คนในแวดวงศิลปะวิพากษ์ คิดต่าง = ชังชาติ?

“ถนอม ชาภักดี” เปรียบไทยเหมือนยุคนาซีผลักคนเห็นต่างเป็นพวกชังชาติ จี้ยุบ ก.วัฒนธรรมไร้ประโยชน์ ด้าน “ทัศนัย” ชี้ความคิดที่เหมือนกันต่างหากที่ทำให้ชาติน่าชิงชัง อัดรัฐไทยใช้ศิลปวัฒนธรรมตกแต่งอำนาจของเจ้าขุนมูลนา

The Isaan Record ร่วมกับกลุ่มพลังคลับจัดเสวนาคลับเฮาส์หัวข้อ “คิดต่าง = ชังชาติ? : กรณีปลด สุชาติ สวัสดิ์ศรี พ้นศิลปินแห่งชาติ” เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ทีมงานจึงถอดความบทสนทนาในคลับเฮาส์ของนักวิชาการด้านศิลปะที่ร่วมวงเสวนากับสุชาติ สวัสดิ์ศรี แบบคำต่อคำเพื่อเห็นการอ่านได้อรรถรสยิ่งขึ้น

ถนอม ชาภักดี นักปฏิบัติการทางศิลปะ 

เรื่องนี้ได้คุยกันตั้งแต่ช่วงแรกที่ยังไม่สะเด็ดน้ำว่าจะมีหนังสือถอดถอนพี่สุชาติ (สวัสดิ์ศรี) ออกมาหรือไม่ จริงๆ แล้วก็นึกถึงบรรยากาศของประเทศ มันเหมือนกับช่วงที่ฮิตเลอร์ได้อำนาจมาใหม่ๆ ช่วงปี 1930 พอปี 1934 โยเซ็ฟ เกิบเบิลส์มือขวาของฮิตเลอร์ ซึ่งกุมกระทรวงโฆษณาการและวัฒนธรรมของเยอรมันก็แก้ทุกอย่างและปั่นศิลปะทุกอย่างจนเกิดคำหนึ่งขึ้นมา ถ้าศิลปะที่ไม่ชอบกับแนวคิดของนาซี ก็ถือว่าเป็นศิลปะชังชาติ ก็เรียกว่า ศิลปะ Regenerate art หรือศิลปะแบบเสื่อมทราม มันก็อันเดียวกันคือคำว่า ชาติของนาซี มันไม่ได้มีประชาชนอยู่ด้วย 

แล้วที่มันหนักเข้าไปอีกในประเทศนี้ คือ มันพยายามเอาแนวคิดผสมผสานกันระหว่างมุสโสลินีกับฮิตเลอร์เข้ามาเล่นในบทบาทของการจำกัด soft power คือ อำนาจทางศิลปวัฒนธรรมของประชาชนให้มันอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ภายใต้เกราะของคำว่าชาติและกระทรวงวัฒนธรรม อย่างที่เราทราบประวัติศาสตร์กันมา 

กระทรวงวัฒนธรรมลุ้มลุกคลุกคลานกันมา ยุบๆ ตั้งๆ มา 2-3 ครั้งแล้ว ตั้งขึ้นมาในขณะที่การสร้างชาติเริ่มขึ้นครั้งหนึ่ง ต่อมาก็ตั้งขณะที่มีภัยคอมมิวนิสต์ และยุบไปพอหมดเรื่องราวต่างๆ และมาตั้งอีกครั้งช่วงเจอกับกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ถูกหาว่ามันจะทำลายอัตลักษณ์ ซึ่งล่าสุดที่ตั้งขึ้นมาก็เพราะกลัวว่ามันจะเสียความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งไมได้หมายถึงประชาชน

เสนอยุบ ก.วัฒนธรรม

ในความคิดของผมคำว่า “แห่งชาติ” มันไม่ได้มีความเป็นประชาชนอยู่ด้วย อะไรก็ตามที่ประชาชนพูดถึงประชาชนมันเป็นลักษณะของการต่อต้านหมด ผมเชื่อว่าผ่านโปรเจค 20 ปีไป กระทรวงวัฒนธรรมก็ถูกยุบเพราะมันไม่มีความจำเป็น เพราะเขาคุมอำนาจเบ็ดเสร็จไปแล้ว มันแย่ตรงที่ในส่วนหนึ่งมีการย้ายข้าราชการจากกระทรวงศึกษาธิการมาทำงานในกระทรวงวัฒนธรรม แต่ส่วนหนึ่งก็คือคนรุ่นใหม่ด้วยที่ไม่สามารถปกป้อง ไม่สามารถพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนได้ ไม่สามารถพิทักษ์ผลประโยชน์ให้กับศิลปินที่แทบจะเรียกว่าไม่มีรัฐสวัสดิการอะไรเลย 

