แม้ภายใน ม.อุบลฯ จะมีการระบาดของโควิดหลายคลัสเตอร์ แต่นักศึกษาบางส่วนก็ยังปฏิเสธการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ เพราะพวกเขาเห็นว่า ขณะนี้มีวัคซีนดีๆ อย่าง Pfizer แล้ว แต่ทำไมยังบังคับให้นักศึกษาฉีดวัคซีนสูตรไขว้อยู่อีก 

ปฐวี โชคอนันต์ เรื่อง

“ผมรอฉีดวัคซีนดีกว่านี้ดีกว่าครับ ผมจองไว้แล้ว”

(นักศึกษาชายท่านหนึ่ง 14/10/64)

“ป้าไม่เคยรู้เลยว่า ในมหาวิทยาลัยเขาให้คนนอกเข้าไปฉีดวัคซีนได้”

(ป้าร้านขายข้าวบริเวณหอพักข้างมหาวิทยาลัย 19/9/64)

“หนูจะหมดเงินกับการซื้อเครื่องตรวจ ATK อยู่แล้ว” 

(นักศึกษาหญิงท่านหนึ่ง 6/9/ 64)

“นักศึกษาผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ม.อุบลราชธานี เข้ารับการกักตัวตามมาตรการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้นักศึกษาที่เข้ารับการกักตัวเข้าพักห้องละ 2 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้องน้ำส่วนตัว อินเตอร์เน็ต อาหารและเครื่องดื่ม 3 มื้อ โทรทัศน์ มุมอ่านหนังสือ โต๊ะทำงาน รวมถึงเครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังและสังเกตอาการตามวันและเวลาที่กำหนด”

(เพจสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 3/10/2564)

นี่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 การจัดการศึกษาของประเทศได้มีการปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก จากการเรียนในห้องเรียนมาเป็นการเรียนในระบบออนไลน์ ทั้งนี้เพื่อลดความแออัดที่นักเรียน นิสิต และนักศึกษาต้องมารวมตัวกัน ซึ่งอาจจะทำโรคแพร่ระบาดได้เร็วมากขึ้น ในส่วนของการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีบางมหาวิทยาลัยที่มีการประกาศให้มีการเรียนออนไลน์อย่างเดียว เนื่องจากมหาวิทยาลัยยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูงหรือบางมหาวิทยาลัยจัดให้มีการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ทั้งเรียนในมหาวิทยาลัยและเรียนในระบบออนไลน์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนั้นๆ

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ความรุนแรงที่มีการแพร่ระบาดในพื้นที่ มีทั้งการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย การจัดการเรียนแบบผสมกล่าว คือ นักศึกษาบางส่วนเรียนออนไลน์ และบางส่วนเรียนในห้องเรียน หรือการจัดการเรียนการสอนระบบออนไลน์ทั้งหมด เป็นต้น 

ช่วงปีการศึกษา 1/2564 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้ประกาศให้แต่ละคณะที่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องจัดการเรียนการสอนในที่ตั้งให้จัดการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสที่มีมากขึ้น แม้นักศึกษาจะไม่ได้เรียนในห้องเรียน แต่ยังคงจับกลุ่มและใช้ทรัพยากรของทางมหาวิทยาลัยในการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน การออกกำลังกายอยู่ดี

มาตรการดำเนินแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในลักษณะดังกล่าวดูเหมือนว่า จะผ่านไปด้วยดีในการป้องการแพร่ระบาดของไวรัส แต่เมื่อประมาณช่วงกลางเดือนกันยายน พ.ศ.2564 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น คือ พื้นที่บริเวณที่เรียกว่า ม.อุบล ได้เกิดกลุ่มคลัสเตอร์ของนักศึกษาที่ติดเชื้อโควิดและก่อให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง การระบาดที่ขึ้นได้เผยให้เห็นถึงปัญหาในระดับปัจเจกบุคคล และในระดับโครงสร้าง ความพยายามของมหาวิทยาลัย และความหวังที่มีต่อการบริหารและจัดการควบคุมการแพร่ระบาดในรูปแบบใหม่

เมื่อ ม.อุบลกลายเป็นพื้นที่การแพร่ระบาดกับปัญหาที่ต้องเผชิญ

นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดในช่วงเดือนกันยายนจนถึงวันที่ 19 ตุลาคม พบว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อ 167 คน กำลังรักษา 21 คน และออกจากโรงพยาบาล 146 คน ณ ตอนนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่นั้นอยู่ที่  0 คน ก่อนหน้านั้นเมื่อการแพร่ระบาดของโรคเกิดขึ้นในพื้นที่ได้สร้างปัญหาให้กับนักศึกษาที่เข้ามาอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยอย่างมากดังต่อไปนี้

ประการแรก คือ อาการวิตกของนักศึกษาว่าตนเองติดหรือไม่ติด ประกอบการช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงการเข้าใกล้การสอบปลายภาค นักศึกษาจำนวนมากมีงานกลุ่มที่ต้องทำร่วมกัน รวมถึงการเตรียมสอบที่จะมีขึ้น ผลที่ตามมาคือ ความเครียดของนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น การแสดงออกของนักศึกษาที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยมีการเลื่อนการสอบออกไป เพื่อให้นักศึกษามีเวลาจัดการกับงานให้เสร็จ

มหาวิทยาลัยมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีการประกาศให้การเรียนการสอนในสัปดาห์สุดท้ายโดยให้อาจารย์ลดการสอนลง หรือจบการเรียนการสอนของอาจารย์เองให้ได้ก่อนสัปดาห์สุดท้ายของการเรียนการสอน สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นปัญหาของอาจารย์ที่ต้องมาจัดการเรียนการสอนใหม่เพราะไม่ได้เป็นไปตามแผนการสอน 

ประการที่สอง คือ เมื่อนักศึกษารู้ว่าเพื่อนนักศึกษาติดโควิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ นักศึกษาที่พอมีกำลังทรัพย์สามารถที่จะเข้าถึงหรือซื้อที่ตรวจหาเชื้อไวรัสเบื้องต้นได้ ส่วนนักศึกษาที่มีเงินน้อยนั้นการที่จะนำเงินไปซื้อเครื่องตรวจที่มีราคาสูงถึง 200-300 บาทนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เขาอาจจะต้องคิดหนัก เนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวสามารถเป็นค่าอาหารของเข้าได้ 1-2 วัน ยิ่งในช่วงที่ผ่านมาเงินกู้กยศ.ที่พวกเขากู้นั้นยังไม่มีการจ่ายเงินให้กับนักศึกษาผู้กู้และนักศึกษาบางท่านที่ที่บ้านมีปัญหาทางด้านการเงินเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ การใช้เงินจึงต้องมีความประหยัดอย่างมาก 

มหาวิทยาลัยมีความพยายามแก้ไขปัญหาคือ การจัดสถานที่ตรวจเชื้อฟรีให้กับนักศึกษาในวันที่ 28-29 กันยายน 2564 และอีกครั้งคือ วันที่ 7 ตุลาคม 2564 การตรวจหาเชื้อดังกล่าวมีเพียง 3 วันเท่านั้น ส่งผลให้นักศึกษาบางท่านตัดสินใจที่ไม่ไปเพราะพื้นที่แออัดต้องไปรวมกลุ่มกันคนอื่นและมีโอกาสที่เสี่ยงจะติดเชื้อโรคมากขึ้น หรือนักศึกษาบางท่านได้ไปซื้อเครื่องตรวจไว้ก่อนหน้าตั้งแต่รู้ข่าวว่ามีการแพร่ระบาดของไวรัสในช่วงกลางเดือนกันยายน

รายงานการรับวัคซีนโควิดของนักศึกษา ม.อุบลราชธานี เครดิตภาพ : สื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

ประการที่สาม การฉีดวัคซีนของนักศึกษายังอยู่ในระดับที่ต่ำ การจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิดที่ผ่านมาเกิดการตั้งคำถามอย่างมากจากนักศึกษาทั้งในเรื่องของการจัดกลุ่มการฉีดและประสิทธิภาพของวัคซีน กล่าวคือ กลุ่มอาจารย์ของมหาวิทยาลัยได้รับการฉีดวัคซีน AstraZeneca ทั้ง 2 เข็ม การฉีดวัคซีนของนักศึกษากลับเป็นสูตรไขว้ คือ เข็มแรก เป็น Sinovac และเข็มสองเป็น AstraZeneca ซึ่งมีกระแสข่าวถึงความไม่มั่นใจถึงคุณภาพของวัคซีนและการกลัวอันตรายที่เกิดขึ้นกับตัวนักศึกษา ผลที่ตามมา คือ นักศึกษาหลายคนไม่อยากฉีดวัคซีนสูตรไขว้ที่ได้รับจัดสรรมาให้และรอวัคซีนที่มีคุณภาพที่ดีกว่า

