หลังครอง จันดาวงศ์ ถูกกล่าวหาว่า เป็นกบฏแบ่งแยกดินแดนและถูกยิงเป้าพร้อม ทองพันธุ์ สุทธิมาศ แล้ว ในบรรดาผู้ถูกกล่าวหาข้อหาเดียวกันจำนวน 106 คนจึงอยู่ในภาวะยากลำบากในเรือนจำ โดยเฉพาะ “วิทิต จันดาวงศ์” ที่จะต้องกลายเป็นจำเลหมายเลข 1 ด้วยวัยเพียง 24 ปีที่ต้องต่อสู้คดีท่ามกลางความกดดัน

วิทิต จันดาวงศ์​ เรื่อง

ประมาณเดือนมีนาคม 2506 นั่นเอง ผมได้รับข่าวว่า จะถูกส่งฟ้องศาลทหาร กระทรวงกลาโหม ผมไม่แน่ใจว่าพนักงานสอบสวนจะให้ใครเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เพราะในจำนวน 5 หัวหน้ากบฏที่ถูกนำตัวเข้ากรุงเทพนั้น   สองในห้าถูกยิงเป้าไปแล้วลำดับที่สาม คือ นายบุญมา พงษ์บู่ ลำดับสี่ นายภักดี พงษ์สิทธิศักดิ์น้าชาย ส่วนผมอยู่อันดับห้า ถ้าตามลำดับนี้ก็ต้องเป็นลุงบุญมาเป็นจำเลยที่ 1 แต่พรรคพวกในลาดยาวคาดว่า น่าจะเป็นคุณภักดีมากกว่าเพราะเป็นน้องภรรยา ส่วนผมพรรคพวกบอกว่า ยังเด็กเกิน ผมเองก็คิดเช่นนั้น (ปีนั้นผมอายุ 24 ปี) แต่เมื่อมีสำเนาคำฟ้องออกมากลับเป็นนายวิทิต จันดาวงศ์ที่ 1 กับพวกรวม 106 คน จำเลยเป็นคดีที่มีจำเลยมากที่สุดในประเทศไทยและน่าจะใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คดีการเมืองที่ผ่านมา

การที่อัยการยกผมที่เป็นผู้ต้องหาอันดับห้ามาเป็นจำเลยที่ 1 นั้น ทำให้ทีมทนายที่มีคุณพรชัย แสงชัจจ์ และคุณทองใบ ทองเปาด์ หนักใจพอสมควร เนื่องจากทั้งสองท่านมองว่า ผมเด็กเกินความรับรู้และประสบการณ์น้อย   ความในใจของทีมทนายตามความรู้สึกแล้วน่าจะเป็นคุณภักดีจะดีกว่า เพราะจำเลยที่ 1 จำเป็นต้องมีบทบาทในการต่อสู้คดีมากและจะต้องทำหน้าที่ทนายแทนผู้ต้องหาในคดีทุกคน (คดีคอมมิวนิสต์ไม่สามารถแต่งตั้งทนายแก้ต่างได้ตามประกาศคณะปฏิวัติ)

ผมฟังข้อหารือจากทีมทนายแล้ว นึกถึงเรื่องการแข่งวอลเลย์บอลขึ้นมาอีกครั้งและก็ตั้งใจว่า จะไม่ทำให้ทีมทนายผิดหวัง และสุดท้ายก็เกินความคาดหมายของทีมทนาย ผมพยายามศึกษาข้อกฎหมายและวิธีการในการซักค้านพยานโจทก์จากของจริง จนในระยะหลังๆ ทางคุณพรชัยห้ามจำเลยที่ 2 ซักเพราะในหลายครั้งที่จำเลยที่ 1 ซักได้ประโยชน์ดีแล้ว แต่พอจำเลยที่ 2 ซักกลับทำให้เสียประโยชน์ ให้ผมจำเลยที่ 1 ซักค้านคนเดียวพอและทีมทนายก็มั่นใจในการว่าคดี

เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องย้ายผู้ต้องหาอีก 103 คน จากอุดรธานีเข้ากรุงเทพฯ (อีกสามคนอยู่กรุงเทพก่อนแล้ว) ผมดีใจมากที่จะได้พบพี่น้องเรา แต่ไม่เป็นดั่งที่คิด เจ้าหน้าที่ตำรวจย้ายผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีนี้ไปขังไว้ที่เรือนจำชั่วคราวบางเขนแทน ไม่ยอมส่งเข้าลาดยาว เหตุผลที่เจ้าหน้าที่ไม่ส่งเข้าลาดยาวเพราะเป็นคนจำนวนมากและที่สำคัญต้องการแยกให้ห่างจากจำเลยที่ 1 – 2 ที่ขังอยู่ลาดยาวก่อนแล้วเพื่อง่ายต่อการแยกสลาย

แต่สันติบาลคิดผิด ถ้าหากเขาย้ายทั้ง 106 คนนี้เข้าขังรวมกันที่เรือนจำชั่วคราวลาดยาวโลกแตกแน่ ผมก็จะยิ่งยุ่งยากในการสู้คดี เพราะในลาดยาวเองก็มีแต่ความแตกแยกเป็นกลุ่มๆ ชนิดที่ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกันเลย และจะทำให้คดี 106 คนเละเป็นโจ๊ก เพราะจะถูกแยกสลายด้วยฝีมือผู้ต้องหาในลาดยาวเอง การแก้ไขจะยากยิ่งกว่าการแยกสลายของสันติบาล (อาจจะมีการวางมวยกันก็เป็นได้ เพราะเกจิอาจารย์มากเป็นพิเศษ)

การต่อสู้คดีครั้งนี้ ทัศนะผมเองคิดว่า ในฐานะที่เราเป็นจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นผู้รับผิดชอบเพื่อนในคดีทุกคน   จะต้องทำตัวให้สง่าผ่าเผยเข้มแข็งทั้งทางความคิดและความสามารถในการต่อสู้คดีจะแสดงความอ่อนแอ ท้อแท้ แบบไร้น้ำยาไม่ได้จะต้องเป็นธงนำด้านกำลังใจให้กับทุกคนในคดีนี้

อีกประการหนึ่งผมเองรู้ว่า พยานโจทก์แต่ละคนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำมาสืบปรักปรำเรา ล้วนแล้วแต่เป็นชาวบ้านที่ให้ความรักใคร่เชื่อถือพวกเราตลอดมาเชื่อว่า เขาไม่มีใจที่จะมาให้ร้ายพวกเราแน่ที่มาก็เพราะความกลัวโดยธรรมชาติของชาวบ้าน พวกเราจำเลยจะต้องร่าเริงแจ่มใส ไม่สะทกสะท้านไม่ว่ากรณีใดๆ น่าจะเป็นผลสะเทือนในทางที่ดีต่อคดี ด้วยเหตุนี้การแต่งตัวไปศาลผมจึงต้องผูกเน็คไท (เพื่อให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น) ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด เมื่อพยานโจทก์ที่เป็นชาวบ้านเดินทางกลับต่างกล่าวขวัญถึงผมว่า “เขาไม่เหมือนนักโทษเลย แต่งตัวเหมือนเจ้านาย พูดจาโต้แย้งกับอัยการและศาลอย่างฉาดฉาน คนที่ไปให้การต่อไปไม่ต้องกลัวหรอก” ทำให้พยานปากต่อๆ มากล้ายืนยันในข้อเท็จจริง เป็นผลทางคดีอย่างมาก

แต่การกระทำของผมไม่ว่า การแต่งตัวไปศาล การถือกระเป๋าเอกสารและการต่อสู้คดีทำให้ผู้ต้องหาการเมืองอีกกลุ่มในสายจัดตั้ง พคท. โจมตีว่า ผมทำตัวเหมือนทนาย เป็นคนทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง บางครั้งคุณภักดี น้าชายผมอาจจะทนฟังไม่ได้ มาบอกผมให้เลิกถือกระเป๋าเอกสาร ผมบอกทันทีว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการต่อสู้คดีของเรา ประโยชน์และโทษจะเกิดกับเราและเรามีข้อเท็จจริงมากกว่าพวกเขา ทั้งเป็นเรื่องภายในเรา คนอื่นไม่เกี่ยว   ผมก็ยังทำตามที่ผมคิดและผมเห็นว่า เป็นแนวทางที่ผมจะได้รับผลดีในการต่อสู้คดี พวกเขาไม่อยากต่อสู้คดีก็เป็นเรื่องของพวกเขาเราไม่เคยไปยุ่งไปวิจารณ์  ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน

การยืนตามทัศนะตนเองเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้คนกลุ่มดังกล่าวไม่พอใจและมองว่า ผมเป็น “เด็กดื้อ” แต่ผมก็ไม่สนใจ   ไม่ตอบโต้และก็ไม่โกรธต่อคำกล่าวหาเช่นนั้นยิ่งกว่านั้น เมื่อคดีนี้ขึ้นสู่ศาลทหารกระทรวงกลาโหม (ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ) ทางทีมทนายแนะนำว่า พวกเราควรจะยื่นคำร้องต่อศาลอาญา คัดค้านการส่งจำเลยที่เป็นบุคคลพลเรือนขึ้นศาลทหารกระทรวงกลาโหม การส่งตัวบุคคลพลเรือนฟ้องต่อศาลทหารในเวลาไม่ปกติเป็นการฟ้องผิดศาล ควรจะส่งฟ้องศาลอาญาที่ทำหน้าที่ศาลทหารเช่นกัน แม้เราจะรู้ว่า การยื่นคำร้องนี้จะไม่มีผลดั่งที่เคยยื่นกันมาหลายคดี แต่ก็ถือว่า เป็นการรุกทางการเมือง พวกเราตัดสินใจยื่นคำร้องตามคำแนะนำ ผลก็คือ ยกคำร้องทั้ง 3 ศาลตามที่คาดไว้

ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ มีการกล่าวโจมตีการกระทำนี้จากกลุ่มเดิม (สายจัดตั้ง พคท.) ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า การกระทำของพวกเรามันทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นเสียหายอย่างไร ถึงต้องเป็นเดือดเป็นแค้นเอาเป็นเอาตายกับเรื่องเช่นนี้ แต่พวกเขาโจมตีไปได้พักหนึ่ง ประมาณปี 2507 (ถ้าจำไม่ผิด) วันหนึ่งสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย กระจายเสียงเรื่องคดีที่พวกผมยื่นคำร้องคัดค้านการส่งบุคคลพลเรือนฟ้องศาลทหาร ความสรุปตอนท้ายว่า  

“แม้การยื่นคำร้องนี้จะไม่มีผลทางคดี  แต่ก็ถือว่า เป็นการต่อสู้ของประชาชนในรูปแบบหนึ่ง”  

เป็นการออกอากาศทั้งรายการ ผลปรากฏว่า จากนั้นมากลุ่มคนที่โจมตีผมเรื่องนี้เงียบ ไม่มีคำพูดหรือวิจารณ์อะไร เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย แต่ก็ยังเหลือการเหน็บแนมเรื่องการทำตัวเป็นทนายอยู่ดี ทั้งๆ ที่ผมเองก็เป็นเด็กชาวบ้านคนหนึ่งและก็ไม่เคยถูกจัดตั้งในสังกัดหน่วยจัดตั้งคอมมิวนิสต์ใดมาก่อนเลยที่ต้องถูกจับก็เพียงเป็นลูกชายนายครอง ผมไปเยี่ยมพ่อที่โรงพักเท่านั้น

การต่อสู้คดีในศาลทหาร  กระทรวงกลาโหม  

หลังถูกฟ้องประมาณ 3 เดือนก็มีการนำตัวจำเลยทั้ง 106 คนไปศาล สันติบาลเช่ารถเมล์ 6 คันไปรับจำเลยที่บางเขนจำนวน 104 คนบวกกับตำรวจคุมอีกคนต่อคน หัวหน้าชุดอีก ส่วนผมกับคุณภักดี (จำเลยที่ 1 – 2) ใช้รถจี๊ปแดงพร้อมตำรวจ 4 – 5 คนเดินทางไปพบกันที่ศาลกลาโหม (วันที่เดือนจำไม่ได้ ปี 06)    

ผมถึงศาลก่อน รอพักหนึ่งเห็นพรรคพวกถูกใส่กุญแจมือเดินขึ้นมาเป็นคู่ๆ ตำรวจขนาบสองข้าง ดูสีหน้าแต่ละคนค่อนข้างเครียดและปรากฏว่า ห้องพิจารณาเล็กตรงหน้าบัลลังก์แน่นขนัด หาทางเดินแทบไม่ได้ ผมมีโอกาสทักทายพรรคพวกบ้างแต่ไม่ทั่วถึงเพราะคนมากเดินลำบาก อีกประการหนึ่งคนที่ไม่รู้จักมาก่อนมากกว่าคนรู้จักประมาณสองในสามของจำเลยทั้งหมด   

การมาศาลนัดนี้เป็นนัดแรกที่เรียกว่า นัดชี้สองสถาน เมื่อจำเลยพร้อมโจทย์พร้อมเสมียนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำจำเลยเข้าบัลลังก์ 1 ซึ่งถือว่าเป็นบัลลังก์ใหญ่ที่สุดของศาลทหารในจำนวนทั้งหมดสามบัลลังก์ แต่เนื่องจากจำเลยมากเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนต้องออกไปรอนอกบัลลังก์เหลือไว้เท่าที่จำเป็น เมื่อศาลอ่านคำฟ้องเสร็จถามจำเลยว่าจะรับหรือปฏิเสธข้อหา ทุกคนปฏิเสธทั้งๆ ที่ในชั้นสอบสวนรับสารภาพกันทั้งนั้นเพราะทนต่อแรงบีบคั้นไม่ไหว ประกอบกับการสอบสวนเกิดขึ้นหลังจากการยิงเป้านายครองและนายทองพันธุ์ไปแล้ว หากไม่รับก็กลัวคำขู่จะถูกยิงเป้าเหมือนนายครองมีคนที่ปฏิเสธในชั้นสอบสวน 3 คน คือ ผมจำเลยที่ 1  คุณภักดี น้าชายและนายบุญมาจำเลยที่ 2 และ 3 ตามลำดับ หลังจากศาลสอบถามเสร็จจำเลยที่ 1 ลุกขึ้นแถลงต่อศาลเรื่องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอดกุญแจมือจำเลยเมื่อเข้าสู่ห้องพิจารณา ศาลให้เจ้าหน้าตำรวจชี้แจง ในที่สุดศาลชี้ว่าวันนี้เป็นเพียงชี้สองสถานและก็เสร็จแล้วเดี๋ยวก็คงได้กลับเรือนจำ เอาไว้คราวสืบพยานค่อยว่ากันอีกครั้ง

การแถลงเรื่องกุญแจมือครั้งนี้ ความจริงผมจำเลยที่ 1 และ 2 ไม่ถูกใส่ แต่ผมต้องการผลทางจิตวิทยาให้จำเลยอื่นๆ เห็นถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบต่อพวกเขาเป็นการปูทางให้เกิดการยอมรับในหมู่จำเลย เพราะในหมู่จำเลยทั้งหมดผมจะอายุน้อยที่สุด

การมาศาลวันแรกนั้น ดูบรรยากาศแล้วนับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ศาล ห้องจ่าศาลดูสายตาคนเหล่านั้น เดาได้ว่าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ดูถูกหยามหยัน เมื่อเข้าไปในบัลลังก์ ตุลาการสามท่านที่จำได้มี พันเอกพิเศษถนอม บุตรคำแหง (ถ้าจำไม่ผิด) ตุลาการพระธรรมนูญ พันโทประสงค์ เหลียวเลขา ตุลาการที่ทำหน้าที่จดบันทึกในวันนั้น   พันตรีกมล (จำนามสกุลไม่ได้) ตุลาการ โดยมีพันตรีวราวุธ จิตจันทร์กลับ เป็นอัยการ ท่าทีศาลรู้สึกว่าจำเลยจะแถลงอะไรศาลจะตัดบทตลอดโดยเฉพาะพันตรีกมลตุลาการท่านนี้จะมีท่าทีเข่นนี้ตลอดไม่มีเปลี่ยน (แต่ตอนหลังไม่เห็นมานั่ง) ทำให้ผมรู้สึกว่า นี่เขาจะเอาเราให้ตายจริง ๆ  หรือบางครั้งถึงกับท้อคิดในใจว่า มันจะไหวเขาเหรอ แต่ก็ตัดสินใจว่า ยังไงก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด จะท้อไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เผยความในใจให้จำเลยอื่นรู้ เพราะจะเกิดผลเสียทางจิตวิทยา  

การสืบพยานปากแรก  พ.ต.อ. (พิเศษ)   ชัย สุวรรณศร

ศาลนัดสืบพยานปากแรกในอีกสามเดือนต่อมา ปากแรกเป็นพยานเปิดคดี คือ พันตำรวจเอกพิเศษชัย สุวรรณศร รองผู้บังคับการสันติบาลในขณะนั้น พยานปากนี้เบิกความในภาพรวมคดี เนื้อหารวมพอสรุปได้ คือ

“กลุ่มจำเลยมีนายครอง จันดาวงศ์ที่ถูกประหารชีวิตไปแล้ว ได้ร่วมกันก่อตั้งขบวนการสามัคคีธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อล้มล้างรัฐบาลเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ แยกดินแดนภาคอีสานไปรวมกับประเทศลาว คำกล่าวหาที่ควบคู่กับคดีคอมมิวนิสต์ก็คือ การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และล้มล้างศาสนา ส่วนในเรื่องการแสวงหาสมาชิก ถ้าใครไม่ยอมมาเป็นพวก นายครองก็จะส่งลูกน้องไปปล้นทรัพย์ปล้นวัว ควายชาวบ้าน เป็นการบีบให้ชาวบ้านต้องยอมมาเป็นพวกเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน………….”

พยานปากนี้เบิกความตอบอัยการโจทก์รวมทั้งจำเลยถามค้านก็สิ้นปี 2506 พอดี แนวการซักค้านฝ่ายจำเลย   คือ   เน้นเรื่องขบวนการสามัคคีธรรมกับประเพณีการลงแขกของชาวอีสาน  เพื่อทำลายองค์ประกอบความผิดที่พนักงานสอบสวนโยงไปสู่ความเป็นขบวนการทางการเมือง วางประเด็นไว้ถามค้านประจักษ์พยานต่อไป

การถามค้านพยานปากนี้ เนื่องจากพยานเป็นถึงรองผู้การสันติบาล ในสายตาของเขามองจำเลยที่ 1 อย่างดูถูกเหยียดหยาม การตอบคำถามบ้างคำเมื่อจนแต้มก็บอกว่า ไม่รู้ ด้วยน้ำเสียงห้วนๆ เมื่อหลายครั้งเข้าผมเองก็ชักจะรำคาญจึงพูดกับพยานว่า  “พยานน่าจะตอบว่าไม่ทราบแทนคำว่า ไม่รู้จะดีกว่ามั้งครับ” เขาตอบว่า “ไม่รู้กับไม่ทราบมันก็เหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันสุภาพกว่ากันหน่อย” ผมพูดต่อไปว่า“ถ้าพยานพูดกับผมคนเดียวมันก็คงไม่เป็นไร แต่ตอนนี้พยานตอบศาลและศาลท่านจะบันทึก ถ้าพยานยืนยันจะตอบไม่รู้ ผมก็จะขอความกรุณาศาลให้บันทึกว่า  ไม่รู้  มันจะตรงกับคำตอบที่สุด ทั้งนี้ก็แล้วแต่พยานครับ” พยานมองหน้าผมอย่างเคืองๆ แต่ก็ไม่ว่าอะไร ผมสังเกตดูศาลเห็นอมยิ้มจะรู้สึกอย่างไรไม่ทราบได้ ส่วนผมก็ถามคำต่อไป จากนั้นผมดูอารมณ์ของพยานจะหงุดหงิดไม่พอใจมาก บางคำถามก่อนตอบเขาหันไปทางจำเลยคนอื่นที่นั่งอยู่ข้างหลังเก้าอี้พยาน (จำเลยมากที่นั่งจำเลยจึงห่างจากเก้าอี้พยานไม่ถึง   1   เมตร) แล้วพูดว่า“ถามแบบนี้พวกคุณก็ติดคุกตายสิ” ผมพูดกับพยานทันทีว่า พยานไม่ต้องไปพูดกับคนอื่น ผมเป็นคนถามเขาไม่ได้ถาม หันมาตอบผม เขารีบหันมาแล้วตอบว่าไม่ทราบ ศาลเองยังอมยิ้ม

การพูดกับจำเลยอื่นของพยานในวันนั้น ผมเข้าใจว่า เขาต้องการแยกสลายเพื่อให้เกิดความแตกแยกในคดี หากเกิดความแตกแยกรุนแรงจริงๆ ก็จะมีผลในการต่อสู้คดีและแพ้คดีในที่สุดและสันติบาลเองไม่หยุดแค่นั้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในที่คุมขังใช้วิธีการแยกสลายตลอดเวลานับตั้งแต่จำเลยเหล่านี้ถูกย้ายมาควบคุมที่กรุงเทพฯ ผลในเบื้องต้นก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ 

ในช่วงเวลาที่สืบพยานโจทก์ในปี 2506 ขณะที่กำลังพยานโจทก์ปากแรกคือพันตำรวจเอกชัย สุวรรณศร อยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 กำลังถามค้าน นายเก้า ธงชัยจำเลยที่ประมาณ   90   กว่าขึ้น (เก้า ธงชัย เป็นกลุ่มนักเลงทางแถบบ้านดุง อุดรธานี ซึ่งก็ไม่เคยรู้จักกับพวกเรามาก่อน เป็นกลุ่มที่พลอยฟ้าพลอยฝนที่ถูกจับในวันที่ 6   พฤษภาคม 2504 และถูกนำมารวมเป็นคดีนี้ดังที่กล่าวมา) ลุกขึ้นมาคัดค้านการถามค้านดื้อๆ  แต่ศาลสั่งให้นั่งและบอกว่าเป็นสิทธิ์จำเลยที่ 1 ที่จะถาม ส่วนจำเลยค่อยใช้สิทธิทีหลังตามลำดับ