มันถึงไม่แปลกที่ศิลปินในสาขาต่างๆ มีความจำเป็นที่จะไปทำงานอย่างอื่นเป็นงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นครูบา อาจารย์ หรืออาชีพอื่นๆ ส่วนอาชีพศิลปินมันไม่ใช่มืออาชีพแล้ว เพราะว่าองค์กรหน่วยงานของรัฐประเทศนี้ไม่รับรองในฐานะที่เป็นอาชีพ ถ้าจะเป็นอาชีพคุณก็ต้องเข้ามาในสถานะความเป็นชาติที่รัฐเป็นผู้กำหนดมาตราต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นความดี ความงาม ความจริง บ้าบอคอแตกอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันฝืนกับความเป็นจริงของมนุษย์ มันกลายเป็นว่า รัฐนี้พยายามที่จะสร้างชาติภายใต้กรอบวิธีคิดแบบเผด็จการฟาสซิสม์โดยเอาศิลปะเป็นตัวนำ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แล้วผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง 

“ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ ที่จะให้ข้าราชการในกระทรวงวัฒนธรรมอยู่ก็คือ ยุบมันไปเถอะ เปลือง เพราะว่างานอะไรที่ลงท้ายด้วยคำว่า “แห่งชาติ” ไม่เคยเห็นหัวประชาชนเลย สำหรับผมแล้วไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเอาหน่วยงานนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะกดทับข่มเหง บังคับ ข่มขู่ให้คนในชาติกลายเป็นบุคลาฐิษฐานในทิศทางเดียวกัน” 

ดร.ถนอม ชาภักดี นักปฏิบัติการทางศิลปะ เครดิต The Isaan Record

สามัญชน คือ ความเป็นชาติ

ผมถือว่า สามัญชนคนธรรมดา คือ ความเป็นชาติ ถ้าไม่มีประชาชนก็ไม่มีชาติ แล้วลำดับความสำคัญของประชาชนก็มักจะอยู่ที่บรรทัดสุดท้าย ประโยคสุดท้าย คำสุดท้ายของทุกๆ สิ่งด้วย ในหลักการของรัฐชาติในประเทศไทย ประชาชนไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย 

สำหรับประเทศนี้ แทบจะไม่ได้เป็นพลเมืองด้วยซ้ำไป สิทธิพลเมืองก็ไม่มี ดังนั้นเขาไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมอยู่แล้ว ถ้ารัฐไม่เข้ามาแทรกแซง แม้กระทั่งตราบใดถ้ารัฐเข้ามาแทรกแซงอุ้มชูอุปถัมป์เขาจึงจะเรียกว่าศิลปวัฒนธรรม ซึ่งพยายามรวมความเป็นชาติ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับประชาชน 2-3 วันมานี้ผมไปขอนแก่น สารคาม สิ่งหนึ่งที่เห็นก็ คือ ซุ้มประตู โบสถ์ สิม ต่างๆ เป็นแบบภาคกลางมีแพทเทิร์นเดียวกัน และสุภาพสตรีห้ามเข้า ห้ามขึ้นก็ติดไว้หน้าสิมหมดแล้ว ซึ่งแต่ก่อนไม่มีในลุ่มน้ำโขงชีมูล 

ขณะที่โลกขับเคลื่อนไปในโลกของเสรีนิยมใหม่ แต่ประเทศนี้กลับพยายามเป็นนีโอคอนเซอร์เวทีฟ เป็นนีโอเนชั่นแนลลิสม์มากขึ้นๆ ตนมองว่าเราทำงานเพื่อวิจารณ์และแนวทางการต่อต้านโดยแนวทางศิลปะนั้นดีที่สุดแล้ว อย่าเห็นแก่รางวัล ผมคิดว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะมารับรางวัลจากรัฐเผด็จการ จริงๆ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่รัฐเผด็จการปลดออกจากความเป็นศิลปินแห่งชาติ ภายใต้เงื้อมเงาของสถานะแบบนี้ มีเกียรติยิ่งกว่าการถูกแต่งตั้งให้เป็นศิลปินแห่งชาติเสียอีก 

สิ่งที่ผมพยายามพูดอยู่เสมอวัฒนธรรมจะเข้มแข็งได้ต้องมีการวิจารณ์และต้องมีกระแสการสร้างสรรค์การต่อต้านด้วย แต่บ้านเรามันทำไม่ได้ วัฒนธรรมการวิจารณ์ไม่ต้องพูดถึงคือไม่มี แม้ในทางวิชาการจะพยายามที่จะหล่อหลอมโครงการนี้ให้เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีมาแล้ว แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่จบโครงการวิจัยและการวิจารณ์ 

ประเด็นมันไม่ได้พูดถึงการวิจารณ์ที่เป็นเส้นระนาบ แต่มันเป็นการวิจารณ์แนวดิ่ง  เป็นลักษณะของการเอาศูนย์กลางเมืองหลวงหรือศูนย์กลางของศูนย์อำนาจเป็นตัวตั้ง มาพูดถึงการวิจารณ์มันไม่สามารถกระจายไปสู่แนวความคิดของคนทั่วไป เมื่อกอดแนวคิดไว้ที่ศูนย์กลางก็จะมีข้อละเว้นเยอะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการวิจารณ์ในที่สาธารณะที่เรายังไม่มีสิ่งนี้และเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าขาดการวิจารณ์ไปแล้ว เราก็จะมองไม่เห็นว่าสิ่งที่มันถูกตัดสินด้วยสาธารณะจะเป็นอย่างไร 

