กลัวโควิด แต่ก็กลัวจะไม่มีกิน” เป็นเหตุผลที่สองสาวอีสานที่ทำงานไซด์ไลน์ในสมุย จ.สุราษฎร์ธานี แม้จะรู้ว่า “เสี่ยง” แต่การเป็นเสาหลักของครอบครัวทำให้พวกเธอเลือกที่จะเสี่ยงเพื่อมีรายได้จุนเจือครอบครัว

เพราะรายได้ค่าความเสี่ยงของพนักงานนวด “แบบพิเศษ” มีราคาถึงครั้งละ 1,000-3,000 บาทต่อครั้ง หรือแล้วแต่จะตกลงกับลูกค้า จึงทำให้สาวอีสานจากอุดรฯ ยอมเสี่ยง 

“กลัวโควิดสายพันธุ์ใหม่เหมือนกันนะ แต่ก็ต้องเปิดร้าน ไม่งั้นก็ไม่มีรายได้ เพราะพ่อแม่และลูกสาวรอเงินจากเราอยู่”เป็นเหตุผลที่พนักงานนวดแบบพิเศษหยิบยกมาอธิบาย 

“ทำงานที่นี่มา 2-3 ปี ที่ทำก็เพราะอยากมีตังค์ รายได้วันหนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท สูงสุดก็ 4,000 บาท แล้วแต่จะอ้อนลูกค้า เดือนๆ หนึ่งก็ได้หลายหมื่น”เป็นเหตุผลที่พนักงานบาร์ที่รับงานไซด์ไลน์ด้วยเล่าให้ฟัง

มิ้นท์ ทะลุฟ้า เรื่องและภาพ

ตึกแถวสีชมพูสดใส ถูกตกแต่งให้เป็นร้านนวดแผนโบราณขนาดย่อมบนเกาะสวรรค์ที่ชื่อว่า “สมุย” จ.สุราษฎร์ธานี 

เตียงขนาดความกว้าง 3 ฟุตจำนวน 2 เตียง จึงเป็นทั้งที่ทำงานและที่พักของพนักงานที่มาจากอีสาน 

ร้านนวดแผนโบราณแห่งนี้คนในพื้นที่ต่างรู้กันว่า “มีนวดอย่างว่า” ซึ่งเป็นจุดขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการความสำราญแบบ “แฮปปี้เอนดิ้ง” มาใช้บริการ 

ภายในร้านมี “แนน” (ชื่อสมมุติ) ชาวอุดรธานีวัย 42 ปี เป็นเจ้าของร้านและมีพนักงานนวดที่มาจากอีสานอีก 2 คน คอยต้อนรับลูกค้า แต่บ่ายแก่ๆ ของวันที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่พุ่งสูงขึ้นก็ทำให้ร้านนวดดูเงียบเหงา 

“กลัวโควิดสายพันธุ์ใหม่เหมือนกันนะ แต่ก็ต้องเปิดร้าน ไม่งั้นก็ไม่มีรายได้ เพราะพ่อแม่และลูกสาวรอเงินจากเราอยู่”เป็นเหตุผลที่เจ้าของร้านนวดแห่งนี้หยิบยกมาอธิบายการทำงานในภาวะเสี่ยง 

หลังจากร้านกาแฟที่บ้านเกิดต้องปิดตัวไปเพราะพิษเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้ว เพื่อนจึงชวนเธอมาเปิดร้านนวดที่นี่ 

เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วเธอจึงตัดสินใจลงหลักปักฐานที่สมุย หลังจากชิมลางแล้วพบว่า ธุรกิจร้านนวดน่าจะพอไปได้ 

แม้จะเป็นช่วงโควิด แต่ด้วยทักษะการนวดเพื่อสุขภาพผสมผสานกับ “การนวดอย่างว่า” ทำให้เธอมีลูกค้ามาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ  

“ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจที่จะมาทำอาชีพนี้ แต่ทำแล้วมันได้เงินเยอะ มันสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ อยู่ที่นี่ก็พอมีลูกค้าต่างชาติที่เขาเกษียณและก็มีแขกประจำมาใช้บริการบ้าง” 

นวดแบบพิเศษ 1,000-3,000 บาท/ครั้ง 

ลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักร้านเธอแบบปากต่อปาก แนนจึงเป็นทั้งเจ้าของร้านและรับงานเอง โดยเรทราคาการนวดแบบพิเศษนี้จึงมีราคาสูงกว่าการนวดแผนโบราณเกือบ 10 เท่าตัว ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 1,000-3,000 บาทต่อครั้ง แล้วแต่จะตกลงกับลูกค้า 

เธอแจกแจงว่า การรับงานแต่ละครั้งพนักงานภายในร้านจะจ่ายค่าเช่าร้านให้กับเจ้าของร้าน 300 บาทต่อครั้ง ส่วนที่เหลือเป็นรายได้ของพนักงาน 

“บางวันลูกน้องก็ไม่มีลูกค้ามาใช้บริการเลย บางคนก็อยู่ไม่ได้เพราะไม่มีรายได้ แต่ก็ยังดีกว่ากลับบ้าน เพราะบางคนกลับบ้านแล้วก็ไม่มีอะไรทำ เลยต้องอยู่ที่นี่ต่อ อย่างน้อยก็พอมีอะไรทำบ้าง”เธอเล่าพร้อมกับถอนหายใจ 

ไฟไหม้บ้าน ฝันร้ายที่ไม่อยากเจออีก 

เธอย้อนเล่าชีวิตวัยเด็กว่า บ้านถูกไฟไหม้ตอนอายุ 11 ขวบ เหตุการณ์คราวนั้นทำให้ครอบครัวไม่เหลืออะไร 

“ตอนนั้นที่บ้านต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้หนี้ ธกส.ถึงขั้นหมดตัว ต้องเอาที่ดินไร่อ้อยที่เป็นมรดกไปจำนอง แต่ก็ฟื้นตัวไม่ได้” 

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เธอไม่อยากกลับไปลำบากอีก การทำงานแบบนี้เธอจึงบอกว่า “ดีกว่าไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีอะไรเลี้ยงลูก” 

“ความจริงก็อยากอยู่สมุยแค่หมดโควิดนี่แหละ แต่อีกใจก็อยากไปอยู่เยอรมันกับแฟนเก่า เพราะเขาบอกว่า จะกลับไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เราก็อยากจะกลับบ้านทำสวนนะ ต้องดูก่อน”เธอเล่าแผนคร่าวๆ ท่ามกลางการระบาดของโควิดที่ทำให้มองอนาคตไม่ชัดเจนนัก  

ชีวิตรักที่ไม่ได้โสภาเท่าใดนักทำให้เธอต้องคิดทบทวนหลายตลบกับการมีรักครั้งใหม่ โดยหย่าร้างจากชายไทยที่แต่งงานกันตอนอายุ 17 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน จากนั้นมาเธอก็คบหาชาวต่างชาติหลายคน แต่ก็เลิกราจนไม่อยากมีใคร การจะกลับไปหาแฟนเก่าที่เป็นชาวเยอรมันจึงทำให้เธอต้องคิดให้ดี 

แต่ตอนนี้เธอไม่ได้คิดเพื่อตัวเองมากนัก สิ่งสำคัญ คือ อนาคตของลูกสาวที่อยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งต้องใช้เงินเพื่อเติมความฝันให้ลูก เพราะเธอทำตามฝันที่อยากเป็นครูไม่สำเร็จ ความฝันของลูกสาวจึงเป็นแรงผลักดันให้เธอทำได้ทุกอาชีพ 

บรรยากาศยามค่ำคืนของสมุยช่วงโควิดระบาด

กลัวโควิด แต่กลัวไม่มีกิน 

ถัดจากร้านนวดแผนโบราณไม่ไกลกันนัก เป็นร้านกินดื่มที่ยังพอมีนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง เสียงเพลงดังระรัวพาตื่นเต้น 

ในเงามืดของค่ำคืน “น้อง” (ชื่อสมมุติ) สาวชาวขอนแก่นวัย 20 ต้นๆ นั่งเคียงข้างข้างนักท่องเที่ยวชาย พร้อมกับชวนสนทนาอย่างออกรส 

เธอรินเครื่องดื่มให้กับชายข้างเคียงครั้งแล้วครั้งเล่า แม้เธอจะบอกว่า การทำงานแบบนี้ก็เสี่ยงต่อการติดโควิด แต่เธอกลัวว่า จะไม่มีเงินมากกว่าติดโควิด 

“ตอนเด็กน้องมีความฝันว่า อยากเกิดมาบนกองเงินกองทอง อยากเป็นลูกคุณหนู มีเพชรมีพลอยมีแหวน”เธอเล่าความฝันวัยเยาว์ที่หวังว่า วันหนึ่งจะเป็นจริง 

เธอมาจากจังหวัดขอนแก่นและเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่ด้วยสถานการณ์โควิด การเรียนในห้องเรียนจึงไม่จำเป็นมากนัก เธอจึงเข้าเรียนบ้าง ไม่เข้าเรียนบ้าง แต่ยังคงรักษาสถานการณ์การเป็นนักศึกษาไว้  

“ทำงานที่นี่มา 2-3 ปี ที่ทำก็เพราะอยากมีตังค์ รายได้วันหนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท สูงสุดก็ 4,000 บาท แล้วแต่จะอ้อนลูกค้า เดือนๆ หนึ่งก็ได้หลายหมื่น”เธอเล่าเหตุผลของการทำงาน

บรรยากาศร้านอาหารกึ่งบาร์ที่ไร้ลูกค้า ภาพเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 

ชีวิตสาวไซด์ไลน์  

การเป็นสาวบาร์ทำให้เธอได้เจอผู้คนมากมาย บางครั้งถูกใจลูกค้าก็ชวนเธอทำงาน “ไซด์ไลน์” ทำให้เธอมีรายได้เสริมมีเงิน บางคนก็ซื้อเครื่องเพชรให้เพื่อเติมความฝัน แต่ตอนนี้เครื่องเพชรเหล่านั้นถูกเพื่อนขโมยไปหมด 

“การทำงานแบบนี้ก็แอบรักลูกค้านะ เพราะบางคนก็น่ารัก แต่เราก็รู้ว่า ผู้ชาย เขาก็แค่มาเที่ยว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เมื่อก่อนน้องก็อายเพื่อนที่ต้องทำงานแบบนี้ แต่ทำยังไงได้มันไม่พอกิน” เป็นเหตุผลสั้นๆ ที่เธอหยิบยกมาอธิบาย 

เพราะเธอต้องกินต้องใช้และต้องส่งเงินให้ลูก 2 คน โดยมีคนลูกคนแรกตอนอายุ 16 ปี ที่ตอนนี้เธอฝากพ่อแม่ดูแล 

ความรักไม่สมหวังจากชาย 2 คน จึงทำให้ชีวิตเธอไม่ค่อยได้วางแผนสำหรับการใช้ชีวิตมากนัก 

“ลูกเขารู้เรื่องนะว่า เราทำงานแบบนี้ แต่เราอยากให้ลูกมีอนาคต มีเงิน จะได้ไม่ต้องลำบาก เพราะเราลำบากมาก่อน”เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เธออยากเห็น 

ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ

ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่บีบรัดในช่วงโควิดสายพันธุ์ใหม่ระบาด ทั้ง “แนน” และ “น้อง” สองสาวอีสานจึงมีชะตาชีวิตที่ไม่แตกต่างกัน พวกเธอต้องทำงานภายใต้ความเสี่ยงที่ไม่รู้วันสิ้นสุด 

ก่อนโควิด-19 ระบาด เกาะแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวกว่า 2.5 ล้านคน สร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 5,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลเมื่อมีโครงการสมุยพลัส โมเดล เพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 15 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาสมุยกลับเงียบเหงากว่าที่คาด 

ผศ.ดร.พัชรินทร์ ลาภานันท์ อาจารย์สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ขอนแก่น ผู้ทำวิจัยเรื่องเมียฝรั่งในอีสาน

ปรากฎการณ์นี้ ผศ.ดร.พัชรินทร์ ลาภานันท์ อาจารย์สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับหญิงอีสานที่แต่งงานกับชาวต่างชาติและเจ้าของหนังสือ Love, Money And Obligation: Transnational Marriage in a Northeastern Thai Village หรือ ความรัก เงินตรา และหน้าที่ : การแต่งงานข้ามชาติในหมู่บ้านไทยอีสาน อธิบายว่า การทำงานที่มีความใกล้ชิดลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ทำให้เกิดความเครียด ทั้งกลัวจะติดโควิดและเครียดจากผลกระทบที่เกิดกับรายได้ที่ลดน้อยลง 

“พวกเธอมีความเสี่ยงหลายมิติ ทั้งเรื่องรายได้ และเรื่องสุขภาพ แต่ก็หยุดทำงานไม่ได้ เพราะต้องรับผิดชอบชีวิตครอบครัว”นักวิชาการผู้นี้กล่าว  

ผศ.ดร.พัชรินทร์ อธิบายว่า รายได้มีความสำคัญกับคนที่ไปจากชนบทในภูมิต่างๆ เพื่อไปทำงานนี้มาก โดยพวกเธอหวังว่า การทำงานแต่ละครั้งเพื่อส่งเงินกลับบ้าน เมื่อไม่มีเงินจึงอาจเกิดความเครียดและมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว 

ไม่มีงาน แต่ไม่กลับชนบท 

เธออธิบายปรากฎการณ์นี้อีกว่า แม้จะมีการระบาดของโควิด โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว แต่จะเห็นว่า ผู้หญิงเหล่านี้ไม่กลับชนบท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ชนบทไม่มีงานทำ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการไม่มีการสร้างอาชีพในชนบทและขาดโอกาสทางการศึกษาจึงเข้าสู่อาชีพอื่นๆ ไม่ได้  

“จากการทำงานวิจัยที่พัทยา 1 เดือน ได้คุยกับคนที่ทำงานบาร์หลายคนทำให้รู้ว่า ผู้หญิงที่มาจากชนบทมาทำงานใน sex industry หรือทำงานในสถานบันเทิง ส่วนใหญ่พ่อแม่ไม่รู้ว่าลูกไปทำอะไร เพราะลูกไม่บอก เมื่อตกงาน ถ้าต้องกลับบ้านก็กลัวว่า คนที่บ้านจะรู้ ถ้าพ่อแม่รู้นั่นหมายถึงคนในชุมชนรู้ แล้วคนในชุมชนจะมองครอบครัวอย่างไร”เป็นข้อมูลที่เธอได้รับจากการสัมภาษณ์ที่อธิบายสาเหตุหนึ่งที่คนส่วนหนึ่งไม่กลับชนบท แม้ไม่มีงานทำ 

ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับผู้หญิงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำอาชีพเหล่านี้จีงมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะในช่วงโควิด แม้จะเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ทั้งต่อความอยู่รอดของครอบครัวและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ แต่คนที่อยู่ในอาชีพนี้กลับถูกสังคมตีตรา

อ่านฉบับภาษาอังกฤษ ที่นี่

image_pdfimage_print