนแก่นปกป้องสถาบัน จัดเสวนาหัวข้อสถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย เมื่อวันที 27 มีนาคม 2564 

กลุ่มคนขอนแก่นปกป้องสถาบัน จัดเสวนาหัวข้อสถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย เมื่อวันที 27 มีนาคม 2564 โดยมีการเชิญ หมอวรงค์มาเป็นวิทยากร

The Isaan Record : ที่ขอนแก่นมีการรวมตัวกันของกลุ่มขอนแก่นปกป้องสถาบัน และจะทำงานกับไทยภักดีและกลุ่มคนรักสถาบันทั่วประเทศอย่างไร 

หมอวรงค์ : ถือเป็นสัญญาณที่ดี เราต้องยอมรับว่า มีกลุ่มบุคคลที่อาศัยนักศึกษาเป็นเครื่องมือ พยายามให้น้องๆ ซึ่งผมเข้าใจพวกเขา เพราะประสบการณ์น้อย ผมก็เคยเป็นนักศึกษามาก่อน เคยทำงานร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มาก่อน เราเข้าใจ คนกลุ่มนี้พยายามใช้น้องๆ นักศึกษา เป็นเครื่องมือและพยายามใช้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เป็นภาพนักวิชาการมาร่วมเคลื่อนไหว แน่นอนเวลาแสดงออกจาบจ้วง เจตนาต้องการทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์

มันเป็นเรื่องของคนไทยที่มีความผูกพันกับสถาบันฯ มาอย่างยาวนาน เพราะเราต้องยอมรับว่า สังคมไทย 700-800 ปี ที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ และที่สำคัญที่สุด คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่เหมือนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส ในยุคพระเจ้าหลุยส์ที่นักวิชาการชอบเอามาเล่า เอามาพูด ที่มีการกดขี่ห่มเหงประชาชน แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่เคยมีการกดขี่ข่มเหงประชาชน อยู่กับสังคมไทยแบบพ่อปกครองลูก เหมือนพ่อกับลูกที่อยู่ใกล้ชิดกัน เยี่ยมเยือน ดูแลทุกข์สุข ให้ความช่วยเหลือ ให้ความเอาใจใส่ดูแล

ดังนั้นวันหนึ่งที่มีกลุ่มบุคคลใช้นักศึกษา ใช้คนรุ่นใหม่มาจ้องทำลายล้าง มันก็เป็นธรรมดาที่ประชาชนจะรวมตัวกัน เพื่อปกป้อง ซึ่งผมถือว่า ภาพลักษณ์ของขอนแก่นโมเดลเป็นภาพลักษณ์ที่ดีอันหนึ่งที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี

พอมาถึงตรงนี้ผมมองว่า มันเป็นสัญญาณที่ดี การที่พวกเราไทยภักดี หรืออาจจะมีอาจารย์ นักวิชาการท่านอื่น ที่คิดสอดคล้องกันกับประชาชนขอนแก่นว่า สิ่งนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เราจะได้ทำงานร่วมกัน

The Isaan Record : มองอย่างไรกับการที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในอีสานเป็นเวทีทางการเมืองให้นักศึกษาในอีสาน
หมอวรงค์ : ต้องแยกเป็นสองส่วนนะ คือ เอาในสิ่งที่เขาจัดก่อน ที่เขาเชิญอาจารย์ปิยบุตร (แสงกนกกุล อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์และอดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ บรรยายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)  

ถือว่าเขาล้มเหลว ถามว่า ทำไมเขาล้มเหลว เนื่องจากว่า ระดับมือต้นๆ ของประเทศ ที่พยายามชี้นำนักศึกษา ธรรมดาแล้วถ้ามือระดับนี้มาแล้วมันต้องล้นเลย แต่ปรากฏว่า เห็นมีคนเข้าไปสังเกตการณ์ เล่าให้ฟังว่า นักศึกษามา 40 คน ไม่ได้เยอะมาก 

เพราะว่าเขาล้มเหลวตรงนี้ อันนี้มองในภาพของกิจกรรมที่เกิดขึ้น แต่ถ้าดูในมุมเรื่องของผม ที่ผมจะพูดอยู่เสมอว่า สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์บุคลากรของประเทศ แหล่งบ่มเพาะบุคลากรของประเทศ รัฐบาล ถ้าผมมีอำนาจนะ ผมจะบอกทิศทาง ทิศทางของประเทศต้องไปทางนี้นะ รัฐบาลเราต้องไปทิศนี้ เราไปในทิศที่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นเราให้สิทธิเสรีภาพทางวิชาการเต็มที่ แต่ไม่ได้ให้เสรีภาพในการมาทำลายล้าง ในการให้ข้อมูลบิดเบือน 

“สิ่งที่เกิดขึ้นจากตามทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ใช่เสรีภาพทางวิชาการที่บริสุทธิ์ใจ แต่เป็นเสรีภาพที่เอามาอ้าง แต่มีเป้าหมายในการบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าผมมีอำนาจ ผมจะบอก ทิศนี้ไม่ได้ ไปทิศนี้ไม่ได้ เสียเวลาประเทศ ประเทศจะต้องไปในทิศที่ถูกต้อง เเล้วเอาเวลามาในการช่วยพัฒนาประเทศมากกว่า”

The Isaan Record : จุดไหนที่มองว่า ควรเป็นเสรีภาพทางวิชาการ ในสถาบันการศึกษา
หมอวรงค์ : ผมว่า ในการปกครองมันชัดเจนอยู่แล้วว่า เราปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นแน่นอนว่า เสรีภาพทางวิชาการคุณสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ คุณใช้เหตุใช้ผล แต่คุณมาถือป้ายด่า กล่าวให้ร้ายไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่เสรีภาพ อันนี้คือการด่า ถามว่าอยู่ๆ คุณไปถือป้ายด่าที่สำนักงานที่ออฟฟิศของเดอะอีสานเรคคอร์ด ก็ไม่แฮปปี้ เผลอๆ อาจจะฟ้องกลับผมวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองบางพรรคด้วยเหตุและผล 

มันต้องแยกให้ออกคำว่า เสรีภาพทางวิชาการกับการจงใจที่จะด่า จงใจที่จะบิดเบือน ที่สำคัญที่สุดถ้าคุณใช้สิทธิเสรีภาพท่าทีมันต้องเป็นวิชาการท่าทีมันต้องมีเหตุมีผล เป็นมิตร

The Isaan Record : คุณเคยพูดถึงเรื่องการดำเนินคดีของผู้ที่จะจาบจ้วง ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ อะไร คือ ขอบเขตที่จะควรพูดถึงสถาบันกษัตริย์ได
หมอวรงค์ : ผมว่าด้วย Common Sense เราไม่ต้องไปพูดถึงพระองค์ท่านนะ เหมือนเราพูดกันเอง อะไรที่ผมพูดให้คุณเสียหาย ไม่ควรพูด อันนี้เป็นหลักสากลเลยนะ อะไรที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย เราไม่ควรกระทำ หรือไม่ควรพูด ฉะนั้นเหมือนกันทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูดถึงสถาบันเบื้องสูงได้ แต่อย่าทำให้พระองค์ท่านเสียหาย ด้วยเซนส์คุณก็จะรู้ว่า ท่านเสียหายหรือไม่ ของพวกนี้ไม่ต้องไปสอนเกินหรอก 

คนคิดดีทำดีไม่ต้องสอนกัน เพราะเขาจะรู้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควรพูด แต่คนที่คิดไม่ดีมันจะหาเรื่องพูดด้วยแล้วอ้างว่า บริสุทธิ์ใจอ้างว่า ต้องการจะปกป้อง 

The Isaan Record : คิดไหมว่า การฟ้องร้องคดีความเยอะๆ มันจะเป็นภาพลบต่อสถาบันฯ หรือไม่ 
หมอวรงค์ : คือผมเรียนอย่างนี้ก่อนว่า การต่อสู้ทางความคิด แน่นอนฝั่งหนึ่ง ให้ร้ายต้องยอมรับและกล่าวให้ร้ายป้ายสี บิดเบือน โกหก หยาบ ก้าวร้าว แล้วใช้ภาษาเขียนอะไรที่เลวร้ายมาก คือ เราไปทำแบบนี้ไม่ได้หรอก เขาพยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรง มีมวลชนอยากจะให้เราจะชุมนุมประชาชนแล้วสู้กันไปเลย ให้ได้เสียกันไปเลย ผมว่า มันไม่ได้มันจะเข้าทางเขาเพราะเขาต้องการความรุนแรง เมื่อเกิดความรุนแรงมากๆ เขาจะไปฟ้องอเมริกาซึ่งเป็นพ่อของเขา ให้ยกกำลังพลเข้ามาช่วยดูแลแม้แต่วันนี้ทูตทุต 14 ประเทศ มาเดินตาม ผมยังสมเพช นี่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เรามีอิสรภาพของเรา เราไม่ได้เป็นประเทศที่อยู่ภายใต้อาณานิคม 

The Isaan Record  : ก้าวต่อไปของไทยภักดีคืออะไร ทำไมต้องโฟกัสไปที่เรื่องพรรคการเมือง
หมอวรงค์ : จริงๆ การต่อสู้มันต้องมีสภาเป็นเวทีในการต่อสู้ เพราะว่ามันเป็นการใช้อำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย และยิ่งโดยเฉพาะบ้านเมืองกำลังขัดสนมาก ในการที่จะนำพา ผมเชื่อว่า ไทยภักดี เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน และเราเชื่อว่า แนวทางของเรา ผมจะใช้คำว่าเป็นแนวทาง Neo ผสมกับ Conservative เป็นการอนุรักษ์นิยมที่ทันสมัย มันจะเป็นแนวทางที่นำพาประเทศได้ ผมอยากจะคุย 2 ประเด็นให้เห็นภาพ ในเชิงอุดมการณ์ของเรา และอันที่ 2 คืออัตลักษณ์หรือตัวตนของ ไทยภักดี ผมคิดว่าถ้าพี่น้องประชาชนเห็นภาพนี้จะรู้ว่าควรจะร่วมงานกับเราไหม

กลุ่มคนขอนแก่นปกป้องสถาบัน จัดเสวนาหัวข้อสถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย เมื่อวันที 27 มีนาคม 2564 

“ไทยภักดี คือ คำตอบของการภักดีต่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์และประชาชน นี่คือตัวตนของไทยภักดี อันนี้คือแนวทางของพรรคไทยภักดี และเราก็เชื่อว่ามันต้องต่อสู้บนวิถีทางประชาธิปไตย ก็คือส่งผู้สมัคร ส.ส. เพื่อไปทำหน้าที่นำพาประเทศ” 

และผมย้ำนะ เราเชื่อมั่นเราว่า เราจะนำพาประเทศ เราไทยภักดีไม่คิดว่าจะมาเป็นพรรคเล็ก คนบางคนแซวว่าเป็นพรรคเล็ก ไม่คิดว่ามันจะมาเป็นพรรคทางเลือก แต่เราจะเป็นพรรคทางออกให้ประเทศ ที่จะนำพาประเทศ

The Isaan Record : ความคาดหวังในการเข้าไปทำพรรคการเมืองในครั้งนี้คาดหวังสูงสุดคืออะไร?
หมอวรงค์ : เรามองไกลจนว่า เราจะต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจริงๆ ผมไม่ได้โม้นะ มันเป็นความเชื่อของเราจริงๆ เพราะเราดูแล้วว่า ประเทศของเรากำลังเผชิญวิกฤติเยอะมากในหลายๆ เรื่อง แต่ไม่มีใครทำอะไรเลย ลองมาคิดดูว่า วันนี้สภาทำอะไร ชีวิตจริงปัญหาเกิดขึ้นคืออะไร

 ผมเล่าอย่างนี้ก่อนว่า ปัญหามันเกิดจากนักการเมือง อดีตที่ผ่านมาปัญหาทุกอย่างเกิดจากนักการเมือง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น นักการเมืองทะเลาะกัน แล้วโกงบ้านโกงเมือง  ประชาชนออกมาขับไล่ ปัญหามันอยู่ตรงนั้น เวลาจะแก้มันต้องก็อยู่ที่การเมือง เพราะอำนาจปากท้องของประชาชนอยู่ดีกินดี งบประมาณ มันอยู่ที่การเมือง 

แต่อยู่มาวันหนึ่ง มีคนกลุ่มหนึ่งไปบอกว่าจะปฏิรูปสถาบันฯ และในวันนี้ไม่ใช้คำว่าปฏิรูปนะ วันนี้กล่าวให้ร้ายสถาบัน ถามว่านักการเมืองทำอะไร ไปแก้รัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร เพื่อให้ทุนเข้ามาครอบงำการเมืองได้ ไม่ได้มีประโยชน์อย่างอื่นของประชาชนเลย และรัฐบาลทำอะไร

บางครั้งผมก็มองว่า ไม่ทันการกับสิ่งที่เกิดขึ้น กลายเป็นว่าเป็นภาระของพวกเราของประชาชนมาร่วมมือกันในการดูแลเหมือนกับว่า ดูแลประเทศในส่วนที่สำคัญของประเทศ นั้นคือสถาบันพระมหากษัตริย์ เวลาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แต่ เราเชื่อมั่นว่าประชาชนเชื่อเรา ว่าหลังเลือกตั้งเราจะมาเป็นผู้นำ ในการนำพาประเทศ 

The Isaan Record: มีหลายคนคิดว่า กลุ่มไทยภักดีและพรรคพลังประชาชาติไทย รวมถึงรัฐมนตรีที่ตัดสิทธิการเมืองเหตุการณ์ล่าสุดของเครือข่าย กกปส.เดิม จะเข้ามาร่วมกับพรรคไทยภักดี กลายเป็นที่รวมกลุ่มปกป้องสถาบันฯ เลยหรือไม่ 
หมอวรงค์ : เราต้องยอมรับว่า เป้าหมายเชิงอุดมการณ์หลายๆ พรรคการเมืองสอดคล้องกัน ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในการนำพาประเทศเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน แต่บางครั้งมันมีสไตล์ที่แตกต่างกันเพราะฉะนั้นมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาอยู่ด้วยกัน แต่เราถือว่า มันเป็นแนวร่วมกันได้ ดังนั้นโจทย์ที่ถาม ผมยืนยันว่าไม่มี

The Isaan Record: บทบาทนอกการเมือง ในงานมวลชนของไทยภักดียังจะสานต่อการทำงานต่อไปหรือไม่ 
หมอวรงค์ : ผมว่าเราเป็นแนวทางที่ร่วมกันได้ คือ เรารู้ตัวว่า เราเป็นพรรคการเมือง เราก็ต้องวางเป้าหมายในสิ่งที่พรรคการเมืองทำได้ อันไหนทำได้ อะไรทำไม่ได้ เพราะเมื่อเป็นพรรคการเมืองมันจะต้องมีข้อจำกัด อะไรคุณทำได้อะไรคุณทำไม่ได้

ในม็อบถ้ามีพฤติกรรมที่ล้มล้างสถาบัน ถ้าคนเป็น ส.ส. เข้าไปวุ่นวายคุณมีพฤติกรรมล้มล้างคุณถูกถอดถอนได้ อันนี้คือพูดในเชิงของหลักกฎหมาย เพราะฉะนั้นในวันที่เราเป็นพรรคการเมือง เราจะต้องดูในเงื่อนไข ว่าอะไรเหมาะสมอะไรไม่เหมาะสม แต่กลุ่มมวลชนที่คิดดีต่อประเทศ ยังไงก็จะต้องเป็นแนวร่วม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน จังหวัดไหนก็แล้วแต่ ผมอยากให้มีเยอะ ๆ ถือว่าการให้ประชาชนรวมตัวเป็นกลุ่ม จะมีอำนาจต่อรอง ต่อรองกับพรรคการเมืองได้ ต่อรองกับนักการเมืองได้ ต่อรองต่อรัฐบาลได้ซึ่งผมโอเคนะ ดังนั้นจะเป็นแนวร่วมกันได้ ถ้าคิดดี ทำดีต่อประเทศ

The Isaan Record : อะไรคือความฝันอยากของคุณ อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมากที่สุด?
หมอวรงค์ : จริงๆ แล้วผมว่า ประเทศเราจะต้องรื้อเยอะเลยนะ เพราะว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องรื้อระบบและเป็นระบบครั้งใหญ่มันไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เอาง่ายๆ แม้แต่เรื่องใกล้ตัวของเรา คือ เรื่องการศึกษาต้องรื้อครั้งใหญ่ของประเทศ ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถึงมหาวิทยาลัยต้องรื้อครั้งใหญ่ของประเทศ เราปล่อยอย่างนี้ไว้ไม่ได้ ผลิตบัณฑิตคนไปเรียนมหาวิทยาลัยบัณฑิตออกมา ทำงานไม่เป็น ถูกหลอกง่าย

โครงสร้างตำรวจต้องรื้อครั้งใหญ่ กระบวนการโดยเฉพาะตำรวจ ที่เป็นต้นน้ำ ปล่อยอย่างนี้ไว้ไม่ได้แล้ว กระจายอำนาจอย่าไปรวมศูนย์ เป็นการรวมศูนย์มากเกินไป ระบบราชการต้องรื้อครั้งใหญ่ เพราะราชการตอบสนองต่ออำนาจเท่านั้น แต่ไม่ได้ตอบสนองต่อประชาชน คือ พูดง่าย ว่า เราต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศ บนหลักการ 2 ข้อ 1.ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 2.เราต้องได้นักการเมืองที่มีคุณธรรมมาร่วมมือกันเปลี่ยนแปลง

The Isaan Record : แล้วพรรคไทยภักดีมีข้อเสนออะไร เกี่ยวกับการปกป้องหรือปฏิรูปสถาบันหรือไม่ 
หมอวรงค์ :  ผมมองว่า เขาตั้งโจทย์ผิดมากกว่า คือ ที่ผ่านมาความขัดแย้งมันเป็นเรื่องของการเมือง ที่ผมย้ำอยู่เสมอ ม็อบขับไล่นักการเมือง ทุจริตคอรัปชั่น การใช้อำนาจไม่ชอบ แทรกแซงราชการ แทรกแซงสื่อ แม้แต่แทรกแซง เอาขนมไปวางไว้ที่ศาล เท่ากับคุณกำลังแทรกแซง เวลาแก้มันแก้ตรงนี้ ฉะนั้นประชาชนจะต้องทำยังไง ให้มีนักการเมืองที่มีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่ ผมแถมนิดนึงนะผมเชียร์รัฐธรรมนูญฉบับนี้สุดลิ่มทิ่มประตู เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจประชาชนเหนือการเมือง 

รัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจประชาชนเต็มที่ สังเกตดูว่านักการเมืองที่เกเร พอยุบสภา 70-80 เปอร์เซ็นต์ ก็เข้ามาได้เหมือนเดิม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้โอกาสประชาชน ถ้านักการเมืองไม่ได้เรื่อง ประชาชนลงโทษได้ทันที ดูการเลือกตั้งล่าสุดพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง สูญพันธุ์ในกรุงเทพฯ นี่คือ การลงโทษของประชาชน ผมเชียร์เต็มที่

เรื่องสถาบันฯ ผมโยงให้เห็นแบบนี้ว่า สุดท้าย เป้าหมายที่คุณชี้ ไปที่สถาบันฯ มันผิด Point มันผิดเป้า เพราะว่า สถาบันฯ ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องอะไรเลย มันเป็นของนักการเมือง งบประมาณก็อยู่ที่นักการเมือง คุณจะต้องชี้เป้าหมายให้นักการเมืองมีการปฏิรูปตัวเองเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริง แต่วันนี้คุณ Point ไปที่สถาบันเบื้องสูงมันไม่เกี่ยวอะไรเลย 

ผมพูดไปตามเนื้อผ้านะ สมมุติพวกคุณชนะ คุณล้มล้างสถาบันได้ ประชาชนจะอยู่ดีกินดีหรอ ถ้าคุณยังได้นักการเมืองที่โกหก บิดเบือน หลอกลวงประชาชน ขี้โกง ใช้อำนาจไม่ชอบ แล้วประชาชนจะอยู่ดีกินดีหรืออ สุดท้ายก็มากดขี่ประชาชนอีกรอบ เพราะฉะนั้น Point ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ที่สถาบันเบื้องสูง 

แต่ผมมองว่าสถาบันเบื้องสูงจำเป็นต้องดำรงไว้ เป็นศูนย์ยึดเหนี่ยวประชาชนทั้งประเทศ แต่คุณต้องมาเปลี่ยน Point ให้นักการเมืองปรับปรุงตัวเอง ตอบสนองประชาชน อย่าโกง อย่าเอาแต่พรรค แต่พวก ผมว่าประเทศมันจะดีขึ้นนะ ผมรับรองและกัน 

Scroll Up