ถ้าเราเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ถ้าเรามีรัฐสวัสดิการที่ดี การตะเกียกตะกายเข้าศูนย์อำนาจเพื่อรับรางวัลหรือว่าทำงานสรรเสริญเยินยอเพื่อรับรางวัลหรือหลับหูหลับตาเขียนเพื่อรับรางวัลอะไรสักอย่างมันก็ไม่มีความจำเป็น ทุกคนมีความอิสระในการที่จะมีช่องทางในการสร้างความเป็นมืออาชีพของตนเองได้ มีรัฐสวัสดิการเกื้อหนุนให้ทำงานได้ ศิลปินมีอาชีพที่มั่นคงชัดเจน 

ตอนนี้เอาอาชีพศิลปินไปกู้เงินจากธนาคารยังไมได้เลยในประเทศนี้ นี่คือปัญหา แต่ถ้าพื้นฐานทางสังคมทางการเมืองทุกอย่างมันได้มาอย่างที่เราต่อสู้กัน รางวัลมันอาจจะพูดถึงน้อยลง การเชิดชูบูชาคนอาจจะไม่จำเป็นต้องมาพูดถึง เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีมีความเป็นมนุษย์เท่ากัน เราให้เกียรติกันไม่ว่าคุณจะทำงานแบบไหนก็แล้วแต่ 

“ถามว่าตอนนี้มันจำเป็นต้องมีศิลปินแห่งชาติหรือไม่ผมตอบได้ว่า มันไม่จำเป็นต้องมี เพราะมีไปก็ไม่มีประโยชน์ มีไปก็ทำให้สถานะของศิลปินมันเสียจริต มันไม่ใช่พื้นที่แห่งเสรีภาพในการแสดงออก”

ภู กระดาษ นักเขียนอีสาน เครดิต The Isaan Record

ภู กระดาษ นักเขียนอีสาน 

เรื่องความคิดต่างและชังชาตินั้นต้องสู้กันไป รัฐเผด็จการทุกที่ทำเหมือนกันหมด หน้าที่เราคือคนทำงานศิลปะ หรือแม้แต่ประชาชนทุกคนที่มีความเชื่อตรงข้ามกับความเป็นเผด็จการ ก็ต้องสู้จนสามารถติดตั้งระบบที่เราต้องการได้ มันไม่มีทางอื่น เขามีอำนาจก็ต้องทำแบบนี้ สิ่งที่เราปรารถนาในรัฐเผด็จการมันต้องสู้กันไปจนเราสามารถที่จะทำให้สังคมมันเป็นประชาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยก่อน แล้วคุณจะเลือกประชาธิปไตยแบบไหนค่อยว่ากันอีกที   อย่างไรก็ตามรัฐเผด็จการนิยามความเป็นชาติไม่ได้ด้วยซ้ำ เป็นเพียงรัฐเผด็จการเหมือนรัฐเผด็จการทั่วโลกที่มันเป็นอยู่ ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นประชาชนต้องสู้เพื่อให้มันเป็นประชาธิปไตย 

รศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ 

เหตุการณ์ยึดผลงานของนักศึกษาเมื่อเดือน มีนาคมไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่มันเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มานานไม่ใช่เฉพาะคนกลุ่มนี้ เอาเข้าจริงๆเกิดขึ้นมาหลายสิบปีด้วยซ้ำ คือ ความขัดแย้งของความเชื่อหรือคำอธิบายว่าศิลปะคืออะไร และไม่เคยมียุคสมัยใดที่ความเชื่อที่ต่างกันมันจะก้าวล่วงข้ามเส้นล้ำหน้ากันมากขนาดนี้ วันนั้นผมจึงไม่มีทางเลือกหลังจากได้ประมวลสิ่งที่เป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยเร็วแล้วผมก็ทำตามหน้าที่ออกไป 

เบื้องต้นดูจากหัวข้อในการบรรยาย คือคิดต่างเท่ากับชังชาติหรือไม่ ผมอยากจะใส่ชื่อสร้อยของการบรรยายนี้ว่า การคิดเหมือนหรือการมีความเห็นเหมือนกันต่างหากที่ทำให้ชาติน่าชิงชัง ในทางกลับกันการคิดต่างทำให้ชาติสวัสดิ์ศรี เป็นที่น่าเคารพ เริ่มจากสามัญสำนึกที่สุดการคิดต่างเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหนก็ตาม ต่างมีความคิดต่างด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการคิดต่างในเรื่องเล็กส่วนตัว หรือจะเป็นเรื่องใหญ่ที่เป็นเรื่องสาธารณะ ยกตัวอย่าง เรานัดเพื่อนกินข้าวต่างคนต่างมีรสชาติอาหารที่ชอบต่างกัน ถ้ามีใครสักคนเอาแต่ใจสั่งอาหารที่ตัวเองชอบมากินคนเดียว คนอื่นจะสั่งอะไรมากินเองไม่ได้เลย ผมคิดว่าต้องไปโรงพยาบาลเช็คประสาทแล้ว เป็นเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน 

รศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ เครดิตภาพ เพซบุ๊ก ทัศนัย เศรษฐเสรี

ผมกับฝูงหมาต่างเคารพกัน

แม้กระทั่งเดรัจฉานยังมีความคิดมีลักษณะนิสัยที่ต่างกัน ในบ้านผมเลี้ยงหมาเยอะ เรียกว่าเป็นฝูงหมา พวกเราอยู่ด้วยกัน ผม สมาชิกในครอบครัวและฝูงหมาของผม เราอยู่ด้วยกันด้วยการเคารพกัน ตักเตือนกัน มีพื้นที่ในการเห็นต่างกัน ดังนั้นการเห็นการเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมชาติ คิดเหมือนกันต่างหากคือสิ่งที่ผิดธรรมชาติ 

การคิดต่างที่เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสาธารณะยิ่งต้องยอมรับความคิดเห็นที่ต่างกัน โดยเฉพาะความคิดเห็นต่อเรื่องคำว่าชาติ ในประเทศที่พัฒนาแล้วที่เขาพัฒนาได้ ไม่ใช่เพราะเขาเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อน มีต้นทุนทางเศรษฐกิจ หรือต้นทุนทางการผลิตนวัตกรรมมากกว่าที่อื่น 

ทุกประเทศในโลกนี้ก็เคยผ่านยุคสมัยของความคิดเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติผีสาง นางไม้ เทวดากันมาทั้งโลก แต่เขามีพัฒนาการมาได้และเป็นประเทศแนวหน้าในโลกสมัยใหม่ เพราะมีพื้นที่และเวทีให้คนคิดต่างกัน ให้ความคิดต่างในลักษณะที่มีมากมายในโลกนี้ในอารยธรรมความคิดของมนุษย์ได้มีพื้นที่พอๆ กัน มีกำปั้นหมัดหนักพอๆ กันที่จะต่อรองกันด้วยเหตุผล ช่วงชิงอำนาจนำกันด้วยเหตุด้วยผลด้วยความสามารถและรัฐแทรกแซงให้น้อยที่สุด

“หน้าที่ของรัฐ คือ สนับสนุนและกำหนดกติกาให้มันชอบธรรมให้มันแฟร์ให้ทุกคนมีพื้นที่พอๆ กันเข้าถึงแหล่งทุนสารประโยชน์อะไรพอๆ กัน และยุติธรรม ไม่ใช่รัฐเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการได้เสียเสียเอง”

การที่จะทำให้ประเทศก้าวหน้ากระบวนการทางความคิดมันจะไม่มีคำว่าชาติเป็นศูนย์กลางในประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้กระทั่งคอนเซ็ปต์เรื่องชาตินิยมเองหลายคนก็เข้าใจผิดว่า คือ ความคิดที่นิยมความเป็นชาติทั้งนั้น เอาชาติเป็นศูนย์กลาง ซึ่งไม่จริง ถ้าจะคุยกันในรายละเอียดประเทศที่เคยเป็นชาตินิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เยอรมัน หรืออะไรก็ตามไม่ได้มีคอนเซ็ปต์ของความเป็นชาติที่เป็นศูนย์กลางยึดโยงความคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่คำว่าชาติมีอิทธิพลในศูนย์กลางของความคิด การคิดหรือความเห็นต่าง ๆ จากสิ่งที่ชาติกุมอำนาจอยู่เป็นศูนย์กลาง มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย รวมทั้งสิ่งที่มันอยู่ในชาติ สิ่งที่ถูกใส่วงเล็บเอาไว้ ในคำว่าชาติด้วย 

ศิลปะเพื่อเจ้าขุนมูลนาย

สิ่งเหล่านี้จะต้องถูกนำมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ในระนาบเดียวกับประชาชนหรือมนุษย์คนอื่นๆ ไม่มีสิ่งใดในคำว่าชาติที่จะสามารถถูกใส่วงเล็บละเว้นเอาไว้ให้มีสิทธิประโยชน์หรือสถานะยกเว้นนอกเหนือจากประชาชน สิ่งที่ถูกใส่วงเล็บเอาไว้ต้องมีความเท่าเทียมเสมอกัน มีฐานะความเป็นคน 

“มันมีแต่สังคมแบบเจ้าขุนมูลนายหรือเจ้าขุนมูลนายสมัยใหม่แบบสังคมไทยปัจจุบันที่สถานะที่ถูกใส่วงเล็บเอาไว้มันมีมากมายเหลือเกิน สิ่งที่ถูกใส่วงเล็บเอาไว้มันปฏิเสธการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ เป็นเรื่องของอภิสิทธิ์ชน ศิลปวัฒนธรรมไทยทำหน้าที่เป็นวงเล็บดังกล่าวก็คือมีไว้เพื่อปกป้องสิ่งที่อยู่ข้างในวงเล็บ ปกป้องให้ไร้มลทินมัวหมอง หรือในทางกลับกันเพื่อรักษาความมลทินมัวหมองเหล่านั้นเอาไว้ให้ดำรงอยู่ต่อไป”

