การถูกคุกคามจากตำรวจนอกเครื่องแบบทำให้ “ศตานนท์ ชื่นตา” นักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิชุมชน จ.สกลนคร ต้องขายข้าวเปลือก 2 กระสอบ เพื่อเป็นเงินค่าน้ำมันไป สภ.สกลฯ เพื่อสอบถามว่า เขาเป็น “บุคคลเฝ้าระวัง” ก่อนการเสด็จฯ อีสานอย่างไร 

ช่วงเที่ยงของวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ขณะที่ “ศตานนท์ ชื่นตา” นักกิจกรรมเคลื่อนไหวเรื่องผลกระทบจากการทำเหมืองแร่โพแทสเซียม อ.คำตากล้า จ.สกลนคร กำลังพักกลางวัน พร้อมหลานและแม่ ภายในพื้นที่สวนส่วนตัว 

รถยนต์กระบะสีดำ ไม่มีป้ายระบุหน่วยงานก็เคลื่อนเข้ามาในพื้นที่ พร้อมกับชายตัดผมสั้นข้าง 2 คน ไม่สวมเครื่องแบบ

ประชาชนเป็น”บุคคลเฝ้าระวัง” ก่อนการเสด็จฯ 

เขาลงรถมา แล้วเข้ามาหาเรา ถามว่า คุณคือ ศตานนท์ ชื่นตาใช่ไหม คุณเป็น ‘บุคคลเฝ้าระวัง’ นะ พร้อมกับบอกว่า ได้รับคำสั่งจากเบื้องบน ภาค 4 ให้เข้ามาตรวจสอบ สอบถาม ถ่ายรูป โดยที่ไม่มีการแจ้งอะไรเป็นเอกสาร มีเพียงคำสั่งในโทรศัพท์ที่อ่านให้ฟัง” ศตานนท์ เล่าถึงเหตุการณ์ที่บุคคลที่อ้างว่า เป็นตำรวจเข้ามาสอบถามข้อมูล 

ด้วยความกลัว ศตานนท์ ได้ให้หลานถ่ายคลิปโทรศัพท์ไว้เป็นหลักฐาน โดยชายทั้งสองคนอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอคำตากล้า 

“ผมได้สอบถามเขาถึงหนังสือที่อ้างว่าอยู่ในโทรศัพท์ เขาบอกว่า ‘ลับมาก’ ไม่สามารถให้ดูได้ แต่บอกว่าในคำสั่งนี้คุณเป็น ‘บุคคลเฝ้าระวัง’ “ ศตานนท์ กล่าว

ศตานนท์ เล่าต่อว่า เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบยังได้ขอให้หลานหยุดบันทึกวิดีโอของศตานนท์ แล้วอ่านอ่านรายละเอียดตามคำสั่ง จากโทรศัพท์ว่า ได้รับคำสั่งให้ติดตามบุคคลเฝ้าระวังในเขต อ.คำตากล้าจำนวน 2 คน คือ 1.ศตานนท์ ชื่นตา และ อีกคนซึ่งเคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ จ.สกลนคร เพื่อสอบถามว่า อยู่ในพื้นที่ไหม แล้วเขามีปฏิกิริยาอย่างไร มีท่าทีที่จะเป็นแกนนำมวลชนหรือไปยื่นถวายฎีกา ขณะสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเยือนอีสานหรือไม่  

หลังจากนั้นชายทั้งสองได้ถ่ายรูปและออกนอกพื้นที่ไป โดยที่ไม่แจ้งเอกสารอย่างเป็นทางการ 

ในช่วงเดียวกันนี้มีประชาชนในจังหวัดสกลนครถูกบุคคลอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ เข้าพบในลักษณะเดียวกันนี้รวมแล้ว 4 ราย 

ศตานนท์ ถ่ายรูปคู่กับ ชายที่อ้างว่าเป็นตำรวจ สภ.คำตกล้า เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว ไม่มีหมายศาลหรือเอกสารยืนยัน มีเพียงคำสั่งในโทรศัพท์ระบุว่าศตานนท์เป็น “บุคคลเฝ้าระวัง”

ขายข้าวทวงถามความจริง 

วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นหนึ่งวันหลังจากเกิดเหตุการณ์เพียง ศตานนท์ ตัดสินใจขายข้าวเปลือก 2 กระสอบ ได้เงินมา 1,000 บาท เพื่อเป็นค่าน้ำมันรถ จากอำเภอคำตากล้าเข้าไปยังตัวเมืองสกลนคร ระยะทางไปกลับกว่า 200 กิโลเมตร เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้บังคับการตำรวจจังหวัดสกลนคร สอบถามถึงกรณีดังกล่าว 

“ผมรู้สึกถึงความกลัว การคุกคามของคนที่อ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่และการเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่มีการแจ้งเอกสารใดๆ ผมเลยตัดสินใจเข้าไปยื่นหนังสือเพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ดังกล่าวและคำว่า ‘บุคคลเฝ้าระวัง’ ที่ว่านั้น คือ อะไร โดยขอให้ทำเอกสารชี้แจ้งภายใน 15 วัน ”ศตานนท์ กล่าว 