หลังจากบรรยากาศวันนั้นแล้ว สถานการณ์ในเรือนจำบางเขนก็เริ่มอึมครึม กลุ่มคนที่อยู่ทางจังหวัดสกลนครก็เริ่มไม่พอใจกลุ่มทางอุดร – หนองคาย (กลุ่มสกลเป็นกลุ่มครูครองจริง) เริ่มมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ส่วนกลุ่มทางหนองคายมีครูบุญมา อุดมกองเป็นแกน กลุ่มนี้เริ่มโจมตีผมอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า “วิทิต  เด็กเกิดเมื่อวานซืน จะไปหายใจร่วมจมูกมันทำไม วุฒิการศึกษาก็แค่นักเรียน ม.6 พวกเราเป็นครูก็หลายคน”  ทำให้เกิดการตอบโต้กันระหว่างกลุ่มสว่างแดนดินกับกลุ่มหนองคาย ส่วนกลุ่มอำเภอเพ็ญ อุดรธานี นำโดยครูจันดี แก้วหยอด   กลุ่มบ้านม่วงเมืองไพร อำเภอบ้านดุง แกนหลัก คือ ผู้ใหญ่คล้ายและหนาย มุ่งมาตย์ อยู่กับกลุ่มสว่างแดนดิน กลุ่มอำเภอบ้านม่วง (ระยะนั้นยังเป็น อ.วานรนิวาส) สกลนครนำโดย ครูกาวี บุตรละคร ครูวิรัตน์ ถาบุตร ก็มีความโน้มเอียงไปทางกลุ่มครูบุญมา ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้นถึงขั้นเตรียมการจะใช้กำลังต่อกัน   ประเด็นความขัดแย้งอยู่ที่ผมจำเลยที่ 1 เพราะผมเป็นลูกนายครอง คำกล่าวหายังลามไปถึงว่า พวกเขาถูกจับ   ถูกดำเนินคดีก็เพราะคนตระกูลนี้ แล้วยังมาเป็นหัวหน้าคดีด้วย คำด่าต่างๆ รุนแรงพอสมควร จนกลายเป็นความขัดแย้งกลุ่มใหญ่ๆ สองกลุ่ม ส่วนกลุ่มย่อยในแต่ละกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มละ 5 – 6 แยกตามกลุ่มอำเภอ

วันที่คดีมีการสืบพยาน การมาศาลนั้นกลุ่มที่โจมตีจำเลยที่ 1 ถึงขั้นเตรียมการว่า หากผมเข้าไปทำร้ายเขา พวกเขาก็พร้อมที่จะตะลุมบอนขั้นเด็ดขาด เพราะพวกเขาเชื่อว่าคำกล่าวหาโจมตีที่รุนแรงกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่   1 ต้องรู้เรื่องเพราะคนของจำเลยที่ 1 ก็มีในเรือนจำบางเขน อีกประการหนึ่งพวกเขาเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 ยังเด็กคงอารมณ์ร้อนโดยธรรมชาติ แต่ปรากฏว่าเมื่อมาถึงศาล พวกเขาเห็นผมยิ้มทักทายจับไม้จับมือเป็นปกติเหมือนกับไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ทำให้พวกเขาแปลกใจ (ผมรู้เรื่องการเตรียมปะทะกันนี้จากคำบอกเล่าของคู่ขัดแย้งเอง   เขาเล่าให้ฟังเมื่อเข้าใจกันได้และยอมรับและศรัทธาต่อกันแล้ว)

สำหรับทางด้านกลุ่มพวกเรานั้น เมื่อออกมาคัดสำนวน 3 – 4 คน พวกเขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังอย่างละเอียดและเคยถามผมว่าจะเอาอย่างไร ผมก็ตอบพวกเราไปว่า ตอนนี้เราชะตากรรมเดียวกัน ทะเลาะต่อยดีกันไปไม่เกิดประโยชน์ใดๆ จะเป็นผลเสียในการต่อสู้คดี เราต้องใช้ความสงบไปสยบการเคลื่อนไหว หนทางพิสูจน์ม้า เวลาพิสูจน์คน ใครอดทนมากกว่ากันจะเป็นฝ่ายได้ใจอีกฝ่าย ผมกล่าวอีกว่า ขอเวลาอีกสักระยะปัญหาน่าจะจบลงด้วยดี พรรคพวกก็เชื่อฟัง นิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้เมื่อเวลาได้ยินพวกเขาด่า อีกอย่างการด่า การโจมตี เขาก็โจมตีผมเพียงคนเดียว ไม่ได้โจมตีใครอื่นแม้พวกเราที่รักและเชื่อมั่นผมจะเคืองบ้างก็ไม่ถึงกับทนไม่ได้ แม้กลุ่มพวกเราจะอดทนแต่ปัญหาก็ไม่ได้ทุเลาลง มีแต่หนักขึ้น จนพรรคพวกบอกว่าทนไม่ไหวแล้ว จะทำอะไรก็ทำเหมือนเป็นการยื่นคำขาดกับผมทำนองนั้น

ผมจำเป็นต้องตัดสินใจ วันหนึ่งที่เราไปสืบพยาน (ประมาณต้นปี 2507) หลังจากสืบพยานจบผมแถลงศาลขอยืมบัลลังก์ศาล เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับคดี ห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง ศาลอนุญาต ผมเชิญตัวแทนกลุ่มต่างๆ เข้าไปในบัลลังก์ 1 มีคนเข้าประมาณ 20 คน เมื่อพร้อมผมกล่าวกับพรรคพวกว่า“ผมทราบว่าพวกเราอึดอัดใจในการต่อสู้คดีครั้งนี้ ผมเห็นใจทุกคน วันนี้เรามาเปิดใจกันดีไหม พวกพี่ๆ มีอะไรหนักใจก็ว่ามาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ ผมรับฟังเผื่อจะได้ประโยชน์สำหรับผมบ้าง”

หลังจากที่ผมพูดจบก็ให้ทางฝ่ายเขาพูด ตอนแรกก็มีคนพูดอยู่สองสามคนแต่ก็ไม่ชัดเจนนัก ผมเข้าใจว่าน่าจะเกิดจากยังเกรงใจไม่กล้าพูดรุนแรงมากนัก จากนั้นครูบุญมา อุดมกอง คนบ้านนาหนัง  อ.โพนพิสัย จังหวัดหนองคาย คนนี้พูดเปิดอกเต็มที่และพูดตามความเข้าใจของแก ถ้อยคำที่พูดตรงกับที่โจมตีผมทุกอย่าง ส่งท้ายด้วยคำพูดที่ว่า “ผมไม่เชื่อว่า การสู้คดีของคุณจะทำให้พวกเราหลุดพ้นได้ เราไม่ขอเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย ขอทำตามวิธีของเรา”

ผมนั่งฟังแกด่าอยู่เกือบชั่วโมง ยิ้มรับเมื่อโดนคำด่าหนักๆ ไม่แสดงท่าทีว่าโกรธแค้นเลย สุดท้ายผมพูดขึ้นว่า “ขอบคุณพี่มากที่ให้คำแนะนำและผมยอมรับว่า ผมเด็กจริงๆ ความรู้ก็แค่ ม.6  จริง ยังมีอะไรที่จะเรียนจากพี่ๆ มาก แต่ก็ขอเรียนอย่างหนึ่งว่า การที่พวกเราติดคุกเพราะตำรวจเขาจับมา พ่อผมและพวกผมไม่ได้จับพวกเรามา แล้วจะว่าติดคุกเพราะ พ่อผมมันไม่น่าจะใช่ แต่เอาล่ะเมื่อพี่คิดเช่นนั้น เชื่อเช่นนั้นก็เป็นสิทธิ์ที่พี่จะเชื่อผมไม่โกรธไม่ว่าอะไร สักวันผมว่าเราน่าจะเข้าใจกันได้ แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะฝากพวกพี่ว่า ความเห็นของพวกเราทั้งสองฝ่ายไม่น่าจะตกลงกันได้ในวันนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร ผมขอว่าทุกคนมีสิทธิ์จะคิด มีสิทธิ์จะเชื่อ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับอีกฝ่ายก็คงไม่ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าทุกท่านก็ใช้สิทธิ์ตามที่ท่านคิดและเชื่อ เราไม่ก้าวก่ายกัน เคารพสิทธิ์กัน ท่านเห็นว่าวิธีของพวกท่านจะนำไปสู่อิสรภาพได้ก็ทำตามที่ท่านเชื่อ ส่วนผมเชื่อว่าวิธีที่ผมสู้อยู่ในปัจจุบันเป็นทางที่ผมจะสู่อิสรภาพได้ เราก็ต่างคนต่างทำตามนั้น ไม่ก้าวก่ายหรือละเมิดต่อกัน บางทีวันเวลาผ่านไป ของพวกท่านอาจจะถูก ทางพวกผมอาจจะผิดก็ได้ หากทางพวกพี่ถูกผมก็พร้อมที่จะทำตาม แต่ตอนนี้ผมขอว่า ข้อสรุปของเรา คือ ต่างฝ่ายต่างทำตามความเชื่อของตัวเอง ไม่ก้าวก่าย ระแวงและโจมตีกัน ไม่มีการโกรธเกลียดกันเพราะพวกเราชะตากรรมเดียวกัน  ได้นะครับ” พอผมพูดจบ พวกเขาต่างมองหน้ากัน แล้วครูบุญมาก็ตอบว่า “ตกลงตามนี้ไม่มีปัญหาน้อง”

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา บรรยากาศเริ่มดีขึ้น จาก 106 คนเป็น 107 พวกก็กลับมาเป็นหนึ่งเดี๋ยว ที่ผมเองก็คิดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นได้และถือว่าเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับผม คือ เริ่มจากการเปิดใจให้พรรคพวกวิจารณ์อย่างเต็มที่  สุดท้ายไม่มีข้อตกลงใดเพียงแต่ขอร้องไม่ก้าวก่ายสิทธิ์กันและกัน ผลกลับกลายเป็นการปรองดองโดยเป็นไปเอง ทำให้ผมได้แง่คิดว่า การแก้ปัญหาที่มันหนักจนเกือบจะแตกแยกแตกหักอยู่แล้วนั้น จะเอาให้จบในวันในพรุ่งตามความต้องการแบบปัจเจกไม่น่าจะสำเร็จ อาจมีความจำเป็นให้ความตึงเครียดผ่อนคลายลงก่อน แล้วใช้ท่วงทำนองที่ใจกว้าง สุภาพนอบน้อมถ่อมตน เคารพสิทธิ์ผู้อื่น สุดท้ายมันอาจแก้ปัญหาด้วยตัวมันเองได้ บางทีการยึดมั่นถือมั่นจนเกินไป อาจจะเป็นไฟเผาเราให้บรรลัยก็ได้

นอกจากการใช้ท่วงทำนองดังกล่าวแล้ว ผมยังต้องยกระดับตัวเองในด้านความรู้ความสามารถในการที่จะเป็นที่พึ่งให้กับพรรคพวกในการต่อสู้คดี ตรงนี้น่าจะเป็นความรับผิดชอบ ผมยังทำหน้าที่ต่อสู้เพื่อเพื่อนตลอดเวลา   ไม่ว่าในเรื่องการแถลงศาลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอดกุญแจมือจำเลยที่อยู่ในห้องพิจารณาคดี ตอนแรกตำรวจไม่ยอมผมสั่งพรรคพวกไม่ให้เซ็นชื่อในรายงานการพิจารณา(คนมากเขาให้เซ็นก่อน) พรรคพวกทำตามทุกคน   ทำให้เจ้าหน้าที่ศาลปวดหัวไปด้วย ตอนแรกๆ เจ้าหน้าศาลขู่ว่าหากไม่เซ็นจะรายงานศาล ผมตอบทันที่เช่นกันว่า   ก็ให้รายงานไปพวกเราไม่กลัวอะไรแล้วถึงอย่างไรก็ขังอยู่แล้ว สุดท้ายต้องยอมถอดกุญแจมือ แต่โทษทีถอดออกจากคนหนึ่งมาซ้อนฝากไว้ที่ข้อมืออีกคน (ใส่คู่กัน) แต่ก็ถือว่ายังดีพรรคพวกก็พอใจ

สิ่งที่ผมประทับใจมากอีกอย่าง คือ กลุ่มคนที่เคยด่าโจมตีผมหลังจากนั้นสองสามเดือน คนเหล่านี้ให้การยอมรับและเชื่อมั่นศรัทธาด้วย ขอยกตัวอย่างสักสองเรื่อง คือ ครูกาวีและครูวิรัตน์อำเภอบ้านม่วง ตอนผมเข้าไปอยู่ป่าเขตดงผาลาด คนเหล่านี้ให้การสนับสนุนอย่างดี ตอนผมออกมอบตัวไปสมัคร ส.ส. เมื่อปี 2526 พวกเขาก็ให้การสนับสนุนเต็มที่รวมทั้งญาติพี่น้องจำนวนมาก

ส่วนครูบุญมา อุดมกอง หลังจากได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านแล้ว แกปิดบ้านตั้งแต่หกโมงเย็น จะเกิดอะไรขึ้นในบริเวณนั้นใครไปเรียกแกก็ไม่ยอมเปิดบ้านออกมาดู ผมมีโอกาสผ่านไปทางบ้านนาหนังกับเพื่อน จอดรถที่หน้าร้านขายของแล้วถามหาบ้านครูบุญมา ร้านค้าชี้ให้ดูแล้วบอกว่า ดึกป่านนี้แล้วใครไปเรียกแกก็ไม่มีทางเปิดประตู   อีกคนบอกว่าอย่าว่าแต่คนเลย เทวดาไปเรียกแกยังไม่เปิด เพื่อนผมที่ไปด้วย (เป็นหลานชายครูบุญมา) บอกว่าเราผ่านไปเลยดีกว่าไหม ผมตอบว่า เดี๋ยวลองดู ผมเดินขึ้นบันไดบ้านแกไปถึงประตู ผมตะโกนเรียก “ครูบุญมา ๆ” ได้ยินเสียงผู้หญิงตอบว่า ใคร มีอะไร ผมบอกไปว่า ครูบุญมานอนแล้วยัง เสียงตอบมาจากข้างในว่า  นอนแล้วผมพูดต่ออีกว่า “ไม่เป็นไรครับ แต่ฝากบอกแกด้วยว่า ผม วิทิต จันดาวงศ์ จากสว่างแดนดินผ่านมาว่าจะแวะเยี่ยม” เมื่อพูดจบ ผมลงบันไดมาได้สองก้าว เสียงประตูเปิด ผมหันกลับไปดูเห็นครูบุญมายืนอยู่หน้าประตู   ยื่นมือมาจับแล้วดึงขึ้นบนบ้านยกมือไหว้ผมอย่างนอบน้อม พร้อมกับดึงมือผมไปจับที่หัวขาวๆ ของแก ผมตกใจจะดึงมือออกแต่แกยึดไว้ พร้อมกับบอกลูกเมียว่า

“นี่แหละวิทิต จันดาวงศ์ ลูกชายอาจารย์ครองที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง คนๆ นี้เก่งมาก คน 106 คนพึ่งคนๆ เดียวนี้และเป็นอาจารย์พ่อ” ผมไม่นึกว่าจะได้ยินคำนี้จากปากครูบุญมา ผู้ซึ่งเคยด่าโจมตีผมพาดพิงถึงพ่ออย่างหนัก แกยังบอกหลานชาย (ผู้จัดการประปาสว่าง) ที่ไปกับผมว่า

“ดูแลวิทิตให้ดีๆ นะ ท่านเป็นคนดีและเป็นที่พึ่งพวกเราหลายคน”

ผมยังนึกชื่นชมคนเหล่านี้  จากเคยเกลียดโกรธมาให้ความเคารพศรัทธาชนิดที่ไม่มีอะไรมาลบได้ ต่างกับพวกเราสหายที่เคยอยู่ร่วมกันในป่า พอออกมามอบตัวเมื่อโดนบีบและคำขู่จะดำเนินคดีก็ยอมไปเป็นพยานโจทก์ปรักปรำสหายกันเอง โดยไม่ยอมรักษาศักดิ์ศรีนักต่อสู้เพื่อประชาชนเลย ดูแล้วก็น่าอนาถ

ออกนอกเรื่องเสียนานกลับมาเรื่องคดีกันต่อ การสู้คดีในตอนต้นๆ มีความอึดอัดต่อท่าทีของศาลพอสมควร   คล้ายถูกบีบ ถูกจำกัดอะไรหลายอย่าง บางครั้งผมถึงกับใช้วาจารุนแรงในห้องพิจารณา จนศาลโดยพันโทประสงค์ เหลียวเลขา เตือนผมหนักๆ ว่า “นี่จำเลย ในศาลพูดจาให้ระมัดระวังหน่อย แม้จำเลยไม่เคารพบุคคลก็เคารพสถานบันบ้าง” ผมตอบทันทีว่า “ขอประทานโทษครับ ผมเป็นเด็กชาวนาน่าโง่ๆ คนหนึ่ง ไม่รู้กฎหมายครับ แต่ถูกบังคับให้ต้องต่อสู้คดีที่โทษหนักหนา ส่วนเรื่องความเคารพนั้น ไม่ว่าบุคคลหรือสถาบัน ถ้าให้ความเป็นธรรมกับผมๆ เคารพทั้งนั้นครับ ขอประทานอภัยด้วยครับ” จากนั้นศาลก็ให้ถามพยานต่อไม่พูดอะไรสักคำ   ผมไม่พอใจท่าทีศาลดูเหมือนจะกีดกันจำเลยทุกอย่าง จนบางครั้งก็เกือบท้อคิดในใจว่าจะสู้เขาไหวหรือนี่ แต่ก็ต้องสู้เต็มที่ไม่มีสิทธิ์ท้อ   

หลังจากสืบพยานผ่านไปสองสามปาก โดยเฉพาะพยานชาวบ้านที่ถือว่าเป็นประจักษ์พยาน คนเหล่านั้นเป็นคนบ้านหัน โจทก์นำมาสืบเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 คือ ผม เมื่อพยานเบิกความผ่านการซักค้านของจำเลยที่ 1   เสมียนหน้าบัลลังก์ออกปากว่า นี่ถ้าเป็นคดีอาญาธรรมดาแช่แป้งไว้ฉลองได้เลย (แช่แป้งหมายถึงหมักเหล้าสาโท)   

ดูท่าทีศาลเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางทีดีขึ้น คล้ายจะมองเห็นเรื่องราวรูปคดีชัดขึ้น ท่าทีที่เห็นอกเห็นใจตามมา   เริ่มต้นจากเสมียนหน้าบัลลังก์ เจ้าหน้าที่ห้องจ่าศาล ผ่านไปถึงตุลาการเริ่มมีการเปลี่ยนตุลาการพระธรรมนูญใหม่จากเดิมมาเป็นนาวาโทสวิทย์ วรทัต (น่าจะเปลี่ยนแบบย้ายหมุนเวียน) ท่านผู้นี้ดีมาก ให้สิทธิ์จำเลยและฟังความเห็นเวลาจำเลยแถลง จดบันทึกคำเบิกความตรงตามที่พยานตอบไม่มีการซักไซ้ให้พยานเขวไปเรื่องอื่น   บางครั้งอัยการโจทก์ออกอาการไม่พอใจ แต่ท่านก็ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาไม่หวั่นไหวกับอาการของอัยการ และไม่เฉพาะท่านนี้ ตุลาการท่านต่อๆ มาเช่น พันเอกสด พันเอกประทิน พันเอกมณีรัตน์ (จำนามสกุลไม่ได้ทั้งสามท่าน)

ส่วนอัยการนั้นมึนตึงกันตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ต่อสู้คดี ท่านคงโกรธผมมากจนไม่เคยพูดคุยกันเลย ผมถามนอกบัลลังก์ท่านก็ไม่ยอมพูด ไม่ยอมมองหน้าผมแม้เดินสวนทางบนศาล ผมโค้งคำนับและพูดสวัสดีครับ ท่านไม่มองซ้ำหันหน้าไปทางอื่นแต่ผมทำความเคารพทุกครั้งที่เดินสวนทางกันไม่ถือสาในทางส่วนตัว เรื่องที่อัยการโกรธก็คงไม่ใช่เรื่องอื่น น่าจะเป็นเรื่องการต่อสู้คดีนั่นเอง ท่านทำตัวเอาเป็นเอาตายกับคดีนี้มาก จนเมื่อสืบพยานโจทก์เกือบจะหมดทุกปากในต้นปี 2510 ท่าทีท่านถึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและดีกับผมมากๆ ทั้งยังเร่งให้ทางสันติบาลรีบหาทางถอนฟ้องคดีนี้ตามนโยบายของรัฐในเวลานั้น  

ผมขอเล่าเรื่องที่อัยการน่าจะโกรธผม คือ หลังจากสืบพยานชาวบ้านที่นำมาเบิกความปรักปรำผมได้   4 – 5   ปากแล้ว การสืบพยานโจทก์ปากต่อมาเป็นชาวบ้านหัน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครเช่นกันและสืบในประเด็นเดียวกัน พยานชื่อนายบาน วงศ์กระต่าย เบิกความเกี่ยวกับการลงแขกทำกระเบื้องไม้มุงหลังคาบ้าน ที่ดงผีเรือน  

โดยเบิกความว่า “……….เมื่อประมาณต้นปี 2504 พยานร่วมไปลงแขกทำกระเบื้องไม้มุงหลังคา (อีสานเรียกแป้นมุง) มีผู้ร่วมไปลงแขกครั้งนี้ประมาณ 20  คน โดยระบุชื่อพยาน จำเลยที่  1 กับชื่อพยานโจทก์ด้วยกันอีกหลายคน และกล่าวต่อว่าหลังจากทำงานจนถึงเที่ยงพักกินข้าวกลางวัน พอกินข้าวเสร็จก็มีจำเลยที่หนึ่งได้พูดคุยกับผู้ที่มาลงแขกว่า ขอให้พวกเราสามัคคีกัน ช่วยเหลือกันและกัน หากพวกเราไม่ช่วยกันแล้วพวกเราจะมีแต่ความลำบาก จะรอให้รัฐบาลมาช่วยเหลือเราคงไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่ได้ห่วงพวกเราคนยากจน เขาห่วงแต่เรื่องงบประมาณทางทหาร”  

จากนั้นพยานหยุดพูด โจทก์ถามต่อว่า แล้วจำเลยที่ 1 พูดอะไรต่ออีก พยานบอกว่าหมดแค่นี้ โจทก์ถามต่อด้วยคำถามนำว่า“จำเลยที่  1   ได้พูดถึงเรื่องสังคมนิยมไหม ?”  เมื่อผมได้ยินคำถามนี้จึงลุกขึ้นจะประท้วง แต่ยังไม่ได้พูดอะไร พยานตอบก่อนเลยว่า“ไม่ได้พูดครับ” อัยการหน้าแดงก่ำ หมดทางที่จะถามต่อจึงถามให้พยานยอมรับคำให้การชั้นสอบสวน แล้วส่งศาลเป็นเอกสาร จ……ที่เท่าไหร่จำไม่ได้ หลังจากเสร็จการพิจารณาในศาล อัยการแจ้งความดำเนินคดีกับนายบาน วงศ์กระต่าย หลายวันต่อมาผมทราบเรื่องจึงมอบหมายให้คุณพรชัย   แสงชัจจ์   ทนายความอดีตผู้แทนศรีสะเกษ ไปเป็นทนายช่วยเหลือนายบานและผมเองก็ขออนุญาตทางเรือนจำไปโรงพยาบาลลหุโทษแวะเยี่ยมลุงบาน แกดีใจมาก ผมถามเรื่องราว แกตอบว่าแกรู้ตามความเป็นจริงแค่นั้น  อย่างอื่นเขาเขียนเองหมดแล้วให้เซนชื่อ โดยบอกว่าเซ็นซะถ้าอยากกลับบ้านกลับบ้าน ผมรู้เท่านั้น แกย้ำ ผมได้แต่ปลอบใจแกว่าไม่เป็นไรไม่กี่วันก็ได้กลับ    

นอกจากนั้นผมต้องไปขอคัดสำนวนเอกสาร จ…..ที่เป็นคำให้การของนายบาน เมื่อตรวจสอบดูเอกสารแล้วปรากฏว่า การสอบสวนในชั้นสอบสวน ห่างจากวันยิงเป้าครูครองประมาณ 1 สัปดาห์ จึงพอเข้าใจได้ว่าความจริงเป็นอย่างไรและนำหลักฐานนั้นไปให้ทนายความ ลุงบาน วงศ์กระต่าย ถูกฝากขังประมาณ 48  วัน   อัยการ(ศาลพลเรือน) สั่งไม่ฟ้องปล่อยกลับบ้าน ทราบข่าวจากพยานอื่นว่า เมื่อถึงบ้านแกก็คุยอวดเพื่อนบ้านใหญ่โต   ทั้งยังแนะนำเพื่อนบ้านที่จะไปเป็นพยานโจทก์ต่อจากแกว่า ไม่ต้องกลัวพูดไปตามความจริงเลย เขาก็ขังได้แค่นั้น

ผลจากที่นายบาน วงศ์กระต่าย พยานกลับบ้านคราวนี้ทำให้พยานปากต่อๆ มากล้าเบิกความตามความจริงมากขึ้น พยานโจทก์ปากต่อจากนายบาน   คือ นายเขียน   อุปพงษ์ คนบ้านเดียวกันมาเบิกความ นายเขียนให้การตอบโจทก์เนื้อหาเช่นเดียวกับนายบาน  ในประเด็นเรื่องลงแขกทำกระเบื้องไม้ที่ดงผีเรือน พอมาถึงตอนจบจากการพูดของจำเลยที่ 1 พยานบอกว่าหมดแค่นี้เช่นกัน โจทก์พยายามถามต่อก็ยืนยันจบ โจทก์จึงใช้คำถามนำว่า

“จำเลยที่  1  ได้พูดถึงเรื่องสังคมนิยมไหม” ผมลุกขึ้นเพื่อจะประท้วงแต่ยังไม่ได้พูด ศาลโดยนาวาโทสวิทย์ท่านพูดก่อนเลยว่า “โจทก์จำเลยเขาประท้วงคำถาม”   โจทก์โดยพันตรีวราวุธ หยุด และเปลี่ยนคำถามในประเด็นอื่นต่อ สืบพยานปากนี้ถึงเที่ยงพักรับประทานอาหารกลางวัน ในขณะที่จะออกจากห้องพิจารณา โจทก์เรียกพยานอย่างอารมณ์เสียว่า“ไปเขียน”

ผมรีบเข้าไปรั้งแขนพยานไว้แล้วบอกว่า“เดี๋ยวลุงเขียน”  แต่ผมก็ไม่ได้พูดกับพยาน ผมหันไปพูดกับอัยการว่า “คุณวราวุธครับ   ใจเย็นๆ หน่อย ถามพยานก็อย่าถามนำเลย คุณได้เปรียบผมทุกประตูอยู่แล้ว คุณเป็นอัยการ  เป็นทนายแผ่นดิน มียศทางทหารถึงนายพัน มีความรู้ทางกฎหมายเพียบอยู่แล้ว ส่วนผมเป็นเพียงเด็กชาวนาหน้าโง่ๆ คนหนึ่ง ความรู้ทางกฎหมายก็ไม่มี เท่านั้นยังไม่พอเขาห้ามไม่ให้มีทนายก็เท่ากับว่าผมถูกมัดมือชก   เห็นใจกันบ้าง” เท่านั้นแหละครับอัยการ (ลักษณะท่านออกจะกะเทยหน่อย) โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หันมาตะคอกผมว่า “ผมไม่ได้มัดมือคุณชก คุณจะกล่าวหาแบบนี้ไม่ได้ ผมทำไปตามหน้าที่ ที่ถามนำก็เพราะผมลืมไป” ผมสวนควันปืนทันทีว่า“คุณลืมเพื่อจะเอาผมเข้าคุกใช่ไหม คุณไม่มีเจตนาแต่ถามนำจะเอาผมเข้าคุกให้ได้ใช่ไหม   คุณไม่สงสารคนบริสุทธิ์อย่างพวกผมบ้างหรือ คุณไปปกป้องผลประโยชน์มรดกสฤษดิ์  2884  ที่โกงชาติบ้านเมืองทำไม (ตอนนี้สฤษดิ์ตายจนถูกเปิดโปงเรื่องมรดกแล้ว)  คุณ รับใช้มันทำไม ?”  อัยการสั่นเป็นเจ้าเข้า จะด้วยความโกรธจนลืมตัวถึงกับพูดแรงๆ ตอบโต้ผมว่า “ผมไม่ได้ปกป้องมัน ผมยังเอาพยานมาสาปแช่งมัน คุณไม่เห็นหรือ” ผมก็สวนทันทีเช่นกันว่า “ใช่   คุณเอามาสาปแช่งเพื่อจะเอาผมเข้าคุก   เพื่อความดีความชอบคุณนี่”   เท่านั้น   อัยการรีบเรียกพยาน “ไปเขียน”   แล้วเดินลงส้นเท้าแรง ๆ เหมือนกับผู้หญิงโกรธออกจากห้องพิจารณาลงบันไดไป

พอกลับเข้าบัลลังก์ตอนบ่าย เมื่อพร้อมศาลสั่งให้โจทก์ถามพยานต่อ โจทก์ลุกขึ้นแล้วเรียนศาลว่า “ก่อนที่จะถามพยานต่อ   โจทก์ใคร่ขอประทานกราบเรียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนเช้านี้ก่อนจะพักเทียง จำเลยที่ 1 เข้ามาต่อว่ากล่าวหาโจทก์ว่าโจทก์มัดมือจำเลยที่  1  ชก ซึ่งเป็นการมิบังควร เป็นการใส่ร้ายโจทก์ให้เสียหาย จึงขอให้ศาลกล่าวตักเตือนจำเลยที่ 1 ไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก”  โจทก์นั่งเพื่อฟังศาล ศาลหันมาทางผมว่า จำเลยที่ 1 มีอะไรจะแถลงไหม  ผมลุกขึ้นโค้งคำนับศาลแล้วแถลงว่า “ผมใคร่ขอกราบเรียนข้อเท็จจริงเรื่องที่โจทก์กล่าวหา   ความจริงคือเมื่อเช้านี้หลังจากศาลท่านลงจากบัลลังก์ ผมเข้าไปหาโจทก์แล้วก็พูดกับท่านดีๆ และสุภาพว่า คุณวราวุธครับ ท่านก็อย่าพยายามถามนำซึ่งมันไม่ถูกต้อง ท่านเป็นถึงทนายแผ่นดิน มีความรู้ทางด้านกฎหมายพร้อม  มียศทางทหารถึงนายพัน ส่วนผมเป็นเด็กชาวนาน่าโง่ๆ คนหนึ่ง ถูกจับมาพร้อมพ่อ เขาเอาพ่อไปฆ่าแล้วเอาผมฟ้องศาล  ไม่ยอมให้มีทนาย เท่านี้มันก็เท่ากับผมถูกมัดมือชกอยู่แล้ว เป็นการเปรียบเทียบความได้เปรียบเสียเปรียบในการต่อสู้คดี มันเป็นเรื่องจริง ผมไม่ได้กล่าวหาท่านว่าเป็นคนมัดมือผมชก เป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้น โจทก์น่าจะเข้าใจ ไม่น่าจะโกรธแล้วมาตะคอกผมแรงๆ ผมจึงตอบโต้แรงๆ ไปเช่นกัน ผมว่าท่านเป็นผู้ใหญ่กว่าผม มียศมีศักดิ์ รับราชการทหาร มีอิสรภาพ แค่นี้ท่านยังมีอารมณ์ ส่วนผมละ ผมเด็กกว่าท่าน ความรู้ก็ไม่ถึงครึ่งท่าน ซ้ำถูกขังคุกหมดอิสรภาพ พ่อก็ถูกฆ่า เมียก็มีผัวใหม่ บางคนลูกชายต้องเป็นอันธพาล ลูกสาวต้องเป็นโสเภณี แล้วจะไม่ให้ผมมีอารมณ์ตอบโต้ท่านได้อย่างไร ผมเชื่อว่า ถ้าท่านเป็นผู้ใหญ่พอ ไม่เริ่มต้นก่อน   ไม่มีอารมณ์เรื่องเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น ขอศาลได้โปรดพิจารณาด้วย” ผมนั่งลงรอฟังศาล

ศาลโดยนาวาโทสวิทย์ ท่านกล่าวว่า“เท่าที่ศาลฟังจากการแถลงของทั้งสองฝ่ายพอสรุปได้ว่า เรื่องเกิดจากการที่โจทก์ถามนำพยานในประเด็นสังคมนิยม จึงทำให้เกิดปัญหา ถ้าไม่มีการถามนำก็คงไม่เกิดปัญหา ศาลขอให้เรื่องนี้จบแค่นี้ ให้โจทก์ถามพยานต่อแต่ห้ามถามในประเด็นสังคมนิยม” พรรคพวกจำเลยทุกคนได้ยินยิ้มพอใจทั้งกับคำวินิจฉัยของศาลและชอบใจในคำแถลงที่จำเลยที่ 1 พวกเขายอมรับว่าแถลงได้ถึงกึ๋นจริงๆ และผมเองก็เชื่อว่าปรากฏการณ์เช่นนี้ มีส่วนทำให้จำเลยที่เคยสบประมาทและโจมตีผมว่าเป็นเด็ก เริ่มหายไปแต่มีความเชื่อมั่นยอมรับนับถือแทน เป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับผมมากทีเดียว

โจทก์ถามพยานปากนี้ต่อ แต่ไม่มีอะไรจะถามมากเพียงถามให้รับรองคำให้การชั้นสอบสวนแล้วส่งศาลเป็นเอกสาร   จ…….ตามระเบียบเช่นเดียวกับปากนายบาน

การสืบพยานดำเนินไปเรื่อย ประเด็นองค์ประกอบความผิดตามฟ้องถูกทำลายน้ำหนักลงมาก จึงเป็นที่วิตกกังวลของอัยการและเป็นที่หนักใจศาล เพราะคดีนี้เป็นคดีที่ประหารชีวิตคนไปสองคนแล้ว เมื่อนำคดีขึ้นสู่ศาล องค์ประกอบความผิดไปไม่ถึงจึงเป็นเรื่องที่ทางฝ่ายรัฐจะต้องหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ในเวลาต่อมา

การสืบพยานปากที่อยู่ในพื้นที่อื่น ที่อัยการนำสืบปรักปรำจำเลยนอกเขตจังหวัดสกลนครก็ล้วนแต่ไม่รู้จักตัวจำเลยในพื้นที่สกลนคร การเบิกความจึงพยายามเชื่อมโยงประเด็นจำเลยที่มีบัญชีที่ตำรวจจับกุมในข้อหาลักทรัพย์ ปล้นทรัพย์ บางคนก็ถูกศาลตัดสินจำคุกในคดีปล้นทรัพย์ไปแล้ว เช่น นายบัวลอง   บัวบด นายสังวาล นายมอญ นายเลิศ (จำนามสกุลไม่ได้) ซึ่งถูกศาลจังหวัดอุดรตัดสินจำคุกในคดีปล้นทรัพย์ไปแล้วคนละกว่า 5 ปี โดยมีการเชื่อมโยงว่าได้รับคำสั่งจากนายครองให้ไปปล้นทรัพย์ลักวัว ลักควายชาวบ้าน และจำเลยทั้ง 4 คนนี้ก็ยืนยันกับผมในฐานะจำเลยที่ 1 ว่าไม่เคยรู้จักเกี่ยวข้องและพบปะนายครองแม้แต่ครั้งเดียว ตอนสอบสวนตำรวจก็พยายามโยงเรื่องนี้ให้พวกเขารับว่า พวกเขาเคยพบและรับคำสั่งจากครูครอง หากให้ความร่วมมือจะไม่ดำเนินคดีปล้นทรัพย์และจะกันไว้เป็นพยาน พวกเขายอมเซ็นชื่อในคำให้การชั้นสอบสวน แต่สุดท้ายก็ดำเนินคดีปล้นทรัพย์จนถูกศาลตัดสินจำคุกดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจกันไว้เฉพาะนายเล็ก (จำนามสกุลไม่ได้ พวกปล้นด้วยกัน   และมีชื่อเป็นพยานในคดีนี้ด้วย)

สำหรับเรื่องนายเล็ก พยานโจทก์ทั้งคดีปล้นและคดีคอมมิวนิสต์   โจทก์นำมาเบิกความในคดีนี้เพื่อโยงคดีปล้นเข้ากับคดีทางการเมือง พยานปากนี้เริ่มต้นว่า พยานเป็นสายลับให้กับพันตำรวจเอกคำ ชินวิถี (นามสกุลไม่แน่ใจว่าจำถูกต้องหรือไม่) ได้ร่วมกับกลุ่มโจรซึ่งระบุชื่อจำเลยทั้งสี่คนดังกล่าวมา โดยที่พวกเขาได้เข้าพบและได้รับการอบรมจากนายครอง จันดาวงศ์ สรุปเนื้อหาคือ   “รวมกำลังโค่นล้มรัฐบาล แยกภาคอีสานไปรวมกับลาว   เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ เคยเข้าร่วมการอบรมกับนายครองหลายครั้งและได้รับความไว้วางใจจากนายครอง พยานกับพวก คือ นายบัวลองนายสังวาล นายมอญ นายเลิศ และจำเลยอื่นที่อยู่อำเภอบ้านดุงอีก 4 – 5 คนรับหน้าที่จากนายครองให้ดำเนินการปล้นวัว ควายและปล้นทรัพย์ราษฎรที่ไม่ยอมมาเป็นพวก…..”

เมื่อเบิกความโจทก์จบ ผมถามค้าน เมื่อถามประวัติพยานเสร็จ หมดเวลาเลื่อนการซักค้านไปวันรุ่งขึ้น ผมสอบถามจำเลยที่เกี่ยวข้องกับนายเล็กว่า แน่ใจไหมว่านายเล็กไม่รู้จักนายครองจริง จำเลยเหล่านั้นยืนยัน ผมขอยืมรูปถ่ายห้านิ้วจากผู้ต้องหาในลาดยาวหลายคนเตรียมไปด้วย เมื่อบัลลังก์พร้อม ผมถามประเด็นนายครองกับพยานว่า “เท่าที่ฟังพยานเบิกความมา พยานน่าจะใกล้ชิดนายครองพอสมควร ใช่ไหม” “ใช่” พยานตอบ ถามต่อว่า “ถ้าพยานเห็นรูปนายครองอีกครั้งพยานน่าจะจำได้ ใช่ไหม” “จำได้”  พยานตอบ

ผมเอารูปถ่ายจำนวนหลายรูปให้พยานดู ตอนแรกพยานหยิบรูปคุณประเสริฐ ขำปลื้มจิตรขึ้นมาถือไว้ แล้วเลือกรูปต่อไป พยานเห็นรูปคุณวีระ ถนอมเลี้ยงที่สรวมแว่นตา พยานหยิบขึ้นมา พิจารณาสองรูปนี้แล้วพยานเลือกรูปคุณวีระ ถนอมเลี้ยงขึ้นมาแล้วยืนยันว่ารูปนี้คือรูปนายครอง จันดาวงศ์ ผมส่งรูปให้ศาลบันทึกเป็นเอกสารรู้สึกว่าจะเป็นเอกสาร ล.1 (เป็นเอกสารฝ่ายจำเลย)

อัยการลุกขึ้นค้านทันทีว่า จำเลยที่ 1 ต้องบอกก่อนว่ารูปทั้งหมดที่ให้พยานดูมีรูปนายครองหรือไม่ ผมโต้ว่า   โจทก์ถามพยานเองเขาว่าใช่ก็คือใช่ โจทก์ไม่มีสิทธิ์มาถามจำเลย ศาลบนบัลลังก์โดยพันเอกประทิน พูดขึ้นว่า “โจทก์ จำเลยเขาทำถูกแล้วถ้าโจทก์อยากรู้ว่าเป็นรูปใคร ก็คอยฟังตอนจำเลยเขานำสืบ มีเวลา นั่งเถอะ” อัยการนั่งลงอย่างไม่พอใจนัก เมื่อสืบพยานปากนี้เสร็จศาลเขียนรายงานพิจารณา ตอนตกลงเลือกวันนัดสืบครั้งต่อไป ศาลหันไปทางโจทก์ถามว่าพร้อมวันไหน โจทก์ลุกขึ้นตอบแบบเคืองๆ ว่า ตามใจจำเลยก็แล้วกัน ศาลชำเลืองดูโจทก์แบบเคืองๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

ผมเล่าเรื่องนี้ให้คุณพรชัยฟังตอนกลับมาเรือนจำ คุณพรชัยบอกว่า นี่อัยการกล้าพูดกับศาลอย่างนั้นหรือแกบอกว่า ถ้าเป็นศาลอาญาล่ะก็อัยการหนาว แต่ตุลาการศาลกลาโหมกับอัยการเขาสังกัดกรมเดียวกัน (กรมพระธรรมนูญ)

การดำเนินคดีคอมมิวนิสต์ในศาลกลาโหมนั้น แม้ระยะแรกจะเต็มไปด้วยแรงบีบ แรงกดดันแบบมีอคติ แต่เมื่อสืบพยานไปหลายปากทำให้ท่าทีศาลเปลี่ยนไปจากเดิม มีท่าทีที่เห็นอกเห็นใจจำเลยมากขึ้น จนถึงต้นปี 2510 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการสืบพยานโจทก์ ท่าทีอัยการเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากความโกรธเกลียดจำเลยที่  1   อย่างเข้ากระดูกดำกลายมาเป็นท่าทีที่เห็นใจ และในปีนี้เช่นเดียวกันที่โจทก์พยายามเร่งเร้าทางสันติบาลให้รีบดำเนินการถอนฟ้องปล่อยตัวจำเลยเสีย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวมา ทำให้ผมรู้สึกและเชื่อมั่นว่า สัจธรรมย่อมเป็นสัจธรรมไม่มีอะไรเบี่ยงเบนได้ แม้จะมีอุปสรรคมากมายในระยะแรก แต่สุดท้ายจะลงเอยด้วยความเป็นสัจธรรมนั่นเอง บทเรียนการสู้คดีในศาลทหารทำให้ผมเข้าใจความเป็นจริงเรื่องนี้ ตุลาการเองแม้ระยะแรกจะรู้สึกว่ามีปฏิกิริยาต่อคดีนี้มาก แต่เมื่อสืบพยานไปข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏ ศาลในฐานะผู้วิเคราะห์ชี้ขาดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เริ่มเห็นความเป็นจริงแห่งคดี ท่านเหล่านั้นก็รักในวิชาชีพตนเอง รักศักดิ์ศรีความเป็นสถาบันแห่งความยุติธรรม แม้จะมีเรื่องนโยบายมาบีบบ้าง แต่ความรู้สึกของท่านเหล่านี้ก็คือความเป็นมนุษย์ที่รักสัจธรรม ดังที่ท่านตุลาการท่านหนึ่งพูดกับผมในวันที่จะถอนฟ้องว่า “หมดเวรหมดกรรมกันเสียทีนะวิทิต เรื่องไม่เป็นเรื่องขังกันอยู่ได้ 7 – 8   ปี” ทำให้ผมเชื่อมั่นในความเป็นศาลตั้งแต่วันนั้นมา

การถอนฟ้องปล่อยตัว           

การดำเนินการถอนฟ้องปล่อยตัวจำเลยในคดีคอมมิวนิสต์ เป็นนโยบายหนึ่งของกลุ่มอำนาจรัฐ สายพิลาป เท่าที่รู้จักจะมีทางกลุ่มพันตำรวจเอกอารีย์ กรีบุตรรองผู้บังคับการสมัยนั้น การถอนฟ้องตามนโยบายนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเริ่มเมื่อปี   2509 ในคดีผมมีการปล่อยจำเลยรุ่นแรก 9 คนในจำนวนนี้มีครูบุญมา อุดมกอง ครูกาวี บุตรละคร   ครูสมพงษ์ ผาโคกทม และคนอื่นๆ  ผมจำชื่อไม่ได้ เมื่อกลุ่มแรกถูกปล่อยตัว ครูบุญมาเป็นคนกลางที่พยายามติดต่อให้มีการพบปะกันระหว่างผมจำเลยที่ 1 กับท่านรองอารีย์ จากนั้นมาก็ทำให้ผมได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับท่านรองอารีย์บ่อยขึ้น

ในระยะแรกๆ ของการเจรจา รองอารีย์อยากให้ผมหยุดซักค้านพยานโจทย์เสียแล้วท่านจะดำเนินการด้านนโยบายการถอนฟ้องคดี ทางผมไม่ยอมโดยผมให้เหตุผลว่า “ตราบใดที่โจทก์ยังนำพยานมาเบิกความปรักปรำผม จะให้ผมเลิกซักค้านย่อมเป็นไปไม่ได้ เท่ากับผมยอมรับว่าได้กระทำผิดโดยปริยาย สุดท้ายก็ต้องถูกศาลตัดสินจำคุกเหมือนกับคดีทางปักษ์ใต้ (คนละ  12  ปี) ผมขอยืนยันว่า  แม้ท่านจะถอนฟ้องพรุ่งนี้  แต่วันนี้ยังนำพยานมาสืบปรักปรำจำเลย  ผมก็จะซักค้านอย่างเต็มที่จนถึงวินาทีสุดท้าย” ท่านบอกว่า “ถ้าไม่หยุดซักค้านก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการถอนฟ้องคดีได้ ทางทหารเขาคงไม่ยอม” ผมตอบท่านว่า“ไม่เป็นไรครับ ท่านถอนจำเลยคนอื่นที่เหลืออยู่ไปให้หมด เหลือผมไว้คนเดียวแล้วเรามาสู้กันตามกระบวนยุติธรรม ผมมั่นใจว่าพวกท่านทำอะไรผมไม่ได้ ถ้าจะลงโทษกันให้ได้ก็คงจะต้องบิดจนปลายปากกาหักนั่นแหละครับ” ท่านบอกว่า “จะเอาอย่างนั้นเหรอ” ผมตอบว่า “ครับ”

เหตุการณ์ต่อมาก็เป็นเช่นนั้นจริง จากวันนั้นมาประมาณ  5 – 6  เดือน เจ้าหน้าที่ถอนฟ้องจำเลยในคดีผมอีกสองระลอก เหลือจำเลยในคดีนี้เพียง 13  คนจาก 106 คน เมื่อจำเลยน้อย พยานก็น้อยลงทำให้คดีเดินหน้าได้เร็วขึ้น   จนถึงปากสุดท้ายเป็นพยานปิดคดี คือ พลตำรวจตรีชัช ชวางกูร (นามสกุลถ้าจำไม่ผิด) สุดท้ายไม่ได้สืบเพราะทั้งศาลก็ดี อัยการก็ดีพูดกับพยานว่า ถอนฟ้องไปเถอะสืบไปก็ไม่มีผลอะไร ตำรวจถอนฟ้องไม่ดีกว่าหรือพยานบอกว่ากำลังดำเนินการอยู่

ทางสันติบาลเสนอไปหลายครั้งแล้วแต่ถูกคณะกรรมการตีกลับ ติดชื่อจำเลยที่ 1 อยู่คนเดียวและกำลังเสนอใหม่   สุดท้ายพยานปากนี้ยอมให้ศาลตัดโดยไม่เบิกความ

เมื่อศาลตัดพยานพลตำรวจตรีชัชแล้วก็ถือหมดพยานโจทก์ ทางฝ่ายจำเลยก็นำสืบพยานจำเลย ซึ่งผมก็นำพยานจำเลยมาสืบโดยไม่รอการถอนฟ้องจากทางตำรวจ พยานจำเลยที่นำมาสืบนอกจากตัวจำเลย 13 คนแล้วและก็กำลังสืบพยานจำเลยที่ 1 ซึ่งมีทั้งพระและคุณวีระเจ้าของรูปภาพ ในระหว่างที่สืบพยานจำเลยนี้ ดูท่าทีอัยการโจทก์แล้วไม่ค่อยจะจริงจังนัก

การพบปะเจรจาระหว่าผมกับรองอารีย์ยังมีต่อเนื่องไปเรื่อยๆ มีวันหนึ่งท่านรองพูดกับผมด้วยความอึดอัดว่า   “ทางเรา (ตำรวจสันติบาล) ส่งเรื่องไปหลายครั้งเขาตีกลับ มันติดอยู่ที่ชื่อคุณคนเดียว พูดตรงๆ นะ  ฝ่ายทหารเขากลัวคุณ หากปล่อยคุณออกไปแล้วเขากลัวคุณเข้าป่าไปอยู่กับ ผกค. เขาบอกว่าชาวบ้านร้อยคนพันคนเข้าไปเขายังถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่คุณเขากลัวว่าจะมีผลสะเทือนมาก เพราะอย่างน้อยคุณก็มีสีคุณครองฉาบไว้ อีกประการหนึ่งเขาก็เห็นฝีมือคุณแล้วตลอดระยะเวลาสู้คดี แม้ทางสันติบาลจะใช้แผนแยกสลายก็ยังสู้คุณไม่ได้ ผมถามคุณตรงว่า ถ้าคุณออกไปแล้วคุณจะเข้าป่าไหม” ผมนึกไม่ถึงว่าจะได้ยินคำถามนี้ ผมตอบว่า“ท่านรองครับ   คำตอบนี้คงตอบกันตรงๆ ไม่น่าจะเชื่อหรอกครับ คือ ถ้าผมตอบว่าไม่เข้าท่านและคณะกรรมการเขาก็คงไม่มีใครเชื่อ เอาความเป็นจริงที่ถือว่าเป็นสัจธรรมดีกว่า ผมว่า   ในโลกนี้ไม่มีมนุษย์ที่ไหนต้องการใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่ยากลำบาก นอนกลางดินกินกลางทราย อดๆ อยากๆ เว้นแต่ว่า ถ้าอยู่ในสังคมปกติมีความเสี่ยงต่อความเป็นความตาย เช่นนี้ก็จำต้องหนีไปตายเอาดาบหน้าเพราะอาจจะมีทางรอดบ้างหรือมีโอกาสต่อสู้เพื่อรักษาชีวิตตนเอง   ผมก็มนุษย์คนหนึ่งครับก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ขึ้นอยู่กับทางเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่เฉพาะผมหรอกครับ ผมเชื่อว่าทุกคนก็เป็นเช่นนั้น” รองอารีย์ฟังคำตอบนี้ถึงกับยิ้มออกมา แล้วพูดกับผมว่า “มิน่าเล่า พวกเจ้าหน้าที่เราตำรวจ – อ.ส.ไปทารุณเข่นฆ่าชาวบ้าน ใช้ความรุนแรงสารพัดคนมันถึงหนีเข้าป่ากันหมด วิทิตพูดทำให้ผมนึกได้  และเรากำลังสู้ทางความคิดกันอยู่ เอาละผมจะปรึกษาพี่ชัช (ผู้การฯ)จัดการให้ได้เสียที” จากนั้นผมเดินทางกลับเรือนจำลาดยาว     

หลายวันต่อมา ที่เรือนจำผมมีโอกาสพบกับผู้บัญชาการเรือนจำ คุณหาญ พันธ์สมบุญ ท่านชวนผมคุยถามผมว่า “คุยกับรองอารีย์ได้ความอย่างไรบ้าง” ผมตอบท่านว่ายังไม่ได้เรื่องอะไรเลย เห็นว่าทางฝ่ายทหารเขากลัวผมเข้าป่าเลยไม่กล้าปล่อย ท่านยิ้มนิดแล้วพูดว่า“ตอนนี้น่าจะลงตัวได้แล้วมั้ง” ผมบอกว่าคงยากละครับ ท่านเลยเล่าให้ผมฟังว่า “ทางคณะกรรมการได้ประชุมกันแล้ว ทางรองอารีย์เสนอให้ถอนฟ้อง ทางทหารค้าน รองอารีย์เสนอว่า จับคนแล้วมันต้องปล่อย ถึงเราไม่ปล่อยศาลก็คงปล่อย ถ้าศาลปล่อยแล้วจะควบคุมเขาได้หรือสู้เราปล่อยเขายังจะมีทางพอคุยกันได้  ถ้าไม่ปล่อยก็บอกผมจะได้บอกเขาตรงๆ ทางทหารถามต่อว่า ถ้าปล่อยแล้วคุณอารีย์รับรองได้ไหมว่าเขาจะไม่เข้าป่า รองอารีย์ตอบว่า ให้ผมรับรองคงไม่ได้แต่ถ้าเราให้ความเป็นธรรมและความปลอดภัยแก่เขาก็เชื่อว่าเขาไม่น่าจะเข้าป่า” ทางคณะกรรมการถามคุณหาญในฐานะผู้บัญชาการเรือนจำว่า “เด็กคนนี้ระหว่างถูกควบคุมตัวเป็นอย่างไรบ้าง” คุณหาญตอบว่า“เท่าที่อยู่ระหว่างการควบคุมหลายปี  ถึงเขาเป็นเด็กเขาก็เป็นคนมีเหตุผลและเป็นคนเรียบร้อย แต่ถ้าถูกรังแกหรือไม่ให้ความเป็นธรรม เขาสู้เต็มที่ น่าจะทำตามที่รองอารีย์เสนอจะดีกว่า” คุณหาญกล่าวต่อว่าสุดท้ายก็ให้เป็นไปตามที่รองอารีย์เสนอและมอบหมายให้รองอารีย์ดูแลเรื่องนี้ ท่านว่าคงไม่นานนักคงจะรู้ข่าว

หลังจากนั้นมา ผมไปพบรองอารีย์ ท่านพูดกับผมว่า“เมื่อปล่อยตัวแล้ว ผมขอร้องให้วิทิตอยู่กรุงเทพฯก่อนสักระยะหนึ่งได้ไหม เพราะตอนนี้ทางทหารเขายังไม่เชื่อเหตุผลที่ผมเสนอ ผมก็อยากให้เรื่องนี้มันจบๆ ซะที ปล่อยคนอื่นมันไม่ยากเหมือนปล่อยคุณ” ดูท่านก็รู้สึกจะอึดอัดใจ ผมตอบท่านว่า“แม้ท่านไม่ขอร้องผมก็ตั้งใจว่าจะอยู่หางานทำที่กรุงเทพฯก่อนอยู่แล้ว เพราะผมไม่เข้าใจสภาพทางบ้านมาหลายปี บ้านผมไม่มี ญาติเขาขายไปแล้วเพราะกลัวถูกเผา แต่ที่สำคัญผมจะไปอยู่ที่ไหนในระยะแรกและจะอยู่กินอย่างไรเท่านั้นครับ” รองอารีย์ฟังแล้วก็บอกว่าดีเลย ผมจะได้ง่ายขึ้น ท่านก็บอกว่าไปอยู่บ้านคุณ…..(ผมลืมชื่อแล้ว) ผมบอกว่า ผมไม่เคยอาศัยอยู่กับคนอื่นมาก่อนจะไม่อึดอัดใจกันทั้งสองฝ่ายหรือ ท่านพูดว่าแล้วจะทำอย่างไรละ ผมเลยเสนอว่าขอผมพักอยู่สโมสรนายตำรวจในสันติบาลได้ไหม รองอารีย์ตอบทันที ไม่มีปัญหาเลยที่ท่านไม่พูดเรื่องสโมสรเพราะเป็นที่ควบคุมผู้ต้องหากลัวว่าผมจะคิดว่าทางตำรวจไม่ปล่อยจริง ผมเลยบอกท่านว่า ไม่เป็นไรเพราะผมไปไหนมาไหนได้ตามสะดวกอยู่แล้วและก็มั่นใจในความปลอดภัยกว่าที่อื่น อีกอย่างใกล้ตาท่านด้วยฝ่ายทหารจะได้สบายใจ  สุดท้ายตกลงอยู่ที่สโมสรและทางรองอารีย์ช่วยค่ากินอยู่ในระหว่างที่ไม่มีงานทำเดือนละ 300 บาท

วันปล่อยตัว   วันนั้นจำได้ว่าเป็นวันที่   19   ตุลาคม   2510   ผมออกไปศาลเพื่อคัดสำนวนตามปกติ   ตอนอยู่ที่ศาลช่วงประมาณ   10  นาฬิกาเศษ ร้อยตำรวจโทสมาน (นามสกุลจำไม่ได้) มาบอกพันตำรวจตรีบัว (นามสกุลจำไม่ได้)ว่า ศาลจะปล่อยจำเลยคดีวิทิตวันที่ 20 ทางหมวดสมานเลยบอกเจ้าหน้าที่ศาลว่า ขอเป็นวันนี้ได้ไหม   เจ้าหน้าที่ศาลถามว่า   ทางตำรวจจะเบิกตัวจำเลยมาทันไหม หมวดสมานตอบทันทีว่าทัน ตกลงศาลออกหมายเบิกตัวจำเลยมาฟังคำสั่งในตอนบ่ายวันนั้น ทางตำรวจเรียกรถไปรับจำเลยมาก่อนแล้วมารับหมายทีหลัง ดูเจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยากจะปล่อยเหลือเกิน เป็นอันว่าผมกับพวกจำเลยที่เหลือรับอิสรภาพในวันนั้น   รวมเวลาที่ถูกคุมขัง 6 ปี 5 เดือน 13 วัน

ตอนอยู่พร้อมในบัลลังก์ พันโทวราวุธ (ตอนนี้ได้พันโทแล้ว)อัยการเข้ามาจับมือผมแสดงความยินดี ผมยกมือไหว้ขอบคุณท่าน ท่านพูดกับผมว่า “ที่ผ่านมาก็อย่าถือสากันนะ ผมจำเป็นต้องทำตามหน้าที่” ผมตอบท่านไปว่า “ครับ ท่านเข้าใจผมเท่านี้ผมก็ขอบพระคุณท่านมากแล้ว”   เมื่อศาลอ่านรายงานจบระหว่ารอเซ็นชื่อ   ศาลท่านพูดกับผมว่า “หมดเวรหมดกรรม….” ดังที่กล่าวมาแล้ว   และถามต่อว่า “วิทิตจะไปประกอบอาชีพอะไร”   ผมตอบว่า “ยังไม่ทราบเลยครับ” ท่านบอกว่า “สอบทนายซิ   คุณว่าความเก่งกว่าทนายชั้นหนึ่งหลายคน ขับแท็กซี่ไปด้วย   มีอะไรด้านกฎหมายให้ช่วยมาได้เลยจะช่วยเต็มที่”  “ขอบพระคุณครับ” ผมตอบ

หลังจากได้รับปล่อยตัวแล้ว ผมเข้าพักอยู่ที่สโมสรนายตำรวจปทุมวันตามข้อตกลง  รองอารีย์แนะนำผมให้เข้าพบพลตำรวจตรีชัช ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ผมทำตามคำแนะนำ วันที่พบผู้การชัช คำแรกที่ท่านพูดกับว่า “โล่งอกไปทีนะวิทิต ปล่อยคุณมันช่างยากเย็นเหลือเกิน ผมด่าลูกน้องหลายครั้ง พิมพ์รายชื่อเสนอนายทำไมมันต้องเอาชื่อนายวิทิต จันดาวงศ์ ขึ้นเป็นคนแรก นายเขาดูเห็นชื่อนี้เขาก็ตีกลับแล้ว   ทำให้ชื่อคนอื่นพลอยติดไปหมด ผมบอกมันว่ามึงเอาชื่อนายคน ๆ นี้ไว้กลางๆ ไม่ได้เหรอ มันสำคัญอะไรกันนักหนา นายเขาดูเฉพาะชื่อแรกกับชื่อสุดท้ายเท่านั้น แค่นี้พวกแกไม่เข้าใจเหรอ เมื่อเขาพิมพ์ใหม่ทำตามที่ผมบอกถึงได้มีวันนี้ โล่งอกไปทีหมดเวรหมดกรรมกันเสียทีนะ” แล้วท่านก็ถามเรื่องการประกอบอาชีพ ผมบอกว่ายังไม่ทราบว่าจะหางานอย่างไร การสมัครงานก็คงยากพอสมควรเพราะนามสกุลนี้คงไม่มีใครกล้ารับง่ายๆ ท่านบอกว่าจะช่วยพิจารณาให้อีกทาง

จากเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการต่อสู้คดี จนถูกถอนฟ้องนี้ ผมพอสรุปได้ว่า การปล่อยตัวโดยการถอนฟ้องนั้น แม้จะเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐ แต่ถ้าคดีมีมูลเข้าองค์ประกอบความผิดตามฟ้องที่ศาลสามารถลงโทษได้   อย่าหวังเลยว่าฝ่ายอำนาจรัฐจะถอนฟ้อง เช่น คดีจังหวัดตรัง 11 คนๆ ละ 12 ปี คดีคุณพิชิต ใจดีจากศรีสะเกษ 12 ปี คดีสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช   8 – 10   ปี ส่วนคดีผม(วิทิต  จันดาวงศ์กับพวกรวม 106  คน)นั้น  ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลและอัยการรวมถึงศาลหนักใจต่อการพิจารณาคดีนี้มาก  เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ถูกประหารชีวิตไปแล้ว 2 คน แต่เมื่อนำผู้ต้องหาที่เหลือเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล  ข้อมูลที่ปรากฏในสำนวนไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามที่ถูกกล่าวหา สามารถลงโทษได้เขาลงแน่ ดูตัวอย่างจากการพยายามถอนฟ้องจำเลยที่ 1 อย่างผมซึ่งเป็นลูกนายครองที่ถูกยิงเป้า มันยากเย็นแสนเข็ญดังที่กล่าวมา หากปล่อยให้มีการพิพากษาคดีอย่างเป็นธรรมแล้วน่าจะลงโทษจำเลยได้เพียงความผิดในข้อหาอั๊งยี่ซ่องโจรเท่านั้น  บทลงโทษในความผิดอั้งยี่ซ่องโจรสูงสุดไม่น่าจะเกิน 4  ปี จำเลยก็ถูกขังมาร่วม 7 ปี อย่างไรก็ต้องปล่อยตัวจำเลยและไม่มีอำนาจตามกฎหมายหรือเหตุผลใดจะมาควบคุมตัวจำเลยโดยเฉพาะผมที่เป็นลูกนายครอง จันดาวงศ์ไว้ นอกจากนั้นแล้วที่ทางสันติบาลเป็นห่วงที่สุดคือผลสะเทือนทางสังคมการเมือง ฝ่ายอำนาจรัฐจะสูญเสียความชอบธรรมทางยุทธ์ศาสตร์ด้วย

ตรงนี้นี่เองที่ผมเชื่อว่า ทางสันติบาล อัยการ และตุลาการรวมทั้งผู้บัญชาการเรือนจำชั่วคราวลาดยาวถึงพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เกิดการถอนฟ้องคดีนี้ให้ได้ คงเหลือไว้เฉพาะจำเลยคดีนี้ที่ถูกศาลอาญาอุดรธานีตัดสินจำคุกในคดีปล้นทรัพย์ก่อนฟ้องคดีนี้จำนวน 4 คนเท่านั้น

สำหรับข้อตกลงกับทางรองอารี  คือ เมื่อออกไปแล้วให้ผมพักอยู่ในกรุงเทพฯก่อน เพื่อให้ทางฝ่ายทหารเบาใจ   การดำรงชีวิตเบื้องต้นทางรองอารีย์จ่ายค่าครองชีพให้ก่อนเดือนละ 300 บาทไปก่อน จนกว่าจะมีงานทำ   ผมพักอยู่ที่สโมสรด้วยกันสองคน คือ สมพงษ์ ราชพลีจำเลยที่ 47 แต่สมพงษ์ไม่ได้รับเบี้ยยังชีพเพราะไม่อยู่ในข้อตกลง เงิน   300 บาทสมัยนั้นใช้อย่างประหยัดก็อยู่ได้ดีพอสมควร ถ้าสองคนก็ยากหน่อย แต่ก็ยังดีที่พรรคพวกอดีตผู้ต้องขังด้วยกันช่วยเหลือเจือจุนบ้าง เช่น คุณพรชัย คุณทองใบ คุณประพาส และอีกหลายคนจำไม่ได้   

image_pdfimage_print