ประวัติศาสตร์ LGBTIQ+อีสาน ผ่านสายตา “ทอมภูธร”

The Isaan record สนทนากับ พักตร์วิไล สหุนาฬุ หรือ ไก่ อายุ 56 ปี รองเลขาธิการพรรคสามัญชน และ เอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวประเด็นความหลากหลายทางเพศมาตั้งแต่ปี 2536 และเป็นหนึ่งในกลุ่มอัญจารี ที่ออกมาเคลื่อนไหวประเด็นความหลากหลายทางเพศยุคบุกเบิกในประเทศไทย เพื่อเล่าถึงประวัติศาสตร์ เรื่องราวของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศและบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ผ่านสายตาของ “ทอมภูธร”

The Isaan record : ชีวิตของ “ทอมภูธร” ในวัยเด็กเป็นอย่างไรบ้าง

พักตร์วิไล : เกิดเมื่อปี 2504 อยู่ที่อำเภอศรีขภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ช่วงนั้นสังคมยังไม่ได้เปิดกว้างยอมรับความหลากหลายทางเพศอย่างเช่นทุกวันนี้ เมื่อยังเป็นเด็กก็เหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป แต่เราไม่ได้ชอบสวยชอบงามตามแบบฉบับของเด็กผู้หญิงก็ยังไม่รู้ว่า เราเป็นเพศอะไร พอมาถึงช่วง ป.2 อายุประมาณ 8 ขวบ ตอนนั้นเริ่มชอบเพื่อนผู้หญิงในห้อง มีความรู้สึกว่า อยากอยู่ใกล้คนนี้ อยากกอด อยากหอมเขา อะไรแบบนี้ มันเหมือนบทบาทครอบครัว หญิง – ชาย อะไรแบบนั้น ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า เราเป็นแบบนั้นได้ยังไง  

ก็ไม่รู้ว่า เราเป็น “ทอม” หรือนี่ คือ ลักษณะการแสดงออกของความเป็นผู้ชาย ตอนนั้นก็ไม่รู้เพราะเด็กเกินไป ไม่รู้เรื่องเลย ผ่านมานานมากกว่าจะเข้าใจ สมัยก่อน ตอนที่เกิดเป็นช่วงที่ครอบครัวดื่มน้ำจากบ่อน้ำตื้น ใช้ถ่าน ใช้ฟืนหุงข้าว ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีตู้เย็น พัดลมยังไม่มีเลย เราก็ห่างจากการพัฒนาทำให้เรื่องพวกนี้ไม่ค่อยรู้ ยิ่งเรื่ององค์ความรู้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า เราจะหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากไหน จะอ่านหนังสือจากไหนอะไรด้วย ถึงบอกเรื่องพวกนี้กับเรา 

ด้วยความเป็นเด็กเราก็ไม่ได้สนใจที่จะหาคำตอบให้ตัวเองด้วย จนมันก้าวสู่ความเป็นวัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงที่เป็นประเด็นคำถามของ  ประมาณช่วง ม.ต้น ม.1 – ม.2 ก็ไม่ได้หาคำตอบจากใคร ไม่ได้ถามใคร ไม่ได้พูดกับใคร ถามตัวเราเอง แล้วก็ปล่อยมันไป เพราะไม่รู้จะไปหาคำตอบที่ไหนก็ถามแต่ตัวเราเองว่า ทำไมเราเป็นแบบนี้ไม่เหมือนคนอื่น ที่สุดแล้วก็ไม่มีคำตอบ สุดท้ายแล้วเราก็คิดว่า เราเป็นคนปกตินี่แหละ แต่ก็ไม่ได้คิดว่า ตัวเองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนะ ไม่ได้คิดว่า จะเป็นเพศอะไร ในนิยามทางเพศตอนนั้น 

ภาพเก่าๆ ของ พักตร์วิไล สหุนาฬุ หรือ ไก่ ที่เก็บสะสมไว้ เสมือนอีกหนึ่งบันทึกการยอมรับความหลากหลายทางเพศ ตั้งแต่ยุคผู้หญิงต้องไว้ผมยาว ผู้ชายต้องตัดผมสั้น 

The Isaan record : บรรยากาศในครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง 

