เครดิตภาพปก สำนักงานสาธารณะสุข จ.อุบลราชธานี

“หมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ” อัดรัฐ “อำนาจนิยม” ละเมิดสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทำล้มเหลวจัดการโควิด จี้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน – พ.ร.บ.ความมั่นคง-ไอโอ เหตุไม่เคยแก้ปัญหาการเมือง แนะยึดธรรมาภิบาลแก้โควิด ส่วนผู้ติดเชื้อโควิดต้องเผชิญภาวะ รอตรวจ รอเตียง รอตาย

อีสาน – เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 ศูนย์ศึกษาและประสานงานสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดเสวนาออนไลน์หัวข้อ “สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล: บทเรียนสิทธิมนุษยชนในภาคอีสาน” โดยมีผู้สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก 

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน ประธานมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การที่รัฐบาลให้คนอีสานหรือแรงงานอพยพกลับภูมิลำเนา เป็นผลกระทบจากการเข้าถึงสิทธิข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้หลักสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์โควิด-19 มีอยู่ 4 เรื่อง คือ 1.สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 2.สิทธิในการมีชีวิต 3.สิทธิในด้านสุขภาพ และ 4.สิทธิในการเข้าถึงมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐในการดูแลและการควบคุมการระบาดของโควิด ตลอดจนการป้องกันและบริหารจัดการวัคซีน ซึ่งเราพบว่า ทั้ง 4 เรื่องนี้ถูกละเมิดและเกิดความล้มเหลวในการบริหารจัดการวัคซีน 

“ตลอดช่วงเวลา 7 ปีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงไม่ใช่ระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย แต่เป็นระบบอำนาจนิยม แม้จะเลิกใช้มาตรา 44 แล้ว แต่ก็ยังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีการประกาศใช้มา 13 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2563-2564”นพ.นิรันดร์ กล่าว 

เขาอธิบายอีกว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้กฎหมายเป็นใหญ่ โดยไม่ได้เอาการเมืองนำ มีการควบคุมข้อมูลข่าวสาร บิดเบือนข้อมูลข่าวสารในเรื่องความเดือดร้อนและความล้มเหลว โดยอ้างว่า กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แต่จริงๆ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐแต่เป็นความมั่นคงของรัฐบาล เช่น การออกคำสั่งมาตรา 9 ตาม พ.ร.ก.ฯ เพื่อสกัดกั้นในการให้ข้อมูลที่เป็นความจริงของสื่อและการจัดการชุมนุมทางการเมือง จนต้องยกเลิกไปเพราะคำสั่งของศาล

“ตอนที่ผมเป็นกรรมการสิทธิฯ พบว่า การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่เคยเลยที่จะจัดการในเรื่องการชุมนุมทางการเมือง ไม่เคยเลยที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเชิงการเมืองได้ ตรงข้ามกับการที่รัฐบาลใช้อภิสิทธิ์ในการปลอดความผิดจากการกระทำของรัฐ”อดีตกรรมสิทธิฯ กล่าว 

“รัฐควรใช้ธรรมาภิบาล ด้วยการต้องเปิดเผย โปร่งใสและการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็ไม่เหมาะในสถานการณ์โควิด” นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน

ชี้รัฐใช้ไอโอปลุกปั่นประชาชน 

นพ.นิรันดร์ กล่าวต่ออีกว่า จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลล่าสุดก็พบว่า มีปฏิบัติการข่าวสาร หรือ ไอโอ ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ใช้ข้อมูลเพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามไขว้เขวหรือยุยงปลุกปั่นกับประชาชน ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนและใส่ร้ายต่อฝ่ายตรงข้าม รวมถึงมีการแทรกแซงสื่อและละเมิดสิทธิในข้อมูลข่าวสาร 