แล้วให้ผู้คนในสังคมยอมรับมันไปเสียเถิด ศิลปวัฒนธรรมทำหน้าที่ในการตกแต่งอำนาจที่เป็นวงเล็บ ข้อยกเว้นของสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ สิ่งที่เป็นมลทินมัวหมองต่อคำว่าชาติเสียด้วยซ้ำไป ในนัยนี้อำนาจในวงเล็บจึงไม่เคยบริสุทธิ์ ไม่เคยอยู่เหนือการเมือง  แต่มันถูกใส่วงเล็บเอาไว้ให้เป็นที่ยอมรับกันเสียในวงกว้าง แต่ปัจจุบันอำนาจที่อยู่ในวงเล็บนั้นโดยที่มีศิลปวัฒนธรรมคอยเป็นเกราะกำบังปกป้องและตกแต่งให้ดูดี มันได้เปิดเผยตัวเองและถูกวิจารณ์อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ”ทัศนัย กล่าว

หากจะสรุปต้องเอาคำว่า ชาติที่อยู่ในวงเล็บในชาติอีกทีหนึ่งนั้นออกจากพัฒนาการทางสังคม ออกจากพัฒนาการทางศิลปวัฒนธรรมและที่สำคัญต้องเอาสิ่งที่อยู่ในวงเล็บนี้ออกจากสมการทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม ศิลปะ และการเมืองถึงจะร่วมสมัย หมายถึงมีเส้นทางที่มันเชื่อมโยงผ่านสิ่งที่มันเป็นความร่วมสมัยในนานาชาติ หรือประชาคมโลก และประชาชนเป็นผู้ที่ออกแบบอนาคตเอง 

ถ้าพูดในความหมายนี้ก่อนที่จะเกิดกรณีพี่สุชาติ (สวัสดิ์ศรี) ศิลปวัฒนธรรมมันทำหน้าที่ในการส่งเสริมบารมี ในทางกลับกันผู้มีบารมีก็เป็นถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตา ทำบุญสุนทาน ที่จะอนุญาตให้มีเสรีภาพมากหรือน้อยตามที่บารมีของตัวเองอนุญาตให้เป็นอย่างนั้นได้ตามแบบที่พวกเขาเห็นสมควร 

“พูดให้เข้าใจได้ง่ายๆ เราไม่เคยมีโอกาสที่จะกำหนดหรือนิยามความหมายในวัฒนธรรม วิถีชีวิต ศิลปะ และการเมืองด้วยตัวของประชาชนเองเลย และสิ่งที่ต้องมีมากกว่าเสรีภาพในสังคมนี้ โดยเฉพาะในการทำงานศิลปะในแขนงต่างๆ คือต้องมีศรัทธาและความจงรักภักดีต่อผู้ที่เป็นเจ้าของบารมีนั้นๆ” 

ผลงานศิลปะในสังคมไทยมันจึงไม่ใช่สมบัติของประชาชน ไม่ใช่สมบัติของสาธารณะ แต่เป็นสมบัติของเจ้าผู้มีบารมี เป็นสมบัติของแผ่นดินที่ศิลปินทำสร้างอุทิศถวายโดยสำนึกบุญคุณต่อคำว่าชาติ 

ศิลปินแห่งชาติไม่ใช่ศิลปะของประชาชน

คำว่าศิลปินหรือศิลปะแห่งชาติความหมายมันจึงไม่ใช่ศิลปะของประชาชน เป็นศิลปะของเจ้าผู้มีบารมี ใครที่สำนึกบุญคุณเจ้าผู้มีบารมีมาก ก็ได้เป็นศิลปินแห่งชาติที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับประชาชน หรือทำงานยึดโยงกับความยากลำบากทุกข์เข็ญของประชาชนแต่อย่างใด 

การสนับสนุนศิลปะในประเทศนี้ การยกย่องเชิดชูเกียรติก็ดี การเข้าถึงทรัพยากรที่จะผลิตผลงานได้ก็ดี มันจึงเป็นเรื่องของการให้ทานบารมีเพื่อที่จะจรรโลงส่งเสริมความเป็นเจ้าเหนือหัว ศิลปะทำหน้าที่ในการตกแต่งอำนาจ และทำให้ประชาชนและสังคมอยู่ภายใต้การปกครองของวัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนายได้โดยสะดวก และประชาชนไม่รู้ตัว

เข้าใจว่า ศิลปะเป็นเรื่องของความบันเทิง ซึ่งไม่ใช่ แต่ศิลปะถูกทำให้เป็นเทคโนโลยีของการปกครอง กลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งอำนาจที่ทำให้ผู้ที่ปวารณาตัวเองว่าเป็นเจ้าของอำนาจนั้นได้ดำรงอยู่ในวงเล็บและเป็นที่ละเว้นได้โดยสะดวกและได้อย่างสง่างาม ศิลปะก็เหมือนกับของตกแต่งอำนาจ เหมือนมงกุฎชฎาทั่วไปที่ทำให้อำนาจดูยิ่งใหญ่และอลังการ 

ศิลปะที่มันทำหน้าที่แบบนี้มันจึงเป็นศิลปะที่ต้องทำอีกด้านหนึ่งด้วยก็คือศิลปะต้องทำให้ผู้ชมศิลปะ หรือแม้กระทั่งผู้ผลิตงานคือตัวศิลปินต้องเป็นคนดี คนเลวๆ เป็นศิลปินไม่ได้ โดยเฉพาะคนเลวๆ เป็นศิลปินแห่งชาติไม่ได้ คนดีไม่ได้มีสถานะเป็นมนุษย์อาจจะเป็นเดรัจฉาน อาจจะเป็นเทพก็ได้ แต่บังเอิญบรรลุธรรมแห่งความดี แล้วก็เหมือนคล้ายๆ กับการกลับตัวเป็นคนดี ละทิ้งสถานะความเป็นเดรัจฉานของตัวเอง ละทิ้งสถานะความเป็นคนของตัวเองกลายเป็นคนดี 

ศิลปะร่วมสมัยของไทยไร้ความเป็นมนุษย์

ดังจะเห็นว่า ศิลปะร่วมสมัยในสังคมไทยมันจึงแห้งแล้งหมายถึงมันไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น เป็นศิลปะที่มันปราศจากซึ่งแรงปรารถนา เวลาเราพูดถึงแรงปรารถนาไม่ว่าในระดับส่วนตัว หรือเป็นเรื่องใหญ่ที่ใช้คำว่าอุดมการณ์บางครั้งมันไม่เกี่ยวข้องกับความดีเลยและศิลปินมากมายในโลกนี้เขาก็ทำงานเพราะแรงขับแรงปรารถนาไม่ได้ทำงานเพื่อที่จะทำให้ใครไปบรรลุธรรมหรือทำให้ผู้ชมหรือสังคมเป็นสังคมที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการทำงานศิลปะที่ตั้งคำถามต่อคนดีและความดีด้วยซ้ำ เพื่อที่จะปลุกเร้าสำนึกของความเป็นคนโดยพื้นฐานที่สุด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือเลวก็ตาม ให้มันเจริญงอกงามหรือดำรงอยู่ ถ้าเราปราศจากซึ่งความเป็นคนก็ไม่รู้จะเป็นศิลปินทำไม 

ถ้าเราไม่รู้จักปลุกเร้าแรงปรารถนาต่อการดำรงอยู่ของเราต่อความเป็นคนที่เรามีอยู่ ศิลปะของเรามันก็ทำหน้าที่ในการตกแต่งอำนาจไป มันก็จะไม่มีศิลปะที่มันแสดงถึงความเสี้ยนกระสันความลามกจกเปรต การคิดใหญ่หรือ แม้กระทั่งศิลปะที่มันมีมิติของการวิพากษ์วิจารณ์ตัวความดีเอง ยิ่งไม่อนุญาตให้ทำเลย 

ศิลปะไทยไม่พูดถึงความงาม

ศิลปะในสังคมไทยมันจึงไม่ได้พูดถึงความงาม ศิลปินผู้ทำงานศิลปะก็เหมือนผู้บรรลุธรรมเหมือนนักพรตเพื่อที่จะมาประกาศข่าวดีว่า ตัวเองได้ค้นพบอะไร เป็นนิมิตของสังคม ถ้าเดินตามศิลปินเหมือนโมเสสเดินลงมาจากเทือกเขาซีนาย มาพร้อมกับระเบียบทางศีลธรรม แล้วศิลปะพวกนี้โต้แย้งไม่ได้ นิยามของศิลปะแบบนี้ถกเถียงไม่ได้ ขยับพรมแดนความคิดไปข้างหน้าไม่ได้ เพราะเขาคิดว่าความดีเป็นความดีที่สมบูรณ์ในตัวเอง ซึ่งไม่ต่างจากเผด็จการ มันก็จะมีศิลปินหรือผลงานศิลปะจำนวนมากที่ทำหน้าที่แค่ถากถาง เยาะเย้ยความเป็นคน ทุนนิยม ทหาร นักการเมืองเลวหรือระบบโลกที่มันกำลังพังทลาย ระบบนิเวศวิทยา หรือการบริโภคแบบสุดโต่ง มันก็จะมีศิลปะประเภทแบบนี้ 

แต่การวิจารณ์เหล่านั้นเป็นไปเพื่อที่จะทำให้ผู้วิจารณ์หรือศิลปินผู้ทำนั้นหรือนักประพันธ์มีระดับของโลกุตรธรรมหรือระดับของความเป็นอภิมนุษย์ที่สูงส่งกว่าคนอื่น เข้าใจโลกและจักรวาลมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง มันกลับไปที่ตรรกะเรื่องความดีอีกครั้ง คือคิดว่าตัวเองบรรลุธรรมอยู่เหนือความขัดแย้ง และเข้าใจความขัดแย้งเป็นอภิมนุษย์เหนือกว่าคนอื่น ไม่ต่างจากนักพรต มาแสดงโลกุตรธรรมที่ตัวเองค้นพบผ่านงานศิลปะหรืองานวรรณกรรม ดังนั้นเราจึงเห็นศิลปินนักเขียนเหมือนแสดงธรรมอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นงานศิลปะแบบนี้มันจึงไม่สามารถที่จะยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ได้ 

