เครดิตภาพ: ภาพวิว

 เรื่องสั้นจากชายคาเรื่องสั้นตอนที่ 2 “เมืองเก่า” เป็นความทรงจำที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาได้เห็นภาพ กระทั่งบรรณาธิการเรื่องสั้นอย่าง มาโนช พรหมสิงห์ บอกว่า เป็นสิ่งสะท้อนวัยเยาว์อันรื่นรมย์ เข้ากับยุคสมัยแห่งเผด็จการภายใต้ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐธรรมนูญของรัฐเผด็จการ สะท้อนถึงเมืองเก่าในวัยเยาว์ จนเป็นดั่งผู้มาก่อนกาลเวลา ภายใต้ระบบเก่าแก่ที่แสนห่วย โคตรห่วยก็ว่าได้ นี่ล่ะสังคมที่เฮาเผชิญอยู่ พี่น้องเอ๊ย … 

จรรยา อำนาจพันธุ์พงศ์ เรื่อง

1

หลายสิ่งในตัวคุณค่อยๆ สูญสลาย อีกหลายสิ่งถูกทำลายโดยกาลเวลา ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คุณจะยังดำรงอยู่ในทรงจำแห่งการถูกกระทำย่ำยี คุณย่อยยับ ผุกร่อน และถูกป้ายทับไว้ด้วยสีสันสดใหม่ ซึ่งหลอกสายตาผู้สัญจรผ่านไป หากภายในนั้น คือ มหาวิหารที่ถูกยึดครองด้วยวาทกรรมในนามของเมืองเก่า

คุณกลายเป็นมนุษย์ที่ยึดโยงบางสิ่งไว้ด้วยเปลือกของความรักชาติ สดุดีบรรพบุรุษจากเรื่องเล่าเก่าแก่ที่เขียนขึ้นไว้ในตำราเรียนเล่มเก่า นานวันเปลือกที่หุ้มคุณไว้ ค่อยๆ แตกร้าวด้วยแรงสั่นสะเทือนจากใช้ชีวิต กระทั่งแสงแรกได้ทะลุผ่านเข้ามาพร้อมเรื่องเล่าปรัมปราจากอดีต ซึ่งนำทางคุณไปสัมผัสดินแดนแห่งใหม่ มองผิวเผินชวนเพลิดเพลินใจ หากอย่างคิดใคร่ครวญจะมองเห็นจารีตเก่าแก่แฝงตัวอยู่บนป้ายโฆษณาชวนเชื่อ ต่างมีชีวิตรีบเร่งเป็นเหมือนขบวนรถที่แล่นอยู่บนรางของความฝัน วนเวียนกลับไปกลับมาในเสียงอ่อนล้าของผู้ใช้แรงงาน ยืนเหม่อลอยอยู่ริมชานชาลา ไม่กี่นาทีถัดมา ยินยอมพร้อมใจให้ประตูห้องผู้โดยสารดูดกลืนเข้าไป ขบเคี้ยวก้อนกระดูกจนอ่อนยวบ

มีบางวันคุณจะเดินหายไปในย่านเมืองเก่า สำรวจบรรยากาศที่เห็นชินตา ในแทบทุกตารางนิ้วของกำแพงเต็มไปรอยแตกร้าว ฝุ่น อิฐ และปูนซึ่งผุกร่อนลงเรื่อยๆ – อดีตเหล่านั้นที่ไม่เคยผ่านพ้นได้ด้วยตัวมันเองความรัก ความหวัง ความสิ้นหวัง และแรงปรารถนาต่างหากที่ผลักมันให้อยู่ชิดกำแพง ให้คนที่อยู่ภายนอกได้เงี่ยหูฟังประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนและจารึกไว้ในดินแดนต้องห้าม

กับการเดินไปเรื่อยๆ นับจำนวนก้าวไปเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญ เพราะมีน้อยครั้งที่คุณจะวางจุดหมายข้างหน้า หากจมอยู่ในห้องโดยไม่ออกไปไหน คุณทำได้เพียงแค่รอคอยให้แสงเช้ามาถึง เปิดประตูรอ แง้มหน้าต่างเอาไว้ แนบใบหน้ามองจ้องออกไป เบนสายตา ฆ่าเวลาไปกับบทกวีบางชิ้น อ่านมันในความเงียบ ครุ่นคิดไตร่ตรอง เรื่องราวเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในวังวน เลาะเลียบสารัตถะของความจริงที่จับต้องไม่ได้

ลึกลงไปกว่านั้น มีบางสิ่งกลืนกลบอยู่ในอดีตที่ผ่านเลย และจุดหมายปลายทางทั้งหมดซ่อนในดวงตาที่มิอาจมองเห็น จินตนาการไปว่า คุณได้ตื่นขึ้นในโลกที่เสรีภาพคือหินก้อนหนึ่ง จมนิ่งใต้มหาสมุทร 

คุณตกอยู่ในสภาวะนั้น ไม่ว่าจะริมหน้าต่าง หรือประตู มันเต็มไปด้วยการหลบซ่อน กลลวง อำนาจที่เบียดบัง เป็นความดุร้ายของเหล่าภูตผีจากตำนานเรื่องเล่าเก่าแก่ ที่เต็มไปด้วยการสาปส่งของผู้บริสุทธิ์ 

คล้ายเหมือนมีอำนาจบางอย่างจัดวางอนาคตอันไม่แน่นอนไว้ในรอยแตกร้าวเหล่านั้น เป็นข้อความยืดยาวของจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนถึงตัวเองในอีกยี่สิบปีข้างหน้า และทรงจำทั้งหมดซ่อนอยู่ในรอยพับที่ไม่เคยคลี่ออกมาอ่าน หลากหลายความรู้สึกที่ถ้อยคำมากมายกลืนกลายอยู่ภายในกำแพงของวันและคืน ลึกลงไปภายในเขาวงกตที่มิอาจค้นเจอ และภายนอกกำแพงซึ่งซ่อนความดำมืดนั้นประดับประดาไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็นใดๆต่อการดำรงชีวิต ความงามที่เล่นล้ออยู่กับการมองเห็นของบรรดาผู้ผ่านทาง สัญจรรอนแรมอยู่ในโลกที่อำนาจแห่งการกดขี่สร้างรอยจารึกบนใบหน้าของคนหนุ่มสาวซึ่งปรารถนาไขว่คว้าเพื่อเปิดประตูไปสู่โลกใบอื่น

เป็นคุณซึ่งยังคงนั่งอยู่ตรงที่เดิมของเมื่อวาน มองหาถ้อยคำของวันพรุ่งนี้เพื่อเขียนจดหมายถึงความตายของยุคสมัย แต่ปีศาจของวันนี้กลับขีดเขียนความตายของมันไว้ในนามของผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

เหมือนคุณไม่ได้อยู่ในที่ที่เคยอยู่ เส้นกั้นบางๆ ที่เราก้าวข้ามไปไม่พ้น ไม่เพียงวางน้ำหนักลงบนเท้าสองข้าง แต่มันรวมถึงดวงตาด้วย นานวันเข้า มันยึดครองพื้นที่ในหัวใจ สลายทรงจำทั้งหมดจนสิ้น เว้นไว้เพียงพื้นที่ว่างๆ เอาไว้, พื้นที่ว่างซึ่งอัดแน่นด้วยมวลมหาศาลของความว่างเปล่า ประกอบด้วยความสิ้นหวัง การหลงลืม และการพยายามจะลืม น่าเศร้าที่ทั้งความรักและความเกลียดชังนั้นหล่อหลอมเราขึ้นมาจากเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เป็นสิ่งผุพัง เป็นสิ่งที่สูญสลาย ไม่อาจรักกันได้อีก ไม่อาจคาดหวัง ไม่อาจเทิดทูนบูชา และมากกว่านั้น ภาพลวงตาบางอย่าง เป็นเพียงห้องๆ หนึ่งในทัณฑสถานที่เราเคยหลงเชื่อมันว่า คือ บ้าน

แม้ว่าในความเป็นจริงที่ย่านอื่นๆ จะดูทันสมัยขึ้น แต่คุณมองไปทางนั้นทางนี้ มองหาร่องรอยแตกร้าวของบ้านเรือน มองหาความมืดหม่นแฝงรอยยิ้มอันแสนประหลาด บ้านเมืองที่ค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นอื่น หลอดไฟหลากสี ป้ายบอกทางเพิ่งเพิ่มเข้ามา ป้ายร้านอาหารร้านกาแฟ ทั้งหมดวางแนวเรียงรายภายใต้พราวแสงสีละลานตา 

คุณยังคงเดินหลงไปทางนั้นทางนี้ กระทั่งถึงดงหญ้า มีฉากเมืองเก่าอยู่ด้านหลัง น่าเศร้าที่ล่วงผ่านมาหลายยุคสมัย เราทำได้เพียงสร้างเมืองให้ดูแปลกตา ทันสมัย ทิ้งความเป็นเมืองเก่าแก่ไว้ในคราบของบางสิ่งที่จับต้องไม่ได้ซึ่งเบียดแทรกอยู่ในความเป็นอื่น ไม่ยินดียินร้าย ทั้งซ่อนรอยยิ้มของคนรุ่นหนึ่งไว้อย่างไม่เคยเปลี่ยนเป็นอื่น

หากแต่เมืองเก่ายังคงตรึงทรงจำคุณไว้บนถนนทุกสาย  คุณหลับตาเห็นเด็กๆ กลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นไปตามถนนเก่าแก่ ว่าวหลากสีโยกโยนขึ้นลงราวจะหลุดจากมือ สองข้างทางนอกเมืองเต็มไปด้วยดงหญ้า ดอกขาวสะบัดลมฤดูร้อนพัดไหวไปตามจังหวะโลดแล่นก้าวกระโดดของรอยเท้าเล็กๆ 

ยี่สิบกว่าปีต่อมา เด็กๆ กลุ่มนั้นพลัดหายไปตามหนทางการเติบโตในโลกใบเดิม เป็นยี่สิบกว่าปีต่อมา ที่คุณเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งเติบโตขึ้นมากับความฝันถึงโลกใบใหม่ พวกเขาออกไปตามหาความหมายการมีชีวิตอยู่บนถนน ประกาศก้องถึงผู้ครองอำนาจอยุติธรรมครองเมือง 

2

เราอยู่ในโลกแบบไหนกัน นี่เป็นข้อสงสัยที่นานวันจะยิ่งขยายพื้นที่ของมันออกไปเรื่อยๆ 

เงื่อนงำแห่งอำนาจทั้งในและนอกของกำแพงของเมืองเก่าที่ปิดกั้นสายตาการมองเห็นความจริงอันดำมืด ซึ่งยังคงอยู่รอดปลอดภัยมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นการมีอยู่ในสภาวะที่แตกกระจัดกระจายกันออกไป ทั้งชาติพันธุ์ สายเลือด กระนั้นอำนาจการปกครองทางการเมืองยังคงส่งทอดระบบอุปถัมภ์ ทั้งหน่วยย่อยระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับชาติ ไม่เว้นแม้แต่ระบบราชการในทุกกระทรวง ทบวงกรม แผ่กระจายไปยังทุกหนแห่งของย่านเมืองเก่า ซึ่งซ่อนอยู่ในศูนย์กลางของเมืองทันสมัย แผ่ลามไปยังท้องถิ่นชนบทห่างไกลไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง เหนือ อีสาน ใต้ และตะวันออก

เราเติบโตขึ้นมาจากโครงสร้างของระบบในอุดมคติแบบเก่า แต่ฉาบทาสีสันลวดลายขึ้นใหม่ให้ดูแปลกตา หากภายในไม่เคยถูกรื้อสร้าง เต็มไปด้วยอิฐปูนที่ถูกก่อขึ้นจากรากฐานของประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกชำระเสียใหม่ กลายเป็นการส่งต่อความผิดพลาด- ส่งต่อแบบแผนอันผิดเพี้ยน เหมือนการเรียนตำราเล่มเก่า เพื่อหวังว่าพวกนักศึกษาเหล่านั้นที่จบออกไปจะนำความรู้ไปสร้างโลกใบใหม่ที่ดีกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ความรู้ความเข้าใจเหล่านั้นกำลังชำระตัวมันเองจากความรู้นอกตำราเรียน- จากการใช้ชีวิต และจากสิ่งที่พวกเขาถูกกระทำย่ำยีด้วยอำนาจของผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรม 

ความจริงเป็นเช่นนี้ เรื่องราวต่างๆ ถูกเชื่อมต่อขึ้นจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า มิใช่ด้วยคำพูด หรือวาทกรรมที่มีนัยซ่อนเร้นเพื่อกดข่ม หรือชี้นำบิดเบือนไปจากสิ่งที่เห็นอยู่ว่า มันคือการโกหกซึ่งหน้า   

เพราะงั้นในเงื่อนงำเหล่านั้น ในภาพร่างของเมืองเก่าภายใต้กำแพงปิดกั้นการมองเห็นร่องรอยในอดีต และการเติบโตขยับขยายของเมืองอันทันสมัย ฉูดฉาดไปด้วยสีสัน มันจึงคล้ายเงาสะท้อนในมุมกลับที่ชวนให้เกิดความสงสัยของด้านที่อยู่ตรงกันข้าม กลายเป็นภาพของคู่ขัดแย้งในสายตาของคนรุ่นใหม่ที่แสวงหาเสรีภาพแห่งการรับรู้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ 

และนี่คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจการปกครองกำลังเผชิญมันอยู่ 

3

ในทุกหนแห่งล้วนมีภาพของเมืองเก่าที่ถูกซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด สิ่งเหล่านี้มิเคยปรากฏขึ้นให้เห็นในทางกายภาพ ทุกสิ่งยังคงรูปของนามธรรมอยู่ในวาทกรรมอันบิดเบี้ยว ทั้งซ่อนเงาของประวัติศาสตร์ที่ปลูกฝังความรักชาติ ผ่านการท่องจำ ผ่านโครงสร้างอำนาจแบบเก่า ผ่านสังคมในระบบอุปถัมภ์ ที่ไม่เคยถูกรื้อสร้าง ปล่อยรากลึกของมันขยายใหญ่กลายเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนความเหลื่อมล้ำ อันไร้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเป็นประชาธิปไตย

ทุกวันคุณจึงตื่นขึ้นมาด้วยสภาพของคนฝันค้าง ไม่แน่ใจกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า ไม่แน่ใจกับเสียงที่ดังอยู่รายรอบ คุณตะเกียกตะกายอยู่ข้างกำแพงเมืองเก่า มือข้างหนึ่งค้ำยันอยู่กับกำแพงเมืองเก่า มืออีกข้างปัดป่ายหาที่ยึดเหนี่ยวในผืนอากาศอันว่างเปล่า 

กระทั่งเมื่อคุณพูดหรือตะโกนความจริงอะไรออกไปสักอย่าง เสียงที่ดังสะท้อนกลับมาก็ปลุกคุณตื่นขึ้นมาในโลกอันเต็มไปด้วยฝันร้ายอีกหน

โลกซึ่งคุณมีความผิดฐานเป็นผู้ที่เกิดมาก่อนกาล

……………………

ความเห็นของบรรณาธิการ

‘เมืองเก่า’ สะท้อนวัยเยาว์อันรื่นรมย์ เรื่องเข้ากับยุคสมัยแห่งเผด็จการภายใต้ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รัฐธรรมนูญของรัฐเผด็จการ สะท้อนถึงเมืองเก่าในวัยเยาว์ จนเป็นดั่งผู้มาก่อนกาลเวลา ภายใต้ระบบเก่าแก่ที่แสนห่วย โคตรห่วยก็ว่าได้ นี่ล่ะสังคมที่เฮาเผชิญอยู่ พี่น้องเอ๊ย … มาโนช พรหมสิงห์ กุมภาพันธ์ 2022

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *