ดูหนัง “ฉันจะเป็นชาวนาอีฟ” อีกครั้ง : หากการเหยียด คือ ร่องรอยของการปะทุแตกหักของอะไรบางอย่าง

หากใครเคยดูหนังสั้นฉันจะเป็นชาวนาอีฟของผู้กำกับ Viriyaporn Boonprasert คงเข้าใจปรากฏการณ์เหยียดคนอีสานและบริบทการไม่ยืนในโรงหนัง รวมถึงมาตรา 112 ได้ดี กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ ชวนดูอีกครั้งเพื่อถามถึงความหมาย

กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ เรื่อง

ใบหน้าเปื้อนโคลนของดาวมหา’ลัย และใบหน้าเปื้อนยิ้มของ อุ้ม – สิริยากร พุกกะเวช ไม่เพียงชวนให้เราทบทวนเรื่องเล่ากระแสหลักที่ดูถูกคนอีสาน หากแต่ยังชวนเราตั้งคำถามถึงขบวนการชาตินิยมอีสานที่พยายามจะตอบโต้ส่วนกลาง คำถามคือ เราจะตอบโต้และมีก้าวย่างอย่างไร

การกลับมาดู ฉันจะเป็นชาวนาอีฟ ในช่วงเวลานี้ แม้ว่า หนังสั้นเรื่องนี้จะออกมาเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แต่กลายเป็นว่า ทรงพลังอย่างน่ามหัศจรรย์ ทั้งประเด็นการยืนในโรงหนัง ม.112 ไปจนถึง “การเหยียดอีสาน”  

เข้าใจว่า หนังเรื่องนี้ถูกสร้างช่วงการประท้วงโดยกลุ่ม กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) 

หนังยั่วล้อกับสื่อในวัฒนธรรมกระแสหลัก เช่น รายการโทรทัศน์และโฆษณาที่มีแนวคิดแบบชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ซึ่งฉายภาพชนบทแบบโรแมนติก อันขัดแย้งกับการรายงานข่าวของ คำ ผกา ที่เล่าเรื่องวิจัยของชาร์ลส์ เอฟ คายส์ (นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันผู้บุกเบิกไทยศึกษาในช่วงสงครามเย็น) ผู้เสนอว่า คนอีสาน ร่วมสมัยมีการตื่นตัวทางการเมืองไม่เพียงผ่านกระท้วง แต่ยังรวมถึงระบบการเลือกผู้แทน คนอีสานมีการเปลี่ยนแปลงจากชาวนาในขนบสู่การเป็นชาวบ้านสากลโลก ซึ่งขัดแย้งกับภาพที่ชนชั้นกลางเข้าใจผ่านสื่อกระแสหลัก

แต่ส่วนที่เราสนใจมากๆ ในหนังสั้น คือ การตัดคลิปสัมภาษณ์ อุ้ม สิริยากร ในรายการฉัน (จะ) เป็นชาวนา หลังจากเธอไปลองเป็นชาวนา ผู้สัมภาษณ์ถามว่า “ตอนนี้คุณคิดว่า ตัวเองเป็นชาวนาหรือยัง” เธอตอบอย่างมั่นใจพร้อมใบหน้าอิ่มเอิ่มว่า “ตอนนี้ฉันเป็นชาวนาแล้ว” ราวกับว่า เธอรู้สึกถึงความสงบสุขทางใจแบบที่ชาวนาเป็น 

Viriyaporn Boonprasert ผู้กำกับหนังสั้นเรื่องนี้ (ที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กำกับจริงๆ ได้2) ตัดภาพสลับ กับใบหน้าของ “ดาวมหา’ลัย” ขับร้องโดยสาวมาด เมกะแดนซ์ ซึ่งเป็นใบหน้าของ “หนูดาว” หญิงสาวจากบ้านหนองใหญ่ ชุมชนแห่งหนึ่งในภูมิภาคอีสาน ผู้ไปเรียนในเมืองด้วยความช่วยเหลือจากทางบ้านที่ต้องขายที่ดินเพื่อส่งเสียเธอเรียน มีฉากคุณยายชวนกลับบ้านในช่วงปิดเทอมมาช่วยทำนาพบว่า เธอรับไม่ได้กับตัวตนเดิม ที่ตัวเองเคยเห็น บางคนอาจจะบอกว่า เธอลืมกำพืดหรือวัวลืมตีน ผลที่เกิดขึ้น คือ ยายของเธอถีบเธอลงไปในนา ทำให้ใบหน้าของเธอเปื้อนโคลน

จากเพลง ดาวมหา’ลัย ในหนังสั้นของ Viriyaporn Boonprasert, 24 min, 2013 

“หนูดาว” กลายเป็นภาพของความปรารถนาของคนอีสานรุ่นใหม่ที่อยากมีชีวิตแบบอื่น ไม่จมอยู่กับความทุกข์ยาก เช่น การถูกกดขี่ค่าแรง ถูกกดราคาข้าวจากโรงสี ทำนาเท่าไหร่ก็เป็นหนี้ ในทางหนึ่ง “ดาวมหา’ลัย” นำเสนอภาพจำของอีสานที่เป็นสังคมเกษตรกรรมและการกินอาหารพื้นบ้านปลาแดก แต่พร้อมๆ กัน 

การแสดงออกของ “ดาวมหา’ลัย” ที่มีท่าทาง “เหยียด” คนอีสาน (หากมองแบบถูกต้องทางการเมือง) ก็คือ การพยายามอยากหลุดพ้นจากภาพจำเดิมแบบของอีสาน กลายเป็นอีสานแบบใหม่ (ถึงแม้ว่า แบบใหม่จะเป็นการหันหน้าสู่เสรีนิยมใหม่ก็ตาม)

การตอบโต้ของอีสานแบบเดิม กล่าวคือ การตอบโต้ของอีสานที่ต้องการแช่แข็งอีสานไว้แบบใดแบบหนึ่งไว้ใน อัตลักษณ์ที่หยุดนิ่งตายตัว การตอบโต้ต่ออีสานแบบใหม่หรืออีสานที่พยายามหนีจากอีสานแบบเดิม การตอบโต้ คือ การเหยียบหน้าของอีสานใหม่ลงแปลงนา หน้าของ “ดาวมหา’ลัย” ต้องสำเหนียกสำนึกต่อแผ่นดินแม่ ต่อความเป็น “อีสาน” ที่ต้องสละผืนที่นาให้กับนายทุนเพื่อให้เธอได้มีการศึกษาในเมืองใหญ่

ในทางหนึ่งการแช่แข็งอีสานจึงเกิดจากทั้งสองด้าน อีสานถูกแช่จากฝั่งที่เห็นอีสานผ่านภาพโทรทัศน์ วิดีโอประกอบเพลงและสื่ออื่นๆ พร้อมกันนั้น อีสานก็ถูกแช่จากคนอีสาน แต่อะไร คือ อีสาน แม้กระทั่งว่าอีสานมีอยู่จริงหรือไม่ อีสาน คือ พื้นที่หรือผู้คน อีสาน คือ เขมร ไทยดำ หรือลาวอพยพจากเวียงจันทร์ หรืออื่นๆ 

อีสานมีหน้าตาอย่างไร อีสาน คือ ก้อยวัวใส่เลือดใส่ขี้เพี้ยขมๆ อีสาน คือหมกหน่อไม้นัวๆ? 

อีสานที่มีความแตกต่างหลากหลายกำลังถูกทำให้หยุดนิ่งด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมอีสานที่อาจเป็นการตอบโต้อำนาจส่วนกลางที่พยายามแช่แข็งอีสานให้หยุดนิ่งผ่านเรื่องเล่าแบบทางการ

คำถาม คือ แล้วการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย “อีสาน” ผลตอบกลับควรจะเป็นอย่างไร หากมิใช่การพยายามแยกเป็นสอง การแจ้งจับหรือกำจัด 

การตอบโต้การหมิ่น คือ การตอบโต้ด้วยความไม่เท่าเทียมหรือไม่ การพยายามจะบีบบังคับให้คนหมิ่นอีสาน เข้าสู่กรอบความถูกต้องทางการเมืองอาจเป็น “การปิดบังบาดแผล ข้อเท็จจริง4 และความปรารถนาของคน (อีสาน) แบบอื่นๆ” หรือไม่ 

หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า การพยายามให้สิ่งต่างๆ มีความถูกต้องทางการเมืองนำไปสู่การเซ็นเซอร์ แล้วการเซ็นเซอร์วางอยู่บนมโนทัศน์ของความไม่เท่าเทียมหรือไม่ แล้วเราจะยืนหยัดความเท่าเทียมด้วยสายตาของการมองอย่างไม่เท่าเทียมได้อย่างไร

ประเด็นสำคัญของการเหยียดอีสาน คือ อะไร อาจไม่สำคัญเท่ากับว่าเราต้องเซ็นเซอร์การเหยียดที่เกิดขึ้นหรือไม่ ทำไมหญิงสาวอุดร อายุ 17 ปี ถึงพูดจาดูถูกคนอีสานด้วยกันในห้องคลับเฮาส์3 การพยายามจะเซ็นเซอร์หรือการพยายามจะตอกย้ำอัตลักษณ์กลายเป็นกระบวนการทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังการล่มสลายของพลังฝ่ายซ้ายเมื่อปลายทศวรรษ 1960 

ภาพจาก #คลับเฮ้าส์toxic เหยียดคนอีสาน เมื่อคืนวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 

คนเหยียดอีสานต้องเป็นคนกลุ่มไหน เป็นพวกเดียวกับขบวนการพลังขวาจัดปกป้องสถาบันหรือไม่ เป็นคนไร้การศึกษาหรือเป็นคนที่ได้รับการเรียนจากประวัติศาสตร์ทางการอย่างเดียว แล้ววัยรุ่น (อีสาน) ที่ “เหยียดอีสาน” ถูกจัดตำแหน่งแห่งที่ไว้ตรงไหน 

คำถามอาจไปถึงว่า แล้วใครที่จะไม่เหยียดอีสาน คนชอบภาพยนตร์ “ร่างทรง” คนชอบอาหารอีสาน คนที่ชอบ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” คนเห็นใจชาวนาที่ขายข้าวได้กิโลกรัมละ 5 บาท หรือขบวนการฝ่ายซ้าย ที่พยายามจะยกเลิก ม.112 

การตอบโต้กับการเหยียด/ด่า/ดูหมิ่น จึงอาจไม่ใช่การเซ็นเซอร์ แต่อาจเป็นการตั้งคำถามว่า ทำไมถึงมีการเหยียด ถ้าหากการเหยียดมัน คือ ร่องรอยของการปะทุแตกหักของอะไรบางอย่าง หรือการเหยียด คือ โอกาสของการฟังซุ้มเสียงที่เราไม่เคยสนใจจะเงี่ยฟัง

เชิงอรรถ

  1. Charles Keyes. ‘Cosmopolitan’ Villagers and Populist Democracy in Thailand. South East Asia Research. Volume 20, 2012 – Issue 3. 2018
  2. เพราะผู้กำกับใช้ชื่อปลอม หากสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมจากสารคดีการตามหา Viriyaporn ตัวจริง ในทางหนึ่ง สภาวะไร้ตัวตนของ Viriyaporn จึงกลายเป็นการต่อต้านอัตลักษณ์ที่แน่นิ่ง มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเสนอในสารคดีว่า Viriyaporn อาจเป็นบุคคลมากกว่าหนึ่งคน การก้าวพ้นอัตลักษณ์ตรงนี้นี่เองที่ชวนคิดถึงขบวนการอีสานนิยมที่พยายามแช่แข็งและสร้างอัตลักษณ์ของอีสานแบบสวยงามเพื่อต่อต้านการมองอีสานจากส่วนกลาง
  3. ถึงแม้ว่าในภายหลังจะมีการออกมาให้ข่าวว่ามีการสับสนการใช้ชื่อที่ใช้ในแอปพลิเคชั่นคลับเฮาส์ และเธอยืนยันว่าไม่ได้ดูหมิ่นอีสานแต่อย่างใด
  4. จากข้อมูลกลุ่มคนอีสาน..บ่ทน แจ้งความกลุ่มคนในคลับเฮาส์ สรุปดูถูกเหยียดหยามว่า คนอีสานสกปรก, ชาติพันธุ์-บรรพบุรุษ พ่อแม่ต่ำต้อยผสมพันธ์ออกลูกด้อยคุณภาพ, กินหมา5,ใจแตกมีผัวแต่อายุ 12 ปี, ตัวดำน่าเกลียดน่ากลัว, ผู้หญิงชอบขายตัวหาผัวฝรั่ง ฯลฯ ซึ่งพบว่ามีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจแอบซ่อนในคำเหยียดหยามเหล่านั้น เช่น มีผัวแต่อายุ 12 ปี ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีปัญหาอยู่จริงในอีสานเพิ่มขึ้นสูงจริงมากกว่าภาคอื่นๆ หรือ ขายตัวหาผัวฝรั่ง ซึ่งจากสารคดี HEARTBOUND (2018) พบว่ามีหญิงอีสานทำอาชีพขายบริการ รวมถึงมีหญิงอีสานที่พยายามตามหาชีวิตที่เป็นอยู่ที่ดีขึ้นผ่านการแต่งงานข้ามเชื้อชาติอยู่จริง ซึ่งข้อเท็จจริงทั้งสองอาจชวนให้คิดอย่างใคร่ครวญต่อว่าทำไมถึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น มากกว่าจะมองว่าเป็นการเหยียดและแจ้งจับผู้แสดงความเห็น
  5. การกินหมา เป็นคำพูดจากคนในคลับเฮาส์ ซึ่งพบว่าการกินหมาถูกทำให้เป็นสิ่งผิดแปลกแตกต่าง และอาจถึงเป็นบาปที่ต้องชำระ ซึ่งพบใน ร่างทรง (2564) ในตอนท้ายเรื่องซึ่งวิญญาณของสุนัขเข้าสิงคนและทำร้ายมนุษย์จนถึงแก่ชีวิต วิญญาณสุนัขถูกทำให้เต็มไปด้วยความโกรธแค้น และพฤติกรรมการ “กินหมา” ถูกทำให้เป็นเรื่องผิดบาปในทางศาสนา ซึ่งการกินเนื้อสุนัขเป็นสิ่งที่มีมาอย่างยาวนานก่อนรัฐชาติสมัยใหม่ กระจายอยู่หลายกลุ่มวัฒนธรรมทั่วโลก ในไทยได้รับอิทธิพลจากการกินเนื้อสุนัขจากเวียดนาม6
  6. Fuller, Thomas (1 November 2014). “Dog Meat Trade in Thailand Is Under Pressure and May Be Banned”. The New York Times. ISSN 0362-4331. Retrieved 8 April 2020.

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด 

Scroll Up