เมื่อเกิดปัญหาการแพร่ระบาดในพื้นที่ขึ้น ด้วยความพยายามของมหาวิทยาลัยได้จัดการให้มีการฉีดวัคซีนรอบพิเศษ แต่ยังเป็นวัคซีนสูตรไขว้ให้นักศึกษาแต่ละคณะสามารถเดินทางมาฉีดวัคซีนได้ในรูปแบบ walk in เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่ฉีดวัคซีนให้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะได้ทำการเปิดการเรียนการสอนในที่ตั้งตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กำหนดได้ 

นักศึกษาบางท่านให้ข้อมูลกับผู้เขียนว่าเขาจะรอวัคซีนที่ดีกว่านี้ ตอนนี้นักเรียนได้ฉีดวัคซีน Pfizer แล้ว ทำไมเขาจะไม่ได้ฉีดบ้างหรือนักศึกษาบางคนมองว่า ทำไมมหาวิทยาลัยต้องเอาการเปิดเรียนในที่ตั้งมาเป็นทางเลือกให้นักศึกษาต้องไปฉีดวัคซีนให้ครบมากกว่ามหาวิทยาลัยที่มีโรงพยาบาลจะสั่งวัคซีนดีๆ มาให้พวกเขา

ประการที่สุดท้าย ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่ การพูดถึง ม.อุบลฯ ในขอบเขตอำนาจในกฎหมายนั้น หมายถึงพื้นที่อยู่ในบริเวณขอบเขตรั้วของมหาวิทยาลัย แต่ในสังคมนั้นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยได้จำกัดอยู่เพียงแค่นั้น กล่าวคือ ที่ตั้งของร้านค้า พ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณใกล้มหาวิทยาลัยนั้น เขาเหล่านั้นนิยามตัวเองว่า เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยและมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมกับนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย 

เมื่อการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในบริเวณของมหาวิทยาลัย คำถามที่เกิดขึ้นคือ มหาวิทยาลัยดูแลแต่บุคลากรและนักศึกษาของตนเท่านั้น ทั้งเรื่องการประสานงานหาวัคซีนและการรณรงค์ให้มีการฉีดวัคซีนรอบพิเศษให้นักศึกษา การตรวจหาเชื้อให้นักศึกษา และการประสานความร่วมมือกับทางจังหวัดในการจัดหาสถานที่พักคอยให้นักศึกษาที่ตรวจพบว่าติดเชื้อได้ไปกักตัวเอง 14 วัน ที่พักคอยดังกล่าวมีทั้งห้องน้ำส่วนตัว อินเตอร์เน็ต และอาหารการกินที่พร้อม ส่วนชาวบ้าน พ่อค้าและแม่ค้า ที่อยู่บริเวณรอบมหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว แต่ต้องลงทะเบียนการฉีดวัคซีนและรอคิว เมื่อติดโควิดต้องถูกส่งไปศูนย์พักคอยในพื้นที่ที่อยู่ในวัดใกล้กับมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมน้อยกว่ามาก ทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัย และความสะดวกสบาย คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือทำไมพวกเขาไม่ได้สิทธิแบบนี้บ้าง และพวกเขาไม่ได้อยู่ในชุมชนเดียวกันหรือ

ความหวังที่น่าจะเป็นไปได้ต่อการจัดโควิดในมหาวิทยาลัย

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดที่เกิดขึ้นในมหาวิยาลัย สำหรับการบริหารจัดการนั้น สิ่งที่พบ คือ ความพยายามของมหาวิทยาลัยในการที่จะควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรคและการจัดการเรียนการสอนให้ลุล่วงไปด้วย สิ่งที่มหาวิทยาลัยพยายามทำและทำได้คือ การเร่งระดมการฉีดวัคซีนให้นักศึกษา การประสานงานกับทางจังหวัดเพื่อตั้งศูนย์ตรวจหาเชื้อ และการจัดหาที่พักให้กับนักศึกษาที่ติดโควิด สิ่งเหล่านี้สะท้อนเห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยและความหวังในการบริหารจัดการโควิดในพื้นที่ 3 ประการ ด้วยกัน