พักตร์วิไล : มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน เราเป็นคนสุดท้อง มีผู้ชาย 3 คน ผู้หญิง 6 คน แต่ตอนนั้นพี่ผู้ชายคนหนึ่งชอบทำตัวตุ้งติ้งเป็นผู้หญิง หรือออกกะเทย อะไรทำนองนั้น ซึ่งครอบครัวเราเป็นเป็นชาวจีน พ่อรับราชการ เขาก็ไม่อยากให้พี่ชายเป็นกะเทย แต่ตอนนั้นเราเองก็ไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นอะไรทำให้เกิดอยู่ในความหลากหลายมาตั้งแต่เด็ก 

คือ มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง กะเทย ทอม เป็นครอบครัวของหลากหลายทางเพศไปโดยปริยาย ในตอนนั้นมันไม่มีคำตอบ เราก็คิดว่า เป็นอย่างนี้แหละเป็นเหมือนคนอื่นๆ ครอบครัวคนอื่นก็อาจจะเป็นอย่างนี้ เรามองเป็นธรรมชาติของเรา ครอบครัวอื่นอาจจะเป็นแบบนี้ก็มี 

The Isaan record : ตอนน้ันสังคมข้างนอกมองครอบครัวอย่างไร 

พักตร์วิไล : คิดว่า…มีสองอย่าง บางคนก็มีประเด็นเหมือนกันว่า พี่ชายเป็นผู้หญิง พอมีน้องสาวก็เป็นผู้ชาย ก็เหมือนว่ามันแลกกัน เป็นการแลกกันพอดีเลยครอบครัวนี้ อันนี้เราก็ไม่รู้ เราก็ไม่เข้าใจเขาเหมือนกัน หรือเขาพูดล้อเล่น หรือเขาถามกับพี่ ป้า แม่ เลี้ยงลูกผู้ชายยังไงให้เป็นผู้หญิง ลูกผู้หญิงกลายเป็นผู้ชาย ครอบครัวเราก็ตอบไปว่าไม่นะ ฉันก็เลี้ยงตามปกติธรรมดา แต่ก็มีครอบครัวที่พูดถากถางเราเรื่องเวรกรรม ชาติที่แล้วไปทำอะไรมาถึงเกิดมาแบบนี้ ก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน แต่เขาคงไม่ได้พูดเชิงดูถูกหรืออะไรแบบนั้น เพราะช่วงนั้นเขายังไม่รู้เลยว่า มันมีเพศสภาพ อื่นๆ นอกจากชาย หญิง 

The Isaan record : ช่วงไหนที่รู้สึกว่า ค้นพบตัวเองและสังคมมองอย่างไร  

พักตร์วิไล : ช่วงที่กำลังจะต้องใช้นางสาว ซึ่งมันรู้สึกถึงความไม่โอเค ถ้าเป็นคำนำหน้านาม เราไม่โอเคกับคำว่า น.ส. ไม่ได้อยากได้ ไม่อยากใช้ ในตอนนั้นแต่ก็ยังไม่รู้ว่า จะนิยามตัวเองว่า อะไร จนได้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย เราถึงรู้ว่า มันมีหนังสือ มีอะไรให้ชวนอ่านเรื่องเกี่ยวกับพวกนี้ เช่น นิตยสารแปลก ที่นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงแต่งงานกับผู้หญิง หรือหนึ่งคนสองเพศ ซึ่งเราก็พอเข้าใจแล้วว่า มันมีคนแบบเรา แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่า ทอม 

ในช่วงนั้นยังไม่มีนิยามของเพศที่สามอย่างทอม ดี้ อะไรพวกนี้เลย มีแค่คำว่ากะเทย แล้วคนบุคลิกแบบห้าวๆ แบบเรา ท่าทางแบบเหมือนผู้ชาย ตัดผมสั้น เขาก็เรียกกะเทย เหมือนกันกับ ผู้ชายตุ้งติ้ง ออกสาวๆ  เขาก็เรียก กะเทย เราก็เลยคิดว่า เราเป็นกะเทย อย่างที่สังคมส่วนใหญเรียก “กะเทยหญิง – กะเทยชาย” 

