อาวุธที่ผู้ถูกเรียกว่า “กบฏผีบุญในอีสาน” ใช้ต่อสู้กับรัฐส่วนกลางที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งหาใช่คมหอก คมดาบ แต่เป็น “กลอน ลำ” ซึ่งเป็นการติดอาวุธทางความคิดให้กับผู้คนที่ถูกกดขี่เพื่อต้านอำนาจผู้ปกครอง   

วีรวรรธ สมนึก เรื่อง

“สังคมร่มเย็นไม่มีอะไรจะเปรียบ ทั้งคนและสัตว์อยู่อย่างมีความสุข ไม่มีโจรผู้ร้ายและวัวควายไม่ถูกขโมยมีน้ำล้นคู และชาวบ้านไม่โดดเดี่ยว อยู่ในหมู่บ้านซึ่งติดต่อถึงกันใกล้ชิด”

บทสวดพระมาลัยสำนวนอีสาน อันกล่าวถึงยุคพระศรีอริยเมตไตรย ดั่งสายธารความคิดของกบฏผีบุญหวังปลดแอกจากรัฐส่วนกลาง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลังโดนกดขี่ทั้งภาษีส่วยและถูกละทิ้งการพัฒนา เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า มีคนบางกลุ่มพวกในทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศตั้งตนเป็นผู้มีบุญร้องป่าวความคิดว่า ตนจะนำพาสังคมของภูมิภาคไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ จึงตั้งตนเป็นคณะปกครองใหม่ขึ้น 

นับตั้งแต่กบฏบุญกว้าง เมื่อปี 2242 ไปจนถึง กบฏศิลา วงศ์สิน ปี 2502 ในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภาคอีสานมีกบฏผีบุญมากที่สุดในประเทศถึง 9 ครั้ง โดยเฉพาะผู้มีบุญอีสาน เมื่อปี 2444 กบฏครั้งสำคัญมีผู้ตั้งตัวเป็น “ผีบุญ” ถึง 60 คน กระจายอยู่ถึง 13 จังหวัด

การสู้รบกับรัฐส่วนกลางนับตั้งแต่กบฏผีบุญครั้งแรก ผลลงเอย คือ การแพ้พ่ายและหลายครั้งนำมาซึ่งความเสียหายใหญ่หลวง แต่หน่อเชื้อบางอย่างของการเป็นนักสู้ผู้มีบุญหรือรัฐเรียกเชิงกดทับว่า “ผีบุญ” ยังคงเป็นความคิดที่ฝังแนบกับคนที่อยากสลัดชีวิตออกจากรัฐรวมศูนย์ของกรุงเทพมหานคร 

หลังกบฏศิลา วงศ์สิน จึงมีกลุ่มคนที่หยิบเอาวาทกรรมการต่อสู้ของผีบุญมาบอกกล่าวอีกครั้ง ดังเช่น ผู้ก่อการคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น ชาวบ้านเขื่อนปากมูลในปี 2537 กลุ่มคนเสื้อแดงปี 2553 มาจนถึงเรื่องราวของคนถูกอุ้มหายอาชญากรรมโดยรัฐและที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ใครเป็นผู้ลงมือ เพียงเพราะคิดแตกต่าง

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนอกจากความปรารถนาปกครองตนเอง อาวุธที่เหล่าผีบุญใช้ฟาดฟันจะเป็นเพียงปืนผ้าหน้าไม้ กลอนลำต้านอำนาจรัฐที่ร้องส่งกันไปทอดๆ ตามที่ห่างไกล 

อันไม่อาจเทียบเคียงกับยุทโธปกรณ์ เช่น รถไฟหรือปืนใหญ่ของรัฐที่ดีที่สุดในยุคนั้นๆ 

แต่คมดาบสำคัญของผีบุญเห็นจะเป็นอาวุธด้านความคิดฝันใฝ่ชีวิตอิสระ  ที่สร้างความขยาดหวาดกลัวให้อำนาจรัฐอยู่เสมอๆ เปรียบดั่งเงาปีศาจของกาลเวลาที่หลอนหลอกคนในความคิดเก่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

รายงานชิ้นนี้จะพาไปรู้จักกลอนลำ ตำราพยากรณ์ อดุมการณ์ความคิด:  อาวุธสู้รบของกบฎผีบุญกับกรุงเทพมหานคร 

ปืนใหญ่สมัยรัชกาลที่ 5 เครดิตภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ต้านอำนาจรัฐผ่านกลอนลำ

นอกจากจะขับกล่อมเรื่องบันเทิงจรรโลงใจแล้ว หมอลำในพื้นที่อีสานยุคหนึ่งยังเป็น ผู้ปล่อยข่าวและคำพยากรณ์ เนื้อหาหรือตัวสาระที่ถูกส่งผ่านไปถึง ใช้เนื้อความบอกเล่าเกี่ยวกับความทุกข์ยากของชาวบ้าน โจมตีคนไทยว่า ใจร้ายและสาปแช่งคนไทยให้ตาย (“ฝูงไทยใจฮ้าย ตายสิ้นบ่หลอ”) หรือไม่ก็ปลุกระดมไล่คนไทย “ไล่ไทยเอาดินคืนมา…ฆ่าไทยเสียให้หมด” อันปลุกสำนึกให้ผู้คนบางส่วนต่อต้านอำนาจรัฐและเกิดความหวังว่า จะมีสังคมใหม่ที่ดีกว่าสังคมที่เขาเป็นอยู่ในขณะนั้น

ปี 2476 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองหนึ่งปี มีผู้ตั้งตนเป็นผู้วิเศษเที่ยวปลุกปั่นประชาชนให้เลื่อมใสและเข้าเป็นสมัครพรรคพวกเรียกว่า “กบฏหมอลำน้อยชาดา” สมมติตนเป็นผู้วิเศษ ใช้กลอนลำเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เที่ยวลำสั่งสอนและลำเป็นคำทำนายไปตามตำบลต่างๆ  กลอนลำของนายชาดามีข้อความเชิงยุยงให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง ไม่ควรเสียภาษีอากรให้แก่ทางราชการ ไม่ให้ผู้ปกครองส่งเด็กเข้าโรงเรียนเพราะเสียเวลาทำมาหากินและไม่ให้กราบไหว้พระ เพราะพระสงฆ์ทุกวันนี้ไม่ใช่พระ เพียงแต่นุ่งห่มเหลืองเฉยๆ

อ้างกันว่า ภาพนี้อยู่ในยุคกบฏผีบุญหมอลำโสภา พลตรี

ปี 2482 ที่บ้านสาวะถี จังหวัดขอนแก่น เกิดกบฏหมอลำโสภา ในหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านหมอลำ โสภา พลตรี เป็นคนที่มีฐานะและความรู้ เนื่องจากไม่พอใจนโยบายของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เวลาไปแสดงหมอลำตามหมู่บ้านต่างๆ ก็จะนำเรื่องการครอบงำทางวัฒนธรรมจากส่วนกลาง และการกดขี่ของทางราชการไปลำให้ชาวบ้านฟังเป็นประจำ หมอลำโสภาเคยเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อขอเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เพื่อร้องเรียนเรื่องระบบโรงเรียน กฎหมาย ป่าไม้ และภาษีที่ดิน แต่ไม่ได้เข้าเฝ้าฯ เพราะพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ในต่างประเทศ แต่ก็มีเรื่องราวคำกลอนลำและคำทำนายที่น่าใคร่ครวญจากหมอลำโสภา  

“ม้าซิโป่งเขา เสาซิออกดอก” (อันแรกคือจักรยานยนต์ อันหลังคือเสาไฟฟ้า – ผู้เขียน)

“โบกกุมภัณฑ์ สิบวันจึงเปิดเทียหนึ่ง แต่บ่มีไผเป็นหนี้กัน” (ลอตเตอรี่ – ผู้เขียน)

“ขาตีมวยอยู่เมืองนอก จะนอนฟังอยู่บ้านก็ได้” (วิทยุ – ผู้เขียน) 

คำพยากรณ์ทายทัก

“กรวดแร่นั้นจะกลายเป็นเงินทองตัวไหมจะกลายเป็นงู แลเงือกถอดเขี้ยวขบกัดเจ้าของ หมูและกระบือเขาตู้จะกลายเป็นยักษ์เที่ยวกินคน”

“ไม้ที่อยู่ตามฝั่งน้ำเป็นฝอยละเอียดนั้นจะกลายเป็นไหมให้เก็บมาไว้จะได้ไม่ต้องลำบากเลี้ยงไหมต่อไป”

“ฟักเขียวจะกลายเป็นช้าง จะเกิดลมพายุจัด จนตัวคนก็อาจปลิวไปกับลมได้ เงินของราษฎรที่มีอยู่จะกลายเป็นเหล็ก” 

การแตกตื่นต่อคำพยากรณ์ไปทั้งภาคอีสานข้างต้นในช่วงกบฏผีบุญอีสานเมื่อปี 2444 ส่งผลให้ทางการไทย รวบรวมข่าวลือหรือคำพยากรณ์ต่างๆ โดยสอบถามจากผู้ใหญ่บ้านและประชาชนตามระยะทางจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี

ภาพ กบฏ “ผีบุญ” ปี 2444 ซึ่งทหารควบคุมตัวไว้ ณ ทุ่งศรีเมือง เมืองอุบลราชธานี ภาพจากหนังสือ “ประวัติศาสตร์อีสาน” โดย เติม วิภาคย์พจนกิจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีคนจำนวนมากเชื่อคำเล่าลือ ที่ศรีสะเกษประชาชนตื่นเต้นในข้อที่ว่า เงินทองจะกลายเป็นเหล็ก จึงเที่ยวซื้อสิ่งของเกือบทั้งเมือง โดยไม่ต่อราคา เงินที่เหลือโยนทิ้งและให้พ่อค้าจีนไปทั้งหมด ทำให้พ่อค้าจีนร่ำรวยไปตามๆ กัน เพราะกันเชื่อว่า “ถ้าเอาเงินไว้ เมื่อเงินกลายเป็นเหล็กแล้ว กรวดแร่ที่เก็บมาบูชาก็จะกลายเป็นทอง”

ความเชื่อเช่นนี้ปรากฏแทบทุกแห่ง ประชาชนพากันเก็บกรวดแร่บูชาแทบทุกบ้านทุกเมือง มีรายงานว่า พระญาณรักขิต หนึ่งในคนจากรัฐบาลสยามอ้างว่า “จากอุบลฯ ถึงสังฆะ พลอยเป็นบ้าไปตาม พูดแต่เรื่องผีบุญไม่ขาดวัน ไปถึงบ้านใด ตำบลใด ผู้ใดมาถามไม่ว่า หญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ จนถึงผู้ว่าราชการบ้านเมืองก็มาถามแต่เรื่องนักบุญ…ทรงทราบข่าวถึงมณฑลนครราชสีมา”

บางแห่งนับตั้งแต่ประชาชนไปจนถึงข้าราชการตื่นข่าวเรื่องผีบุญมากจนไม่ทำงาน บางแห่งข้าวในนาก็ไม่เกี่ยว ให้โคกระบือกินเสียเปล่า ไร่ สวนที่อ้อยพากันละทิ้งโดยมาก เพราะคิดว่าจะรวยกันแล้วด้วยวิธีง่ายกว่า คือ เก็บกรวดมาบูชาให้กลายเป็นเงินทอง

หนังสือตำราดั่งจดหมายลูกโซ่

วิธีการต่อสู้อันสำคัญของกบฏผีบุญ คือ การขยายฐานความเชื่อ เรื่องคณะปกครองใหม่ เป็นผู้มาโปรดจากสรวงสวรรค์ ทั้งได้อาณัติบางอย่างให้มาจัดการกับรัฐส่วนกลาง จึงมีการคัดลอกหนังสือเพื่อกระจายข่าวสารและตำราผู้มีบุญออกไปให้มากที่สุด เปรียบดั่งจดหมายลูกโซ่ บอกเล่าความคิดและการปฏิบัติตัวในการเป็นอิสระจากรัฐบาลสยาม ดังเช่น หนังสือผู้มีบุญ หนังสือท้าวพระยาธรรมิกราช หนังสือพระยาอินทร์ มีลักษณะเป็นคำพยากรณ์ว่า แต่ละเดือนจะเกิดอะไรขึ้น หนังสือยังสั่งสอนให้คนรีบทำบุญ ยึดมั่นในศีล 5 เคารพพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ แล้วพระอินทร์จะบันดาลให้มีแก้วแหวนเงินทองให้ ให้คัดลอกหรือบอกต่อเรื่องที่ปรากฏในหนังสือนี้ ถ้าบ้านใดไม่มีหนังสือนี้ในบ้าน ผู้คนในบ้านนั้นจะต้องตายหมด

กบฏผีบุญศิลา ถูกจับกุมในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2502 

จดหมายลูกโซ่ดังกล่าวทำให้ข่าวลือของผู้บุญกระจายไปอย่างรวดเร็ว เพราะเชื่อว่า ถ้าไม่คัดลอกหนังสือดังกล่าว ไม่บอกต่อแล้วจะเกิดภัยพิบัติต่างๆ การคัดลอกและการบอกต่อเป็นการกระทำที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงมาก ถ้าไม่ทำก็เสี่ยงต่อชีวิตของตนและคนในครอบครัวจะเป็นอันตราย 

การแพร่ของข่าวลือมีอย่างกว้างขวาง นับว่า เป็นความฉลาดของคนที่คิดวิธีการกระจายข้อมูลข่าวสารแบบนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้คิดไม่ต้องลงทุน แต่ได้ผลมากๆ

ความคิดทางการเมืองอันแฝงฝังหลังโดนกด

“บรรพบุรุษผมก็เคยถูกฆ่าแบบนี้ วาสนาเขาไม่ดีเท่าผม ปู่ผมถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏผีบุญ ถูกตัดคอเลยนะ ผมโชคดีกว่าเยอะ แค่ติดคุกตลอดชีวิต”

‘ดีเจต้อย’ พิเชษฐ์ ทาบุดดา หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จังหวัดอุบลราชธานี เปิดใจกับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง เมื่อเดือนธันวาคม 2558 หลังต้องโทษคำพิพากษาในชั้นฎีกา คดีเผาศาลากลาง จังหวัดอุบลราชธานี ตลอดชีวิต

กระบวนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 คนส่วนใหญ่มาจากภาคอีสานก็มีวิธีคิดลักษณะเดียวกับผีบุญที่ต้องการปลดปล่อยตัวเองออกจากศูนย์กลางกรุงเทพมหานคร ผ่านข้อเรียกร้องให้พวกเขามีสิทธิกำหนดรัฐบาลของตัวเองและข้อเรียกร้องด้านสิทธิพลเมืองอื่นๆ ก่อนจะถูกสลายการชุมนุม

สอดคล้องกับคำพูดของ ธีระพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ว่า 

“การชุมนุมกับคนอีสานเป็นเรื่องปกติมาก หากกลับไปในยุคที่เขาปราบกบฏผีบุญ เมื่อวันที่ 4 เดือน 4 ปี 2444 ที่ทำให้คนลาวอีสานถูกยิงตายถึง 300 คน ที่บ้านสะพือ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี คนแบบไหนที่ถูกยิงตาย มันมีเรื่องอะไรที่ทำให้คนอีสานต้องลุกขึ้นมาประท้วง มารวมกันเพื่อเรียกร้อง”

การแสดงออกทางการเมืองเมื่อปี 2553 ในสายตาของ “ธีระพล” จึงเป็นเรื่องปกติ เพราะถือเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานในการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยนอกจากนี้ยังมีผีบุญขบวนใหม่ๆ

“อย่าลืมว่าจริงๆ แล้ว อีสานเคยเป็นพื้นที่สีแดงในช่วงสงครามเย็น ซึ่งเป็นฐานกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”เขากล่าวย้อนภาพประวัติศาสตร์ที่ทำให้ภาคอีสานถูกเพ่งเล็งจากรัฐไทย คนอีสานกับการปราบปรามมักเป็นสิ่งที่ผู้อำนาจหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือเสมอและมักเป็นการสู้รบกันระหว่างอาวุธทางอุดมการณ์กับยุทโธปกรณ์ของรัฐที่มาจากภาษีประชาชน

แม้กระทั่งปี 2563 วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ถูกอุ้มหายจากที่พักในกัมพูชา หลังจากเขาลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้าน เหตุเพราะวิพากษ์วิจารณ์การเมือง และถูกเรียกให้ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช.ก็เป็นอีกผีบุญแห่งยุคสมัยที่ถูกปลุกขึ้นมาคานกับอำนาจรัฐที่กดขี่ประชาชนมาตลอดการปกครองของรัฐบาลทหาร 

เสื้อผ้าบางส่วนของ ต้าร์ หรือ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยการเมืองชาวไทยถูกอุ้มหายที่จัดในนิทรรศการ UBON AGENDA วาระวาริน ภาพจากทวิตเตอร์ Titipol Phakdeewanich

อาวุธที่แท้จริงอาจเป็นรัฐที่อ่อนไหวต่อภัยความคิด

อาวุธของผีบุญในอดีตอาจเป็นเรื่องราวผู้เข้าร่วมอยากปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธะ ความทุกข์ยากของสังคมในระบบทาส การเกณฑ์แรงงาน การส่งส่วย ด้วยความเชื่อดังกล่าวมีส่วนอย่างยิ่งในการจรรโลงและผลิตซ้ำกลไกทางสังคมอีสาน ภายใต้ภาวะที่ความตึงเครียดถึงขีดสุด การแสวงหาทางเลือก ทางออกที่แม้ผ่านพ้นยุคสมัยไปแล้วก็ยังกลายเป็นตำนาน เรื่องเล่าขานนั้นเป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้โดยง่าย

การที่รัฐเลือกใช้วิธีการกวาดล้างตอบโต้อย่างรุนแรงต่อขบวนการใดที่ท้าทายอำนาจ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐเองก็มีความสั่นคลอนที่ถูกโต้กลับทางวัฒนธรรม

ยิ่งกับความคิดที่แปรเปลี่ยนเป็นพลังทางการเมืองในรัฐที่อ่อนไหวต่อความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างในปัจจุบัน

 

อ้างอิง

-กบฏผู้มีบุญอีสาน 2444-45 กับจดหมายลูกโซ่ฉบับแรกของเมืองไทย ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ พฤศจิกายน 2549 สุวิทย์ ธีรศาศวัต

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

ซีรีส์ชุดผีบุญในอีสาน (1) : ศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ใช่รื้อฟื้นหาตะเข็บ

ซีรีส์ผีบุญในอีสาน (2) – เล่าเรื่องกบฏผีบุญเมืองอุบลฯ จาก มาโนช พรหมสิงห์

UBON AGENDA วาระวาริน: จากกบฏผีบุญถึงต้าร์ วันเฉลิม

image_pdfimage_print