“สิ่งที่รัฐจะต้องทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องข้อมูลข่าวสาร คือ ควรใช้ธรรมาภิบาล ยึดหลักความเป็นธรรมและความถูกต้อง ต้องเปิดเผยโปร่งใส ตรวจสอบได้ เน้นการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบ ดังนั้นการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จึงไม่เหมาะในสถานการณ์โควิด เพราะถือเป็นยาแรงที่ไม่จำเป็น เพราะมีกฎหมายปกติอยู่แล้ว” นพ.นิรันด์ กล่าว

ผู้ป่วยโควิดเกือบตาย เหตุเข้าไม่ถึงข้อมูล 

ขณะที่ มลิดา กลิ่นแก้ว ผู้ผ่านประสบการณ์โควิด-19 กล่าวว่า ได้รับเชื้อโควิดจากที่ทำงานในกทม. เมื่อติดแล้วสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลและการตรวจหาเชื้อโควิดค่อนข้างจะยาก ต้องยอมรับว่า หาที่ตรวจโควิดที่เป็น PCR ยากมาก 1-2 วันจึงได้ที่ตรวจ เพราะแนวทางของรัฐบาล คือ หากโรงพยาบาลไหนรับตรวจแล้วพบว่า ติดเชื้อจะต้องรับเป็นคนไข้ จึงทำให้โรงพยาบาลบางแห่งไม่รับตรวจ เมื่อเริ่มมีอาการ สิทธิ์ในการเข้ารับการรักษาในฐานะประชาชนก็เข้าไม่ถึง แม้กระทั่งโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่รับตรวจ  

“เมื่อติดเชื้อก็ต้องประสานหาเตียงเอง การตรวจว่ายากแล้ว การหาเตียงยิ่งยากกว่า จนต้องกลับมารักษาตัวที่อุบลฯ ซึ่งต้องประสานหารถกลับบ้านด้วยตัวเอง ส่วนตัวเล่นโซเชียลเป็น ถ้าเป็นประชาชนที่เขาเป็นตาสีตาสา เขาไม่ได้มีความรู้ เขาเล่นโซเชียลไม่เป็น จะทำอย่างไร จึงอยากสะท้อนให้เห็นว่าการให้ข้อมูลประชาชนจะต้องเข้าถึงในทุกขั้นตอน”อดีตผู้ป่วยโควิด กล่าว 

เธอยังเล่าถึงประสบการณ์การฉีดวัคซีนที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก อีกทั้งการจับสูตรไขว้วัคซีน ด้วยสูตรซิโนแวคบวกกับแอสตร้าเซเนก้า ซึ่งในฐานะประชาชนก็อยากได้ในสิ่งที่ดีและป้องกันได้ในระดับที่สูง 

ปปช.รอตรวจ รอเตียง รอตาย

มลิดา กล่าวว่า หลังรักษาหาย คือ ครบ 14 วันที่อยู่ รพ. แล้วมากักตัวอยู่ที่บ้านก็มีการประท้วงและไปแจ้งผู้ใหญบ้าน เนื่องจากชาวบ้านเกรงว่า จะเกิดคลัสเตอร์ใหม่และถูกโจมตีบนโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งสะท้อนว่าประชาชนขาดความรู้ในเรื่องโรคโควิด ดังนั้นจึงสะท้อนว่า หน่วยงานรัฐหรือแม้กระทั่ง อสม.ยังไม่ได้กระจายความรู้ให้ประชาชนรู้ว่า โควิดมีอายุอยู่แค่ 14 วัน  และมีข้อปฏิบัติให้สามารถอยู่ร่วมกับคนที่รักษาหายแล้ว 

“เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำกล่าว รอตรวจ รอเตียง รอตาย จึงอยากสะท้อนปัญหาในฐานะประชาชน คือ ความรวดเร็วในการเข้าถึงสิทธิการรักษา การเข้าถึงข้อมูลที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่เฉพาะในโลกโซเชียล ไม่ใช่เฉพาะในสื่อ อาจจะมีในแนวทางของผู้นำหมู่บ้าน  หรือ อสม.ไปอบรมแล้วมากระจายข่าวเพื่อเข้าถึงประชาชนได้ ต้องยอมรับว่า ระลอกนี้การระบาดของโรคเป็นความล้มเหลวจริงๆ เพราะเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากวันนั้นไม่ได้เตียง อาจไม่มีชีวิตอยู่มาถ่ายทอดประสบการณ์ในวันนี้ ดังนั้นความรวดเร็วในสิทธิการรักษาและการเข้าถึงเตียงจึงเป็นสิ่งสำคัญ”มลิดา กล่าว

“ในนามเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องบอกว่าทั้งการให้ข้อมูลและการดูแลรักษาทำเต็มที่ 100 % ไม่มีปิดบังและไม่มีการหมกเม็ด”วิโรจน์ เซมรัมย์ หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุข จ.อุบลราชธานี

สธ.อุบลฯ​ ทำงาน 2 ปีไม่มีวันหยุด 

วิโรจน์ เซมรัมย์ หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุข จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า การระบาดของโควิดระลอกแรกเราได้ถอดบทเรียนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสารกับประชาชนเพื่อลดความตระหนกหรือการเปิดเผยเคสต่างๆ ทำให้ผู้เสียหายและครอบครัวโดนบูลลี่ มาถึงระลอก 2 เรามีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น โชคดีที่ระบาดแค่ 4 เคส และหมดไป แต่เดือนเมษายนจนถึงตอนนี้มีมีผู้ป่วยถึง 15,000 กว่าคน แต่ตอนนี้น้อยลงเหลือเพียง 22 คน 

“ผมคงไม่ก้าวล่วงนโยบายสาธาณสุขของรัฐบาล ใน จ.อุบลราชธานีเรามีกันอยู่ 5,000 คน 2 ปีที่ผ่านมา เราไม่มีวันหยุด เราไม่ต้องการคำชื่นชม”หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สสจ.อุบลราชธานี กล่าว 

วิโรจน์ กล่าวต่อว่า ในนามเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องบอกว่าทั้งการให้ข้อมูลและการดูแลรักษาทำเต็มที่ 100 % ไม่มีปิดบังและไม่มีการหมกเม็ด เพียงแต่ช่องทางการสื่อสารจะเพียงพอต่อผู้รับข่าวสารหรือไม่ นอกจากนั้นภาวะเร่งด่วนที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นโรคที่ไม่มีใครคาดคิด ระบบที่จะรองรับยังไม่ได้ออกแบบไว้ เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมาแล้วอาจจะไม่ทันอกทันใจ ในอนาคตโรคนี้ยังต้องอยู่กับเราและต้องปรับตัวให้ได้   

เสวนาออนไลน์หัวข้อ “สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล: บทเรียนสิทธิมนุษยชนในภาคอีสาน” เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564

รับข้อมูลเกินทำประชาชนสับสน 

ขณะที่บรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด กล่าวว่า การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากเกินไปก็เกิดความสับสน โดยเฉพาะเรื่องวัคซีน ซึ่งก็เกิดจากการจัดการข้อมูลที่ไม่เป็นระบบและมีข้อมูลที่ค่อนข้างไม่จริงอยู่เยอะ 

“วันนี้การเกิดโรคระบาดคือความรุนแรงอย่างหนึ่ง เหมือนเป็นสงครามเมื่อมันเกิดขึ้นและเป็นเรื่องใหม่ เมื่อเกิดปัญหา สิทธิพื้นฐานในการดูแลรัฐก็ต้องพยายามเต็มที่ทุกด้านทุกเรื่อง ทางท้องถิ่นเองเมื่อเกิดปัญหาขึ้นเราก็ร่วมมือกับทางราชการในทุกมิติในการดูแลประชาชนและพื้นที่ของตัวเอง”นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด กล่าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *