มหาวิทยาลัยเรือนจำลาดยาวยังคงสอนบทเรียนให้ “วิทิต จันดาวงศ์” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะห้วงเวลาของการได้เรียนรู้และใกล้ชิด “จิตร ภูมิศักดิ์” ที่ได้ร่วมร้องเพลงที่มีวลีตรึงใจว่า “จากนี้ไปจะมีลูกหลานไทยลุกขึ้นต่อต้านเผด็จการเรือนแสน”

ก่อนออกจากคุกลาดยาว จิตรยังมอบเครื่องดนตรีที่เขารักมากให้ “วิทิต” แล้วบอกว่า ให้ถือเจอมาวันที่เจอกันบนเทือกเขาภูพาน แต่ก็ไม่มีวันนั้น เพราะจิตรเสียชีวิตด้วยการถูกล้อมฆ่าอย่างเลือดเย็น

วิทิต จันดาวงศ์ เรื่อง

พัฒนาการความคิด การเมืองของคนๆ หนึ่งน่าจะหมายถึง การตื่นตัวทางความคิด แล้วค่อยพัฒนาสู่การตื่นตัวทางการเมืองและยกระดับเข้าสู่การตื่นตัวทางจัดตั้ง ซึ่งเป็นการยกระดับความตื่นตัวเข้าสู่ระบบ ความมีแบบแผน มีวินัย มีระบบการนำการบังคับบัญชาอย่างมีจิตสำนึก ตัวผมเองก็น่าจะเป็นเช่นนั้นด้วยและก่อนอื่นจะขอกล่าวถึงคำนิยามที่ว่า “การตื่นตัวทางความคิด” ไว้ก่อนเพื่อค้นหาคำตอบจากตัวเองว่า ในขณะที่เข้าไปคุมขังในลาดยาวนั้นตัวเองมีความตื่นตัวระดับใด

การตื่นตัวทางความคิด คือ การตื่นรู้ ตระหนักรู้ การตื่นก็คือการไม่หลับ เมื่อไม่หลับจะต้องเห็นสิ่งที่เป็นไปรอบตัวเรา เห็นแล้วย่อมเกิดความรู้สึกนึกคิดผ่านการไตร่ตองว่า นั่นคืออะไร รู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่เห็น ดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ถูกหรือไม่ถูก เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม เมื่อการรับรู้ผ่านเข้าสู่ความรู้สึกสู่การคิดการไตร่ตรองแล้ว   พอสรุปเบื้องต้นได้ว่า ผิดหรือถูก เสียหรือดี ตลอดถึงรู้ว่า เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม คิดและรู้ในลักษณะนี้ทุกครั้งจะเรียกว่าเป็นกระบวนคิด นั่นคือการยกระดับจากการตื่นรู้สู่การตระหนักรู้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความตื่นตัวทางความคิดเบื้องต้นหรือที่เรียกว่า “คิดเป็น” นั่นเอง

ในขั้นตอนที่สอง คือ ขั้นตอนในการคิดซ้ำในแบบเดียวกันบนพื้นฐานของการเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากการอ่าน การฟัง  การสนทนาถกเถียงแลกเปลี่ยนผ่านการไตร่ตรองสรุปเป็นประจำ จนกลายเป็นวิธีคิด ระบบคิด หลักคิดและยังต้องพัฒนาต่อไปจนสามารถแยกแยะได้ว่า ความเป็นจริงในสังคมมนุษย์จะมีวิธีคิดที่ต่างกันตามฐานะทางเศรษฐกิจสังคมที่แตกต่างกัน โดยตั้งอยู่บนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มตนทั้งนั้นและสามารถเลือกได้ว่าเราจะยืนอยู่ในแนวความคิดของกลุ่มใด นั่นก็คือ การยกระดับเข้าสู่ “แนวทางความคิด” ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายของการตื่นตัวทางความคิด จากนั้นจึงจะสามารถยกระดับไปสู่การตื่นตัวทางการเมืองได้

สำหรับผมถ้าเทียบความตื่นตัวทางความคิด ระหว่างเข้าไปขังในลาดยาวปลายปี 2505 นั้น อาจจะมีความตื่นตัวทางความคิดระดับต้นๆ คือ พอรู้จักว่าอะไรควรไม่ควร อะไรเป็นธรรมไม่เป็นธรรม พื้นฐานความคิดตรงนี้น่าจะเป็นผลสะเทือนจากความคิดพ่อ(ครูครอง) การแสดงออกจึงค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง ไม่ค่อยเชื่อและไม่ค่อยปฏิบัติตามใครง่ายๆ นัก จึงเป็นที่มาของคำว่า “เด็กดื้อ – เสรี – ไร้การจัดตั้ง” ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจของผู้ใหญ่ที่อยู่ในสายจัดตั้งพรรค แต่กลับเข้ากันได้ดีกับส่วนที่ไม่อยู่ในสายจัดตั้งของพรรค

ช่วงระยะเวลาที่ผมเข้าลาดยาวจนถึงปีใหม่ 2506 และมีการเลี้ยงต้อนรับผมเป็นกลุ่มๆ ดังกล่าวมาแล้ว   ปรากฏการณ์ทั่วไปที่ผมเห็นผู้ต้องขังคดีคอมมิวนิสต์ในลาดยาว ผมไม่เห็นวี่แววอะไรที่ส่อไปในทางที่ว่ามีความขัดแย้ง อาจจะเป็นเพราะผมยังไร้เดียงสาทางการเมืองจึงไม่สามารถวิเคราะห์เจาะลึกไปมากกว่าที่เห็นได้   เพราะในช่วงการจัดงานส่งท้ายปีเก่า 2505 ต้อนรับปีใหม่ 2506 ก็ร่วมกันจัดทั้งหมด ไม่ว่าการแข่งกีฬา การแสดงคนตรีก็สนุกสนานร่วมกันเป็นปกติ รวมถึงการจัดงานครบรอบ 2 ปี การประหารชีวิตครูครองในวันที่ 31  พฤษภาคม 2506 ก็ปรึกษาหารือร่วมกันจัดเป็นปกติ การแข่งขันกีฬา (วอลเล่ย์บอล) ก็ร่วมกันและมีกติกาว่าทุกทีมจะต้องตั้งชื่อทีมให้มีคำว่า “ครอง” ทุกทีม ที่จำได้ทีมของคุณสังข์ พัธโนทัย ยังตั้งชื่อว่า“ทีมสิงโตครองโลก”   และในคืนวันนั้นเองที่คุณจิตร ภูมิศักดิ์ได้แต่งเพลง “วีรชนปฏิวัติ” ผมจะขอเล่าแถมไว้สักเล็กน้อย

ในคืนวันที่ 31 พฤษภาคม 2506 คุณจิตรและเพื่อนๆ อีกหลายคนที่จำได้นอกจากคุณจิตรแล้ว มีคุณสุธีเพื่อนคุณจิตร คุณพรชัย แสงชัจจ์ คุณประกอบ โตลักษณ์ล้ำ คุณภักดี พงษ์สิทธิ์ศักดิ์ (น้าชายผม) และอีก 3 – 4 คนนึกชื่อไม่ออก ได้ขนที่นอนลงไปนอนรวมกันที่โรงเลี้ยง ซึ่งทุกคนในลาดยาวเรียกว่า “คิวบา”

คืนนั้นหลังจากพวกเราทานอาหารและกล่าวรำลึกสดุดีครูครองแล้วก็ร่วมกันร้องเพลงที่คุณจิตรแต่งในลาดยาว  โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้ คือ มาร์ชลาดยาว พอจบเพลงนี้คุณจิตรบอกพวกเราว่า “เดี๋ยวผมจะพาร้องเพลงใหม่” ที่คิดได้วันนี้ แล้วแกก็หันไปเขียนโน๊ตตัวเลขบนกระดานที่ติดอยู่ข้างฝาตาข่ายเหล็กโรงเลี้ยง เขียนบรรทัดแรกก็ทำเสียงฮัมปากเป็นทำนองแล้วใส่เนื้อเพลงลงบรรทัดล่างตามตัวโน๊ต แล้วนำพวกเราร้องตามและร้องได้จบท่อนแรก เขาก็เขียนท่อนที่สองโดยวิธีเดียวกัน นำพวกเราร้อง เมื่อร้องได้ทั้งสองท่อนแล้วก็ปล่อยให้พวกเราร้อง เมื่อเราร้องท่อนแรก คุณจิตรจะพูดหรือที่เรียกว่าพากย์เป็นแบ็คกราวว่า “นี่คือคุณครอง จันดาวงศ์และคุณรวม วงศ์พันธ์” พอร้องท่อนสองก็พากย์ว่า “จากนี้ไปจะมีลูกหลานไทยลุกขึ้นต่อต้านเผด็จการเรือนแสน”

วันนั้นแต่งเพียงสองท่อน ท่อนที่เหลือแต่งหลังจากนั้นหลายวันกว่าจะจบใช้เวลาเป็นสัปดาห์รวมทั้งตรวจทานแก้ไขด้วย ผมได้ไปเล่นแมนโดลินกับคุณจิตรทุกเย็นเพื่อซ้อมเพลงนี้ ส่วนการตั้งชื่อเพลงนี้ คุณจิตรเขียนชื่อเพลงด้วยดินสอหลายชื่อให้ผมดู ผมเห็นคำว่า “วีรชนปฏิวัติ” หนึ่งในสองสามชื่อซึ่งเขาค่อนข้างจะเน้นลายดินสอชัดกว่าชื่ออื่น จากนั้นเขาก็ถามผมว่า คุณชอบชื่อไหน ผมก็ตอบว่าชอบชื่อวีรชนปฏิวัติ คุณจิตรบอกว่าตรงใจผมเราเอาชื่อนี้น่ะ จึงได้ชื่อ “เพลงวีรชนปฏิวัติ”ตั้งแต่นั้นมา

ตอนผมเดินทางเข้าสู่ป่าเขาภูพานเมื่อปลายกันยายน 2516 ไปอยู่ในความดูแลของสหายวัฒนาหรือลุงชวลิต   ทับขวา พอหลังเหตุการณ์เดือนตุลาผ่านไปไม่นานนัก สหายวัฒนาถามผมเรื่องการแต่งเพลงวีรชนปฏิวัติในลาดยาว ผมเล่ารายละเอียดให้ท่านฟัง ท่านพูดว่า “คุณจิตรล้ำหน้าสังคมไปถึง 10 ปี” ผมแปลกใจถามว่า ล้ำหน้าอย่างไร ท่านตอบว่า เขาเขียนเพลงวีรชนปฏิวัติเมื่อปี 2506 ต่อมาถึงปี 2516 เหตุการณ์ “โลดถลาห้ำหั่นสมุนและจักรพรรดินิยม” จึงเกิดขึ้นจริงตามที่ปรากฏในเนื้อเพลง เขามาก่อนกาลจริงๆ ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับสหายวัฒนาในวลีนี้และคิดว่าคนอะไรสามารถอนุมานอนาคตได้ถึง 10 ปี

ระหว่างการเล่นดนตรีซ้อมเพลงด้วยกันเป็นประจำนั้น เมื่อหยุดเล่นคุณจิตรเขาจะคุยต่อเรื่องเพลง การแต่งเพลง   โน็ตเพลง (โน๊ตตัวเลข ความจริงโน๊ตตัวเลขนี้ผมเรียนรู้จากคุณอุดม ศรีสุวรรณก่อน เพราะตอนผมเข้าลาดยาววันแรกเขาจัดให้ผมไปพักที่ห้องคุณอุดม อยู่หลายเดือนจึงย้ายไปอยู่ที่คิวบา) ผมเองไม่ได้ตั้งใจฟังหรือตั้งใจเรียนเลย แต่เนื่องจากความเกรงใจและรักษามารยาท จึงจำต้องทนฟังจนกว่าคุณจิตรจะหยุดพูด ด้วยการจำใจฟังทุกวันทุกครั้งก็มีส่วนที่ผมจำได้บ้างและได้ใช้ประโยชน์ในภายหลัง 

เมื่อปี 2506 ปีเดียวกันนั้นแต่ผมไม่แน่ใจว่า จะเป็นช่วงไหนของปี มีสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าหวาดเสียวจะเกิดสงคราม เหตุการณ์นั้นคือ สหภาพโซเวียตส่งอาวุธจรวดไปช่วยเหลือคิวบา แต่ทางสหรัฐอเมริกาไม่ยอมพร้อมกับยื่นคำขาดให้โซเวียดถอนจรวดกลับ โซเวียตจำต้องปฏิบัติตามคำขาดของสหรัฐ จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ คุณจิตร ภูมิศักดิ์ ฟันธงทันทีว่า ครูชชอฟผู้นำโซเวียดเป็นลัทธิแก้ พูดอย่างเปิดเผยและพูดก่อนที่วิทยุปักกิ่งออกแถลงการณ์ ส่วนทางสายจัดตั้งพรรคยังสงวนท่าทีนิ่งและมีท่าทีที่วิจารณ์จิตรในเชิงที่ไม่เห็นด้วย ซ้ำยังวิจารณ์จิตว่า “ฮีโร่ อยากเด่น อยากดังหรือที่เรียกกันว่าวีรชนเอกชน” หลังจากนั้นไม่นานนัก สถานีวิทยุปักกิ่งภาคภาษาไทยอ่านแถลงการณ์ประณามครูชชอฟว่าเป็นลัทธิแก้ ฝ่ายสายจัดตั้งฯ ค่อยเงียบไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าวมานั้นเองทำให้ผมเริ่มรู้สึกและค่อนข้างจะเข้าใจและเห็นปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางความคิดในลาดยาวได้ลางๆ บ้าง แต่ยังไม่ชัดเจนนัก จนกระทั่งถึงช่วงปลายปี 2506 นั่นเอง ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น คงจะเป็นการโต้เถียงกันที่สรุปไม่ลงถึงขั้นลงไม้ลงมือจนหัวร้างคางแตกกันไปข้างหนึ่งปรากฏว่าคนที่หัวแตกคือทนายบุญไทย นามประกาย ผู้ต้องหาจากสกลนคร คนที่ทำให้ทนายหัวแตกก็คนในสายจัดตั้งห้องเดียวกันแต่ต่างความคิด เป็นใครนั้นผมก็คงไม่เอ่ยชื่อในที่นี้เพราะไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ เรื่องราวก็เลยบานปลาย กลายเป็นเหตุการณ์แยกพวกแยกขั้วกันอย่างชัดเจน มีการย้ายห้องข้ามฟากไปอยู่เป็นฝักเป็นฝ่ายกัน จนกระทั่งงานปีใหม่  2507 ก็แยกกันจัด ผมจึงถึงบางอ้อจากนั้นการกระทบกระทั่งกันก็ชัดเจนขึ้น โดยส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างจะเป็นเรื่องทางทฤษฎี แนวทางการต่อสู้ ต่างฝ่ายก็ต่างเชื่อมั่นว่าฝ่ายตนถูก ฝ่ายจิตรกล่าวหาฝ่ายสายจัดตั้งฯว่า เป็นลัทธิแก้ ฝ่ายจัดตั้งตอบโต้ฝ่ายจิตรว่าเป็นลัทธิเสี่ยงภัยเอียงซ้าย  

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งนี้ ศัพท์สำนวนทฤษฎีฝ่ายซ้ายก็ถูกทั้งสองฝ่ายใช้ตอบโต้กันอย่างเปิดเผยและมากขึ้น  บางครั้งผมกลายเป็นตัวฝากผ่านคำกล่าวหาไปสู่กันและกันของแต่ละฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นเพราะผมเป็นเด็กและก็ไปมาหาสู่ทุกฝ่ายจึงถูกฝากคำตอบโต้ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้ทฤษฎีเป็นหลัก ด้วยเหตุที่เราไม่รู้และพาซื่อก็เลยต้องนำคำถามคำตอบไปถามไปตอบให้เขาเสร็จ บางครั้งก็เจ็บปวดด้วยเพราะถูกด่ากระทบอาจจะเข้าใจว่าเราอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ในทางกลับกันผมได้เรียนรู้ไปในตัวด้วยการคิดแยกแยะ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่ก็ถือว่าได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนี้มากโขทีเดียว หรือจะเรียกว่า ผมเติบโตทางความคิดการเมืองเรื่องมาร์กซิสต์จากความขัดแย้งในลาดยาวก็ไม่น่าจะผิด ต้องขอบคุณสวรรค์ (สถานการณ์) ด้วย

จากการสัมผัสสถานการณ์ความขัดแย้งในปีนั้นทำให้ผมเริ่มมองเห็นและจำแนกความเป็นกลุ่มก้อนในลาดยาวได้ชัดขึ้น โดยแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มที่อยู่ในสายการจัดตั้งพรรคฯ มีคุณเปลื้อง วรรณศรี เป็นแกนนำ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ต้องหาคอมมิวนิสต์จากทางภาคใต้ และกลุ่มนี้มีแนวความคิดไม่ต่อสู้คดี ปล่อยให้ตำรวจอัยการนำพยานโจทก์มาเบิกความให้ร้ายโดยไม่มีการซักค้านพยานโจทก์เลย ทั้งยังไม่เห็นด้วยกับคนอื่นที่ต่อสู้คดีด้วย ในที่สุดก็ถูกศาลตัดสินจำคุกเสียเป็นส่วนใหญ่และกลุ่มนี้จะอยู่ทางซีกเรือนขังใหญ่

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่อยู่ทางเรือนขังเล็ก ประกอบด้วยกลุ่มคุณสังข์ พัธโนทัย กลุ่มคุณจิตร ภูมิศักดิ์ คุณทองใบ   ทองเปาว์ คุณเทพ โชตินุชิต อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ หัวหน้าพรรคเศรษฐกร (ที่ครูครองเป็นลูกพรรคตอนเป็นผู้แทนก่อนการยึดอำนาจ)  ไม่มีใครเป็นแกนนำกลุ่ม ร่วมกันในบางเรื่องสงวนท่าทีกันในบางเรื่อง เรียกว่า ค่อนข้างอิสระทางความคิด เป็นตัวของตัวเองของแต่ละกลุ่ม อีกส่วนอยู่โรงเลี้ยงที่เรียกว่าคิวบา มีคุณพรชัย แสงชัจจ์   คุณประกอบ โตลักษณ์ล้ำ ผมก็พักอยู่ที่นี่ด้วย ก่อนออกจากคุกคุณจิตรก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย

กลุ่มที่สาม กลุ่มชาวนาศรีสะเกษหรือกลุ่มคูซอด มีครูภู ชัยชาญ เป็นแกนนำ กลุ่มนี้ถูกฟ้องร่วมเป็นคดีเดียวกันกับคุณเทพ โชตินุชิต จึงมีหน้าที่ดูแลสนับสนุนคุณเทพ ตัวครูภูในขณะนั้นเข้าใจว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ระดับนำคนหนึ่งแต่ไม่แสดงตัวมากนัก กลุ่มนี้จะอยู่กลางๆ ท่าทีค่อนข้างประนีประนอมต่อทั้งสองฝ่าย การกล่าวหากันของแต่ละกลุ่มที่ค่อนข้างเกินเลย ครูภูมักจะมีท่าทีที่ปรามและค้านทั้งสองฝ่าย ในที่สุดก็ถูกทั้งสองกลุ่มรุมถล่มว่าเป็น “พวกนั่งบนภู ดูเสือกัดกัน หรือพวกนั่งบนรั้วอยู่เหนือความขัดแย้ง”เป็นต้น

ส่วนตัวผมเนื่องจากทุกคนมองว่า เป็นเด็กก็น่าจะถูกต้องเพราะในลาดยาวตอนนั้นผมจะอายุน้อยที่สุด (ปี  06  อายุ  24) จึงไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก แต่ก็ถูกเข้าใจว่าอยู่ในสังกัดกลุ่มครูภู อาจจะมาจากน้าชายใกล้ชิดกับครูภู   ในความคิดผมเองในตอนนั้นก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับท่าทีที่ประนีประนอม แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นอิสระไปมาหาสู่ทุกกลุ่ม โดยไม่ให้ความสำคัญต่อวินัยจัดตั้งเขานัก (ยังไม่มีความตื่นตัวทางจัดตั้ง) จึงเป็นที่ไม่พอใจของกลุ่มนี้อยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากนักซึ่งผมอาจจะยังเด็กในสายตาของพวกเขา ต่อกลุ่มอื่นก็น่าจะคิดเช่นเดียวกัน เพราะผมเคยพูดกับผู้ต้องหาในลาดยาวหลายคนว่า “พวกเรามีชะตากรรมเดียวกัน จะขัดแย้งกันไปทำไม ไม่มีประโยชน์อะไร”แต่ได้รับคำตอบว่า “คุณยังเด็กไม่เข้าใจอะไร เอาไว้เมื่อคุณเรียนรู้มากกว่านี้แล้วจะเข้าใจเอง” ผมก็ยังมึนอยู่ดี

ผมอยากจะกล่าวถึงเรื่องการจัดงานครบรอบ 3 ปีการถูกประหารชีวิตครูครองในปี 2507 ไว้บ้าง เพื่อจะได้เห็นภาพความขัดแย้งชัดเจนขึ้น เนื่องจากการแยกกันเป็นกลุ่มชัดเจนตั้งแต่ก่อนสิ้นปี 2506 การจัดงานปีใหม่ก็แยกกันจัดดังกล่าวมาแล้ว พอถึงงานครบรอบ 3 ปีครูครอง ทางกลุ่มผู้ต้องหาเรือนขังเล็กซึ่งมีกลุ่มคุณจิตร คุณสังข์   คุณเทพ รวมทั้งกลุ่มครูภูร่วมกันจัดงานนี้อย่างที่เคยจัดมาในปี 06 แต่ทางกลุ่มผู้ต้องหาเรือนขังใหญ่หรือที่เรียกว่ากลุ่มสายจัดตั้งพรรคฯไม่ยอมร่วมจัดด้วย ก่อนถึงวันจัดงานประมาณ 2 – 3 วัน ครูภูเรียกผมไปพบที่ห้องแล้วบอกผมว่า “คุณเปลื้องต้องการคุยด้วยอาจจะเป็นเรื่องการจัดงานครบรอบพ่อคุณ หากเขาต้องการให้คุณบอกกลุ่มทางเรือนเล็กเลิกจัดงาน ทางกลุ่มเขาจะเป็นคนจัดให้ คุณมีความเห็นอย่างไร” ผมตอบทันทีว่า “คงไม่ได้หรอก เพราะผมไม่ได้ขอร้องให้เขาจัด เขาริเริ่มจัดของเขาเองถือว่าเป็นเรื่องของมวลชน” ครูภูเห็นด้วยแล้วก็แนะนำคำตอบให้ผมเสร็จ เมื่อผมไปพบคุณเปลื้องก็เป็นอย่างที่ครูภูคิดทุกอย่าง ผมก็ตอบคุณเปลื้องว่า

“ถ้ามีคนจะมาสร้างบ้านให้ผมโดยที่ผมไม่ได้ขอร้อง แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งมาบอกผมว่า ให้บอกพวกนั้นเลิกเสีย เพราะมีกลุ่มใหม่จะมาสร้างให้ ผมเห็นว่าไม่สมควรและผมก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ครับ” เท่านั้นก็จบการสนทนาทันทีและเป็นเหตุให้กลุ่มนี้เย็นชาต่อผมมากขึ้นและมีผลกระทบไปถึงครูภูด้วย เพราะเขาเชื่อว่า คำตอบที่ผมตอบต้องมาจากการสอนของครูภูแน่ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ผมพูดตามการแนะนำของครูภูทุกถ้อยคำและก็เชื่อว่าน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องด้วย แม้ความเย็นชาของสายจัดตั้งฯต่อผมจะมากขึ้น แต่ก็ยังดีที่เขายังสัมพันธ์กับน้าชายเป็นปกติอยู่   

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าเพิ่มเติมก็คือว่า หลังจากนั้นหลายเดือน น้าชายมาหาผมบอกว่า ครูภูแนะนำให้เราสองคนไปทวงถามเงินช่วยเหลือจากข้างนอกของพวกเราสองคนเดือนละ 10 บาทที่เขาไม่จ่ายมาหลายเดือน   ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เลยถามน้าชายอย่างงงๆ ว่าเงินอะไรผมไม่เห็นรู้เรื่อง น้าชายตอบว่า เงินที่เคยนำมาแบ่งผมครั้งละ 20 บาทบ้าง 30 บาทบ้างแล้วแต่สะดวก เงินนี้คุณเปลื้องเป็นคนให้มา ตอนนี้เขายังไม่ให้เราหลายเดือนแล้ว ผมเลยตอบไปว่า “มันเงินเขาๆ ก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้แล้วเราจะไปทวงถามทำไม” น้าชายตอบผมว่า “เงินพรรคไม่ใช่เงินเขา” ผมถึงบางอ้ออีกครั้ง นี่เรามันเด็กอย่างเขาคิดจริงๆ แม้แต่เงินเดือนละ 10 บาทก็ปิดบังที่มาแต่ก็ไม่ว่าอะไรได้แต่บอกน้าว่า “ช่างเถอะเมื่อเขาไม่ให้ก็ไม่เอาอย่าไปจู้จี้เขาเลย เขายิ่งไม่ชอบผมอยู่แล้ว หรือถ้าน้าอยากได้ก็ไปถามเองเถอะ ผมไม่เอาหรอก” น้าชายตอบผมว่าไปคุยกับเขาแล้ว เขาจะให้อยู่แต่ต้องให้วิทิตไปพบ ผมก็ยังยืนยันคำเดิม น้าชายหายไปพักหนึ่งกลับมาเอาเงินมาแบ่งกันจำได้ว่าคนละ 60 บาทแสดงว่าไม่ได้ให้เรามาตั้ง 6 เดือน เรื่องนี้คงต้องขอบพระคุณครูภูอีกนั่นแหละที่ท่านห่วงใยตลอด     

การศึกษาทางการเมือง

ผมยอมรับว่า ผมมีโอกาสศึกษาทางการเมืองเบื้องต้นจากกลุ่มครูภู โดยน้าชาย คือ คุณภักดีอ้อนครูภูให้ผมเข้าร่วมศึกษาด้วย ครูภูเองไม่เห็นด้วยนักเพราะเห็นว่ายังเด็กเกินไป แต่คุณนิพนธ์ ชัยชาญลูกชายครูภูสนับสนุนความเห็นคุณภักดี  ผมจึงมีโอกาสเข้าร่วมวงการศึกษา ในขณะที่ทำการศึกษานั้น  ผมไม่ค่อยออกความเห็นได้แต่นิ่งฟังอย่างสงบ เมื่อจบชั่วโมงการศึกษาแล้ว ผมรีบออกจากวงศึกษาไปเล่นกีฬา ตอนเย็นๆ ผมแวะไปคุยกับคุณจิตรนำประเด็นต่างๆ ที่ศึกษามาไปสอบถาม ผมฟังคำอธิบายเสริมความเข้าใจ การอธิบายของคุณจิตรเขามีรูปธรรมเปรียบเทียบชัดเจนทำให้เข้าใจง่ายและลึก ผมปฏิบัติเช่นนี้ทุกครั้งที่ผ่านชั่วโมงการศึกษาจากครูภู แต่ก็ไม่ได้บอกให้ใครรู้เพราะกลัวจะถูกตำหนิว่า “สัมพันธ์ขวาง ขัดระเบียบการจัดตั้ง” ผมจำได้ว่าการศึกษาในตอนนั้น คือ ศึกษาปรัชญา วิวัฒนาการสังคม (ที่เรียกว่า วัตถุนิยมประวัติศาสตร์) เริ่มมาตั้งแต่สังคมบุพกาล สังคมทาส   สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม สังคมนิยมจนถึงสังคมคอมมิวนิสต์ เป็นการอธิบายถึงความขัดแย้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (การศึกษาความขัดแย้ง คือ การใช้วัตถุนิยมวิภาษไปอธิบายวัตถุนิยมประวัติศาสตร์)

 เมื่อศึกษาจบก็มีการทบทวน ครูภูตั้งคำถามผู้ร่วมศึกษาว่า “เมื่อความขัดแย้งทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคบุพกาล ถึงยุคสังคมคอมมิวนิสต์ เมื่อถึงสังคมคอมมิวนิสต์แล้ว ความขัดแย้งยังมีอยู่หรือไม่” ผู้ร่วมศึกษาตอบเหมือนกันว่า “ไม่มี เพราะสังคมคอมมิวนิสต์ไม่มีชนชั้น จึงไม่น่ามีความขัดแย้ง” เหลือผมคนเดียวที่ยังไม่ตอบ   ครูภูหันมาถามผมว่า “วิทิตล่ะเห็นอย่างไร” ผมตอบว่า “เท่าที่ศึกษามา ผมจำได้ว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งสัมบูรณ์   ถ้ายุคคอมมิวนิสต์ไม่มีความขัดแย้งตามที่หลายคนตอบมามันจะไม่ขัดกับหลักการความขัดแย้งหรือ ผมจึงเชื่อว่ายุคนี้ก็น่าจะยังมีความขัดแย้งอยู่  แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นความขัดแย้งอะไรเท่านั้น” ครูภูฟังคำตอบแล้วยิ้มและพูดต่อว่า “ถูกต้องสังคมคอมมิวนิสต์นั้น แม้จะไม่มีชนชั้นก็ยังมีความขัดแย้งอยู่ คือ ความขัดแย้งระหว่างสิ่งใหม่ที่ก้าวหน้ากับสิ่งเก่าที่ล้าหลังหรือความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตที่ก้าวหน้ากับสัมพันธ์การผลิตที่ล้าหลัง” แล้วท่านก็พูดต่อว่า “ผมมองวิทิตผิดไป ตอนที่ร่วมวงศึกษาไม่เห็นคุณเคยถามหรือพูดแทรกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผมยังเคยถามคุณภักดีว่าวิทิตแกจะเข้าใจไหม คุณภักดีกับนิพนธ์ยืนยันให้คุณเข้าศึกษาต่อ ผมจำใจฝืนไปทั้งๆ ที่ไม่เชื่อเลยว่าคุณจะเข้าใจได้ขนาดนี้” ผมฟังแล้วนิ่งไม่ตอบอะไร แต่คิดในใจว่าก็ผมไปคุยกับคุณจิตรทุกครั้งที่จบชั่วโมงการศึกษาและจากนั้นก็ได้เข้าศึกษาร่วมกันทุกครั้ง  

ครั้งสุดท้ายที่จำได้คือ ศึกษาระเบียบการพรรคคอมมิวนิสต์สมัชชา 3 แต่ไม่มีการแนะนำให้ยื่นสมัครเป็นสมาชิกพรรค อาจจะเป็นเพราะระดับยังไม่ถึงหรือผมอาจจะยังไม่มีการตื่นตัวทางจัดตั้งก็เป็นได้ เพราะผมเองก็เสรีไปตามเรื่องของเด็กหนุ่ม บางครั้งก็ไม่ค่อยปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเขา แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมยังต้องขอขอบคุณครูภู ชัยชาญอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย  ในฐานะที่ท่านเป็นต้นธารการศึกษาทางการเมืองแก่ผมสายแรกในระยะต้นที่เรือนจำลาดยาว แม้จะไม่สมบูรณ์มันก็เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องเรียนรู้ต่อไปอย่างมีจิตสัมนึก

ฟ้าส่งข้ามาเป็นกบฏ (1) : ครอบครัว‘จันดาวงศ์’รื่นรมย์และขมขื่น

ฟ้าส่งข้ามาเป็นกบฏ​ (2) – ชีวิตหลังการประหารครูครอง

การสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างจิตร – ครูภู

ความขัดแย้งทางความคิดของผู้ต้องหาในลาดยาว เริ่มหนักขึ้นหลังเดือนพฤษภาคม 2507 การกล่าวโจมตีกันกระทบมาถึงกลุ่มกลางๆ เช่น กลุ่มครูภู เพราะทั้งสองขั้วความขัดแย้งต่างเรียกร้องให้ครูภูเลือกข้างอย่างชัดเจน   แต่ครูภูก็ยังยืนยันท่าทีเดิมโดยเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายล้ำเกินไป สุดท้ายกลุ่มครูภูทั้งกลุ่มก็โดนข้อหา “นั่งบนภูดูเสือกัดกัน พวกนั่งบนรั้วอยู่เหนือความขัดแย้ง” เท่าที่ผมสังเกตดูครูภูก็หนักใจเรื่องนี้พอสมควร ที่สำคัญ คือ ครูภูก็อยู่ในสายจัดตั้งด้วย บางครั้งจะวิจารณ์สายจัดตั้งก็ทำไม่สะดวกนัก เพราะวินัยพรรคค้ำคออยู่ ทั้งคำกล่าวหากันในลาดยาวว่า “พวกค้านพรรค” ก็ค่อนข้างกล่าวหากันง่ายเหลือเกินทำเอาคนที่อยู่ในสายจัดตั้งกระดิกยากพอสมควรที่พูดเช่นนี้ผมก็ไม่ได้หมายความว่า ผมเป็นพวกค้านพรรค แต่ผมเป็นคนนอกพรรคที่มองเข้าไปในพรรคในตอนนั้น แต่ก็ไม่รอดที่จะถูกอัดกลับด้วยวิธีการต่างๆ แต่จะขอยกยอดไปกล่าวในตอนต่อไป ตอนนี้กลับมาเรื่องนั่งบนรั้วต่อ

สำหรับทางกลุ่มคุณจิตรนั้น ครูภูค่อนข้างกล้าตอบโต้ได้เต็มที่เพราะคุณจิตรเองก็อยู่นอกสายจัดตั้งในลาดยาวและไม่เพียงอยู่นอกธรรมดาอยู่คนละฟากด้วย เมื่อถูกกดดันหนักขึ้นทางกลุ่มจิตรและกลุ่มครูภูก็นัดหมายเจรจาทำความเข้าใจกัน แต่แทนที่จะเข้าใจกันได้กลับหนักข้อขึ้น สุดท้ายถึงกับแตกหักตัดขาดความสัมพันธ์ของทั้งสองกลุ่มไปเลย ตัวผมเองก็โดนมรสุมนี้ไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เนื้อหาการเจรจาถึงแตกหักนั้น ผมจะขอเล่าไว้ในที่นี้เท่าที่เข้าใจและจำได้ คือ ท่าทีต่อลัทธิแก้ ซึ่งมันก็ไกลเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจเช่นกัน ในระหว่างคุยกันในห้องครูภูจำนวนคนสองกลุ่มนี้รวมกันน่าจะประมาณไม่เกิน 20   คนรวมผมและคุณภักดีด้วยมีตอนหนึ่งผมได้ยินครูภูพูดถึงตอนพวกเขาเข้าอยู่ลาดยาวใหม่ๆ คุณจิตรค่อนข้างจะถูกโดดเดี่ยว และถูกฝ่ายสายจัดตั้งโจมตีว่า เป็นสายลับก๊กมินตั๋งก็กลุ่มครูภูนั่นแหละที่ออกมาปกป้องแก้ต่างคุณจิตรตลอด คุณจิตรยอมรับว่าจริงและกล่าวขอบคุณครูภูต่อที่ประชุมวันนั้นอย่างจริงใจด้วย แต่ก็ยืนยันความเห็นที่จะให้ครูภูแสดงทรรศนะจุดยืนให้ชัดเจนว่าฝ่ายไหนผิด ฝ่ายไหนถูก เพราะคุณจิตรเห็นว่า พวกนั้นกลุ่มสายจัดตั้งเป็นลัทธิแก้ ครูก็ตอบว่า “ผมเห็นว่าเขาเป็นเพียงลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวาเท่านั้น ยังไม่ถึงลัทธิแก้” เอาล่ะสิ   ผมงงใหญ่เลย สุดท้ายบรรยากาศก็อึมครึมตกลงกันไม่ได้ ถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กันไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป  

ผมนั่งฟังก็รู้สึกงงๆ ต่อบรรยากาศนั้นและไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจผม ทำให้ทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “แล้วจะขัดแย้งกันไปทำไมเล่า เราก็ทุกข์ยากเดือดร้อนอยู่ในคุกด้วยกันทั้งนั้น สู้มาออมชอมเห็นอกเห็นใจกันไม่ดีกว่าหรือ” ทุกคนในห้องหันมองผมแต่ไม่มีใครพูอะไรสักคำ สุดท้ายพวกเขาก็แยกย้ายกันออกจากห้องครูภูไป (ปัจจุบันผมคิดเห็นภาพตอนนั้น ตอนที่ผมทะลุกลางปล้องพวกเขาคงมองผมทั้งคิดว่า เด็กน้อยเอ๋ยช่างไร้เดียงสาจริงหนอ   พร้อมทั้งสมเพศด้วยหรือไม่ก็ไม่รู้ได้) และจากวันนั้นมาทั้งสองฝ่ายก็เมินเฉยต่อกันอย่างที่พวกเขาพูดไว้ ส่วนคุณภักดีไม่ต้องห่วงก็อยู่ข้างครูภูร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ผมไม่มีข้างคงทำตัวอย่างเคย ไปคุยทุกกลุ่มตีตั๋วเด็กต่อไป

 เย็นวันนั้น ผมเดินไปที่ห้องคุณจิตรเพื่อจะไปเล่นดนตรีอย่างที่เคยทำพอถึงหน้าห้องคุณจิตรนั่งเล่นจะเข้อยู่ ผมก็เดินเข้าไปจะหยิบแมนโดลินมาเล่น ยังไม่ได้หยิบเลย เสียงห้าวๆ ของคุณจิตรบอกว่า “ไม่ได้ ไม่ให้เล่น คนอื่นเขาจะเล่นอยู่” ผมเก้อแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่คิดว่าของๆ เขา เขาก็ย่อมมีสิทธิ์ ผมเดินเขินๆ ออกจากห้องมาหาคุณจิตรฟังเขาเล่นจะเข้ พอเขาหยุดพักผมก็หาเรื่องคุยถามอะไรเพื่อแก้เขิน แกตอบสั้นๆ โดยไม่หันมามองหน้าเลยว่า “ไม่รู้” และก็ไม่พูดอะไรต่อเลย แม้ผมจะพยายามถาม เขาก็ไม่ตอบไม่มองหน้า ผมยืนอยู่พักหนึ่งแล้วก็เดินออกไปพลางคิดในใจว่า เขาเป็นอะไรหรือว่าอารมณ์ค้างมาจากการเจรจากันตอนเช้า แต่ผมก็ไม่ละความพยายามไปหาทุกเย็นตามปกติ เขาก็ปฏิบัติต่อผมเช่นวันนั้นเป็นปกติเช่นกันและก็เป็นเช่นนั้นอยู่ประมาณ  7 – 8  วันจนผมเกือบจะท้อ  

วันสุดท้าย ผมเดินไปถึงหน้าห้องคุณสังข์ได้ยินเสียงเรียกชื่อ ผมหันไปมองเห็นจิตรยืนอยู่หน้าห้องกวักมือเรียก   ผมเดินไปด้วยความแปลกใจในความเปลี่ยนนี้ ผมไปถึงเขาอุ้มจะเข้ออกมาแล้วบอกผมไปหยิบแมนโดรินพร้อมกับบอกว่า “ผมจะพาคุณเล่นเพลงที่ผมแต่งใหม่พึ่งเขียนเสร็จวานนี้ ผมทั้งดีใจและแปลกใจ นี่คุณจิตรผีเข้าหรือ   แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพลงที่แต่งใหม่เป็นลักษณะเพลงไทยเดิมเป็นทางเขมรไม่มีเนื้อร้องมีแต่ทำนองเท่านั้น เพลงนี้คุณจิตรแปลงมาจากเพลงโยนดาบ ผสมเพลงไปจากโคราช (ปะสะโกเรียตถ้าผมจำไม่ผิด) คุณจิตรได้ทำนองนี้มาจากคุณเรือนเทศ ชาวเขมรที่ถูกจับมาจากจันทร์บุรี เราเคยเล่นดนตรีสองเพลงนี้ด้วยกัน มีคุณจิตรเล่นจะเข้   เรือนเทศสีซอด้วง เขาสีได้เก่งมาก คุณเกลื่อม เศวตดุลย์ สีไวโอลินผมเล่นแมนริน สองเพลงนี้เพราะมาก (ปัจจุบันผมยังจำทำนองสองเพลงนี้ได้)

เพลงนี้ใช้ชื่อว่า เพลงพิลาบรำพรรณ การตั้งชื่อเมื่อแก้ไขแล้วมาตั้งทีหลัง วิธีตั้งก็เช่นเดียวกับเพลงวีรชนปฏิวัติ   เพลงนี้เพราะมาก ไม่ยาว ฟังแล้วเห็นภาพเหมือนนกในกรงที่ต้องการเสรีภาพ ทำนองบางตอนเหมือนทะยานชนกรง  (เสียดายตอนนี้ผมลืมสนิทตอนออกจากคุกมาอยู่บ้านผมยังเล่นได้ แต่ตอนเข้าป่าไม่ได้เล่นเลย) คุณจิตรเล่นจะเข้ให้ผมฟังสองรอบแล้วผมร่วมเล่นได้เพราะไม่ยากนัก ปกติก็เล่นเพลงโยนดาบและเพลงไปจากโคราชคล่องอยู่แล้ว

พอเลิกเล่นดนตรี จิตรก็เริ่มคุยก่อนสอบถามอะไรจิปาถะ ผมก็ตอบไปตามเรื่องตามราวด้วยความแปลกใจ   สุดท้ายคุณจิตรพูดว่า “ผมต้องขอโทษคุณด้วยที่มึนตึงต่อคุณเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมเข้าใจผิด จึงกำหนดท่าทีต่อคุณผิด ผมเข้าใจว่าคุณมีการจัดตั้งมาตั้งแต่ข้างนอก (นอกคุก) แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าคุณไม่เคยมีหรือได้รับการจัดตั้งจากสายพรรคมาก่อนเลยจนบัดนี้ เอาล่ะต่อแต่นี้ไปความสัมพันธ์เราเหมือนเดิมและจะมากขึ้นด้วย ผมนับถือจิตใจคุณจริงๆ เป็นเด็กอดทน อารมณ์เย็น ใครจะว่าอะไรไม่สน เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น นี่คือท่วงทำนองมี่สุดยอดของคุณ เราเหมือนเดิมนะ” ผมฟังแล้วไม่รู้ว่าแกยอหรือพูดจริง แต่หัวใจรู้สึกว่าพองคับอกน้ำตาแทบจะซึมออกมาจากเบ้าและคิดในใจว่า นี่คือวันสุดท้ายแล้ว ถ้าหากว่า วันนี้ท่าทีเขายังเหมือนเดิม ผมก็คงไม่หน้าด้านไปหาเขาอีกแล้ว เรียกได้ว่าสุดสายป่านแล้วจริงๆ แต่เราก็ได้ความสัมพันธ์นั้นกลับมาและก็แน่นแฟ้นมากขึ้น

ความแน่นแฟ้นนี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากบรรดาคนหนุ่มที่อยู่ในกลุ่มแกถูกปล่อยตัวออกจากคุกทีละคนสองคน   โดยศาลยกฟ้องบ้าง ตัดสินจำคุกแล้วติดเกินบ้าง ท้ายที่สุดคุณจิตรก็ย้ายลงไปนอนที่คิวบา (โรงเลี้ยง) เรายิ่งมีโอกาสใกล้ชิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันมากขึ้น ดูแกก็ทุ่มเทให้เต็มที่ด้วยความจริงใจ

เมื่อความวางใจกลับคืนมา ผมก็มีโอกาสได้สอบถามเรื่องราวทางทฤษฎีที่ถกเถียงกันมากขึ้น เมื่อเราอยู่กันสองคน คนอื่นไปศาลหมด ผมถามเขาว่า “ลัทธิแก้กับลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวานี่มันต่างกันอย่างไร” คุณจิตรตอบว่า “ลัทธิแก้กับลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวานั้น มันอันเดียวกัน ครูภูแกไม่เข้าใจเลยคิดว่า เป็นคนละอัน ทำไมคุณสนใจหรือ  เอาละ  ถ้าสนใจผมจะเอาที่ผมเขียนให้คุณอ่าน แต่มีเงื่อนไขว่าอย่าให้คุณภักดีรู้หรือเห็นเอกสารนี้ ผมไม่ไว้ใจคุณภักดี ถ้าแกรู้ผมกลัวครูภูก็จะรู้แล้วก็จะรู้ถึงพวกนั้น (พวกสายจัดตั้ง) ผมรับปากแล้วรับหนังสือนั้นมาอ่าน

เอกสารชิ้นนั้น ขนาดแผ่นกระดาษเอ 4  ตัดครึ่ง หนาประมาณไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร ปกเป็นกระดาษสีกากี เปิดปกเข้าไปมีอักษรกลางหน้ากระดาษเขียนด้วยลายมือว่า “ว่าด้วยลัทธิแก้” เป็นลายมือคุณจิตรเอง เขียนเมื่อไหร่ไม่ได้ถาม เปิดอีกแผ่นเป็นลายมือเต็มหน้ากระดาษ หัวข้อยังเป็นว่าด้วยลัทธิแก้เหมือนเดิม ย่อหน้าบรรทัดแรกเขียนว่า “ก่อนที่จะรู้ว่าลัทธิแก้คืออะไร จำเป็นจะต้องเรียนรู้และเข้าใจลัทธิมาร์กซอย่างถ่องแท้ก่อน และการจะเรียนรู้ลัทธิมาร์กซก็ต้องเรียนรู้ วิภาษวิธีของลัทธิมาร์กซ…………” แล้วมีข้อความบรรยายต่อจนจบเอกสารนั้น แต่ดูเนื้อหาแล้วยังไม่จบสมบูรณ์   เพราะเพียงเป็นการอธิบายวิภาษวิธีเท่านั้น   คุณจิตรเองก็รับว่ายังไม่จบ ผมขอยกมาอธิบายเท่าที่เข้าใจไว้ ณ ที่นี้ด้วย จะผิดถูกอย่างไรผู้อ่านใช้วิจารณญาณเอง

คุณจิตรอธิบายคำว่า “วิภาษวิธี”   ไว้อย่างน่าฟังว่า วิ แปลว่า โต้ หรือ โต้แย้ง ภาษมาจากคำว่า ภาษา วิภาษวิธีก็คือ วิธีที่โต้แย้งด้วยเหตุผลเพื่อหาข้อเท็จจริงหาสิ่งที่ถูกต้อง แล้วคุณจิตรก็ยกรูปธรรมในการพิจารณาไต่สวนพยานในศาลยุติธรรมมาประกอบ แต่เขาเน้นอีกว่า “แต่ระบบศาลยังใช้วิธีจิตนิยมมาเสริมเช่นการสาบานตนก่อนการให้การต่อศาล ซึ่งมันไม่มีผลในทางคดีแต่อย่างใด อาจจะมีผลบ้างในทางจิตวิทยา” ผมอ่านแล้วเห็นจินตภาพที่คม ชัด ลึก  

จากนั้นก็เริ่มพูดถึงปรัชญา 4 ข้อ ผมจะทบทวนความจำและความเข้าใจในสาระสำคัญไว้บ้างดังนี้คือ

1.สรรพสิ่งย่อมมีความสัมพันธ์และส่งผลสะเทือนต่อกัน 2.สรรพสิ่งย่อมมีการเคลื่อนไหว 3.สรรพสิ่งย่อมมีความขัดแย้งและ 4.สรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ทั้ง 4 ข้อนี้การอธิบายของจิตรในแต่ละข้อก็ไม่แตกต่างจากที่ครูภูให้การศึกษาเบื้องต้น แต่จุดเด่นที่ทำให้ผมประทับใจมากคือ การอธิบายภาพรวมของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวน โดยจะเน้นไปที่กฎปฏิเสธซ้อนปฏิเสธหรือที่เรียกว่า “ว่าด้วยความขัดแย้ง” ผมจะยกตัวอย่างไว้ในที่นี้เท่าที่เข้าใจและจำได้

คุณจิตรกล่าวไว้ในเอกสารนั้นว่า “กระบวนการเปลี่ยนแปลงจะมีระยะผ่านอยู่สามระยะคือ ระยะปฏิรูป ระยะปฏิกิริยาและระยะก้าวกระโดด” โดยคุณจิตรกล่าวไว้ว่า

“ระยะปฏิรูป คือ ระยะการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบสั่งสมทางปริมาณไปสู่คุณภาพ เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระจากเดือนแรก ท้องจะค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ จนท้องโย้เมื่อถึงเดือนที่เก้า ครบกำหนดคลอด มารดาก็จะเกิดอาการเจ็บปวดรวดร้าวทั่วสรรพางกาย ขั้นตอนนี้เรียกว่า “ระยะปฏิกิริยา” เป็นระยะที่คุณภาพใหม่ คือ ทารกในครรภ์มารดาปฏิเสธคุณภาพเก่า คือ ปฏิเสธครรภ์มารดา ในขณะที่ครรภ์มารดาเองก็ไม่ใช่ประตูที่เปิดเข้าออกได้ตามสะดวก ย่อมมีแรงฝืนและเสียดทาน เมื่อทารกคลอดออกมาจึงมีการฉีกขาดและหลั่งเลือด ตอนนี้เองที่เรียกว่าการก้าวกระโดด หรือ “ระยะก้าวกระโดด”   นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและหลั่งเลือด จึงเป็นที่มาของคำว่า “การปฏิวัติคือการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและหลั่งเลือด” และก็เป็นความจริงว่า การคลอดบุตรของสตรีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการคลอดตามยถากรรม   ทำคลอดโดยหมอตำแยพื้นบ้านหรือทำคลอดโดยหมออนามัยหรือการทำคลอดโดยการผ่าตัดในโรงพยาบาลที่ทันสมัยก็ย่อมมีการหลั่งเลือดกันทั้งนั้น แต่ว่าเลือดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กรรมวิธีการทำคลอดเท่านั้น”

คุณจิตรยังได้สรุปต่อไปอีกว่า “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็เช่นกัน ชนชั้นปกครองไม่มีวันที่จะลงจากอำนาจด้วยความสมัครใจ มีแต่การโค่นหรือขับไล่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเท่านั้น เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ยอมสูญเสียอำนาจก็ย่อมใช้กลไกอำนาจทุกอย่างเพื่อขัดขวางการเปลี่ยนแปลง นั่นคือที่มาของการหลั่งเลือด ส่วนจะหลั่งน้อยหลั่งมากนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมและความแหลมคมของการนำในสถานการณ์ ใครก็ตามที่ค้นคว้าสัจธรรมข้อนี้แล้วบอกว่า การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องหลั่งเลือดสามารถเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงโดยสันติไม่มีการเสียเลือด แล้วเขาบอกว่า “คือลัทธิของเขา” ก็ย่อมทำได้เป็นสิทธิ์ของเขา แต่หากคนๆ นั้น ใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติไม่หลั่งเลือดแล้วอ้างว่า “นี่คือลัทธิมาร์กซ” เขาก็คือนักลัทธิแก้ เพราะเป็นการบิดเบือนสัจธรรมลัทธิมาร์กซอย่างชัดเจน แต่ถ้าเขาอ้างเป็นลัทธิอื่นไม่ใช่ลัทธิมาร์กซหรือเป็นลัทธินาย ก หรือ นาย ข เราไม่สามารถไปวิจารณ์ว่าเขาเป็นลัทธิแก้ได้” จากข้อความนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า ลัทธิแก้คืออะไร โดยที่คุณจิตรแทบไม่ต้องมาอธิบายเพิ่มเติมอีกเลย (แต่ความจริงผมนำไปถามเพิ่มเติมอย่างที่เคยทำ)

เอกสารเล่มดังกล่าวผมคัดลอกไว้ก่อนส่งคืน คุณจิตรก็ยินดีแต่กำชับว่าอย่าให้คุณภักดีเห็น แต่ผมก็ให้คุณภักดีดูอยู่ดีหลังจากคุณจิตรออกจากคุกไปแล้ว ผมเสียดายตอนที่ถูกปล่อยตัวผมไม่ได้เอาออกมาด้วยและไม่ทราบว่าต้นฉบับใครเก็บไว้

ตอนที่คุณจิตรย้ายลงมาพักอยู่ที่คิวบาด้วยกันนั้น แกพยายามทุ่มเทความรู้ให้ผมอย่างเต็มที่ ในขณะที่คุยแลกเปลี่ยนทางทฤษฎี ผมเห็นความคมชัดในด้านพื้นฐานทางมาร์กซิสต์มาก ผมเคยปรารภกับแกว่า “ถ้าผมรู้ได้สักเสี้ยวหนึ่งของคุณจิตร ผมก็พอใจแล้ว” เขาตอบว่า “คุณยังเด็กยังเรียนรู้ได้เร็วขนาดนี้ เผื่อคุณมีอายุเท่าผมอาจจะเก่งกว่าผมก็ได้ คุณมีเรื่องดีๆ กว่าผมหลายเรื่อง เช่น คุณเป็นเด็กแต่ใจเย็น ไม่บุ่มบ่าม ซึ่งหายากในคนหนุ่มวัยรุ่นขนาดนี้จะใจเย็น ตรงกันข้ามผมเสียอีกอายุมากเสียเปล่าแต่เป็นคนใจร้อน บางครั้งคุณยังเคยเตือนผมเสียด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ” ผมได้แต่นิ่งฟังและในใจก็ไม่เคยเชื่อว่าจะมีความสามารถขนาดนั้น ผมยืนยันได้เลยว่า หลังจากนั้นมาผมเคยคุยกับฝ่ายนำ พคท. ระดับนำหลายคน ถ้าเทียบทางทฤษฎีแล้วยังไม่เคยมีใครที่ผมประทับใจเท่า “จิตร ภูมิศักดิ์”

ในเย็นวันที่ 29  ธันวาคม 2507 คุณจิตรเริ่มเก็บของเตรียมขนกลับบ้าน เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวันอ่านคำพิพากษาคดีเขา เมื่อเก็บอย่างอื่นเสร็จเขาก็ถือแมนโดรินตัวเดียวของเขามาหาผม แล้วบอกว่า “ผมไม่มีอะไรให้คุณ แมนโดรินตัวนี้ผมรักมาก ผมมอบให้คุณ เมื่อคุณออกจากคุกไปแล้วถือแมนโดรินตัวนี้ไปพบผมบนเทือกเขาภูพานนะ” ผมรับไว้ด้วยความดีใจและขอบคุณเขา ความรู้สึกผมตอนนั้นมีทั้งดีใจที่เขาได้รับอิสรภาพอันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่ก็อดเสียดาย ทำไมเวลาของเรามันสั้นเสียเหลือเกิน หากมีเวลามากกว่านี้ผมคงจะเป็นผู้เป็นคนกว่านี้อีกมาก ผมคิด แต่น่าเสียดายเมื่อผมถือแมนโดรินตัวนั้นเข้าสู่ป่าเขาภูพานเมื่อปลายปี 2516 ก็ไม่มีจิตรแล้ว ในความรู้สึกผม เขาเป็นทั้งครูผู้พร่ำสอนไม่รู้จักเบื่อหน่าย เป็นทั้งพี่ที่ให้ความรัก ความเอ็นดูห่วงใยน้อง และเป็นทั้งเพื่อนร่วมคิด มิตรร่วมรบที่วางใจได้ตลอดเวลา

หลังคุณจิตรออกจากคุกไปแล้ว ระยะแรกๆ แกก็มาเยี่ยมเพื่อนๆ ที่ยังถูกขังที่เดินทางไปศาลเพื่อคัดสำนวนและไปพบกันที่สโมสรเนติบัณฑิต ซึ่งเป็นศูนย์รวมผู้ต้องหาคอมมิวนิสต์ก่อนกลับเรือนจำประมาณ  2 – 3  ครั้ง ครั้งสุดท้ายที่คุยกับผมเขาบอกว่า “ที่ผ่านมาเราผิด เขาถูก” (ซึ่งหมายถึงความเห็นที่ขัดแย้งในลาดยาว) ผมแปลกใจทั้งงง แต่ก็ไม่ได้พูดหรือถามอะไรและเขาพูดต่ออีกว่า “จากนี้ไปผมอาจจะไม่ได้มาเยี่ยมนะ  แต่อย่าลืมล่ะ เมื่อคุณออกไปแล้วต้องถือแมนโดรินไปพบกับผมให้ได้” จากนั้นมาผมก็ไม่ได้พบคุณจิตรอีกเลย

หลังจากนั้นประมาณปลายปี 2509 ผมได้พบคุณสมพงษ์  อยู่ณรงค์ โดยบังเอิญแถวคลองหลอดหลังศาลอาญา ทั้งผมและคุณสมพงษ์ดีใจมาก เขาพาผมไปเลี้ยงข้าวกลางวันที่ร้านแถวนั้น และบอกว่าคุณจิตรเสียแล้ว ถูกล้อมยิงที่ชายป่าห่างจากภูพานลงไปหน่อยแต่แกจำไม่ได้ว่าเป็นอำเภอใด ส่วนคุณสมพงษ์ขอกลับออกมาอยู่ข้างนอกเพราะทนความลำบากไม่ไหว สุขภาพก็ไม่ค่อยดี ผมฟังแล้วแทบไม่อยากเชื่อ จนกระทั่งต่อมานานเท่าใดจำไม่ได้ ปรากฏข่าวในหนังสือพิมพ์ชาวไทยลงข่าวแต่ก็ไม่ใหญ่โตอะไรจึงค่อนข้างแน่ใจ

ถูกกล่าวหาว่าขายตัวให้ซี ไอ เอ

คำว่า “ซี ไอ เอ” นั้น ผมไม่เคยรู้มาก่อน ตอนเข้าไปอยู่ลาดยาวใหม่ๆ ก็ยังไม่มีใครพูดถึงมากนัก จนกระทั่งเมื่อมีความขัดแย้งกันรุนแรงแยกขั้วชัดเจนในปลายปี 06 เริ่มจะได้ยินคำนี้มากและถี่ขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคุณสังข์  พัธโนทัยจากกลุ่มสายจัดตั้งพรรคฯนั่นเอง ผมจะขอเล่ารายละเอียดเท่าที่เข้าใจไว้บ้าง คือ คุณสังข์พักอยู่ห้องสองเรือนขังเล็ก อดีตเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เสถียรภาพและทราบภายหลังว่า ท่านเป็นคนสนิทของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นมือต่อต้านคอมมิวนิสต์ให้กับรัฐบาลจอมพล ป. จึงไม่น่าแปลกที่สายจัดตั้งพรรคฯ ตั้งข้อรังเกียจกลุ่มคุณสังข์ กลุ่มนี้มีอดีตกรรมกร(ฝ่ายขวา)ที่ถูกจับพร้อมกับคุณศุภชัย ศรีสติ ซึ่งถูกจอมพลสฤษดิ์สั่งประหารชีวิตโดยมาตรา 17 ในข้อหาคอมมิวนิสต์เมื่อปี 2502 เหลือผู้ต้องหาที่ถูกฟ้องอยู่จำนวนหนึ่ง เท่าที่จำได้มี ประเสริฐ ขำปลื้มจิตร เป็นจำเลยที่ 1 อาจารย์กรุณา กุศราศัย ทองสุข จำนง (สองคนนี้จำนามสกุลไม่ได้)   ประกอบ โตลักษณ์ล้ำ อดีตหัวหน้าพรรคกรรมกร วิจิตร มหาสิน เทพ คำลือชา และทนายขจรด้วย (ขจรไปสังกัดอยู่กลุ่มคุณเปลื้อง)

จำเลยเหล่านี้เคยอยู่ในสายองค์การกรรมกรฝ่ายขวา ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านองค์การกรรมกรฝ่ายซ้ายในสมัยสงครามเย็น ประเสริฐเล่าให้ฟังว่า ก่อนปี 2500 พวกเขารับนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์จากรัฐบาลโดยผ่านคุณสังข์ ประเสริฐเคยนำพวงหรีดไปวางหน้าสถานทูตโซเวียดรัสเซียในโอกาสวันชาติของเขา พอจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจเมื่อปี  2501 แล้วจับกุมนักการเมือง  นักหนังสือพิมพ์ ประชาชนรวมทั้งกลุ่มกรรมกรฝ่ายขวาเหล่านี้ด้วย เพราะเป็นคนของรัฐบาลจอมพล  ป. นำตัวไปขังในข้อหาคอมมิวนิสต์เช่นกัน ก็เป็นที่น่าแปลกที่นักต่อต้านคอมมิวนิสต์ ถูกจับและถูกฟ้องในความผิดฐานเป็นคอมมิวนิสต์ นั่นแสดงว่า กฎหมายคอมมิวนิสต์เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ฝ่ายอำนาจรัฐใช้ในการเข่นฆ่า ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามที่มีความเห็นต่างทางการเมือง คุณศุภชัยก็เป็นนักต่อต้านคอมมิวนิสต์ระดับแถวหน้า ต้องมาสังเวยความคลั่งอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ด้วยมาตร 17 ในความผิดฐานเป็นคอมมิวนิสต์  

ในบรรดาผู้ที่ถูกประหารในความผิดฐานคอมมิวนิสต์โดยมาตรา 17 ของสฤษดิ์จำนวน  4 คน คือ คุณศุภชัย ศรีสติเมื่อปี  2502  ครูครอง จันดาวงศ์ ครูทองพันธ์ สุทธิมาตย์ ปี 2504 และคุณรวม วงศ์พันธ์ปี 2505  นั้นจะมีคนที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จริงเพียงคนเดียวคือคุณรวม วงศ์พันธ์เท่านั้น อีก 3  คนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เลย ครูครอง จันดาวงศ์ ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์  เมื่อประมาณปี  2506 หลังการประหารชีวิตไปแล้ว 2 ปี  คณะกรรมการกลางบางคนยังค้านการรับครูครองเป็นคอมมิวนิสต์เสียด้วยซ้ำ แต่อาจจะเพราะความจำเป็นที่ พคท. ต้องการนำเงื่อนไขการประหารชีวิตครูครอง ไปใช้ในการปลุกระดมมวลชนต่อต้านรัฐบาลในช่วงระยะแรกๆ ของการเคลื่อนไหว ซึ่งก็ได้ผลดีในระดับหนึ่ง 

 กรรมกรกลุ่มคุณประเสริฐ ตอนที่ถูกขังในเรือนจำลาดยาวพวกเขายังคงได้รับการช่วยเหลือจากองค์การกรรมกรฝ่ายขวาเป็นเงินทุกเดือน แต่จะเป็นเงินซีไอเอหรือไม่ผมไม่ทราบพวกเขาเองก็ไม่ปิดบังการรับเงินช่วยเหลือนี้   ส่วนสายจัดตั้งพรรคฯก็จะย้ำตลอดว่า นั่นคือเงิน ซีไอเอ นี่คือที่มาของซี ไอเอในลาดยาว สำหรับผมนั้นสาเหตุที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงินซีไอเอนั้นน่าจะมาจากความสัมพันธ์กับทุกกลุ่มในลักษณะเด็กหนุ่มที่ไม่มีการจัดตั้งมาก่อน แม้จะถูกทางสายจัดตั้งขอร้องแกมบังคับไม่ให้สัมพันธ์กับกลุ่มคุณสังข์ ผมไม่ใส่ใจและไม่ปฏิบัติตาม  

เหตุที่ผมไม่ปฏิบัติตามคำขอร้องแกมบังคับนี้ เพราะผมถือว่า ผู้ใหญ่เขาทะเลาะกันแล้วเราจะร่วมทะเลาะกับเขาด้วยมันไม่น่าจะถูกต้อง ทั้งก็ยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเขาขัดแย้งกันเรื่องอะไร ตอนแรกๆ ครูภูก็เห็นด้วยกับท่าทีผมและท่านก็ปกป้องและอธิบายต่อฝ่ายนำทางจัดตั้งในลาดยาว แต่สุดท้ายครูภูก็โดนด้วย ระยะหลังมาครูภูก็นิ่งเฉยไม่กล้าปกป้องผมอีกต่อไป ปล่อยให้ผมเผชิญการโจมตีอยู่คนเดียว ส่วนคุณภักดีนั้นไม่ต้องห่วง ครูภูแนะนำอย่างไรแกก็ปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นเหตูให้คุณจิตร ภูมิศักดิ์ไม่ไว้ใจคุณภักดีเช่นกัน

อีกประการหนึ่ง คือ ตอนที่ผมเข้าไปอยู่ลาดยาวใหม่ๆ ความเห็นอกเห็นใจจากผู้ใหญ่ในลาดยาวทุกคนมีต่อผมในฐานะเด็กคนหนึ่งที่ต้องเผชิญชะตากรรมหนักหนากว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นอะไรที่พวกผู้ใหญ่เขาจะช่วยเหลือได้ เขาก็ทำกันทุกคนเช่น วันที่ผมออกไปศาลวันแรกพวกท่านเหล่านั้นก็ให้เงินเพื่อใช้กินข้าวกลางวันกัน คนละ  5  บาท 10 บาทรวมทั้งคุณสังข์ด้วย ช่วงต้นๆ ก็ไม่มีใครเขาว่าอะไร จะถูกมองและถูกกล่าวถึงมากขึ้นก็เมื่อตอนที่ขัดแย้งแยกขั้วกันอย่างชัดเจนนั่นแหละ  

จากการช่วยเหลือดังกล่าวนี้ทำให้ผมคิดว่า ในระยะยาวคงไม่มีใครช่วยกันได้ตลอดหรอกเราจำเป็นต้องดิ้นรนรับผิดชอบตัวเองบ้างอย่างน้อยก็เป็นการลดภาระของผู้อื่นและก็พอดีจังหวะคุณปุ้ยง้วนสมาชิกในกลุ่มคุณจิตรถูกปล่อยตัว เขามอบไก่โร้ดพ่อพันธุ์ตัวหนึ่งพร้อมกับกรงเลี้ยงไก่ไข่ให้ ผมนำมาเลี้ยงต่อและต่อมาขยายพันธุ์ได้แม่ไก่ประมาณ 10 กว่าตัว เลี้ยงขายไข่เพื่อเป็นรายได้บ้าง

ลูกค้าไข่ไก่ที่ผมนำไปส่งให้ประจำก็บังเอิญเป็นคนในห้องคุณสังข์ นั่นก็คืออาจารย์กรุณานั่นเอง การขายไข่ไก่ผมไม่รับเงินทันที่ เนื่องจากว่าระหว่างอยู่ในคุกไม่ค่อยได้ใช้อะไรมากนัก จึงตกลงกับอาจารย์กรุณาว่า ผมจะมารับเงินกับท่านวันที่ผมออกไปศาล ท่านก็เห็นด้วย เมื่อถึงวันไปศาลผมแต่งตัวเสร็จก็ไปที่หน้าห้องคุณสังข์ อาจารย์กรุณาจะถามว่าวิทิตไปศาลหรือ ผมก็ตอบรับและบอกจำนวนเงินที่ส่งไข่ ท่านก็หยิบส่งให้ตรงหน้าประตูห้อง   ผมยืนรอรับอยู่นอกห้อง ผู้ต้องหาด้วยกันก็เห็นกันเป็นปกติ ส่วนที่ไม่ปกติก็มีอยู่คนหนึ่ง เป็นคนขอนแก่นและอยู่ในสายจัดตั้งพรรคฯ ผมสังเกตดูเขาจะมองผมอย่างสนใจและทุกครั้งที่ไปรับเงินขายไข่ก่อนไปศาล (คน ๆ นั้นอักษรย่อชื่อ  ช.) แต่ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร หลายวันต่อมาจะเป็นปีไหนจำไม่ได้ พวกผมออกไปศาล คุณ ช. ก็มาฝากจดหมายออกไปข้างนอกเพื่อส่งต่อไปที่เรือนจำบางเขน  ผมก็รับส่งให้ตามปกติ ก็ไม่ได้คิดระแวงหรือแปลกใจอะไร  

มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณ ช. เขาฝากจดหมายกับคุณภักดีไม่ได้ฝากกับผม พอตกเย็นกลับถึงเรือนจำ คุณภักดีมาหาผมดูสีหน้าไม่ค่อยดีนักและบอกผมว่า มีคนเขาฟ้องวิทิตไปข้างนอก (หมายถึงพรรคฯ) โดยหาว่าขายตัวให้กลุ่มซีไอเอ   ไปรับเงินทุกเช้าก่อนออกศาล แล้วแกก็ชวนผมไปคุยกับครูภู ผมตามไปอย่างว่าง่าย พอถึงห้องครูภูผมถามว่า “น้ารู้ได้อย่างไรว่าเขากล่าวหาผม” แกบอกว่าแกแอบเปิดดูจดหายที่เขาฝากไปกับแกจึงรู้และกำชับผมว่าต่อไปอย่ารับฝากจดหมายคนๆ นี้เด็ดขาด ผมไม่ตอบไม่ว่าอะไร ครูภูถามผมว่า “วิทิตคิดอย่างไรกับเรื่องนี้” ผมตอบทันที่ว่า  “ผมไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหา ผมไปรับเงินขายไข่ผม ความจริงก็มีอยู่แค่นี้ เขาอยากว่าก็ให้เขาว่าไป  ผมไม่เดือดร้อนอะไร” ครูภูสั่นหัว คุณภักดีพูดขึ้นว่า “ครูภูอยากให้เราทำหนังสือชี้แจงไปถึงข้างนอก (หมายถึงพรรค)  ครูภูจะจัดการส่งให้” ผมตอบอีกว่า “จำเป็นอะไรต้องไปชี้แจงเล่า เรื่องไม่เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า” คุณภักดีพูดต่อว่า “มันไม่อย่างนั้น หากข้างนอกเขาเชื่อตามนั้นมันจะมีผล ตอนที่เราออกจากคุกไปแล้วเขาจะไม่รับเราเข้าป่าแล้วมันจะยุ่ง” ผมตอบทันทีแบบเคืองนิดๆ ว่า “ถ้าเขาอยากปฏิวัติเฉพาะพวกเขาก็ช่วยไม่ได้  ไม่เข้าป่าก็ไม่เป็นไรนี่ หากเชื่อกันง่ายๆ ขนาดนั้นก็คับแคบเกินไปแล้ว ไม่เป็นไรหรอก ผมเชื่อในข้อเท็จจริงและความบริสุทธิ์ของผม” ครูภูฟังแล้วท่านก็พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน(แต่เรื่องนี้มีผลจริงๆ จะเอาไว้เล่าในตอนก่อนเข้าป่า  และเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าที่คิด) จากนั้นผมก็เดินออกจากห้องครูภูไป จริงๆ แล้วเรื่องนี้ส่งผลกระทบถึงครูภูด้วย   คนที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือครูภู เพราะทางจัดตั้งพรรคฯ เขาถือว่าครูภูรับผิดชอบผมกับคุณภักดีอยู่ จึงถูกฝ่ายนำเขาวิจารณ์และครูภูเองก็ไม่สามารถปกป้องผมได้อีกต่อไป (เพื่อไม่ให้กระทบตัวครูภูเอง) จากนั้นก็รู้สึกว่าผมถูกมึนชาต่อสายจัดตั้งพรรครวมทั้งตัวครูภูด้วย

คำเตือนจากทองใบ ทองเปาว์

ตอนที่คุณจิตรจะออกจากคุกนั้น เขาฝากคุณทองใบให้ดูแลผมตามควร ผมก็ไปมาหาสู่คุณทองใบเป็นประจำอยู่แล้ว   มีวันหนึ่งผมไปนอนที่ห้องคุณทองใบ (ไปนอนเพื่อดูโทรทัศน์ที่ห้องคุณสังข์ (เจาะฝาห้อง) ก่อนนอนคุณทองใบถามผมว่า “วิทิตออกไปแล้วคิดจะเข้าป่าไหม” ผมตอบว่า “ถ้า พคท. เขาไม่รังเกียจผมก็คงจะเข้า   เพราะอยู่ข้างนอกน่าจะเสี่ยง” คุณทองใบพูดต่อว่า “ถ้าคุณคิดจะเข้าป่าล่ะก็ เมื่อออกจากคุกไปแล้ว อย่าทำตัวดีนักนะ เพราะสันติบาลเขามีวิธีมองคนโดยเฉพาะคนหนุ่ม คือ ถ้าใครเป็นคนเรียบร้อย ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่   ไม่เล่นการพนัน ไม่เที่ยวผู้หญิง พวกนี้แหละเขาจะสันนิฐานไว้ก่อนว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เขาจะส่งคนประกบ   ติดตามตลอดให้ระวัง ถ้าเที่ยวบ้างแต่อย่าให้เลยเถิดจนเสียคนก็แล้วกัน คุณจำไว้นะ” ผมรับปากแต่ก็ไม่วายสงสัยว่าทำไมสันติบาลถึงมองคนที่ปฏิบัติตัวดีเป็นคอมมิวนิสต์

การตื่นตัวทางการเมือง

ก่อนจบตอนนี้ ขอกลับไปพูดถึงการตื่นตัวทางการเมืองต่อจากการตื่นตัวทางความคิดที่กล่าวไว้ในตอนเริ่มต้นตอนที่ 5 นี้

การตื่นตัวทางการเมือง เป็นผลสืบเนื่องจากการยกระดับความตื่นตัวทางความคิด  คือ จากกระบวนคิดวิเคราะห์รู้เหตุรู้ผล ถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ คำว่าถูกต้องเป็นธรรมนั้นย่อมเป็นความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบ ถ้าไม่มีสิ่งเปรียบเทียบย่อมไม่สามารถแยก ดำ ขาว ดีชั่ว ถูกผิด เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมได้

ความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบนี้ย่อมแยกไม่ออกจากความสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สิ่งของ สัตว์เลี้ยง ความรู้สึกหรือปฏิกิริยาต่อความสัมพันธ์ของแต่ละสิ่งย่อมต่างกัน ไม่เหมือนกัน ไม่เท่าเทียมกัน เป็นต้นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน หรือระหว่างมนุษย์ด้วยกันนั้น ย่อมเป็นความสัมพันธ์ด้วยความเสมอภาค ให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ส่วนความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น เช่น สัตว์เลี้ยง สิ่งของผักปลาเหล่านี้อาจจะไม่เหมือนกันหรือไม่เท่าเทียมหรือเทียบไม่ได้กับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ที่สำคัญคือ เราจัดการความสัมพันธ์เหล่านี้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่  ใครก็ตามที่เห็นเพื่อนมนุษย์สำคัญน้อยกว่าตนเห็นเป็นสัตว์ เป็นสิ่งของแล้ว การปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันจะเต็มไปด้วยความโหดร้าย ป่าเถื่อน ไร้คุณธรรม ความคิดและท่าทีเช่นนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ที่มีใจเป็นธรรม เว้นแต่ในหมู่ชนชั้นปกครองที่เป็นทรราชเท่านั้น ที่กล่าวนี้คือจุดเริ่มต้นหรือรอยต่อระหว่างการตื่นตัวทางความคิดสู่ การตื่นตัวทางการเมืองหรือเส้นทางความคิดเชื่อมต่อเข้ากับเส้นทางการเมือง (ไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้ง) ให้ชัดอีกที  คือ การยกระดับแนวทางความคิด สู่  แนวทางการเมือง

เมื่อบัส (รถ) ทางความคิด (กระบวนความคิด) เข้าสู่ถนนทางการเมือง(แนวทางการเมือง)แล้ว ย่อมหนีไม่พ้นจากความหลากหลายในทางความคิด การกระทำมีทั้งเคารพกันและกัน ทั้งเอาเปรียบกลโกงร้อยแปด นั่นคือ ความเป็นจริงในสังคม แต่ที่สำคัญคือ เราจะมีท่าทีต่อปรากฏการณ์นั้นอย่างไรจึงจะอยู่ได้ หรืออยู่ให้ได้ และไม่เพียงแต่อยู่ให้ได้เท่านั้น แต่ยังต้องเป็นธงนำทางความคิดไปสู่ความถูกต้องเป็นธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในสังคมด้วยเพื่อบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้ จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องค้นคิดกำหนดวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น   หรือที่เรียกว่า เมื่อกำหนดยุทธศาสตร์ที่แน่นอนชัดเจนแล้วต้องมียุทธวิธีที่แหลมคมชัดเจน  ในทางปฏิบัติเป็นขั้นตอน จากง่ายสู่ยากจนประสบความสำเร็จหรือไม่ก็พังพาบไปในที่สุด(หากกำหนดแนวทางไม่ถูกต้อง)

การที่จะทำให้เกิดความสำเร็จทั้งทางความคิด การเมืองนั้นย่อมต้องได้รับการตอบรับสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ อาจจะเริ่มจากน้อยสู่มาก เล็กสู่ใหญ่ เพื่อให้เกิดความสำเร็จเช่นนี้แล้วย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องสามัคคีคน   การสามัคคีคนนั้นย่อมแยกไม่ออกจากแนวทางการเมือง

คำตอบเบื้องต้นของแนวทางการเมืองก็คือ แนวทางสามัคคีคน สามัคคีมวลชนอันกว้างใหญ่ไพศาล เป้าหมายของความสามัคคีก็เพื่อให้เกิดการต่อสู้ ต่อสู้เพื่อขจัดความคิดที่ไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม ให้ได้มาซึ่งความถูกต้องเป็นธรรมและการต่อสู้นั้นก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความสามัคคี เป้าหมายของการต่อสู้ในหมู่มิตร คือ ความสามัคคีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาพเท่าเทียมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายเช่นนี้จำเป็นจะต้องมีความระมัดระวังท่วงทำนองในการปฏิบัติต่อเพื่อนหรือในการนำเสนอต่อสาธารณะพึงระมัดระวังวลีที่ว่า “สามัคคีก็ดีอยู่แต่ตัวกูต้องเป็นใหญ่” หรือที่เรียกว่าความสามัคคีระหว่างคนกับม้า (ผู้ขี่กับผู้ถูกขี่) นั่นเอง

 ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ ผมจึงคิดและตัดสินใจเองในหลายเรื่อง เช่นท่าทีต่อเพื่อนร่วมชะตากรรมในที่คุมขัง   ปฏิเสธการเข้าข้างใดข้างหนึ่งของความขัดแย้งทางความคิดในเรือนจำลาดยาว แม้ผู้ใหญ่ในสายจัดตั้ง (พคท.) จะไม่พอใจนัก แต่ก็ถือว่าจำเป็นที่ต้องเป็นตัวของตัวเอง ความคิดนี้ดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน

 สรุปแล้ว ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างการถูกคุมขังในเรือนจำลาดยาวร่วม 7 ปี ได้ให้คุณค่าในชีวิตทางความคิดการเมืองแก่ผมนานัปการ ขอบคุณมหาวิทยาลัยชีวิตลาดยาว ขอบพระคุณปรมาจารย์ทั้งหลายที่ให้คุณความรู้ทั้งทางตรง ทางอ้อมและด้านกลับที่ทำให้ผมเกิดความตื่นตัวทางความคิด ทางการเมือง อันเป็นต้นธารในการศึกษาค้นคว้าต่อไปเรื่อยๆ เพื่อพัฒนาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงก้าวแรกของการตื่นตัวทางความคิด การเมือง แต่ยังไม่ถึงขั้นการตื่นตัวทางการจัดตั้ง การตื่นตัวทางจัดตั้งเป็นอย่างไรนั้นจะขอเล่าในตอนที่รู้ว่าตัวเองเรียนรู้และตื่นตัวจัดตั้ง ผ่านความอึดอัดในเบื้องต้น   และชื่นชอบอย่างมีจิตสำนึกอย่างไร  ในตอนสู่สมรภูมิ “ภูพาน” 

ฟ้าส่งข้ามาเป็นกบฏ (3) – เข้าสู่วิทยาลัยเรือนจำลาดยาว

ฟ้าส่งข้ามาเป็นกบฏ (4) – การสู้คดีและการถอนฟ้องปล่อยตัว

image_pdfimage_print