ประการแรก มหาวิทยาลัยมีศักยภาพและมีบุคลากรที่พร้อมในการรับมือกับโควิด เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีโรงพยาบาลและคณะที่จัดการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วย เช่น คณะพยาบาลศาสตร์และวิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มีบุคลากรที่มีความพร้อม เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคในพื้นที่ มหาวิทยาลัยสามารถระดมบุคลากรและกำลังที่มีความพร้อมในด้านสาธารณสุขลงมาช่วยแก้ไขปัญหาได้ทันที และทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคทำได้รวดเร็วขึ้น

ประการที่สอง มหาวิทยาลัยมีศักยภาพที่จะเป็นผู้ประสานงาน รวบรวมความร่วมมือ และดึงทรัพยากรจากทางภาครัฐ ทั้ง วัคซีนและการตรวจหาผู้ที่ติดเชื้อในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้จึงถูกมองว่าการบริหารจัดการโควิดในประเทศนั้น ไม่ควรที่จะมีรูปแบบเดียวคือ การควบคุมจากรัฐผ่านแต่งตั้ง ศคบ.ในระดับประเทศ การตั้ง ศคบ.จังหวัด แต่ควรที่จะมีการสร้างรูปแบบการบริหารจัดการโควิดในรูปแบบหรือ โมเดลใหม่ๆ เช่น พื้นที่ลักษณะพิเศษอย่างเช่นพื้นที่มหาวิทยาลัย ควรให้มีการตั้งทีมหรือศูนย์การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ด้วยสรรพกำลังของมหาวิทยาลัยที่พร้อม และความสามารถในการระดมทรัพยากร สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้การจัดการเรียนการสอนและการควบคุมโรคทำได้ง่ายมากขึ้น

ประการที่สาม เมื่อพูดถึงการออกแบบการบริหารจัดการเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสในบริเวณมหาวิทยาลัย ควรไปไกลมากกว่าแค่ขอบเขตพื้นที่ในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ควรรวมเอาบริเวณพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยเข้ามาอยู่ในพื้นที่การดูแลด้วย โดยที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้นำและประสานงานร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ อำเภอ หน่วยงานราชการ และเอกชน ในการร่วมกันจัดหาวัคซีน การตรวจหาผู้ติดเชื้อ และการสร้างศูนย์กักกันในพื้นที่ หรือพื้นที่ข้างเคียง 

สำหรับการจัดการภัยพิบัติ สิ่งสำคัญการจัดการภัยพิบัติ เอลินอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom) นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์ ในเรื่องของการจัดสถาบันใหม่ (New Institution) ได้เสนอว่า การจินตนาการถึงพื้นที่การจัดการทรัพยากรแนวใหม่ที่ต้องรวมเอากลุ่มต่างๆ ในพื้นที่มาร่วมกันแบ่งปันทรัพยากร ข้อมูลข่าวสาร และแบ่งปันความทุกข์สุขร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในการรับมือกับภัยพิบัติร่วมกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยในการป้องกันภัยพิบัติที่ดีกว่าการสั่งการลงมาโดยตรง ในเมื่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดถือเป็นภัยพิบัติของมวลมนุษยชาติรูปแบบหนึ่ง 

การจัดการในแต่ละพื้นที่ควรที่จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับทรัพยากร กำลังและความสามารถในแต่ละพื้นที่นั้นมี เป็นได้ไหมพื้นที่ๆ มีมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมในเรื่องการแพทย์และสาธารณสุขจะเป็นพื้นที่มีการบริหารจัดการควบคุมโควิดรูปแบบใหม่โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้นำในการประสานงานและแก้ไขปัญหา มากกว่าที่จะมีการบริหารจัดการไปรวมอยู่ที่จุดเดียวในจังหวัด 

ที่สำคัญเราเห็นแต่โมเดลการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เช่น ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่ให้จังหวัดภูเก็ตเปิดเป็นพื้นที่กักตัวนักท่องเที่ยว แต่ทำไมเราถึงไม่สามารถคิดถึงหรือมีการบริหารจัดการโควิดในรูปแบบใหม่ๆ ในพื้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยที่มีมหาวิทยาลัยซึ่งมีความพร้อมทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขเป็นผู้นำบ้าง สิ่งเหล่านี้น่าจะตอบโจทย์ของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ต้องการทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนและให้นักศึกษากลับมาเรียนในมหาวิทยาลัยได้ มิใช่หรือ ??

image_pdfimage_print