เครดิตภาพปก แฟนเพจ พระมหาสมปอง 

วิวาทะ “เป็นพระควรยุ่งการเมืองหรือไม่” เป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ประชุมมหาเถรสมาคมลงมติว่า การกระทำของพระมหาสมปอง เข้าข่ายการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง วิทยากร โสวัตร ชวนมองปรากฎการณ์นี้แล้วสำรวจอำนาจสงฆ์ในอีสานว่า ถูกกลืนจากระบบโครงสร้างทางการเมืองได้อย่างไร 

วิทยากร โสวัตร เรื่อง 

บทความนี้ต้องขอบคุณพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามกับโครงสร้างของพุทธไทย ยิ่งเมื่อมีคนเอากรณีของท่านไปเปรียบเทียบกับ ว. วชิรเมธี ยิ่งเห็นความชัดเจนได้ดีว่า พระที่ออกมาติติง วิพากษ์วิจารณ์ (ถ้ามองอย่างมีเมตตาธรรมตามหลักพุทธศาสนาจริงๆ ก็ควรบอกว่า ท่านออกมาให้สติรัฐบาลหรือชนชั้นนำที่กุมอำนาจของประเทศ) นั้นมักจะโดนกระทำ แต่ถ้าโอนอ่อนหรือล้อตามผู้กุมอำนาจ (แม้จะปกครองและบริหารอย่างไม่เป็นธรรม) ก็จะได้รับการสรรเสริญ ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์

และประเด็นสำคัญ คือ กรณีพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ซึ่งบังเอิญจริงๆ ว่าท่านเป็นคนอีสาน เป็นชาวขอนแจ่น หรือขอนแจน (ตามสำเนียงบ้านผม) ทำให้ผมได้กลับไปค้นข้อมูลบางอย่าง ซึ่งจะเป็นคำอธิบายในกรณีนี้ได้และเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์อีสานด้วย ประเด็นหลังนี้เข้าใจว่า ยังไม่มีใครเคยศึกษาไว้ (อันนี้ไม่รับรองนะครับ เพราะผมยังไม่ได้อ่านงานอีสานศึกษาทุกชิ้น)

ในความเห็นของผมอีสานสมัยใหม่นั้นหลักๆ มี 3 ช่วงตอน  ช่วงแรกในรัชกาลที่ 5 ช่วงปฏิรูปการปกครองของพระองค์ ช่วงที่สอง ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรต่อเนื่องมาถึงสมัยจอมเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และช่วงที่สาม คือ ตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ‘40 จนคนอีสานขยับฐานะเป็นชนชั้นกลางใหม่จากประชาธิปไตยที่กินได้นี้

พูดง่ายๆ คือ การได้มีสิทธิและโอกาสในการแชร์ผลประโยชน์ชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ตรงนี้แหละที่ผมงงเอ็นจีโอและนักวิชาการที่เคยทำงานด้วยอุดมการณ์เพื่อการกินดีอยู่ดีของประชาชนรากหญ้า แต่สุดท้ายพอประชาชนลืมตาอ้าปากได้ กลับไปทำลายหลักการประชาธิปไตยจากรัฐธรรมนูญ ‘40 ทำให้ชาวบ้านตกลงไปสู่ความยากลำบากแบบเก่าอีกและไม่รู้ว่า วันไหนจะกลับมาดีขึ้น เอ็นจีโอและนักวิชาการ ปัญญาชน ศิลปิน นักเขียนเหล่านี้ก็ไปร่วมเป็นนั่งร้านให้ คสช. ยึดอำนาจรัฐประหาร) 

พิธีกรรมทางศาสนาพุทธ ภาพจาก แฟนเพจ พระมหาสมปอง

ในส่วนของบทความนี้ผมจะชี้แค่ช่วงประวัติศาสตร์อีสานใหม่ช่วงแรก โดยเจาะลงไปที่เรื่องของธรรมนูญสงฆ์ที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลืนกลายไปจนทำให้เกิดกรณีอย่างพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต โดน

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจสภาพของอีสานในยุคนั้นก่อน

ครั้งหนึ่งในงานสัมมนาวิชาการที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยให้นิยามของอีสานไว้อย่างน่าสนใจว่า อีสานเป็นคล้ายๆ Save Land เพราะอยู่ห่างจากศูนย์กลางอำนาจ ซึ่งผมเห็นด้วยมาก นั่นเพราะว่า อีสานมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง เดินทางจากศูนย์กลางอำนาจลุ่มน้ำเจ้าพระยาลำบากมาก ถ้ามองว่า คนอีสานส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อลาว เวลามีปัญหากับทางราชสำนักเวียงจันทน์ก็ข้ามโขงมาจับจองหาพื้นที่สร้างเมืองกันที่นี่ (ดูประวัติศาสตร์เมืองต่างๆ ในอีสานได้) หรือกลุ่มชนเขมรแถบสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษก็อยู่สูงจากราชสำนักกัมพูชา

ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ดังกล่าวจึงทำให้อีสานไม่มีศูนย์กลางหลัก ดูได้จากพุทธศิลป์ก็รู้ได้ว่า ไม่มีช่างหลวง ซึ่งทำให้เกิดรูปลักษณะใบหน้าของพระพุทธรูปที่อิสระและหลากหลายมากและก็มีจุดยึดเหนี่ยวร่วม คือ พุทธศาสนา (ส่วนผีนั้นค่อนข้างเป็นเอกเทศและหลากหลายตามแต่เผ่าพงษ์)

ตรงนี้ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า เอาเข้าจริงแล้ว แม้แต่ในราชอาณาจักรลาวก่อนรัชกาลที่ 4 – 5 พระสงฆ์มีอำนาจต่อรองหรือคานอำนาจของกษัตริย์ค่อนข้างชัดเจน (แม้แต่ในราชสำนักสยามเองก็ตาม จะดูได้จากประวัติขรัวโต แต่ภาพรวมอาจไม่เด่นชัดมากนัก) ดูกรณีเจ้าราชคูหลวงโพนสะเม็ก (ยาคูขี้หอม) ได้ ถึงขนาดพาครัวจากเวียงจันทน์หลายพันและหน่อเนื้อกษัตริย์ที่ถูกยึดอำนาจออกไปตั้งเมืองจำปาสัก ทางราชสำนักเวียงจันทน์ก็ยังไม่รุกไล่ตามมาตี

หนังสือประวัติและของดีหลวงปุ่สำเร็จลุน เขียนโดย อาจารย์สวิง บุญเจิม

ที่บอกว่าพระสงฆ์มีอำนาจต่อรองหรือคานอำนาจของกษัตริย์ค่อนข้างชัดเจนดูได้จากอะไร ?

คำตอบ คือ ให้ดูที่ยศหรือฐานันดรพระของทางอีสานและลาวก่อนรัชกาลที่ 5 จะปฏิรูปประเทศเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เปรียบเทียบกับฐานันดรพระของไทยหลังรัชกาลที่ 5 ปฏิรูปประเทศ เช่น เจ้าราชคูหลวงโพนสะเม็ก (สูงสุดในราชอาณาจักรลาวตอนนั้น) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สูงสุดในสมัย ร.5 – สมัยของพระองค์ไม่ทรงตั้งตำแหน่งสังฆราช อำนาจเด็ดขาดสูงสุดอยู่ที่พระองค์ ต่อมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยได้รับมหาสมณุตตมาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. 2453 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

จะเห็นว่า ธรรมเนียมของลาว ซึ่งอีสานก็รับมานั้น แม้แต่ตำแหน่งพระสงฆ์ในราชสำนัก กษัตริย์ยังทรงให้เกียรติสูงสุด โดยให้ชื่อพระนำหน้าหรือขึ้นต้น เอาชื่อกษัตริย์สถาปนาตามหลัง เจ้าราชคูหลวงโพนสะเม็ก – เจ้า = พระเจ้า (นี่คือชื่อพระ) ราชคูหลวง (นี่คือชื่อที่กษัตริย์สถาปนา) ทีนี้มาเปรียบเทียบกับฐานันดรศักดิ์พระของสยามประเทศไทย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส – สมเด็จ (ชื่อที่กษัตริย์สถาปนา) มาก่อน พระมหา (ชื่อพระ)

และนี่คือรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ! 

ทีนี้มาถึงลาวอีสาน ยกตัวอย่างยศพระฝ่ายปริยัติมี 4 ขั้น คือ สำเร็จ, ซา, คู, ราชคู

สำเร็จ สถาปนาให้แก่พระภิกษุ/สามเณร ผู้ที่เรียนจบสวดมนต์น้อยสวดมนต์กลางและสวดมนต์ปลาย ซึ่งผ่านการทดสอบว่าจำได้แม่นไม่ผิดพลาดแล้ว จึงพระสงฆ์ญาติโยมก็มีมติสรงน้ำ (ฮดสง) ให้เป็น สำเร็จ เอาชื่อพระออกก่อน – เอาชื่อสถาปนาไว้กลาง – เอาชื่อตัวไว้สุดท้าย เช่นชื่อ เคน ก็ว่า เจ้าหัวสำเร็จเคน (เจ้าหัว – ชื่อพระ, สำเร็จ – ชื่อสถาปนา, เคน – ชื่อคน)

ซา สถาปนาให้พระภิกษุสามเณรที่เรียนจบมูลกัจจายนสูตร (บาลีใหญ่) และแปลบาลีอรรถกถาคัมภีร์ทั้งห้า ผ่านการทดสอบแล้วก็สถาปนาให้เป็น ซา ก็เป็นเช่นเดียวกัน คือ ชื่อพระออกก่อน ชื่อสถาปนาไว้ตรงกลาง ชื่อตัวไว้หลังสุด เจ้าหัวซาเคน  – คู ก็เหมือนกัน เจ้าหัวคูเคน  – ราชคู ก็แบบเดียวกัน เจ้าหัวราชคูเคน

จากหลักฐานและข้อมูลตรงนี้จะเห็นเลยว่า หลักการหรือธรรมนูญโครงสร้างของพระสงฆ์สามเณรอีสานตอบสนองต่อหลักการประชาธิปไตยมาก คือ การกระจายอำนาจหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจกระจายไปอยู่กับประชาชน (รวมพระสงฆ์สามเณรด้วย) ตามชุมชนต่างๆ อย่างค่อนข้างเป็นอิสระและเป็นฉันทามติของประชาชนในชุมชนนั้นๆ

แต่เมื่อมีการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง โดยการปฏิรูปประเทศให้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้วก็เป็นการกลืนอำนาจนำของสังคม คือ ทั้งในทางบ้านเมือง เช่น ยกเลิกระบบอาญาสี่ และในทางธรรมนำโดยพระสงฆ์ให้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของราชสำนักหรือกษัตริย์หรือพูดให้กว้างที่สุดให้กินความมาถึงปัจจุบันก็คือให้อยู่ใต้อำนาจนำของชนชั้นนำ

จากนั้นก็กลายไปรับใช้โดยผลิตคำสอนที่ตอบสนองกลุ่มอำนาจหรือชนชั้นนำเหล่านี้ เริ่มจาก พุทธประวัติ ที่เน้นความเป็นราชาชาตินิยม(ผู้ที่เขียนขึ้นเป็นตำราเรียนก็คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งอิงรูปแบบการเขียนชีวประวัติมาจากฝรั่ง) ทั้งที่แต่ก่อนเรียนรู้ความเป็นพระพุทธเจ้าจากธรรมประวัติ ในอีสาน/ลาวก็เรียนรู้เรื่องพระพุทธเจ้าโดยการใช้พระเจ้าห้าร้อยชาติ (ปรัชญาในพระเจ้าห้าร้อยชาติก็คือทุกคนหรือสัตว์ทุกชนิดสามารถหรือมีสิทธิที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้เหมือนกัน)

นั่นจึงไม่แปลกที่ในสังคมไทยตอนนี้ ว.วชิรเมธี ถูกยกย่องเพราะสอนอวยรัฐหรือชนชั้นนำ (ซึ่งพระไทยส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้) แต่พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต กลับถูกกล่าวหาว่าร้ายโดยไม่มอง (ตามหลักพุทธ) ว่าท่านติเตียนเพื่อให้สติ

และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พ.ร.บ.สงฆ์ ปี 2484 จึงเป็น พ.ร.บ.สงฆ์ฉบับคลาสสิก -ในฝัน เหมือนรัฐธรรมนูญ ‘40 นั่นเพราะมันกระจายความสัมพันธ์เชิงอำนาจและตอบสนองประโยชน์สุขของประชาชนอย่างเต็มที่บนหลักการประชาธิปไตย

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง 

‘โกนผม’เพื่อเคียงข้างนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์

ความในใจของคนอีสานคนหนึ่งต่อวาทกรรม โง่-จน-เจ็บ และเดวิด

ผู้หญิงอีสานและลาว กับการถูกรัฐสยามบังคับให้แสดงความเศร้า

นคร พงษ์ภาพ (2) เพชรพิณทอง คือ บ่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ?

นคร พงษ์ภาพ : ขุนพลเพลงอีสานเร้นกาย (1) 

image_pdfimage_print