จนกระทั่งได้เรียนหนังสือ อ่านหนังสือในห้องสมุด ได้เรียนรู้มากขึ้น เราเลยเข้าใจว่า บุคลิกแบบเรานี้ เขาเรียก “ทอม” ซึ่งเป็นการเรียกผู้หญิงที่มีลักษณะผู้ชาย แล้วคู่กับดี้ คือ ใช้เรียกผู้หญิงที่ชอบทอม มันก็มาจากคำว่า ทอมบอยกับเลดี้ ในตอนนั้นยังเข้าใจแค่นั้น ยังไม่รู้ว่า ทรานส์แมน  ทรานส์เจนเดอร์  LGBT เลสเบียน  เกย์  ยังไม่มีความหมายพวกนี้

ไม่รู้เลยสำหรับเรา ไม่รู้จะไปหาข้อมูลที่ไหน เข้าไม่ถึงข้อมูล ยิ่งเรามีพี่สาวเป็นกะเทยอยู่แล้ว มันเหมือนว่า เราเป็นปกติแหละ ใครจะเรียกอะไรก็เรียกไป ไอ้คำแทนบุคลิก แต่เราก็มีชื่อ “ไก่” คิดแบบนั้น 

ไก่ และ ยาหยี เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศจากพี่น้อง 9 คน ทั้งสองเรียกตัวเองว่า ทอมและกะเทย 

The Isaan record : สังคมอีสานให้การยอมรับความหลากหลายทางเพศมากน้อยแค่ไหน 

พักตร์วิไล : สังคมอีสานก็จะเป็นเหมือนสังคมชนบททั่วๆ คือ เรื่องขององค์ความรู้ ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ ตั้งแต่ไหนแต่ไร มันไม่มีคนออกมาพูดเรื่องนี้ แต่จะเป็นเรื่องของการถูกล้อเลียนมากกว่า แต่ก็มีความเชื่อที่ยังฝังอยู่จนถึงทุกวันนี้ อาจจะไม่ใช่แค่สังคมอีสานก็ได้ อาจจะเป็นกับสังคมส่วนใหญ่ 

ส่วนสังคมที่บ้าน (อำเภอศรีขรภูมิ) ที่เรียกว่า “เขมร” ก็มีวัฒนธรรมบางอย่าง จริงๆ แล้วคนทั่วไปเขาก็ไม่ยอมรับ เขาบอกว่า มันเป็นเวรกรรมที่เกิดมาเป็นอย่างนี้ เมื่อชาติที่แล้วจะต้องไปทำอะไรมาแน่ๆ เลยเกิดมาเป็นแบบนี้ ต้องเป็นเรื่องของเวรกรรม เกิดมาผิดปกติ ไม่เหมือนคนอื่น 

เราก็ว่า..เอ๊ะ เราไม่มีอะไรผิดปกตินะ เราไม่ได้พิการหรืออะไรที่จะเรียกว่า เป็นคนผิดปกติ เกิดมาสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ก็มีความคิด ความเชื่ออย่างนี้ก็มี ลึกๆ แล้วถามว่า เยอะไหม เยอะมาก เพราะตอนนั้นมันไม่มีคำตอบ ไม่มีข้อมูลข่าวสารหรือทำความเข้าใจได้ว่า บุคคลที่มีความคิดแบบนี้ บุคลิกอย่างนี้ เรียกแบบนี้ เกิดมาจากสาเหตุอะไร

เราเข้าไม่ถึงข้อมูล ข้อมูลก็เข้าไม่ถึงเรา การศึกษาสำคัญด้วย การศึกษาเมื่อก่อน ผู้ชายให้เรียนในวัด ผู้หญิงเรียนงานบ้าน งานเรือน ตัวอย่างครอบครัวเรา พ่อก็เป็นเด็กวัดมาก่อน แม่ก็เรียนงานบ้าน เรื่องเรียนหนังสือ ผู้หญิงไม่ต้องไปเรียนเพื่อให้อ่านออกเขียนได้ ผู้ชายถ้าจะอ่านออกเขียนได้ต้องไปเรียนที่วัด จากครูบา จากพระ ความคิดความเชื่อเรื่องเวรกรรม เขาก็จะโทษว่า ที่พวกเราเป็นอย่างนี้ก็เพราะเป็นเวรเป็นกรรมของเราที่เราทำไม่ดี หรือครอบครัวเรา พ่อแม่เราต้องไปทำอะไรไม่ดีมา เป็นความเชื่ออย่างนั้น 

