เพนกวิน : อหิงสาในเรือนจำ ประสบการณ์อดข้าว 57 วันที่ลืมไม่ลง

ด้วยวัยเพียง 22 ปี “พริษฐ์ ชิวารักษ์” หรือ เพนกวิน ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาทางการเมืองแบบนับครั้งไม่ถ้วน การถูกห้ามประกันตัวหลังถูกแจ้งข้อหาความผิดตามมาตรา 112 ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความอยุติธรรมของสังคม

การอดข้าวถึง 57 วัน แม้จะทำให้ร่างกายซูบผอม ถึงขั้นมีกระแสข่าวว่า ตายในเรือนจำ แต่เขากลับหนักแน่นในหลักการอสิงหาที่ว่า “ขอมีอิสรภาพเหนือความตาย” The Isaan Record สัมภาษณ์เขาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2564 หลังออกมาจากเรือนจำและมาจังหวัดขอนแก่นเพื่อร่วมกิจกรรม “บีบแตรไล่ประยุทธ์” ร่วมกับกลุ่มเพื่อนนักกิจกรรม 

หทัยรัตน์ พหลทัพ เรื่อง

อติเทพ จันทร์เทศ ภาพ

The Isaan Record : ตั้งแต่ออกมาจากเรือนจำ สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง

เพนกวิน : ตอนนี้สุขภาพก็ดีขึ้น ดีกว่าช่วงที่กำลังอดข้าวอยู่ ไปพบคุณหมอ ก็บอกว่าระบบย่อยอาหารฟื้นตัวดีขึ้น ก็ดีใจที่เห็นกระเพาะกับลำไส้มันค่อยๆ ดีขึ้น  ช่วงนี้ก็กำลังฟื้นฟูกำลังวังชาให้มันดีขึ้นเหมือนเดิม ตอนนี้ก็ยังมีแขนขาที่ยังมีแรงน้อยลงอยู่บ้าง 

The Isaan Record :ย้อนกลับไปก่อนที่จะมีการอดข้าว ตอนนั้นทำไมตั้งปณิภาณว่าจะอดข้าว

เพนกวิน : ความคิดเรื่องอดข้าวประท้วงก็คือ คุยกับเพื่อนมาตั้งแต่เข้าเรือนจำครั้งแรก ประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก็ประเมิณสถานการณ์ว่า ภาพรวมอาจจะไม่จำเป็น แต่ช่วงการถูกคุมขังเกิดกระเเสโควิดมากลบกระแสการเคลื่อนไหว เราจึงจำเป็นต้องมีปฏิบัติการทางสันติวิถีที่เรียกร้องมโนสำนึกของสังคมและของรัฐผู้ที่ใช้อำนาจกับเราอย่างไม่เป็นธรรม 

“เราก็ถือว่าไหนๆ อยู่เรือนจำก็ไม่มีอะไรทำได้มากนัก เขาจับเราไปขังไว้เฉยๆ เพื่อให้เราหยุดเคลื่อนไหว เราก็คิดว่าในคุกเราจะต่อสู้ต่อยังไงได้บ้าง เลยคิดว่าการอดอาหาร คือ รูปแบบการต่อสู้ที่เราทำที่ไหนก็ได้ เพราะต่อให้เขาพรากอิสรภาพขณะอยู่ในที่คุมขัง เราก็สามารถที่จะต่อสู้ผ่านวิธีการนี้ได้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายของเราเอง” 

The Isaan Record : คิดว่าจะสามารถกระเเสจนลุกลามอย่างที่เป็นหรือไม่ 

เพนกวิน : ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจนะครับว่า คนที่พูดถึงการอดอาหารของผมว่าอย่างไรบ้าง แต่เราก็คาดหวังลึกๆ ว่า สังคมนี้ยังจะมีความเป็นคนเหลืออยู่บ้าง เราก็ตั้งใจอย่างที่เราประกาศไว้ว่า อยากมีอิสรภาพเหนือความตาย เราก็คิดว่า หนึ่งคือเราจะไม่ยอมอยู่อย่างไม่มีเสรีภาพอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แน่ 

“เราก็คิดว่า จากการต่อสู้ของเราที่ผ่านมาคนที่ลุกขึ้นมาจะไม่มีวันกลับไปหมอบคลาน ส่วนมากน่าจะมีมโนสำนึก บางทีการอดอาหารของเรามันก็จะเป็นการย้ำเตือนให้สังคมรู้ว่า มันยังมีคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเหตุผลทางการเมือง” 

The Isaan Record : เล่าสถานการณ์หลังจากที่ประกาศอดข้าว ใช้ชีวิตอยู่อย่างไรในเรือนจำ

เพนกวิน : พอวันที่อดข้าวเสร็จ คือ วันที่ 15 (มีนาคม 2564) ได้ประกาศอดข้าวที่ศาลแล้วก็ให้กลับไปที่เรือนจำ ในคืนนั้นก็มีการส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังตอบไม่ถูกว่า เป็นเจ้าห้น้าที่จริงหรือเปล่า เรื่องนี้ก็เคยส่งให้ศาลช่วยไต่สวนหาความจริง เพราะมีการส่งชายชุดดำ คือ เขาใส่ชุดดำ ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการ แต่ไม่ติดป้ายชื่อ ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจทำไมไม่ติดป้ายชื่อมา แล้วก็มาบอกว่า จะเอาตัวเราไปตรวจโควิด มาตอน 4 ทุ่ม แล้วมาอีกทีเที่ยงคืน ตี 2 ก็มาอีกที ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า มาทำอะไร เข้าใจว่าปฏิบัติการนี้ถูกกำกับโดยตรงจากรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนหนึ่ง

The Isaan Record : หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ต้องระวังตัวมากขึ้นหรือไม่

เพนกวิน : ใช่ ตอนแรกวันนั้นเราคิดว่าเราจะตายกันแล้ว ก็เล่าเรื่องติดตลกก่อนนะครับ พี่อานนท์ (นำภา) บอกว่า วันนั้นดวงถึงคาด จะมีอันตรายไปถึงตี 4 ซึ่งตอนนั้นเหตุเกิดตอนตี 2 เราก็นั่งรอ นั่งเฝ้าระวังกันจนถึงตี 3 แล้วพี่อานนท์แกง่วง แต่แกบอกว่า ฤกษ์จะถึงคาดตอนตี 4 แกก็เลยนำนาฬิกามาปรับเวลาให้มันถึงตี 4 เร็วๆ พอพ้นตี 4 แล้วแกก็นอน (หัวเราะ) เพราะแกบอกว่าเหมือนมันเป็นเคล็ด     

The Isaan Record : มีช่วงหนึ่งที่อดอาหารได้ 45 วัน แล้วมีกระแสข่าวว่า เสียชีวิต ทราบเรื่องนี้ไหม

เพนกวิน : ไม่เคยได้ยินข่าวเลยครับ พึ่งได้ยินตรงนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ข่าวนี้เป็นมาอย่างไร แต่อีกใจหนึ่งเราก็โอเคที่มีคนเป็นห่วง แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า เป็น IO หรือเปล่า พอเราอยู่ในการควบคุมของราชทัณฑ์ มันก็เหมือนอยู่หลังกำแพง เพราะกรมราชทัณฑ์ไม่ยอมทำให้เรื่องโปร่งใส อาจจะพยายามปิดบังไม่รายงานข่าวตรงต่อความเป็นจริงมันจึงขาดความน่าเชื่อถือ ถ้าราชทัณฑ์มีมาตรฐานในการคุมขังนักโทษหรือให้การดูแลนักโทษให้สังคมสบายใจ อาจจะไม่เกิดข่าวแบบนี้ 

“การอดอาหารเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่สามารถกระตุ้นความเป็นคน ทั้งผู้ที่คุมขังเรา ผู้ที่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม อย่างน้อยก็กระตุ้นความเป็นคนของคนที่สู้มากับเรา”

The Isaan Record : ขณะอยู่ในเรือนจำมีกระแสบนทวิตเตอร์ติด #SAVEเพนกวิน และขอให้เลิกการอดอาหารประท้วง ทราบกระแสนี้ไหม

เพนกวิน : พอทราบครับ มีคนนั้นคนนี้บอก รวมถึงอาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า อยากให้ยุติการอดอาหาร แต่เราก็คิดอยู่เหมือนกัน คือส่วนหนึ่งเราก็คิดคล้ายๆ กับรุ้ง (ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) ที่เขาโพสต์บนเฟซบุ๊กแล้วส่งสารออกมาเราก็ขอบคุณ ขอบคุณความเป็นห่วงของทุกคน แต่อยากให้ความเป็นห่วงตรงนี้แปรเปลี่ยนเป็นการกระตุ้นมโนสำนึกของผู้พิพากษาที่ใช้อำนาจกับเราอย่างไม่เป็นธรรม  

“ผมคิดว่า การอดอาหารเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่สามารถกระตุ้นความเป็นคน ทั้งจากบรรดาผู้ที่คุมขังเรา ผู้ที่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมกับเรา อันนี้อาจจะยังได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังกระตุ้นความเป็นคนของคนที่สู้มากับเรา” 

The Isaan Record : พูดถึงบทบาทแม่ จากนักบัญชีกระโดดออกมาอยู่เบื้องหน้าเพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวลูกชาย คิดไหมว่าวันหนึ่งจะออกมาสู่แบบนี้

 เพนกวิน : ตอนแรกที่ได้ยินว่า คุณแม่ไปเดินทะลุฟ้าไปทำกิจกรรมต่างๆ ใจหนึ่งเราก็ภูมิใจที่ว่าพ่อแม่ไม่ทิ้งเรา เป็นอีกกำลังหนึ่งที่คุณแม่และคุณพ่อต้องมาอยู่ในการต่อสู้ด้วย ความจริงก็ไม่อยากให้ต้องมาอยู่ในความเสี่ยงที่เราแบกรับ แต่พอแม่กระโดดออกมา ในฐานะลูกเราก็ต้องชื่นชมและภาคภูมิใจที่แม่เราไม่ทอดทิ้งเรา และพยายามเข้าใจว่า สิ่งที่เราต่อสู้มันเป็นอย่างไร เราทำไปเพื่ออะไร

The Isaan Record : เคยคิดไหมว่า การที่ออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้จะทำให้ครอบครัวได้รับผลกระทบไปด้วย  

เพนกวิน : ก็เคยคุยกันนะครับ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซึ่งที่บ้านก็ได้รับผลกระทบบ้าง มีทหารตำรวจเข้าไปที่บ้านบ่อยๆ ธุรกิจของคุณแม่ การประกอบอาชีพของคุณแม่ก็สะดุด ทั้งเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วและการถูกกลั่นแกล้ง หลายครั้งคุณแม่ก็ถูกยกเลิกงาน แต่คุณแม่ก็ยังยืนยันที่จะสู้

The Isaan Record : คิดว่า คุ้มไหมกับการที่ออกมาต่อสู้ แล้วส่งผลกระทบกับทั้งตัวเองและครอบครัว

เพนกวิน : ผมคิดว่าการที่เราออกมาต่อสู้ทางการเมือง เราก็เอาอะไรหลายอย่างไปแลก แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้กลับมา คือ ความเป็นคน เรายังตอบตัวเองได้อย่างชัดเจนว่า เรายังเป็นคนอยู่ เรายังมีสิ่งที่เราเชื่อ เรายังมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ คือ เรายังมีสิทธิ์ที่จะทำตามสิ่งที่เชื่อ เราไม่ได้เป็นสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์เลี้ยงของอำนาจใดๆ ซึ่งมันก็ทำให้เราตอบได้ว่า เรามีชีวิตทุกวันนี้ไปทำไม 

The Isaan Record : การเข้าไปอยู่ในเรือนจำ 90 กว่าวันครั้งนี้อาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในชีวิต มันให้บทเรียนอะไรบ้าง

เพนกวิน : การเข้าไปในเรือนจำก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ เราไม่ได้ทำอะไรผิด การที่เราถูกจองจำ คือ การปราบปรามทางการเมือง เมื่อเราเลือกต่อต้านผู้ที่มีอำนาจ ผู้มีอำนาจจึงหาวิธีการมาต่างๆ เพื่อมาทำร้ายเรา ซึ่งเราก็ต้องต่อสู้ต่อไปเรื่อยๆ  