ภายหลังการยื่นหนังสือ ศตานนท์ ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าไม่มีความคืบหน้าหรือเอกสารชี้แจงจะยื่นหนังสือไปถึงตำรวจภูธรภาค 4 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อสอบถามถึงกรณีนี้ต่อไป 

ศตานนท์ เป็นประชาชนที่อยู่ในพื้นที่สำรวจเหมืองแร่โพแทสเซียม จ.สกลนคร ที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการสัมปทานเหมืองแร่ โดยในระยะนี้เขาไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเลย 

ผู้บังคับการสกลนครแจง “ไม่มีอะไร” 

ประเด็นนี้ พล.ต.ต.สมประสงค์ พิมพิลา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ให้สัมภาษณ์ The Isaan Record ทางโทรศัพท์ว่า ในเบื้องต้นได้รับหนังสือจาก ศตานนท์แล้ว และให้ทางสถานีตำรวจคำตากล้าทำหนังสือชี้แจงเป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามปกติ 

“การเข้าไปในพื้นที่เป็นไปตามปกติ เพื่อเข้าไปตรวจดูแล เป็นการดีด้วยซ้ำที่เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลความปลอดภัยให้” ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร กล่าว 

เมื่อถามถึงคำว่า “บุคคลเฝ้าระวัง” ผู้บังคับการจังหวัดสกลนครตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่มีอะไร”

แม็ก ถ่ายรูปคู่ตัวรวจที่เข้าไปหาเขารายชั่วโมง ในวันที่มีการเสด็จฯเยือนจังหวัดอุดรธานี

ย้อนการเสด็จฯ อุดร – นักศึกษาถูกเฝ้าระวัง ถ่ายรูปรายชั่วโมง 

หากดูย้อนเหตุการณ์การคุกคามนักกิจกรรมในอีสานในห้วงปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า มีนักกิจกรรมจำนวนมากที่ถูกคุกคามในลักษณะเดียวกัน 

ย้อนไปก่อวันที่ 10 พฤศจิกายน2563 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์และทรงเปิดอาคารที่ทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี 

“แม็ก” นักศึกษาปริญญาโทและนักกิจกรรมกลุ่ม ‘อุดรสิบ่ทน’ อีก 5 คนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองติดตามความเคลื่อนไหวและโทรสอบถามอย่างใกล้ชิด 

นับตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 จนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน2563 ด้วยคำถามว่า “อยู่ไหน” “จะทำม็อบหรือเปล่า” “จะไปร่วมขบวนเสด็จไหม” เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวต่อประชานชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนและมีการกดดันผู้ปกครองเพื่อห้ามไม่ให้ลูกออกนอกพื้นที่ อีกทั้งให้ถ่ายรูปรายงานตัว พร้อมกับบอกว่าเป็น “บุคคลที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องจับตามอง”

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน2563 ซึ่งเป็นวันเสด็จฯ จังหวัดอุดรธานี ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทั้งในและนอกเครื่องแบบก็ติดตามตัวของนักกิจกรรม โดยสอบถามถึงที่อยู่ในขณะนั้รวมทั้งเข้าไปถ่ายรูปรายชั่วโมง และติดตามตลาดวัน 

การกระทำดังกล่าว “แม็ก” ได้ให้สัมภาษณ์ The Isaan Record ว่า  เป็นเรื่องแปลกที่เจ้าหน้าที่พยายามรักษาความปลอดภัยด้วยการทำให้คนอื่นๆ รู้สึกไม่ปลอดภัย 

“เป็นเรื่องตลกร้ายกว่านั้นที่หลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ” เขากล่าวเน้นย้ำข้อความ

ชาย 2 คนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปหา ‘อัยการ’ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาฝึกสอน อยู่โรงเรียนแห่งหนึ่ง พร้อมกับชวนว่า “ไปนั่งรถเล่นกันไหม”

ประชาชนถูกคุกคาม อีกหลายครั้งที่มีขบวนเสด็จฯ 

ที่จังหวัดร้อยเอ็ด เหตุการณ์การคุกคามเกิดขึ้นก่อน วันที่ 24 ธันวาคม 2563 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระดำเนินจังหวัดร้อยเอ็ดพร้อมด้วยเจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี 

ก่อนหน้าวันเสด็จฯ นักเรียน-นักศึกษา ในจังหวัดร้อยเอ็ด 6 คนก็ถูกเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้าไปสอบถามและถ่ายรูป 

‘อัยการ’ นักศึกษาในจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า ตำรวจเข้ามาสอบถามว่า “ไปนั่งรถเล่นกันไหม” พร้อมทั้งถามว่า จะเข้าไปยื่นฎีกา หรือเปล่า 

และในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามความเคลื่อนไหวของนักเรียน-นักศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ ด้วยวิธีการและเหตุผลคล้ายกัน ทำให้หลายคนรู้สึกไม่ปลอดภัยและถูกละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว 

ที่จนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบก็ยังไม่บอกเหตุผลที่แท้จริงว่า บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลอันตรายและเป็นเหตุให้ต้องเฝ้าระวังอย่างไร 

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง :

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *