นักวิชาการซัด “IO” สิ่งตกค้างจากสงครามเย็น แนะรวมตัวฟ้อง-เรียกร้องเปิดความจริง

“สฤณี อาชวานันทกุล” ซัด IO สิ่งตกค้างยุคสงครามเย็น แนะรวมตัวเอาคืน แฉ-แชร์ข้อมูลถูกคุกคาม ร้องศาลปกครอง-กสม.ส่งเสียงให้สังคมรับรู้ อย่าปล่อยให้รัฐมองปชช.เป็นศัตรูของชาติ ผลาญเงินภาษีทำเรื่องไม่ถูกต้อง หวั่นกอ.รมน.แทรกซึมท้องถิ่น-ขรก.  ด้านภาคีนักเรียน KKC หวั่นเยาวชนไม่ปลอดภัยหลังติดลิสต์ฝ่ายความมั่นคง แต่ยันเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ  

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2564 (วานนี้) The Isaan Record  จัดเสวนาออนไลน์หัวข้อ “IO นักรบไซเบอร์ใต้เงาประยุทธ์” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักวิชาการอิสระ และขวัญข้าว ตั้งประเสริฐ ภาคีนักเรียน KKC ร่วมในการพูดคุย หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี ของ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.และโฆษกพรรคก้าวไกล เรื่อง ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายความมั่นคง (IO) โดยผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดปรากฏในเอกสารที่ถูกระบุว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงและเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายความมั่นคงอีกด้วย 

สฤณี กล่าวว่า ในส่วนของสภา ได้มีการอภิปรายเรื่อง IO มาแล้ว 3 รอบ และมีชื่อของเขา 2 ครั้ง รู้สึกเริ่มเบื่อ รอบแรกคือในการอภิปรายของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เป็นการปรากฏชื่อในทวิตเตอร์ และล่าสุดในการอภิปรายเป็นในเฟซบุ๊ก  จึงรู้สึกว่า IO เขาไม่เบื่อกันหรือ ทำไมต้องตามกันถี่ๆ นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของ ส.ส. ที่จับตาเรื่องนี้แล้ว เราก็ได้เห็นความตื่นตัวของคนในอินเตอร์เน็ตและโลกออนไลน์ รวมถึงตัวบริษัทโซเชียลมีเดียเองด้วย

ประเด็นที่น่าสนใจคือในช่วงที่ตนพร้อมด้วย จอห์น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ พิธีกรชื่อดัง และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)ไปร้องศาลปกครองในช่วงเดือน มี.ค. ซึ่งได้รับแจ้งจากทีมทนายว่าศาลรับฟ้องแล้ว และยังได้ยื่นหนังสือถึงเฟซบุ๊กด้วยเพื่อให้สอบสวน บัญชีและเพจเฟซบุ๊กที่คิดว่าอาจจะเป็น IO ซึ่งบริษัทโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่คนไทยนิยมใช้ เขามีนโยบายไม่ยอมรับกิจกรรม IO ทั้งคู่

“เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ใช่พฤติกรรมของเจ้าตัวจริงๆ หรือเป็นพฤติกรรมจอมปลอมที่มีการประสานงานกันไม่ใช่ความคิดของเจ้าตัวจริงๆ  (Coordinated Inauthentic Behavior หรือ CIB) อย่างไรก็ตามบริษัทโซเชียลมีเดียเขาไม่ได้มองการทำ IO ว่าเข้าข่ายเป็นเฮท สปีช แต่เขามองว่ามันเป็นการผิดนโยบายการใช้แพลตฟอร์มของเขา  ซึ่งทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์จะมีรายงานที่เป็นเรื่องของการจัดการบัญชีต้องสงสัย ที่เขามีหลักฐานเชื่อมโยงว่าน่าจะเป็น IO เอาไว้ด้วย”

สฤณี กล่าวต่อว่า  ล่าสุดหลังฟังนายณัฐชาอภิปราย ว่ามีการเกาะติดเพจของตน จึงได้นำข้อมูลนี้ส่งไปยังเฟซบุ๊กด้วย ซึ่งเขาก็รับว่าจะนำไปประกอบการสอบสวนด้วย .ซึ่งเขาใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ถ้าหากตรวจสอบแล้วมีหลักฐานเชื่อมโยงได้ว่าเพจหรือบัญชีใดเป็นส่วนหนึ่งของไอโอ เขาก็จะลบทั้งหมดที่อยู่ในแพลตฟอร์มของเขา ไม่ใช่แค่เฟซบุ๊กเท่านั้นแต่รวมไปถึงอินสตราแกรมด้วย  ทั้งนี้การร้องต่อศาลปกครองเป้าหมายหลักคืออยากให้มีคำสั่งไปถึงกองทัพบกเป็นหลักในฐานะที่เราคิดว่าเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เลิกทำปฏิบัติการนี้กับประชาชน ไม่ใช่เฉพาะพวกเรา 3 คน และในฐานะเจ้าทุกข์พวกเรา 3 คนก็อยากจะให้ขอโทษที่ทำปฏิบัตินี้ด้วย  

สฤณี กล่าวอีกว่า หลายคนที่เชียร์ฝั่งรัฐบาลก็จะมองเรื่องแบบนี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็เห็นชัดว่าตอนนี้สังคมมันแบ่งข้าง มีกองเชียร์กันทุกฝ่าย มีความแตกแยก ทุกคนก็มี IO กันทั้งนั้น พรรคฝ่ายค้านก็มี IO ของตัวเอง เมื่อมีคนพูดทุกครั้ง ตนก็พยายามอธิบายทุกครั้งว่า

“คำว่า IO หรือ information operation มันคือปฏิบัติการทางทหาร ตัวเนื้อแท้ของมันนั้นคิดแบบทหารคือต้องมีเป้าหมายเป็นศัตรู โดยสหรัฐอเมริกาเป็นผู้คิดเครื่องมือเหล่านี้ขึ้นมา และมาสอนเราในสมัยสงครามเย็น เพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ต้องมีการเล็งเป้าก่อน ว่าคนที่เขาเล็งคือศัตรู”

สฤณี กล่าวต่อว่า ดังนั้นพอเล็งว่าเป็นศัตรู เขาก็จะต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ที่มีในการทำสงครามต่อศัตรู ซึ่งก่อนที่จะมีโซเชียลมีเดียอย่างในทุกวันนี้ สมัยสงครามเย็นก็อาจจะมีคำว่าปฏิบัติการทางจิตวิทยา (ปจว.) ก่อนอื่นคือป้ายสีให้ศัตรูดูเป็นคนเลว ทำอย่างไรจะเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนให้มองเห็นศัตรูว่าเป็นคนเลว จึงมีคำว่าด้อยค่าอะไรต่างๆ ซึ่งส่วนตัวไม่ชอบใช้เพราะเป็นภาษาของทหาร แต่เวลานี้กลายเป็นคำสามัญไปแล้ว เช่น ด้อยค่าวัคซีน เป็นต้น 

“พอเป็นเรื่องที่ทำในสงคราม และใช้วิธีคิดแบบกองทัพ มันผิดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ที่จะมองประชาชนเป็นศัตรู ประชาชนไม่วันเป็นศัตรูของชาติได้”

ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.และโฆษกพรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เรื่อง ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายความมั่นคง (IO)

สฤณี กล่าวอีกว่า ดังนั้นยืนยันตลอดมาว่าจะทำเมื่อไรก็แล้วแต่มันไม่ถูกต้อง เพราะ 1.ประชาชนไม่มีทางเป็นศัตรูของชาติได้เลย การบอกว่าประชาชนเป็นเป้าหมายของ IO จึงผิดตั้งแต่คิดแล้ว ถ้าไปดูกฎระเบียบของประเทศอื่นที่เขามีอารยะ แม้แต่ต้นแบบของ IO อย่างสหรัฐอเมริกา เขามีกฎหมายเขียนชัดเลยว่าพลเมืองอเมริกาจะต้องไม่เป็นเป้าหมายของปฏิบัติการ IO ทำไม่ได้โดยเด็ดขาด ดังนั้นจึงชัดเจนว่าศัตรูของชาติคือคนชาติอื่นที่ประเทศเราเป็นศัตรู 2. IO ใช้เงินใคร ทุกครั้งที่เห็นคอมเมนต์ของคนที่คิดว่าเขาเป็น IO เราก็จะอดคิดไม่ได้ว่าจ่ายภาษีให้คนพวกนี้

สฤณี กล่าวต่อว่า สุดท้ายจึงต้องกลับไปยืนยันเรื่องหลักการใหญ่ว่า  ไม่สามารใช้ปฏิบัติการ IO กับประชาชนได้  ถ้าเกิดได้แก้รัฐธรรมนูญจริง และได้ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างกองทัพจริง เรื่องนี้ก็น่าจะต้องมีการพูดถึงในวงกว้าง เพราะตอนนี้คนที่ได้รับผลกระทบจาก IO ก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตนคิดว่าอย่างน้อยก็เป็นหลักหลายพันคนถึงหลักหมื่น เพราะว่ามีลิสต์รายชื่อหลายแบบที่รัฐจัดให้เป็นฝ่ายตรงข้ามและล็อกเป้าด้อยค่า โจมตี และดูจากกำลังพลที่เขาใช้รวมกันซึ่งมีจำนวนมาก ซึ่งบางคนเพียงโพสต์ข้อความที่เป็นกระแสในวันนั้นก็อาจจะกลายเป็นโจมตีของ IO ได้ แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยเกี่ยวข้องกับ IO มาก่อน  

“ทั้งนี้ในส่วนของสื่อที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการทำหน้าที่ของสื่อ ดังนั้นการที่สื่ออย่างอีสานเรคคอร์ดตกเป็นเป้าหรืออยู่ในบัญชีของ IO ได้ มันยิ่งทำให้เห็นเลยว่าคนทำเรื่องพวกนี้หรือปฏิบัติการเหล่านี้ ไม่ได้แยกแยะอะไรเลย ”สฤณีกล่าว  

สฤณี กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนจะต้องปรับตัวอย่างไรนั้น คิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และมั่นใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด ยิ่งเรากลัว และไม่ทำอะไรอันนั้นก็ยิ่งจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของเขา เราต้องคิดในอีกมุมหนึ่งว่าเราต้องยืนยันและรวมพลังรวมตัวกันเพื่อไปบอกว่าสิ่งนี้ไม่ถูกต้อง มันผิด ประชาชนไม่มีวันเป็นศัตรูของรัฐ ดังนั้นผิดตั้งแต่คิดที่จะทำ IO กับประชาชน สิ่งที่ทำได้เลยจึงอยากจะเชิญชวนคือร้องต่อศาลปกครองสำหรับประชาชนที่เป็นเป้าหมายของ IO หรืออาจจะไปยื่นหนังสือต่อกรรมาธิการ หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)  บางครั้งเราอาจจะลืมว่าเขามีตัวตน ก็ให้รวมตัวกันไปยื่นหนังสือ  ส่วนตัวเห็นว่าบัญชีรายชื่อที่ขวัญข้าว และคุณหทัยรัตน์ ไปโผล่มันไม่ถูกต้องตั้งแต่คิดแล้ว  

สฤณี ยังกล่าวต่อไปอีกว่า สิ่งที่อันตรายคือสำหรับเยาวชนอย่างเช่นขวัญข้าวมันอาจเป็นการตอกย้ำ เจ้าหน้าที่อาจจะรู้สึกว่าเป็นใบอนุญาตหรือใบเบิกทางให้เขายกระดับการคุกคามเราไปได้เรื่อยๆ จึงต้องรวมตัวกันและหาทางบอกกับสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิทั้งหลายว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เป็นการคุกคามความเป็นส่วนตัวและรุกล้ำสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งที่กองทัพบอกว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงในเรื่องชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน แต่กลับทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นคง แล้วคุณจะรักษาความมั่นคงของอะไร  จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องในทุกมิติ  ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันและส่งเสียงให้สังคมได้รับรู้ อยากรณรงค์ให้ใครมีหลักฐานอะไรเกี่ยวกับ IO ก็ให้เก็บเอาไว้ แฉและแชร์ออกมา เชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วเราจะได้เห็นจุดสิ้นสุดของสงคราม IO กับประชาชน ต่อไปนี้ในส่วนของรัฐบาลถ้าเห็นว่าเรื่องใดไม่ถูกต้องหรือเป็นเฟคนิวส์ก็ชี้แจงออกมาอย่างตรงไปตรงมา กรมประชาสัมพันธ์ก็มีไม่มีความจำเป็นที่ต้องมานั่งทำ IO ต้องมองใหม่ว่ายิ่งทำ IO ความไว้วางใจของประชาชนจะยิ่งห่าง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็แล้วแต่ ไม่มีทางที่คุณจะสามารถซื้อใจและเรียกความไว้วางใจจากประชาชนได้ ถ้ารู้ว่าคุณทำ IO ต่อประชาชน  

“การทำ IO ไม่ใช่แค่ความคิดมาจากสงครามเย็นเท่านั้น แต่ว่าชุดเครื่องมือก็เหมือนตกค้างมาจากสงครามเย็นด้วย คือคุณเอาเครื่องมือเอาคำพูดโฆษณาชวนชื่อตั้งแต่ยุคปี 1960 ผ่านมาแล้ว 50 ปี มาใช้กับเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ เด็กก็หัวเราะเยาะใส่”

สฤณี กล่าวต่อว่า เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้สำเร็จในแง่การเปลี่ยนใจคน อย่างมากที่สุดมันก็แค่สร้างภาพลวงตา ให้รัฐบาลหรือใครก็ตามที่เขาเสพสื่อไม่ได้กว้างว่าเขายังมีคนชอบเยอะเท่านั้นเอง แต่มันคือกลุ่มคนที่อยู่สุดขั้วมากๆ และไม่เป็นผลดี แต่สิ่งที่อันตรายคือการสร้างความแตกแยกให้เกิดได้มากขึ้น ส่วนตัวคิดว่าการใช้ปฏิบัติการ IO ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตคือการใช้บิดเบือนเรื่องของการประท้วง การชุมนุม ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่างๆ ซึ่งเราเห็นบทเรียนมามากแล้ว ตั้งแต่อดีต 6 ต.ค. 2519 เรื่อยมาจนถึงขบวนการเสื้อแดง ซึ่งเรามีหลักฐานเต็มไปหมดว่ามีการใช้ IO อย่างไรบ้าง เป็นสิ่งที่อันตรายในแบบที่เรารับไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะระดับปัจเจกหรือระดับไหนก็ยืนยันว่าไม่ควรยอมรับ แต่เป็นเรื่องดีที่ความคิดเขาติดอยู่ในสงครามเย็น

“คนรุ่นใหม่น่าจะมองออกว่าอันไหนเป็นหรือไม่เป็น IO แต่อย่าไปมองว่ามันเป็นเรื่องเล่นๆ แม้เราจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่สุดท้ายก็ต้องยืนยันว่าไม่ให้ทำ แค่เราคุยกันเองก็แตกแยกมากพออยู่แล้ว ไม่ควรให้เอาเงินภาษีมาทำให้มันแตกแยกมากขึ้น” สฤณี กล่าว

ขวัญข้าว ตั้งประเสริฐ ภาคีนักเรียน KKC นักเรียนในจังหวัดขอนแก่นที่เคลื่อนไหวเรื่องการศึกษา

ด้าน ขวัญข้าว ตั้งประเสริฐ ภาคีนักเรียน KKC กล่าวว่า หลังเห็นว่าตนเป็นหนึ่งในรายชื่อที่รัฐบาลจับตามอง ปรากฏในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของณัฐชา บุญไชยอินทร์สวัสดิ์ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกลก็รู้สึกตกใจ เพราะเรายังเป็นเยาวชนอยู่ ทำไมทางรัฐถึงจับตามองเรา และยังมีเพื่อนและคนรู้จักอีกประมาณ 3-4 คน เข้าไปอยู่ในลิสต์นั้นด้วยทั้งที่เป็นเยาวชนเช่นกัน  ในช่วงที่ผ่านมาในขอนแก่นก็มี กอ.รมน.ไปเยี่ยมบ้านนักเรียน 2 คน เพราะว่ามีบุคคลสำคัญเสด็จมาที่ขอนแก่น ก็ทำให้เขาตามรายชื่อคนเหล่านี้ ซึ่ง 2 คนนั้นก็มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ที่ IO จับตามองด้วย ส่วนในเพจของภาคีนักเรียน KKC ก็มีการเข้าไปโจมตีซึ่งเดาว่าเป็น IO เพราะมีคอมเมนต์ว่าพวกสามกีบ และไม่รักชาติ  

ขวัญข้าว กล่าวว่า ทั้งนี้โดยส่วนตัวรู้จัก IO ตั้งแต่ปีที่แล้วเมื่อเริ่มมีกระแสเกิดขึ้นว่ามีขบวนการที่ออกมาพูดและเชียร์ฝั่งเขาผิดปกติจากคนทั่วไป แต่ยังไม่เคยคิดว่าจะมาสร้างผลกระทบกับเรา เพราะคิดว่าเขาอยู่แค่ในโซเชียล แต่ตอนนี้รู้สึกใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวและหวาดระแวงว่าเขามีรายชื่อเรา และเขาจะเอาไปทำอะไรหรือเปล่า ในเรื่องการดูแลความปลอดภัยที่บ้านของตนก็เริ่มติดกล้องวงจรปิดไว้แล้ว เพื่อดูว่ามีการมาติดตามที่บ้านเราหรือไม่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้อยากหยุดเคลื่อนไหว  ยิ่งทำให้เราต้องเคลื่อนไหวต่อไปเพราะไม่รู้ว่าจะมีคนที่โดนแบบเราและเป็นเยาวชนอีกกี่คนกันแน่  

ขวัญข้าว กล่าวอีกว่า เมื่อปรากฏรายชื่อในลิสต์ของฝ่ายความมั่นคงแล้วชีวิตเปลี่ยนไปหรือไม่นั้น ก็ทำให้มีความระแวงในชีวิตเพิ่มขึ้น เช่น ตนกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วมหาวิทยาลัยจะรับหรือไม่ หรือหากจะไปต่างประเทศก็มีความกังวลในเรื่องนี้อยู่ด้วย ทำให้เราใช้ชีวิตหวาดระแวงมากขึ้นว่าเราเป็นศัตรูเป็นปฏิปักษ์กับรัฐทั้งที่เราออกมาเรียกร้องแค่ในเรื่องของการศึกษา ทั้งนี้คิดว่ามันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ปฏิบัติการ IO กับประชาชน ถ้าหวังได้ก็คือไม่ต้องมีปฏิบัติการเหล่านี้กับประชาชนเลย ที่ผ่านมาครอบครัวก็เตือนอยู่เสมอว่าจะเจอผลกระทบอะไรบ้าง และวันนี้ก็เจอกับตัวแล้ว  เรื่องนี้อาจทำให้คนไม่กล้าลุกขึ้นมาเป็นแกนนำทำกิจกรรมการชุมนุม แต่ส่วนตัวตนไม่มีปัญหา ถือว่าโชคดีเพราะพ่อแม่สนับสนุนในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว   

 ส่วนจะอยู่กันอย่างไรในฐานะที่เป็นเยาวชนอายุเพียง 17 ปีแต่ถูกมองเป็นศัตรูของชาติ ขวัญข้าว กล่าวว่า คิดว่าน่าจะอยู่ยากมากกว่านี้ นอกจากจับตามองแล้วน่าจะมีการคุกคาม และคิดว่ารัฐน่าจะใช้กำลังมากกว่านี้ ตนก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรในสถานการณ์ต่อไป

“อยากฝากให้ทุกคนช่วยจับตาในเรื่องประเด็นการทำ IO อย่าให้หายไปตามกาลเวลา และขอฝากให้ช่วยกันติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีด้วย” ขวัญข้าว กล่าว 

อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง :

“ณัฐชา” แฉ ขบวนการไอโอ นายกฯ นั่งหัวขบวน

Scroll Up