วงการศิลปะของคนดี

วงการศิลปะแบบนี้มันเป็นเรื่องของคนดี และความดี อยู่เหนือการวิจารณ์ อยู่เหนือความเป็นคนและเหยียบย่ำผู้คนเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์แห่งความดี การผนวกรวมศิลปะให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปกครองนั้น มันเกิดขึ้นในแทบทุกประเทศ ศิลปะถูกนำมาใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ ผ่องถ่ายอุดมการณ์ของรัฐทั้งนั้น แต่ว่าจะผ่องถ่ายแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง เราจะเอาศิลปะมาเพื่อเป็นสื่อในการถ่ายทอดให้ผู้คนเห็นความสำคัญของอิสรภาพและเสรีภาพก็ได้ 

บางรัฐก็ใช้ศิลปะเพื่อที่จะผ่องถ่ายอำนาจเผด็จการของตัวเองก็มาก แต่ศิลปะในสังคมไทยมันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปกครองมาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ศิลปะช่างสมัยโบราณ ศิลปะใหม่สมัยใหม่ จนถึงศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันก็ยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปกครอง  

ศิลปะศิลปินไม่เคยบริสุทธิ์ไม่เคยอิสระ ที่บอกว่ามีอัตตาหรืออีโก้จัดนั้นไม่จริง ยิ่งไปกว่านั้นมันเป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายปรัชญาแบบพุทธเถระวาท เรื่องความดี ความงามกับความดีในสังคมไทย มันมาบรรจบกัน ผนวกรวมกันแต่งงานกันกลายเป็นความจริงที่ตรวจสอบไม่ได้ ซึ่งมันทำให้ระบบคุณค่าของโลก ในโลกตะวันตกที่มันแบ่งเป็นสาขาหลักสำคัญ 3 สาขา คือ ความดี ความจริง และความงาม ซึ่งในโลกที่เขาเจริญแล้วเขาจะปล่อยให้ระบบคุณค่า 3 ส่วนนี้  มันได้สมดุลและวิพากษ์วิจารณ์กัน แต่ของเรามันเอาความงามกับความดีผนวกรวมกันกลายเป็นข้อเท็จจริงเหมือนเป็นสัจนิยมทางวิทยาศาสตร์และมีสถานะที่เหนือจริง และไม่ต้องมีการถกเถียงกัน แต่มานั่งทับระบบคุณค่าอื่นๆ 

คนในวงการศิลปะต้องเคารพตัวเองก่อน

อย่างไรก็ตามคนในวงการศิลปะต้องเคารพตัวเองเสียก่อนๆ ที่จะไปทำความเคารพคนที่ตัวเองไม่รู้จัก เพราะไม่เคารพตัวเองแล้วก็จะไม่เคารพคนอื่น พอไม่เคารพคนอื่นความเห็นต่างมันจากคนอื่นมันจึงไม่มีความสำคัญ เป็นปัญหาแกนกลางของวัฒนธรรมไทย อารยะธรรมโบราณที่ล่มสลายไป 

สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้น คือ การคอร์รัปชั่นในระบบคุณค่า ซึ่งเป็นการคอร์รัปชั่นที่เลวร้ายที่สุดมากกว่าการคอร์รัปชั่นทางการเงิน การซื้อตั๋วช้าง การซื้อตำแหน่งตำรวจ การซื้อเสียงเลือกตั้งหรืออะไรทั้งสิ้น ถ้าสังคมมันมีการคอร์รัปชั่นในระบบคุณค่ามันเหมือนกับการพยายามที่จะผสมพันธุ์กันเองเพื่อรักษาเลือดบริสุทธิ์เอาไว้ ในที่สุดการเจริญพันธุ์มันก็จะด้อยค่าไปทำให้เกิดวัฒนธรรมแบบเอ๋อ หรือวัฒนธรรมปัญญาอ่อน 

ในที่สุดมันก็ไม่สามารถที่จะวิวัฒนาการตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ เราจึงเห็นอาณาจักรต่างๆ พังทลายลงไป เพราะว่ามันเป็นอาณาจักรกะลาคือไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจสิ่งนอกกะลา ไม่พยายามสานสัมพันธ์สิ่งที่ตัวเองมีเข้ากับเรื่องอื่นเลย แล้วก็เป็นการเชิดชูกันเอง ผลงานศิลปะในสังคมไทยมันก็เหมือนกับวงการพระเครื่อง ที่ปั่นราคากันเอง มีคุณค่ามูลค่าในวงการพระเครื่องกันเอง พอข้ามฝั่งไปลาวเขาก็รู้สึกว่าเป็นก้อนดินเศษดิน ไม่เห็นจะมีราคาแพงตรงไหน 