The Isaan record : การเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศในยุคแรกในอีสานเป็นอย่างไร  

พักตร์วิไล : ต้องให้เครดิตรกลุ่มอัญจารี ผู้ก่อตั้ง คือ อัญชนา สุวรรณานนท์ หรือ พี่แตง ซึ่งเริ่มทำกิจกรรมตั้งแต่ปี 2529 โดยเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เคลื่อนไหวประเด็นความหลากหลายทางเพศ ตอนนั้นพี่แตงทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และระดับนานาชาติ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีอินเตอร์เนต แต่พี่แตงก็มีความรู้และสื่อสารในวงการ NGO ที่เป็น LGBT ด้วยกัน สมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นนักกิจกรรมเองก็ไม่มีองค์ความรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศมากนัก ในวงนักกิจกรรมเองก็มีการเหยียดเรื่องเพศหนักมาก 

ในการเคลื่อนไหวช่วงแรก จะเป็นการตั้งวงแลกเปลี่ยน เปิดพื้นที่ความปลอดภัย ให้คนเข้าร่วมโดยสมัครใจ เข้ามาแชร์ข้อมูลกัน เกี่ยวกับการถูกกลั่นแกล้ง คุกคาม หรือ การเปิดเผยตัวตนว่า ตัวเองมีเพศสภาพเป็นอย่างไร เราเองก็ต้องการเพื่อน พื้นที่ความปลอดภัยอยู่แล้ว ก็เลยเข้าไปร่วมกับกลุ่มอัญจารีเมื่อปี 2536 

ใช้เวลานานกว่ากลุ่มอัญจารีจะเป็นที่รู้จัก ในยุคแรกก็ใช้ฮาร์ดแวร์ หรือวิธีการสื่อสารด้วยหนังสือ ด้วยปากเปล่า ใบปลิว แต่พอยุคออนไลน์เริ่มเข้ามาก็มีการตั้งเว็บไซต์ ตั้งสังคมออนไลน์ ตั้งเฟซบุ๊กกลุ่มอัญจารี จนมีสมาชิกเต็ม 5,000 คน ก็เคลื่อนไหวมาเรื่อยๆ อินเตอร์เน็ตทำให้ทุกคนเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้น สื่อสารกันได้งาน มีการจัดงานวันไพรด์ (Pride) วันสิทธิเสรีภาพทำให้เกิดการได้เรียนรู้เป็นวงกว้างมากขึ้น 

ประเด็นที่ประสบความสำเร็จในขั้นแรก คือ การยื่นเรื่องยกเลิกคนมีความหลากหลายทางเพศให้เลิกเป็น “จิตเภทถาวร” เมื่อปี 2549 และ ศาลปกครองยกเลิกคำดังกล่าวเมื่อปี 2554 แก้ไขเป็น “ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด”

ไก่ ร่วมกับคนรุ่นใหม่ เดินขบวนไพร่ (Pride) ครั้งแรกที่อีสาน บนถนนในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 24ตุลาคม 2563 จัดโดยกลุ่ม เครือข่ายความหลากหลายทางเพศอีสาน 

The Isaan record : การเคลื่อนไหวเรื่องความหลากหลายทางเพศที่เป็นเครือข่ายเกิดขึ้นในช่วงไหน 

พักตร์วิไล : ประมาณหลังปี 2540 เป็นต้นมา ได้เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย กระทั่งมีการยื่นร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2552-2553 แต่ก็โดนรัฐประหารเสียก่อน ทำให้กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถออกมาได้ ทุกวันนี้จึงยังไม่ประสบความสำเร็จ รู้สึกเสียดายมาก 