การที่เราต้องทนต่อการทรมานจากการถูกคุมขังก็เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนรู้หลักประชาธิปไตยที่ผมกำลังร่ำเรียนอยู่ก็แล้วกัน คือ มันทำให้เราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ได้รู้จักกับคนทุกรูปแบบ ยกเว้นคนรวย ได้คุยกับกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยที่บังเอิญซวยถูกกดขี่จากเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องมาอยู่ในนั้น แต่บางทีก็กลุ่มคนที่มีสตางค์หน่อยแต่ว่าเปลี่ยนคู่อำนาจทางการเมืองก็ต้องเข้าๆ ออกๆ ก็มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเขาทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น 

The Isaan Record : เรือนจำได้เปลี่ยนความคิดทางการเมืองของเพนกวินบ้างไหม

เพนกวิน : ทำให้แน่ใจมากขึ้นว่า สิ่งที่เราต่อสู้เป็นแนวทางเพื่อคนหมู่มากมันเป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเราได้เห็นชัดด้วยตาของเราเองว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมมันทำลายชีวิตคนอย่างไร ในเรือนจำมีคนจำนวนมากที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ว่าสถานะทางการเงิน สถานะทางสังคม ไม่เอื้อให้เขาสู้คดีและยืนยันความบริสุทธิ์ได้ บางคนไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ไม่มีเงินจ้างทนายดีๆ ไม่มีเงินจะประกันตัว ไม่มีเงินจะเดินทางไปสู้คดีก็เลยต้องรับผิดโดยที่ตัวเองไม่ได้ทำ 

“เรายังดีที่เข้ามาด้วยเหตุผลทางการเมือง ด้วยเหตุผลของการต่อสู้  เรามาเห็นคนที่ถูกกดขี่ โดยที่เราสู้เพื่อพวกเขา แล้วเรามาเห็นสภาพจริงๆ มันก็ยิ่งทำให้เราแน่ใจกับตัวเองว่า เราต้องต่อสู้ม่ากกว่านี้ เราต้องอุทิศตัวมากกว่านี้”

“ในเมื่อมันเป็นยุคสมัยของเรา เราก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด เพื่อพี่น้องประชาชนทุกคนที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับเรา”พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน

The Isaan Record : ความรู้สึกตอนที่รับเงื่อนไขว่า จะไม่กระทำการใดๆ ที่ทำให้สถาบันเสื่อมเสียเป็นอย่างไรบ้าง

เพนกวิน : เดิมทีเจ้าหน้าที่ส่วนต่างๆ ก็พยายามกดดันว่า ต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง เราก็มาพิจารณาว่า เงื่อนไขนั้นกำหนดเราอย่างไร ชอบด้วยกฎหมายไหม เราก็รอดู พอเห็นเงื่อนไขของหมอลำแบงค์ (ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม) คือ ห้ามพูดถึงสถาบันกษัตริย์อะไรอย่างนี้ เราก็ถามต่อศาลว่า ถ้าเกิดผมต้องรับเงื่อนไขเหมือนหมอลำแบงค์ตั้งแต่เเรก คือ ห้ามพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วต่อไปนี้ผมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีได้ไหม แล้วต่อไปนี้เพลงถวายบังคมองค์ราชันย์ ซึ่งการร้องเพลงมันก็เป็นการพูดถึง พาดพิงพระมหากษัตริย์ แล้วผมจะร้องเพลงได้ไหม 

เราก็พูดกันว่า การวิพากษ์วิจารย์กษัตริย์เป็นสิทธิเสรีภาพ การนำความจริงของสถาบันพระมหากษัตริย์มาพูดและการพูดเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ความเสื่อมเสีย แต่มันจะทำให้สถาบันกษัตริย์ดีขึ้น 