การคัดสรรศิลปินแห่งชาติมีพื้นฐานคอร์รัปชั่น

สังคมไทยปัจจุบันเราจะเห็นว่าขั้นตอนในการคัดสรรศิลปินแห่งชาติก็ดี รางวัลศิลปาธรหรือเวทีประกวดต่างๆ รวมทั้งการไปร่วมเวทีนานาชาติมันมีพื้นฐานการคอร์รัปชั่นในระบบคุณค่ารวมทั้งการวิจารณ์ด้วย การวิจารณ์ก็ไม่ใช่การวิจารณ์แต่เป็นการขุดคุ้ยสิ่งที่ศิลปินอาจไม่ทันสังเกตในผลงานของตัวเอง แต่เป็นประเด็นสำคัญและทำให้สาธารณะได้เห็นประเด็นเหล่านั้น แต่เป็นการเขียนอวยกันก็มาก  ไม่ได้เป็นลักษณะของการวิจารณ์ เพราะสำนึกของวัฒนธรรมไทยที่มันทำให้เกิดระบบคอร์รัปชั่นคุณค่าภายในดังกล่าว ซึ่งเลวร้ายที่สุดมากกว่าการโกงเลือกตั้งหรือเลวร้ายที่สุดในความเป็นมนุษย์ เพราะมันยกยอเชิดชูตัวเองไม่พยายามที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลก 

นอกจากนั้นการเลือกคนมารับเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่จะมากำหนดอนาคตของศิลปิน ในมโนสำนึกของเขาในเรื่องความเป็นชาติ มันสะท้อนถึงจินตกรรมความเป็นไทยที่มันเหมือนในวรรณกรรม แล้วทำอย่างไรให้เขารู้สึกผิดน้อยลงที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย เขาจึงต้องการอนุสาวรีย์สักอย่างเพื่อยึดโยงจินตกรรมของความเป็นชาติที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วก็อ้างว่าวัฒนธรรมไทยเป็นแบบนั้น โดยการสร้างอนุสาวรีย์บางอย่างขึ้นมา เพื่อให้จินตนาการในเรื่องความเป็นไทยของเขาได้สถิตอย่างมั่นคงผ่านอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นมา และทำให้จินตกรรมที่เขาสร้างขึ้นนี้ทำหน้าที่เป็นมรดกที่เป็นภาระต่ออนาคต 

จินตกรรมแห่งความเป็นไทยที่มาจากวรรณกรรมประโลมโลกเหล่านี้มันทำหน้าที่ช่วยปลอบประโลมแรงโหยหายโลกแห่งศานติสุขโลกแห่งยูโทเปีย โลกที่ทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบในวรรณกรรม โลกที่ไม่มีความเห็นต่าง โลกที่ทุกคนคิดเหมือนกัน ไปในทางเดียวกัน เป็นโลกที่ไม่ต้องมีความคิด เป็นวัฒนธรรมที่ไม่มีความคิด หรืออยู่ในสังคมสิ้นคิด เป็นวัฒนธรรมหรือศิลปะสิ้นคิด

ถ้าเราเข้าใจวัฒนธรรมในฐานะพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงขยับเขยื้อนเรือนร่างของตัวเองตลอดเวลา ศิลปะที่ทำหน้าที่เป็นวงเล็บปกป้องอำนาจข้อยกเว้นต่างๆ ในความเป็นชาติและทำหน้าที่เป็นสถาปัตยกรรมแห่งอำนาจอันมะลังมะเลืองอลังการมันก็จะเปลี่ยนด้วย ตัวอำนาจที่อยู่วงเล็บเหล่านั้น อยู่ในเทวาลัยแห่งศิลปะ อำนาจที่เป็นข้อยกเว้นต่างๆ ต้องปรับตัวด้วย 

ศิลปะกับฟอสซิล 

อะไรก็ตามที่มันกลายเป็นฟอสซิล กลายเป็นวัตถุสิ่งของเก็บในตู้โชว์ ในพิพิธภัณฑ์ไปแล้วก็ไม่ต้องไปเผา แต่ให้คนไปเดินดูว่ามันคือวัตถุพยานแห่งสังคมที่มันปราศจากเสรีภาพสังคมที่มันไม่มีมนุษย์อยู่ในนั้น สังคมที่มันเต็มไปด้วยความโหดร้าย เลือดเนื้อมนุษย์ต้องสูญเสียไปมากมายเพราะคนยุคเก่าแบบนี้ เพื่อที่จะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกเหมือนที่หลายๆ ประเทศทำพิพิธภัณฑ์สงคราม หรือพิพิธภัณฑ์ในยุคศักดินาให้คนมาเรียนรู้เพื่อให้รู้ว่าโลกสมัยใหม่ โลกในอนาคตจะไม่กลับไปซ้ำรอยสิ่งที่มันเคยเดินผ่านมา หรือบางอย่างถ้าไม่มีความจำเป็นหรือรักษายากก็รื้อถอนมันทิ้งเลย เพราะโลกต้องอยู่ต่อไปและมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ

อ่านเรื่องราวเกี่ยวข้อง สุชาติ สวัสดิ์ศรี : สังคมใดไม่มีเสรีภาพ สร้างศิลปินใหญ่ไม่ได้

Scroll Up