The Isaan Record จัดเสวนาออนไลน์หัวข้อ “ศักยภาพท้องถิ่นอีสานกับรับมือโควิด” หลังแรงงานอีสานถูกเลิกจ้างและบางส่วนติดโควิดต้องกลับมารักษาที่ภูมิลำเนา 

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตคณบดีวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ม.อุบลราชธานี กล่าวว่า เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานคณะกรรมการเขตสุขภาพภาคประชาชน (กขป.) เป็นหน่วยงานที่อยู่ในสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารารณสุข วันนี้ได้ประชุม กขป. ทั้ง 13 เขตทั่วประเทศ  

“เข้าใจว่า มันถึงเวลาที่ชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาบริหารจัดการตัวเอง ไม่เช่นนั้นเราจะตายเสียก่อน ไม่ก็เจ็บป่วยหรือว่าทนไม่ได้กับการที่ต้องขาดรายได้ ลูกหลานตกงาน ไม่สามารถไปเรียนหนังสือได้ สภาพครอบครัวอยู่ในความลำบาก”ประธาน กขป.เขต 10 กล่าว 

“ผู้นำไม่สามารถบริหารจัดการโควิดได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการโรคหรือวัคซีนก็ตาม ตรงนี้มันจะกลายเป็นหายนะ”นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะกรรมการเขตสุขภาพภาคประชาชน เขต 10

คาดตัวเลขผู้ป่วยโควิดสะสม ส.ค.อาจทะลุล้าน

เขากล่าวอีกว่า ขณะนี้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั่วทั้งประเทศ สถิติการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น เฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคน ซึ่งนักวิชาการถือว่า ยังอยู่ในขนาดกลาง ขนาดต่ำ คือ ประมาณ 1 หมื่นคน ในช่วงเดือน สิงหาคมถึงกันยายน ภายในอีก 2 อาทิตย์จะขึ้นสูงถึง 3 หมื่นคนต่อวัน ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมประมาณ 8 แสนคน ประเมิณกันภายในสิ้นเดือนสิงหาคมอาจถึง 1 ล้านคน 

นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เป็นปัญหาที่ทางอีสานจะต้องนึกถึงก็คือว่าขณะนี้มีปัญหาการอพยพของคนอีสานที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือที่ไหนก็ตามกลับภูมิลำเนา ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดของนโยบายการบริหารจัดการโควิด 

“เราปฏิเสธเขาไม่ได้เพราะภูมิลำเนาเขาอยู่ที่นี่ บางคนกลับมาเพราะรู้ว่าตัวเองติดเชื้อ  เพราะในกรุงเทพฯ มันน่ากลัว ถึงขนาดมีการเสียชีวิตข้างถนน เคยมีวันหนึ่งเสียชีวิตถึง 20 กว่าคน สภาพในกรุงเทพฯ คือ ต้องรอตรวจ รอเตียง และรอตาย รอการเผาศพที่วัด เขาจึงต้องกลับบ้าน”นพ.นิรันดร์ กล่าว

นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกว่า จุดที่เราคุยกันใน กขป.ร่วมกับเลขาธิการสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ การที่ชุมชนจะลุกขึ้นมาบริหารจัดการตัวเองนั้น ซึ่งมีกลไกที่เรียกว่า สมัชชาสุขภาพระดับจังหวัด โดยตอนที่มีการระบาดระลอก 1 และ 2 นั้น สมัชชาฯ ได้จัดทำธรรมนูญสุขภาพระดับ อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน  ที่จะเป็นแนวปฏิบัติของแต่ละพื้นที่ ที่จะช่วยสกัดและยับยั้งการระบาดของโรคโควิดได้ หากไม่ดำเนินการระบบสาธารณสุขในภูมิภาคจังหวัดต่างๆ ก็จะล้มเหลวตามเหมือนกรุงเทพฯ แล้วเราจะเจอคนที่ตายข้างถนนเหมือนในกรุงเทพฯ 

“เราจะต้องอยู่กับโควิดไปอีก 2-3 ปี ในอนาคตจำเป็นต้องฉีดวัคซีน  3-6 เดือนต่อเข็มเพื่อจะทำให้ปลอดการติดเชื้อหรือติดแต่ไม่รุนแรง ขณะเดียวกันก็ไม่แพร่เชื้อไปยังคนอื่น สถานการณ์ขณะนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงพีคของอัตราการตายและอัตราการเจ็บป่วย ตรงนี้ต่างหากที่เราต้องมีท่าทีการทำงานที่ถูกต้อง” 

ปัญหาการเมืองซ้อนปัญหาโควิด

นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อด้วยว่า ตอนนี้สังคมไทยมีปัญหาวิกฤตซ้อนวิกฤต วิกฤตทางการเมืองที่มีการชุมนุมในกรุงเทพฯ ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สถานการณ์โรคโควิด มันซ้ำหนักมากขึ้น เพราะเมื่อการเมืองเรื่องวิกฤตศรัทธาของผู้นำเกิดขึ้น 

“ผู้นำไม่สามารถบริหารจัดการโควิดได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการโรคหรือวัคซีนก็ตาม ตรงนี้มันจะกลายเป็นหายนะ เราห่วงประชาชนตาดำๆ ต่างหากที่จะตายข้าง ถนน ตกงาน ไม่มีงานทำ ลูกหลานตกอยู่ในสภาพที่ล้มเหลว ทั้งหมดนี้ก็คือประเทศชาติมันจะล้มเหลวต่างหาก เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วจึงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องนึกถึงศักดิ์ศรีของความเป็นคน เรามีสิทธิที่จะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อตัวเราเอง”นพ.นิรันดร์ กล่าว 

แคมป์คนงานแหล่งระบาดใหม่ในขอนแก่น

ด้าน นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น (สสจ.ขอนแก่น) กล่าวว่า สำหรับ จ.ขอนแก่นพบคลัสเตอร์ใหญ่ในพื้นที่คือ แคมป์คนงานที่อพยพมาจากกรุงเทพฯ เพราะเมื่อปิดแคมป์เขาก็เอาคนงานจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลเข้ามาเปิดไซด์งานที่ขอนแก่น นอกจากแคมป์คนงานแล้วยังมีเรือนจำและตลาดศรีเมืองทอง  

นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น กล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งที่ได้ขับเคลื่อน คือเราได้ส่งทีมบุคลากรขอนแก่นไปทำงานเชิงรุกร่วมกับแพทย์ชนบท สาเหตุที่ต้องไป เพราะไม่รู้ว่าเราจะตั้งรับอย่างไร ถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปคนก็ทยอยกลับมาเรื่อยๆ การทำเชิงรุกทำให้เห็นภาพของการตั้งรับ ซึ่งคนขอนแก่นน่าจะมีแนวโน้มกลับมาประมาณ 2 หมื่นคนเป็นอย่างน้อย 

“การระบาดระลอกนี้มันจะเป็นการพิสูจน์มิติทางสังคมว่า สิ่งที่เราทำมาในเรื่องภาคประชาสังคมเข้มแข็งจริงหรือไม่”นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น เครดิตภาพ โรงพยาบาลเปือยน้อย

นพ.สมชายโชติ กล่าวว่า เราได้สร้าง New Normal ในเชิงทั้งสังคมและสาธารณสุขเพื่อเตรียมการรองรับ ขณะนี้สิ่งหนึ่งที่เห็นภาพจากการที่เราดูแลผู้ป่วย มี 2 กรณี คือ 1.คนที่เข้ามากับคนที่กลับบ้านไปแล้ว คนกลับบ้านน้อยกว่าคนเข้ามาใหม่ 2.คนที่หายแล้วไม่รู้จะไปทำอะไรต่อคือไม่ยอมกลับ ซึ่งเราก็พยายามจะหาระบบทางสังคมรองรับกลุ่มคนเหล่านี้  

“การระบาดระลอกนี้มันจะเป็นการพิสูจน์มิติทางสังคมว่า สิ่งที่เราทำมาในเรื่องภาคประชาชน ภาคประชาสังคมเข้มแข็งจริงหรือไม่ และทดสอบว่าบทบาทการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งจริงหรือไม่”นพ.สสจ.ขอนแก่น กล่าว  

ถ้าฉีดวัคซีนสิ้นปีทุกคนโอกาสดีขึ้น 

เขากล่าวอีกว่า สำหรับขอนแก่นตอนนี้เรามีเตียงในระบบโรงพยาบาลประมาณ 3,000 เตียง พร้อมทั้งเรามีการดึงทรัพยากรจากภาคส่วนต่างๆ มาสร้างพลังต่อ ในอนาคตเชื่อว่า ถ้าเกิดกรณีเลวร้ายจริง คงจะไม่ใช่ผู้ป่วยทั้งหมดที่มารอรับการรักษา แต่ทุกคนจะต้องดึงพลังกลับมา คนป่วยไม่ใช่ต้องนอนไอซียูทุกคน ยังเดินไปไหนมาไหนได้มันถึงแพร่เชื้อได้ หากถึงจุดนั้นทุกคนก็ต้องมาช่วยกัน 

“วันนี้ตัวแปรที่จะบอกว่าโควิดจะอยู่อีกนานแค่ไหน มีอยู่ 2-3 เรื่อง คือ 1.เรื่องของวัคซีนที่จะต้องรีบจัดการอย่างน้อยที่สุด เขาตั้งเป้ากันยายนทุกคนในประเทศไทย อย่างน้อยๆ 70% ต้องได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และถ้าภายในธันวาคมได้เข็ม 2 ได้ทั้งหมดก็ไม่น่าห่วง แต่คำถาม คือ มันจะเป็นไปได้ขนาดไหน” นพ.สมชายโชติ กล่าว  

เกิดคลัสเตอร์ใหม่ในกลุ่มคนจนขอนแก่น 

ขณะที่ณัฐวุฒิ กรมภักดี ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนฅนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันขอนแก่นเกิดการระบาดขึ้นในกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มคนจน โดยเฉพาะในชุมชนแออัด ซึ่งในคลัสเตอร์ตลาดศรีเมืองทองที่เพิ่งเกิดขึ้น มีกลุ่มที่เป็นคนไร้บ้าน กลุ่มคนในชุมชนแออัดริมทางรถไฟ ที่ทำงานเป็นแรงงานรับจ้างรายวันในตลาด 

ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลในการทำงานพบว่า สภาพที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้ค่อนข้างมีปัญหา คือ มีความคับแคบ ทำให้มีปัญหาไม่สามารถแยกกักตัวได้ที่เราเจอสูงสุดบางหลังอยู่รวมกันถึง 15 คน ในเนื้อที่ไม่เกิน 4 ตร.ม. เป็นความเปราะบางที่เราพบ  

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีข้อมูลว่ากลุ่มคนไร้บ้าน กลุ่มคนจนในชุมชนแออัด ที่ต้องหยุดงานในช่วงตลาดศรีเมืองทองปิดเกือบ 300 กว่าครัวเรือนที่ขาดรายได้ไป ซึ่งสิ่งที่คนกลุ่มเปราะบางต้องการ คือ การจัดการเชิงระบบให้สามารถทำมาหากิน ประกอบอาชีพได้ เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาว่า จะทำอย่างไรให้เขาเข้าถึงการจ้างงานระยะสั้นในช่วงโควิดได้เร็วที่สุด 

“จากเสนอรายชื่อคนไร้บ้านไป 50 คน เพิ่งได้ฉีดวัคซีน 2 คน” ณัฐวุฒิ กรมภักดี ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนฅนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น

คนไร้บ้านได้ฉีดวัคซีนแค่ 2 คน

เขาเสนอว่า เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุดที่ได้พูดคุยกับทางจังหวัด คือ ถ้าไปได้ควรมีการตรวจคัดกรองเชิงรุก ทั้งในกลุ่มคนไร้บ้านที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ คนไร้บ้านในศูนย์พักหรือชุมชนแออัดที่มีความเสี่ยงและมีแผนว่าในช่วงเดือนสิงหาคมนี้เราจะลองตรวจเชิงรุกกับคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ คนไร้บ้านในศูนย์พัก และกลุ่มเสี่ยงในชุมชนแออัด ซึ่งกำลังหางบประมาณในการจัดหาชุดตรวจ 

“กรณีการฉีดวัคซีน จากเสนอรายชื่อคนไร้บ้านไป 50 คน เพิ่งได้ฉีด 2 คน สะท้อนว่ากลุ่มคนเปราะบางก็ยังเข้าไม่ถึงวัคซีน เป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐต้องปรับรูปแบบการทำงานขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินไป ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ความยืดหยุ่นเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการที่จะทำให้การแก้ปัญหาทันท่วงที”ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนฅนไร้ บ้าน จ.ขอนเก่น กล่าว 

หวั่นรัฐบริหารผิดพลาดซ้ำซาก

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ไม่ค่อยหวาดกลัวโควิดตั้งแต่ปลายระลอกแรก เพราะรู้สึกว่า ต้องอยู่กับมันอีกนาน แต่ที่หวาดกลัว คือ การบริหารจัดการ การแก้ปัญหาที่ผิดพลาดของรัฐบาลยังเกิดขึ้นบ่อยๆ ซ้ำซาก ทั้งเรื่องวัคซีนและการจัดการดูแลผู้คน แม้แต่การเข้าไปเติมเต็มดูแลชีวิตผู้คนที่อยู่ในช่วงของการพ่ายแพ้จากโควิดในเรื่องเศรษฐกิจ เราไม่พอใจกับการบริหารจากรัฐบาลส่วนกลางที่ผิดพลาด แต่เห็นด้วยว่าท้องถิ่นสำคัญมาก 

“เมื่อส่วนกลางไม่สามารถจัดการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าในท้องถิ่นต้องสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมที่จะสู้กับมันได้”ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนฅนไร้ บ้าน จ.ขอนแก่น กล่าว  

ฟังเสวนาฉบับเต็มได้ที่ https://www.facebook.com/IsaanRecordThai/videos/289308926303078

image_pdfimage_print