ผ่านพ้นคืนขนแร่เถื่อนที่สร้างบาดแผลทางกายและทางใจให้ชาวนาหนองบงไม่นาน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจึงได้ทบทวนบทเรียนการต่อสู้เพื่ออยู่กับทหารหลังพวกเขายึดอำนาจ โดยออกแถลงการณ์ถึง คสช.ว่า “ห้ามไม่ให้ทหารเกี่ยวข้องพัวพันกับการขนแร่…และใช้ความรุนแรงหรือปราบปรามประชาชนที่ต้องปกป้องความปลอดภัยของตนเอง”

แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา เรื่อง

หนุ่มสาวที่ออกไปขายลอตเตอรี่ทยอยกลับถึงบ้านกันหมดแล้ว ร้านรวงการค้าขายในหมู่บ้านปิดสนิท ไม่มีเสียงรถไถไปไร่ไปนา ไม่มีใครออกไปกรีดยาง ด่านวอ1 – วอ3 เต็มไปด้วยพ่อแม่พี่น้องที่หอบผ้าห่มหมอนมุ้งมานอนรวมอยู่ด้วยกัน รวมถึงด่านบ้านฟากห้วยที่สร้างตั้งแต่หลังสงกรานต์ก็มีชาวบ้านมาประจำกันอย่างเคร่งครัด ชาวบ้านประกาศกฎเหล็ก “ปิดหมู่บ้าน” นักข่าวหรือคนนอกที่จะเข้าหมู่บ้านต้องประสานมาก่อนล่วงหน้า 

ผ่านคืนขนแร่มาสองวันพ่อแม่หลายคนได้รับทั้งข่าวสาร ข่าวลือ ร่องรอย และเบาะแสจากญาติพี่น้องเพิ่มขึ้น โดยทางแยกปากปวน ทางสายกกสะทอน ก่อนเข้าถนนที่วิ่งมาถึงหมู่บ้านมีรถตำรวจตั้งด่านปิดทางในคืนวันที่ 15 ชาวบ้านบางคนจำหน้าคนในกองกำลังคืนนั้นได้ว่าเป็นคนงานเหมือง บางคนเป็นตำรวจและสามารถระบุตัวสายสืบฝั่งเหมืองในหมู่บ้านได้ ทางตำบลหนองงิ้ว อำเภอวังสะพุง มีชาวบ้านที่บอกว่าถูกจ้างมาหลายคนแต่ไม่รู้ว่าจะต้องเข้ามาขนแร่ให้เหมืองทอง และในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมามีคนเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อจ้างวานสังหารแกนนำ 8 คน โดยตั้งค่าหัว หัวละ 3 แสนบาท ซึ่งถ้าคนที่ว่าจ้างไม่ได้สั่งยกเลิก ค่าหัวก็ยังอยู่

ในขณะที่อารมณ์ของทุกคนยังร้อนระอุ การหารือพร้อมหน้าในกลุ่มแกนนำเป็นไปอย่างยากลำบาก คนเจ็บยังนอนรักษาตัวจากอาการระบม ชาวบ้านส่วนใหญ่ถ้าไม่อยู่ที่ด่านก็รวมกลุ่มเล็กๆ กันตามบ้าน ส่วนฉันได้รับคำแนะนำมากมายจากหลายฝ่ายที่ฝากถึงชาวบ้านในช่วงเวลาที่ทุกคนยังจดจ่อกับคืนโหดร้ายที่เพิ่งผ่าน และตระหนักแล้วว่าไม่สามารถพึ่งใครได้อีกแล้ว แม่ๆ พ่อๆ หนุ่มสาววิ่งหาทุกอย่างที่คิดว่าจะใช้เป็นเครื่องมือปกป้องตนเอง ครอบครัว และพี่น้องในหมู่บ้านพกติดตัว ภายในนาหนองบงอยู่ในอาการระส่ำสะส่ายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

ฉันหารือน้องดาวดิน หญิง กับปังคุง (รัฐศาสตร์ บาทชารี) อาสาออกไปเยี่ยมชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บและบันทึกไว้เป็นข้อมูลหลักฐาน ไล่ลำดับเหตุการณ์คืนขนแร่จากชาวบ้านทุกคนให้ชัดเจน ถ่ายรูปจุดเกิดเหตุและหลักฐานพยานต่างๆ และชวนชาวบ้านที่ด่านทำหุ่นฟางเพื่อประจานเจ้าหน้ารัฐทุกคนที่ไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในคืนวันนั้นแขวนไว้ที่ซากกำแพง 

พี่เลิศเข้ามาสมทบวันที่ 17 พฤษภาคม พวกเรานั่งปรึกษากันเครียด วางแผนกำหนดความเคลื่อนไหวต่อจากนี้ และในฐานะฝ่ายหนุนเสริมจะทำอย่างไรในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดความรุนแรงซ้ำเติมไปมากกว่านี้ ซึ่งการต่อสู้อย่าง “สันติวิธี” คือ ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นตรงกัน และฉันกับพี่โกได้รับมอบหมายให้นำข้อสรุปนี้ไปคุยกับพ่อไม้

ในห้องเล็กๆ ของบ้านแม่รสที่มีแค่พี่โก พ่อไม้ และฉัน พ่อไม้นั่งฟังพี่โกเงียบๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างที่พ่อบ้านกลุ่มใหญ่กำลังแบ่งสายกันออกไปประจำตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้านเพื่อรักษาความปลอดภัยในยามวิกาล เมื่อหันกลับมามองรอยแผลแตกยาวที่หางตาของพ่อไม้ มันยังบวมเป่งไม่ต่างจากรอยฟกช้ำตามเนื้อตัว แล้วฉันก็เริ่มพูดด้วยคำว่า “ต๊ะทำใจไม่ได้ ถ้าต้องมีใครเป็นอะไรไปมากกว่านี้ แม่ๆ ก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน พ่อไม้ต้องเข้าใจความรู้สึกของเราด้วย” พ่อไม้ยังนิ่งฟังฉันพูดต่อ

แล้วฉันก็พูดต่อไปด้วยน้ำตาที่ไหลพราก “ตอนที่พวกเราเข้ามาก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นในหมู่บ้าน เพราะรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่ถึงแม้ว่ามันจะทำกับเราถึงขนาดนี้ ก็ยังดีที่ไม่มีใครเจ็บหนัก ไม่มีใครตาย พ่อลองคิดว่า ถ้าหลังจากนี้มีใครเจ็บหรือตายไปคนหนึ่งหัวใจของแม่ๆ จะเป็นยังไง พวกเราจะอยู่กันยังไง พวกเราก็ตัดสินใจกันว่า พวกเรามีสิทธิ์จะดูแลความปลอดภัยของพวกเรากันเอง แต่เราจะไม่เกินเลยไปกว่านี้ ถ้ามีความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากฝั่งเรา หรือที่เราเป็นคนก่อ พวกเราทั้งหมดจะถอนตัวออกจากหมู่บ้าน” 

ฉันพูดจบเขื่อนน้ำตาก็ทะลักทลาย พ่อไม้นิ่งอยู่นาน กัดฟันจนนูนเป็นสัน

คำแรกที่พ่อไม้พูดออกมาคือ “ต๊ะไม่แฟร์กับผมเลย” 

ฉันฟังคำนั้นด้วยหัวใจแทบสลาย ได้แต่พร่ำพูดอยู่ในใจ ทำไมต๊ะจะไม่รู้ว่าพ่อไม้กำลังเจ็บแค้น ต๊ะก็เจ็บแค้นที่มันขู่จะข่มขืนพี่น้องของเรา เจ็บที่มันต่อยตีแม้กระทั่งตายายแก่เฒ่าของเรา เจ็บที่มันถือปืนเข้ามาซ้อมชาวบ้านที่ไม่มีทางสู้ เจ็บใจตัวเองที่ทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ต๊ะก็อยากจะแก้แค้น แต่ความแค้นของต๊ะแลกไม่ได้ถ้าจะมีความสูญเสียเกิดขึ้น…   

ช่วงเวลานิ่งงันที่มีแต่เสียงร้องไห้ของฉันผ่านไปอย่างเนิ่นนาน ในที่สุดพ่อไม้ก็เอ่ยปากอีกครั้ง “ตกลง สิ่งที่เราจะทำก็เพื่อปกป้องความปลอดภัยของพี่น้องเราเท่านั้น”

แล้วเราสามคนก็เดินออกจากห้องบ้านแม่รสมาสมทบกับคนข้างนอก

ปาล์มถามฉันว่า “หนักมั้ยพี่” แต่ฉันไม่ได้ตอบอะไรกับน้อง

เย็นวันนั้นแกนนำนัดชาวบ้านประชุมกันที่ศาลาวัดป่า ในห้องโถงศาลามีตัวแทนมาจากสมาชิกของทุกบ้าน พ่อไม้ถามกับกลุ่มว่าจะสู้อย่างไรกันต่อ แม่ไม้พูดขึ้นเสียงดังกังวานไปทั้งห้อง “เรามีแค่สองมือสองตีน เราสู้อย่างถูกต้องตามสิทธิของเรามาตลอด ถ้าเรายังอยู่ด้วยกัน เราก็สู้ต่อไปด้วยกัน ถ้าเรายังสู้เราก็ยังไม่แพ้”

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านการคุกคามจากทหาร หลังการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 จากนั้นจึงทำจดหมายเปิดผนึกถึง 8 หน่วยงาน เพื่อให้ติดตามการขนแร่ผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดการปะทะกับชาวบ้านจนได้รับบาดเจ็บ เครดิตภาพ ประชาไท

ศาลาวัดในคืนนั้นไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีเสียงหัวเราะอย่างที่เคยเป็นมา แม่ๆ นั่งเกาะกลุ่มจับมือกันบ้าง กอดคอกันบ้าง แม่ๆ ที่เคยแง่งอนกันด้วยเรื่องหยุมหยิมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาซึ่งกันและกัน ทุกคนช่วยกันแสดงความคิดเห็น และวางจังหวะการงานที่จะต้องทำกันต่อ นัดหมายให้กลุ่มชาวบ้านที่บาดเจ็บรวมกันไปแจ้งความ เตรียมตัวไปศาลคดีกำแพง เตรียมส่งหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิฯ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เพื่อให้ระงับใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ของเหมืองทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้าน และ ขอตรวจสอบสำเนาใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของเหมืองทองทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นมา 

พี่โกชวยคุยเตรียมความพร้อมเรื่องที่จะมีคนภายนอกหลั่งไหลเข้ามาในหมู่บ้าน แม่ๆ บอกตรงกันว่า “อย่าเพิ่งเข้ามา ตอนนี้เรายังไม่พร้อมจะรับคนข้างนอก ใครจะเข้ามาให้ประสานไปที่แม่ป๊อป ให้แม่ป๊อปเป็นคนจัดการ”

เมื่อทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านหลังปิดการประชุม ฉันกลับบ้านมานั่งร่างหนังสือ ความรู้สึกยังตกอยู่ในวังวนที่ฉันใช้ความช่วยเหลือจากคนนอกเป็นเครื่องต่อรอง เพื่อให้พ่อไม้หรือพ่อบ้านที่อัดแน่นไปด้วยแรงแค้นเลิกคิดถึงการเอาคืนแบบ ‘ตาต่อตาฟันต่อฟัน’ หรือใช้ความรุนแรงใดๆ โดยเด็ดขาด ข้างในรู้สึกเจ็บช้ำและเห็นความล้มเหลวของตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องหมู่บ้านที่ฉันอยู่อาศัยมาเหมือนครอบครัว

งานที่ฉันทำมาตั้งแต่เข้าหมู่บ้าน หนังสือไม่รู้กี่ฉบับที่ส่งไปถึงหน่วยงานต่างๆ พวกเขาที่มีตำแหน่งเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย มันเป็นครั้งแรกที่คนทำงานมาครึ่งชีวิตแบบฉันเข้าใจคำว่า ‘ไร้เดียงสา’ และรู้สึกถึง ‘ความพ่ายแพ้’ แต่พ่อแม่พี่น้องที่นาหนองบงก็ทำให้ฉันได้เรียนรู้อีกด้านหนึ่งว่า รากฐานอันปึกแผ่นของความรักและความสัมพันธ์ในชุมชนจะทำให้เราข้ามพ้นทุกวิกฤตการณ์ไปได้

วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พ่อแม่พี่น้องโพแทช กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เหมารถเข้ามาเยี่ยมกันถึงหมู่บ้าน เป็นวันเดียวกับที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกประกาศกฎอัยการศึก พี่โก ฉัน กับน้องๆ นั่งคุยกัน เรารู้สึกถึงพายุใหญ่กำลังจะโหมเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง หลังจากแกนนำได้ยินข่าวก็รีบมาหารือกันอย่างเร่งด่วน 

พ่อสมัยถามว่า “จะทำยังไง พี่น้องเรานอนอยู่บนถนน บางส่วนนอนเฝ้าเวรกันอยู่ในป่า” 

แม่ไม้ แม่รส แม่ป๊อป แสดงความเห็นว่า “พวกเรานอนอยู่ที่ด่าน ค้านเหมือง ไม่เกี่ยวกับการเมือง”

พ่อไม้นั่งถอนหายใจอยู่ข้างๆ ชวนกันวิเคราะห์ต่อว่าทหารมีความเกี่ยวข้องกับเหมืองทองแน่นอน ถ้ามีใครฉวยโอกาสในสถานการณ์นี้ชาวบ้านจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น ทุกคนเห็นพ้องเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน จากนั้นพ่อสมัย แม่ไม้ และแกนนำก็ประกาศให้ชาวบ้านมาเฝ้าด่านเฉพาะตอนกลางวันเท่านั้น 

รุ่งเช้าวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 น้องๆ กับแกนนำพาชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บอีก 28 คน ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.วังสะพุง เจ้าหน้าที่บอกกับชาวบ้านว่า ได้ออกหมายจับสองพ่อ-ลูกที่เคยเข้ามาข่มขู่ในช่วงสงกรานต์ แต่ไม่พูดถึงเหมืองทองที่ต้องรับผิดชอบในฐานะที่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตในการขนแร่หรือเป็นผู้ขนแร่ในคืนวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 แม้แต่น้อย

ล่วงมาถึงเย็นวันนั้น พวกเรานั่งกันอยู่หน้าบ้านแม่ไหม่ฟังข่าวจากส่วนกลาง พลเอกประยุทธ์ ประกาศว่า กองทัพควบคุมประเทศแล้ว เป็นรัฐประหารต่อรัฐบาลรักษาการอย่างเป็นทางการ และมีการจัดตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นเป็นคณะผู้ยึดอำนาจการปกครอง

ฉันสบถกับพี่โก “ความวัวยังไม่หาย ความควายเข้ามาแทรก” และเริ่มได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า “น่าจะให้ทหารมาช่วยปิดเหมือง”

พวกเราคุยกันว่าน่าจะจัดประชุมชาวบ้านหารือถึงสถานการณ์นี้กันอย่างจริงจังในวันรุ่งขึ้น ก่อนจัดประชุมฉันเตรียมข้อมูลให้พ่อไม้เพื่อทบทวนการต่อสู้ของกลุ่มที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน รับฟังข้อเสนอจากเพื่อนพี่น้องหลายคนที่สื่อสารกันมาทั้งทางโทรศัพท์และทางกลุ่มแชท ส่วนพี่โกกับน้องๆ ดาวดินปรึกษากับแวดวงของแต่ละคนเพื่อนำข้อเสนอหรือข้อมูลมาร่วมกันวิเคราะห์กับชาวบ้าน และก่อนจะเริ่มประชุมวงแกนนำจะมีการเตรียมประเด็นกันก่อนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา 

พี่โกตั้งประเด็นหารือ “ประเด็นแรกพี่น้องข้างนอกหลายคนแนะนำให้พวกเราส่งหนังสือถึง คสช. เพราะ คสช.มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประเทศในตอนนี้ ส่วนเรื่องที่สองตอนนี้ข่าวเหมืองทองถือว่า เป็นข่าวระดับชาติแล้ว การที่เหมืองเลือกใช้วิธีขนแร่แบบนี้ คือ มันจบแล้ว ไม่เหลือความชอบธรรมอะไรอีก เราจะเคลื่อนต่อกันยังไง หนึ่งสู้ไปตามกฎหมายอย่างที่เราสู้มาตลอด รอรัฐบาลใหม่สู้ให้ปิดเหมือง ถอนประทานบัตร สองยื่นให้ คสช.ปิดเหมือง ถอนประทานบัตร”  

ฉันนั่งมองพ่อๆ แม่ๆ ที่เป็นแกนนำ ทุกคนยังเครียดและดูอิดโรยเพราะยังไม่ได้พักเลยตั้งแต่คืนที่เหมืองขนแร่ แล้วฉันก็เสนอความเห็นของตัวเองว่า 

“หนูคิดว่าพ่อแม่สู้กันมานานมากแล้วนะ สู้มาด้วยตัวเอง ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้อำนาจทหาร เราก็ปิดเหมืองมาได้สองปีแล้ว เหมืองทำผิดกฎหมายและสร้างผลกระทบที่พิสูจน์ได้ กฎหมายที่มีอยู่ก็ปิดเหมืองแล้วให้ถอนประทานบัตรได้ ทหารยึดอำนาจมาแบบนี้ เราจะเชื่อใจได้ยังไง ถ้าเราใช้ทางลัดถึงปิดเหมืองถอนประทานบัตรได้ก็ทำให้การสู้ของพวกเราไม่ชอบธรรมไปด้วยนะแม่ แล้วถ้าทหารเข้ามาเปิดเหมืองล่ะ พวกเราจะทำยังไง”

ตกเย็นแกนนำและตัวแทนชาวบ้านมารวมตัวกันพร้อมทั้ง 6 หมู่บ้าน เป็นอีกครั้งที่ห้องโถงกว้าง บ้านแม่ไหม่ดูเล็กลงไปถนัดตา แม่ๆ ช่วยกันทำกับข้าวแล้วตั้งสำรับ ฉันนั่งสังเกตทุกคนกินข้าวกันเงียบๆ ผ่านไปอาทิตย์หนึ่งแล้วความตึงเครียดยังไม่ผ่อนคลายลง และแทบทุกคนยังเก็บตัวไม่ได้ออกไปทำงานหรือกรีดยางตามปกติในชีวิตประจำวัน 

พ่อไม้เริ่มชวนชาวบ้านทบทวนเหตุการณ์ตั้งแต่ตั้งกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เวลาหมุนย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว หลังจากเหมืองทองเปิดได้เพียง 1 ปี 

สิ่งแวดล้อมภาค 9 (อุดรธานี) มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย และกรมควบคุมมลพิษ ตรวจพบไซยาไนด์ แมงกานีส ตะกั่ว เหล็ก ฟินอล แคดเมียม สารหนู เกินค่ามาตรฐานในแม่นํ้าฮวย ห้วยเหล็ก ห้วยผุก และในระบบประปาบาดาลบ้านนาหนองบง ต่อมา โรงพยาบาลวังสะพุง สุ่มตรวจไซยาไนด์ในเลือดของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน 279 คน โดยส่งตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ผลเลือดของชาวบ้าน 54 ราย มีไซยาไนด์ในเลือด และ 20 คนเกินค่ามาตรฐาน …

สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ หรือ พ่อไม้ แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เครดิตภาพ Mike Eckel The Isaan Record

พ่อไม้ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงไล่ลำดับเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ชาวบ้านได้ต่อสู้กันมา ก่อนจะสรุปว่า “ตั้งแต่เราเริ่มได้รับผลกระทบจากเหมืองเราก็รวมกลุ่มกันสู้เพื่อให้ปิดเหมืองมาตั้งแต่นั้น ส่งหนังสือร้องเรียนไปทุกหน่วยงาน ไปม็อบกันทั้งที่กรุงเทพฯ ทั้งในจังหวัดไม่ต่ำกว่า 10 รอบ เราใช้สิทธิตามกฎหมายที่เรามีปกป้องชุมชนมาตลอด เราสู้มาด้วยกัน สร้างกำแพงมาด้วยกัน ระดมทุนจากพวกเรากันเอง จนปิดเหมืองมาได้สองปี มาวันนี้พวกเราต้องตัดสินใจจะสู้ต่อกันอย่างไร”

พี่โก พูดเสริมจากพ่อไม้ด้วยเนื้อหาเดียวกับที่คุยกับแกนนำ ชวนวิเคราะห์ถึงทางเลือกต่างๆ จุดแข็ง จุดอ่อน ผลดี ผลเสีย แต่ชาวบ้านต้องตัดสินใจเลือกเองว่าจะเลือกทางไหน 

แม่เบียร์ (พัชรินทร์ บับพาน) พูดขึ้นว่า “ที่เราสู้เพราะเหมืองสร้างผลกระทบ ขนาดเหมืองเสนอให้กลุ่มถือหุ้น 20% และจะแบ่งผลกำไรให้ เรายังไม่ต้องการ เพราะเราสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิด เพื่อลูกเพื่อหลาน เราสู้กันต่อตามกฎหมายดีกว่า เรามาถูกทางแล้ว”