การที่ไม่ให้ผมพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เลยไม่ได้ จะให้มาตกลงเงื่อนไขกันแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งมันต้องไม่ใช่คำนี้ ไม่ใช่คำว่า “ห้ามพูดถึง” อย่างน้อยก็ต้องยืนยันหลักการว่า การพูดถึงกษัตริย์มันทำได้และก็จะทำด้วย  

The Isaan Record : พอได้ยินเงื่อนไขมันบั่นทอนจิตใจเหมคะ เพราะที่ผ่านมาก็ชูธงให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด 

เพนกวิน : ก็ต้องยืนยันว่า เงื่อนไขแบบนี้มันออกมาไม่ได้ มันเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจและเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชน เราก็โยนโจทย์ไปให้ศาลเป็นผู้ตอบว่า แบบไหนที่เรียกว่าเสื่อมเสียและข้อมูลต่างๆ เช่น เรื่องงบประมาณของกษัตริย์ 33,000 กว่าล้านบาทของปีนี้ ถ้าผมพูดถึงเรื่องนี้เป็นการสร้างความเสื่อมเสียไหม เอาความจริงของทางราชการมาตีแผ่เปิดเผยว่า เป็นการสร้างความเสื่อมเสียไหม อันนี้ศาลก็จะต้องตอบตัวเองและศาลก็ต้องตอบตัวเองตั้งแต่แรกแล้วว่า การกำหนดเงื่อนไขนี้มันเป็นธรรม เหมาะสมกับตัวศาลเองไหม 

The Isaan Record : ศาลบอกว่าไม่ให้ทำการใดที่เสื่อมเสียต่อสถาบันฯ แต่ยังยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ที่พูดออกมาไม่เสื่อมเสีย ใช่หรือไม่?

เพนกวิน : ใช่ครับ คิดว่าสิ่งที่มีอยู่แล้ว มันไม่เสื่อมเสียเพราะความจริง หรือถึงที่สุดอาจจะมีความผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นในสถาบันกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์ก็ควรจะรับฟังเเล้วนำไปปรับปรุง ประชาชนจะได้รู้สึกว่า สถาบันกษัตริย์รับฟังเสียงประชาชนบ้าง ถ้าเกิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่รับฟังประชาชนเลย จะมีสถาบันกษัตริย์ไปทำไม ผมคิดว่ายุทธศาสตร์การต่อสู้ก็ยังเป็นยุทธศาตร์ 3 ข้อ  แต่อาจจะต้องทบทวนยุทธวิธี ดูการต่อสู้ว่า จะไปไหนทิศทางไหน แต่เป้าหมายปลายทางก็ยังคงเป็น 3 ข้อแบบเดิม

The Isaan Record :  กลัวว่าจะทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวจนเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนการประกันตัวหรือไม่ 

เพนกวิน :ตอนนี้ก็เห็นมีคนเริ่มเคลื่อนไหว แต่ก็ยังยืนยันในหลักการว่า คำพูดของเราไม่ได้ผิดเงื่อนไข ถ้าเงื่อนไขของคุณมันจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขนาดนั้น เเล้วเงื่อนไขขัดกับรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เงื่อนไขมันขัดกับธรรมชาติหรือเปล่า ศาลไม่ใช่บรรทัดฐานของความถูกต้องทุกครั้งไป เพราะถ้าศาลจะเป็นผู้รักษาความถูกต้องต้องทำให้ประชาชนเขาเชื่อถือ ผมไม่อยากให้ศาลเอาเครดิตของตัวเองมาเสียหายเพราะเรื่องการเมือง มากไปกว่านี้

The Isaan Record : เคยคิดจะลดธงข้อ 3 เรื่องการปฏิรูปสถาบัน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ 

เพนกวิน : เราก็คิดว่าการเรียกร้องข้อที่ 3 มันเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม อย่างที่รู้กันว่า สถาบันกษัตริย์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงเป็นปัญหาทากการเมือ เราก็อยากให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างสง่างาม การเมืองไทยจะได้พ้นจากวงจรอุบาทว์เสียที เราก็ยังยืนยันว่า การปักธงแบบนี้ถูกทาง 

 The Isaan Record : แล้วจะไปกันต่อกันอย่างไร ตอนนี้ได้ยินข่าวกลุ่มราษฎรแตกกันจริงหรือไม่

เพนกวิน : ผมคิดว่าราษฎรก็ยังอยู่นะครับ แต่การเคลื่อนไหวมีจังหวะก้าว ตอนนี้ก็เป็นจังหวะก้าวที่เราพูดคุยกัน ต้องมาวิเคราะห์การเมืองกันใหม่ ผู้เคลื่อนไหวที่สำคัญอย่างทนายอานนท์ และพี่ไมค์ (ภานุพงศ์​ จาดนอก) ก็เพิ่งออกจากเรือนจำ ก็คงต้องมาคุยกันในกระบวนการขับไล่เผด็จการว่า ปีที่แล้วประกาศปักธงกันไว้แบบนั้น ปีนี้จะเดินหน้าต่ออย่างไรให้มีชัยชนะระหว่างทางให้กับพี่น้องประชาชนที่ต่อสู้ไปกับเรา

 The Isaan Record : เวลานักเคลื่อนไหวโดนจับ แล้วเจอกันในเรือนจำมีการคุย หรือให้กำลังใจกันหรือไม่

เพนกวิน : ไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้เลยนะครับ ส่วนมากก็จะคุยกันว่า ถ้าเราออกไปแล้วจะทำอย่างไร เราจะต่อสู้กันต่อยังไง เราควรปรับปรุงเรื่องอะไร 

 The Isaan Record : จะให้คำตอบกับประชาชนตอนไหนเรื่องการเคลื่อนไหว เพราะตอนที่มีกระแสข่าวว่า เพนกวินตายก็มีคนคิดว่า กลุ่มราษฎรก็คงตายไปด้วย 

เพนกวิน : ก็ตราบใดที่มีผม ตราบใดที่อานนท์ ตราบใดที่เราหลายๆ คนยังต่อสู้อยู่ ราษฎรจะยังไม่ตาย

 The Isaan Record : ยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อ

เพนกวิน : แน่นอนครับ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ภายใต้รัฐบาลที่ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้ขนาดนี้ ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่ตกมาตรฐานแบบนี้ อย่างไรก็คิดว่า นักศึกษา ประชาชน ราษฎร ก็ไม่สามารถที่จะอยู่นิ่งเฉยได้ เราต้องสู้ต่อ

 The Isaan Record : เคยคิดไหมว่า ตัวเองจะมีบทบาทที่สำคัญด้านการเมืองถึงขนาดนี้ 

เพนกวิน : ถ้ากลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีที่ผมเพิ่งเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็รู้แหละว่า สักวันหนึ่งวันนี้จะมาถึง วันที่การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์มันเป็นไปได้ในสังคมและเป็นไปได้ในพื้นที่สาธารณะ เเต่เราก็ไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้าว่า มันจะเป็นวันที่เราอยากทำกิจกรรมทางการเมือง และเราไปมีส่วนร่วม มีบทบาทสำคัญตรงนี้ แต่เมื่อหน้าที่มันตกมาอยู่กับเรา 

“ในเมื่อมันเป็นยุคสมัยของเรา เราก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด เพื่อพี่น้องประชาชนทุกคนที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับเรา” 

The Isaan Record : เวลาอยู่บนเวที แล้วมีคนมองมาที่ตัวเอง แล้วคาดหวังจากเรา รู้สึกอย่างไร

เพนกวิน : อย่างที่บอกกับพี่น้องประชาชนทุกครั้งว่า ชัยชนะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผม หรือตัวเพื่อนๆ ผมที่อยู่บนเวทีเเค่ไม่กี่คน แต่ขึ้นอยู่กับพี่น้องทุกคนที่ไปกับเราในหน้าเวทีนั้นและที่ยังไม่ได้มากับเราด้วย ผมก็เชื่อว่า ผมไม่ใช่ผู้นำใคร เเต่ผมอาจจะเป็นตัวแทนของบางคนที่คิดแบบนี้ เราก็พูดแทนคนที่คิดคล้ายๆ กัน 

The Isaan Record : เคยคิดอยากจะย้ายหรือหลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศไหม

เพนกวิน : ผมพูดมาตลอดว่า ผมเป็นคนไทย เกิดในประเทศไทย ซึ่งผมเกิดที่โรงพยาบาลรามาฯ ย้ายไปอยู่ลำปาง 7-8 ปี ผมก็รู้สึกว่า ผมผูกพันกับประเทศที่ผมเกิดมา ที่ๆ ผมโตมา ผมคงไม่ไปไหน เพราะเมื่อผมคิดว่า คนไทยเป็นเจ้าของบ้าน ผมก็เป็นคนไทย ผมคงไม่หนีออกจากบ้านของตัวเอง แต่เราก็คงจะต้องต่อสู้จนกว่าเราจะได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เป็นคนอยู่อาศัย

The Isaan Record : การเคลื่อนไหวต่อจากนี้ต้องรอให้โควิดซาก่อนไหม 

เพนกวิน : การต่อสู้การเคลื่อนไหวมันมีหลายรูปแบบ มีโควิดมาก็อาจจะทำให้รูปแบบการต่อสู้บนท้องถนนยังไม่สะดวก เเต่เราก็ยังยืนยันว่า เราต่อสู้ในทุกสนาม ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น เราม็อบไม่ได้ เราก็ม็อบกระดาษก็ไม่มีใครมาควบคุม ซึ่งนักศึกษาก็พยายามทำงานอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อที่จะคิดค้นรูปแบบนวัตกรรมใหม่ๆ ในการแสดงพลังของประชาชน การต่อสู้ในปีนี้เป็นปีที่เราจะต้องมีแนวรบทางวัฒนธรรมและจะต้องสำเร็จผลทางการเมือง ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ผมคิดว่าอย่างน้อยๆ พลเอกประยุทธ์ (จันทร์โอชา) จะต้องลาออกและมีการยุบสภา

The Isaan Record : คำถามนี้จะขอเป็นคำถามสุดท้ายและไม่คิดว่า จะมีใครนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง คำถาม คือ ถ้ามีโอกาสนั่งต่อหน้าพระพักตร์ในหลวงรัชกาลที่ 10 จะพูดอะไร เพราะทราบว่า พระองค์ก็เป็นนักประชาธิปไตย 

เพนกวิน : ถ้าพระองค์เป็นนักประชาธิปไตยอย่างที่เขาว่า ก็อยากจะทูลถามว่า ข้อเรียกร้องทั้ง 10 พระองค์จะยอมให้มันเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะทุกข้อก็เป็นหลักการของระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตย พระองค์จะติดไหมถ้าเราจะขอทรัพย์สินที่กลายเป็นสมบัติส่วนพระองค์ไปแล้ว ตาม พ.ร.บ.ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์กลับมาเป็นของประชาชน ผมก็คิดว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ควรจะมีจุดยืนและมีคำตอบให้เราว่า สิ่งที่เราเรียกร้องพระองค์ได้ยินไหม 

The Isaan Record :คิดว่ามันจะมีวันนั้นไหม?

เพนกวิน: ในประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา ความเปลี่ยนไปของสถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นไปได้ 2 อย่าง คือ ปฏิรูปกับปฏิวัติ นั่นคือ การปรับตัวหรือการเสื่อมสลายหายไป คือ เมื่อประชาชนเป็นคนเสนอ แต่สุดท้ายคนที่จะเลือกชะตากรรมเป็นสถาบันของกษัตริย์เองว่า จะไปต่ออย่างไร อย่าง ประเทศอังกฤษ สถาบันกษัตริย์ก็ยังคงดำรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างสง่างาม ไม่มีปัญหากับระบอบประชาธิปไตย นั่นเพราะสถาบันเขาก็ยอมเอง เขาก็เล็งเห็นว่า ถ้าไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับโลกสมัยใหม่เขาอาจจะอยู่ไม่ได้ 

“คำถาม คือ สถาบันในประเทศไทยจะเอาอย่างไร จะสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงและยอมปรับตัวเข้ากับโลกหรือจะยังว่ายน้ำทวนกระเเสโลกอยู่ ซึ่งก็รู้ว่า อาจจะว่ายไม่ไหวในอนาคต” 

Scroll Up