The Isaan record : ตอนนี้ความเข้าใจเกี่ยวประเด็น LBGT ในสังคมเป็นอย่างไร

พักตร์วิไล : คิดว่า การเข้าถึงข้อมูล ต้องแบ่งเป็น 2 ระดับ 1.คนที่เข้าถึงข้อมูล คือ คนรุ่นใหม่ คนที่รู้จักข้อมูล ได้เรียนรู้ในเรื่องนี้ และคนที่เข้าไม่ถึงข้อมูล เช่น คนที่อายุมากแล้วหรือคนเข้าไม่ถึงองค์ความรู้ ข้อมูลเข้าไม่ถึงเขาด้วย ไม่มีการอธิบาย ไม่ได้สืบค้น ไม่ได้หา ไม่ได้เรียนรู้ก็อาจจะยังมีอยู่ในสังคมชนบทหรือไม่ชนบทก็ตาม 

คนในเมืองหรือคนที่มีการศึกษาก็คิดว่า ยังไม่ถึงจุดคลี่คลายเรื่องความหลากหลายทางเพศ หรือยังไม่ถึงจุดที่จะบอกว่า เขามีความเข้าใจ 100% เพราะยิ่งดูหลักสูตรการศึกษาวิชาสุขศึกษา การเรียนการสอนก็ยังให้ความหมายหรืออธิบายถึงเรื่องพวกนี้ผิดๆ ถูกๆ ว่าเป็นพวกจิต โรคจิต คนมีความหลากหลายทางเพศ ผิดเพศก็ยังมี

หลักสูตรการศึกษาก็มีส่วนสำคัญที่จะทำความเข้าใจกับสังคม แต่สิ่งสำคัญที่สุด ไม่มีกฎหมายใดๆ มารองรับว่า พวกเรา จะมีคู่สมรสที่สมบูรณ์เหมือนคู่หญิง-ชายเหมือนคนทั่วไป ไม่มีกฎหมายเรื่องรับรองสิทธิ์ของการเป็นคู่ชีวิต 

ถ้ามีกฎหมายรับรองก็เท่ากับจะทำให้พวกเรามั่นคง มั่นใจมากขึ้น ตอนนี้หลักสูตรการศึกษาก็ไม่มีอธิบาย กฎหมายก็ไม่มีการรับรองสิทธิ์ของเรา เราก็ต้องการได้สิทธิ์ที่เราควรมี ให้ความมั่นคงกับคู่ชีวิตของเราเหมือนคนทั่วไป

The Isaan record : ต้องขับเคลื่อนเรื่องไหนเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น 

พักตร์วิไล : เรื่องกฎหมาย เรื่องหลักสูตรการศึกษา ควบคู่ไปกับการรับรู้ทางสังคม ควรที่จะมีหลักสูตรสิทธิมนุษยชนที่สร้างองค์ความรู้จริงๆ ไม่ใช่มาจากการท่องจำ เรื่องพวกนี้ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น กรอบที่กั้นอยู่จะทลายลงได้ 

The Isaan record : คิดอย่างไรกับกระแสคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวประเด็นความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น   

พักตร์วิไล : อยากกลับมาเกิดใหม่ (หัวเราะ) เห็นเด็กรุ่นนี้ที่กำลังเคลื่อนไหว ทั้งประเด็นการเมือง ความหลากหลายทางเพศ เขามองกันเป็นองค์รวม เข้าถึงองค์ความรู้ได้เร็วมาก ทั้งที่ตำราเรียนยังไม่สอน พ่อแม่ก็ไม่ปิดกั้นเหมือนเดิม ทำให้การรับรู้เรื่องนี้เร็วขึ้นมาก เด็ก ม.2- ม.3 ที่ออกมาเคลื่อนไหวทั้งนั้นเลย ในการตื่นรู้ทางการเมืองรอบนี้ เขาเข้ามาพูดให้เราฟังด้วยซ้ำในเรื่องนี้ เขาเข้าใจมากขึ้น เขามีความกล้า พอมันมีโลกอินเตอร์เน็ต เขาก็รู้ว่าเขามีเพื่อนทั่วโลก เด็กรุ่นนี้เขามองปัญหาออกว่าต้องไปแก้ตรงไหน กฏหมายไม่ผ่านก็เพราะเรามีรัฐบาล มีเสียงส่วนมากจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เห็นเด็กรุนใหม่ออกมาเคลื่อนไหวก็ได้แต่ยิ้ม มีความสุข คงต้องให้ยุคสมัยของเขาขับเคลื่อนต่อ 

Scroll Up