ฉายหนัง “รักที่ขอนแก่น” ที่ลอนดอน ระดมทุนเพื่อผลิตซีรีส์ผู้มีบุญอีสาน คนร่วมเต็มทุกที่นั่ง นักศึกษาต่างชาติถามถึงสถานการณ์การเมืองไทย “อภิชาติพงศ์” กล่าวด้วยความหวังที่เห็นคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามถึงการปฏิรูปกองทัพ สถาบันฯ  

ลอนดอน – เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เวลา 13.oo น. ตามเวลาท้องถิ่นของอังกฤษ The Isaan Record ร่วมกับ นักศึกษาไทยในประเทศอังกฤษ Thai Democracy Advocates จัดกิจกรรมฉายหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น” หรือ “Cemetery of Splendour” กำกับโดย อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล ที่โรงหนัง Curzon Goldsmiths, University of London ประเทศอังกฤษ เพื่อระดมทุนผลิตซีรีส์ผู้มีบุญอีสาน โดยมีผู้รับชมกว่า 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ 

ดร.เดวิด สเตร็คฟัสส์ ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษา The Isaan Record กล่าวนำในหัวข้อ “กบฏในอีสาน”ว่า ความจริงแล้วไม่มีคำว่า อีสานในประวัติศาตร์มาก่อน คำว่า อีสานเกิดขึ้นจากสิ่งที่สยามได้มอบให้ภูมิภาคนี้เมื่อทศวรรษ  1900 ซึ่งแปลว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะสยามต้องการให้แน่ใจว่า ผู้อยู่อาศัยเข้าใจว่าตนมีความสัมพันธ์กับกรุงเทพฯ อย่างไร

“ต้องเข้าใจก่อนว่า ประวัติศาสตร์อีสานเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย แต่การที่จะเป็นส่วนหนึ่งหรือมีความเท่าเทียมกับคนไทยได้ คนอีสานจะต้องได้รับการนับถือจากคนไทยก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ภาษาลาวอีสานถูกห้ามใช้ในโรงเรียนและถูกลดระดับเป็นเพียง “ภาษาถิ่น” รวมถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของพวกเขาถูกปฏิเสธอย่างเป็นทางการ พวกเขาถูกทำให้ไม่ใช่ลาวหรือเขมรหรือผู้ไท ตอนนี้พวกเขาเป็นคนไทย”เดวิด กล่าว 

ดร.เดวิด สเตร็คฟัสส์ ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอีสาน ภาพโดย Marcos Ortiz

 ความเหลื่อมล้ำในอีสาน

นักวิชาการ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า คนในชาติได้รับคำมั่นว่า พลเมืองทุกคนเป็นคนไทยเท่าเทียมกัน แต่ความเป็นไทยกลับกลายเป็นอุบายของลัทธิล่าอาณานิคม ซึ่งคนไทยภาคกลางยังคงเหยียดเชื้อชาติ คนอีสานไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม จากผลการศึกษาของธนาคารโลกเมื่อ 15 ปีที่แล้วระบุว่า แม้ภาคอีสานจะมีประชากรถึง 34% ของประชากรทั้งประเทศ แต่ภูมิภาคนี้กลับได้รับงบประมาณจากรัฐเพียง 6% ต่อหัวเท่านั้น ขณะที่คนกรุงเทพฯ ได้รับรายจ่ายภาครัฐมากกว่าคนในภาคอีสานถึง 24 เท่า

เขากล่าวอีกว่า อีสานเป็นเพียงความหลัง ความกังวลด้านความปลอดภัย ความเท่าเทียมกันที่สัญญาไว้จะไม่ได้รับความเท่าเทียมกัน ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตย เริ่มใช้กล้ามเนื้อในการเลือกตั้งแต่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการภายใต้อำนาจนิยมก็ถูกปิดปากไว้

“แต่การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ได้ปลุกอีสานและเตือนคนอีสานว่า พวกเขาถูกกีดกัน ถูกมองข้าม พวกเขากำลังสร้างการรับรู้ใหม่เกี่ยวกับตัวเองและประวัติศาสตร์ของพวกเขา ซึ่งมีประวัติศาสตร์อื่นซ่อนอยู่ใต้ประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ผู้มีบุญที่เป็นการต่อสู้แรกๆ ของประชาชน แต่ถูกลืมจากการปกครองที่เป็นอาณานิยมภายใน”นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ กล่าว 