สิ้นเสียงแม่เบียร์ บรรยากาศในการประชุมก็เปลี่ยนไป พ่อๆ แม่ๆ เริ่มแสดงความเห็นกันอย่างคึกคัก 

แม่ไม้พูดเสียงดังปลุกเร้าอารมณ์ของทุกคนในห้องนั้น “ใช่ เราสู้โดยใช้กฎหมายมาตลอด เราจะสู้ต่อกันแบบนี้” 

เมื่อทางเลือกระหว่างเส้นทางลัดผ่าน คสช. กับเส้นทางลำบากที่ทุกคนร่วมเดินกันมามีความชัดเจนแล้ว แต่เรื่องความปลอดภัยซึ่งยังเป็นปัญหาภายในหมู่บ้าน ชาวบ้านเห็นว่าต้องให้ตำรวจหรือทหารเข้ามารักษาความปลอดภัย เพื่อให้ชาวบ้านออกไปทำมาหากินได้ตามปกติ 

หลังจากเลิกประชุมฉันชวนพ่อไม้กับพี่โกคุยกันต่อ ทั้งคู่รู้จักฉันดีในมุม “ไม่เอาทหาร” ฉันปรึกษาทั้งคู่ว่าจะให้ร่างหนังสืออย่างไร 

พ่อไม้แนะว่า “เขียนกันไว้ไม่ให้มันมายุ่ง เราจะสู้เหมืองเอง ให้เขามาแค่รักษาความปลอดภัย”

หนังสือฉบับนั้นฉันร่างแล้วให้แกนนำทุกคนอ่านตามปกติเหมือนที่เป็นมา ข้อความในหนังสือถึง ผู้บัญชาการทหารบก  ท่อนหนึ่งเขียนว่า “…ไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือข้ออ้างภายใต้สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึกในการขนแร่และปราบปรามประชาชนที่ปกป้องสิทธิชุมชนในการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ” 

ส่วนหนังสื่อถึง คสช. ท่อนหนึ่งเขียนว่า “…ไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือข้ออ้างภายใต้สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึก โดยห้ามไม่ให้ทหารเกี่ยวข้องพัวพันกับการขนแร่…และใช้ความรุนแรงหรือปราบปรามประชาชนที่ต้องปกป้องความปลอดภัยของตนเอง และปกป้องสิทธิชุมชนในการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนใน 6 หมู่บ้านเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด”

การประชุมวันนั้นถึงฉันจะไม่แน่ใจว่าเป็นความต้องการของชาวบ้านทุกคน อาจจะมีอีกหลายคนที่เห็นทหารเป็นความหวัง หรือเป็นอัศวินขี่ม้าขาว แต่ฉันก็เห็นชัดในความภาคภูมิใจซึ่งกันและกัน ความหยิ่งทะนง ความเสอมภาคในการตัดสินใจร่วม และความมั่นคงที่จะยึดมั่นในหลักการ 

ค่ำคืนนั้นฉันเปิดใจบอกพี่โกว่า “ต๊ะไม่อยากให้ทหารเข้ามาเลย” 

พี่โกพูดว่า “เราทำหน้าที่เสนอข้อมูล ทางเลือก ชวนวิเคราะห์ เมื่อชาวบ้านตัดสินใจเลือกร่วมกัน เราทุกคนก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น เราทำงานสร้างกลุ่ม สร้างคน ไม่ได้ทำงานเพื่อปิดเหมืองเท่านั้น เพราะชีวิตชาวบ้านไม่ได้จะต้องสู้กับเหมืองแค่เรื่องเดียว”

พ่อไม้ที่นอนฟังอยู่ตั้งคำถามแบบไม่ต้องการคำตอบว่า “ต๊ะ ใจมั้ย? ผมรู้ว่าใจ ถ้าไม่ใจก็ไม่มาอยู่ตรงนี้หรอก เป็นแกนนำจะตัดสินใจเอาแต่ความคิดของตัวเองไม่ได้ เราเป็นกลุ่ม การตัดสินใจต้องออกมาจากกลุ่ม”

อย่างไรก็ตาม หนังสือเปิดผนึกที่ส่งถึง คสช. ในเวลานั้นไม่ได้ช่วยให้เสียงปืนรอบหมู่บ้านหายไป และยังนำกองกำลังทหารกว่าร้อยนายเข้ามาถือ

image_pdfimage_print