เขากล่าวอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในกบฎผู้บุญอีสาน เกิดขึ้นในภาคเหนือและในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต่อต้านกฎกติกาที่มาจากส่วนกลาง การระดมทุนครั้งนี้จึงเกิดขึ้นจากการที่ The Isaan Record ได้ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี แล้วในชุมชนต้องการแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ก่อนที่คนที่รู้ข้อมูลจะล้มหายตายจากและเพื่อทำให้ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ครั้งนั้นไม่เลือนหายไป 

บรรยากาศขณะฉายหนังเรื่องรักที่ขอนแก่น ภาพโดย Marcos Ortiz

 รักที่ขอนแก่น คือ จดหมายบอกลาประเทศไทย

ขณะที่ อภิชาติพงษ์​ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ กล่าวถึงที่มาของหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น” หรือ “Cemetery of Splendour”ว่า ยอมรับว่า ไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับอีสาน เพราะในโรงเรียนก็ถูกยัดเยียดข้อมูลแบบโฆษณาชวนเชื่อที่มาจากส่วนกลาง ซึ่งก็คือกรุงเทพฯ ดังนั้นคนที่ไม่เคยไปอีสานจึงจะขอนำข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเกิดมาเล่าให้ฟัง 

เขากล่าวอีกว่า ทำหนังเรื่องรักที่ขอนแก่น หลังจากทำหนังเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” เสร็จแล้ว โดยถ่ายทำเมื่อปี 2014 (2557) ซึ่งสถานการณ์ก่อนหน้านั้นมีความยากลำบากที่จะพูดความจริงในประเทศไทยได้ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ในหลวง ร.9 ทรงชราภาพ ทำให้อิทธิพลอยู่ระหว่างการถ่ายโอน รวมถึงทหารก็มีอำนาจมาก มีหลายสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ หนังสือหลายเล่มถูกแบนทำให้ตอนนั้นคิดถึงบ้านเกิดที่ขอนแก่น ที่ไม่ค่อยได้กลับ เพราะปกติแล้วก็จะไปเยี่ยมแม่เท่านั้น 

“เมื่อกลับบ้านเกิดตอนนั้นพบว่า มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลง ได้เห็นสิ่งเก่าๆ ที่ยังอยู่ในความทรงจำจึงตัดสินใจทำหนังรักที่ขอนแก่นขึ้นเพื่อบอกลาบ้านเกิดและบอกลาประเทศ เพราะตอนนั้นผมไม่เห็นทางออกของประเทศเลย” ผู้กำกับหนังรักที่ขอนแก่น กล่าว 

เขายังกล่าวอีกว่า ในอีสานตอนเด็กๆ ก็มักจะยินคำว่า วัด บ้าน โรงเรียน แต่ผมได้เปลี่ยนวงจรใหม่เป็น บ้าน โรงพยาบาล โรงเรียน ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นการรวมทั้ง 3 สถานที่เข้าด้วยกันเป็นเหมือนจดหมายบอกลา ผมจิตนาการเหมือนการถูกควบคุมด้วยการหลับใหลหรือความฝัน เพราะเมื่อคุณอยู่ในความฝันเท่ากับคุณอยู่ในโลกของคุณ ไม่มีใครเข้าไปก้าวก่ายได้

อภิชาติพงศ์ ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนถ่ายทำว่า ช่วงนั้นได้เกิดการรัฐประหารขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2557 ระหว่างการถ่ายทำก็มีความไม่นิ่งอยู่หลายเรื่อง ตอนนี้ก็มีคำถามมากมาย เช่น จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นไหม คณะทหารจะทำอะไรไหมหรือจะมีใครตายไหม สิ่งเหล่านี้ปรากฎในหนังด้วย ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนและเป็นด้านมืด โดยหนังเรื่องนี้ได้กลายเป็นหนังเรื่องยาวเรื่องสุดท้ายที่ถ่ายทำในประเทศไทย 

ช่วงระหว่างตอบคำถาม ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับหนังและสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ภาพโดย Marcos Ortiz

ความหวังจากคนรุ่นใหม่

จากน้ันได้เข้าสู่ช่วงการถามตอบ โดยนักศึกษาไทยในลอนดอน ถามว่า คุณมีแผนที่จะทำหนังที่นอกเหนือจากความทรงจำไหม 

อภิชาติพงษ์​ ตอบว่า การพูดถึงเรื่องความทรงจำมันไม่มีข้อจำกัด เพราะการคิดถึงเรื่องความทรงจำไม่ได้มีเฉพาะของตัวเอง อย่างเช่นหนังเรื่องล่าสุดที่โคลอมเบีย ก็เป็นการค้นหาสิ่งใหม่และสิ่งที่เราทำในปัจจุบันด้วย รวมถึงเป็นการมองดูความทรงจำในอีสานด้วยและการมาจากประเทศไทยก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่น่าค้นหาว่า “ตัวเองเป็นใคร” เพราะว่า ตัวตนของเราขึ้นอยู่กับการศึกษา ความเชื่อ แต่เมื่อคุณมองดูคนอื่นแล้วก็จะเห็นว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราคิด แล้วเราเป็นใคร เรื่องนี้จึงเปลี่ยน รวมถึงมีเรื่องระดับชาติและนานาชาติด้วย 

“สำหรับผมประสบการณ์จากโคลอมเบียมันเยี่ยมมาก เราได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความเชื่อ รวมถึงความเจ็บปวด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมพยายามเรียนรู้เลยทีเดียว”ผู้กำกับหนัง กล่าว  

จากนั้นจึงมีนักศึกษาชาวต่างชาติถามว่า เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วตั้งแต่ที่มีการต่อสู้ของเสื้อแดง คุณคิดว่า ประเทศไทยมีความตื่นตัวทางวัฒนธรรมการเมืองหรือยัง 

อภิชาติพงศ์​ กล่าวว่า อันนี้ไม่แน่ใจ แต่สำหรับตนมีความรู้สึกรวมๆ จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกเหมือนคนที่อยู่ตกในห้วงความรัก โดยเฉพาะปีที่แล้วจนถึงปีนี้รู้สึกว่า มีความรัก มีความหวัง ที่คนรุ่นใหม่เริ่มต้นออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 

“ผมตั้งคำถามกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ (พฤศจิกายน) แม้มันจะขึ้นๆ ลงๆ แต่มันก็ทำให้เราคิดถึงประวัติศาสตร์โลกว่า มันไม่ง่ายอย่างไรแล้วคุณจะเห็นว่า นักศึกษากำลังทำอะไร แม้มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย คุณคงจิตนาการไม่ถึงว่า จะมีการพูดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัติรย์ แต่เมื่อคุณมองภาพใหญ่ โอ้ว มันก็ถือเป็นเรื่องยากมาก แต่มันก็เป็นห้วงเวลาของความตื่นเต้นที่ได้อยู่ในประเทศนี้”อภิชาติพงศ์ กล่าว 

นิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในต่างแดน หลังออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วถูกคุกคามและจับกุม ภาพโดย Marcos Ortiz

ทั้งนี้บริเวณด้านหน้าโรงหนัง Curzon มหาวิทยาลัยโกล์ดสมิธส์ยังได้จัดนิทรรศการบุคคลที่สูญหายจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้ลี้ภัยในต่างแดนที่เกิดขึ้นจากการออกมาแสดงออกทางการเมือง เพื่อให้นักศึกษาและผู้สนใจได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยอีกด้วย

หมายเหตุ : หนังเรื่อง รักที่ขอนแก่น ถูกแบนห้ามฉายในประเทศไทย  

สนใจร่วมบริจาคได้ที่ เว็บไซต์ Gofundme หรือ ธ.กรุงเทพเลขที่ 521-4-40594-5 มูลนิธิเพื่อการศึกษาและสื่อภาคประชาชนอีสาน

ฟังเพิ่มเติม https://fb.watch/9fm4W9KDRa/

image_pdfimage_print