ธีระพล อันมัย เรื่อง/ภาพ

สิ้นคำพิพากษา เขาถูกตีตรวนและนำตัวไปจำคุกที่เรือนจำกลางอุบลราชธานี 3 สัปดาห์ต่อมา ด้วยอัตราโทษที่สูงเกิน 30 ปี เขาถูกย้ายไปเรือนจำคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

เขาเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งที่เขาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุในวันที่ศาลากลางจังหวัดถูกเผา หลังจำคุกได้ 15  เดือน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุก 1 ปี แต่เนื่องจากถูกจำคุกก่อนศาลอ่านคำพิพากษาเกินอัตราโทษแล้วจึงได้รับการปล่อยตัว และศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น

แต่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ศาลฎีกาได้พลิกคำพิพากษาเป็นจำคุกตลอดชีวิต

14 กุมภาพันธ์ 2565 หลังจำคุก 6 ปีกับ 2 เดือน ‘ดีเจต้อยพิเชษฐ์ ทาบุดดา’ แกนนำเสื้อแดง ‘กลุ่มชักธงรบ’ ได้รับอิสรภาพตามเงื่อนไขการลดหย่อนโทษของกรมราชทัณฑ์

เกือบหนึ่งเดือนหลังจากนั้น เขาใส่เสื้อ ‘ขบถผู้มีบุญอีสาน’ เปิดใจ ปล่อยให้ความทรงจำและถ้อยคำหลั่งไหลพรั่งพรู

ก่อนจะมาเป็นคนเสื้อแดง ‘พิเชษฐ์ ทาบุดดา’ เป็นคนอย่างไร?

ครอบครัวผมเป็นคนยากจน พ่อถีบสามล้อ แม่หาบของขาย เห็นความเดือดร้อนลำบากของครอบครัวตัวเอง เมื่อสืบสาวไปยังรุ่นก่อนก็จะพบว่า ปู่ของปู่ผมเป็นกบฏผีบุญถูกฆ่าตายที่บ้านสะพือ (ต.สะพือ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี) เห็นคนทุกข์ยากลำบาก เราก็คิดถึงความทุกข์ยากลำบากที่เราเคยได้รับสมัยเป็นเด็ก

ผมเป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมัธยมที่โรงเรียนศรีทองแล้ว ตอนนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งตัดต้นฉำฉารอบทุ่งศรีเมือง ผมกับเพื่อนก็พากันเดินขบวนประท้วง หรือตอนเรียนเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา ก็เคยเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อประท้วงจอมพลถนอม กิตติขจร หรือถ้ามีปราศรัยทางการเมืองก็จะนั่งรถไฟจากโคราชไปฟัง นั่นเป็นเหตุให้ผมเรียนไม่จบ

พอเรียนไม่จบก็ไปทำงานสอนหนังสือชาวบ้านที่บ้านทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ไปเห็นเจ้าหน้าที่กองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (กรป.) ทุจริตการจัดซื้อต้นกล้าชา ก็ไปโวยวายสุดท้ายผมก็ต้องหนีเข้ามาทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯ อาศัยอยู่วัดเทพลีลา ค่าจ้างที่ได้มาก็เอาไปซื้อหนังสือมาอ่าน

มีอยู่วันหนึ่งผมไปเจอ จ่าง แซ่ตั้ง ก็ไปคุยกับแกเรื่องอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย แกบอกว่า จะเอาแบบไหน ซ้ายอุดมการณ์หรือซ้ายขี้ขลาดตาขาว แกบอกว่า เมืองไทยไม่น่าจะมีอนาคตหรอก อย่าอยู่เลย ผมจึงไปทำงานต่างประเทศอยู่เกือบ 20 ปี ทั้งลิเบีย ซาอุดิอาระเบีย ดูไบ สิงคโปร์ บรูไน ไปเห็นโลกมาเยอะ สิ่งที่ชาวโลกรับรู้กับสิ่งที่ได้เจอกับตัวเองบางเรื่องก็เป็นคนละเรื่องกัน อย่าง กลุ่มประเทศอาหรับเองก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เรารับรู้กัน

มาเป็นคนเสื้อแดงได้อย่างไร?

มันเริ่มจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่คุณทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจ ผมเห็นว่า อารยประเทศเขาไม่ทำรัฐประหารกันแล้ว และรัฐบาลคุณทักษิณก็เป็นรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาตามครรลองประชาธิปไตย ผมว่านั่นมันเป็นปัญหาแล้วล่ะ เหตุการณ์นั้นมันทำให้ผมอยากกลับบ้าน

แน่นอนว่า ผมไม่ได้เป็นขี้ข้าคุณทักษิณ ไม่ได้ชื่นชมคุณทักษิณทุกเรื่องนะ อย่างเช่น นโยบายสงครามกับยาเสพติด ที่มีการฆ่าตัดตอนจำนวนมากก็เป็นปัญหา แต่ว่า เมื่อบวกลบคูณหารแล้วก็พบว่า รัฐบาลคุณทักษิณเป็นรัฐบาลที่ทำให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปากได้ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มา

กลับมาเมืองไทยตอนแรกก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เริ่มจากการเลี้ยงไก่ชนที่บ้าน (อุบลราชธานี) เพื่อเอามาแจกจ่ายกันในหมู่คนรู้จักกัน และตอนนั้นมีสถานีวิทยุชุมชนที่มีเวลาว่างตอนตีสี่ถึงตีห้า ผมก็เลยขอเวลาไปจัดรายการ เล่าเรื่องการทำมาหากิน เล่าเรื่องการเลี้ยงไก่ชน และเล่าเรื่องการเมือง

การคุยเรื่องการเมืองในช่วงหลังรัฐประหารนั่นล่ะที่ทำให้คนติดตามจำนวนมาก เพราะรายการของผมให้แง่มุมเรื่องการเมืองตามแบบสากลนิยม ให้คนฟังได้เข้าใจว่าอะไรคือดี – ไม่ดี พอพูดเรื่องการเมืองบ่อยๆ เข้าก็เกิดกลุ่มคนฟังที่ติดตามเหนียวแน่น จึงตั้งชื่อกลุ่มว่า ‘ชักธงรบ’ ตอนแรกเราใส่เสื้อขาว จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสื้อสีแดง

พิเชษฐ์ ทาบุดดา หรือ ดีเจต้อย  แกนนำเสื้อแดง ‘กลุ่มชักธงรบ’ จ.อุบลราชธานี หลังพ้นการจองจำในคดีเผาศาลากลาง 

เสื้อแดงชักธงรบทำอะไรบ้าง?

รวมกันไปทำบุญกับแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองเมื่อเห็นความไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม เช่น เผาโลงศพประท้วงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ชอบออกมาแสดงบทบาททางการเมือง แต่ภาพลักษณ์ของพวกเราจะกลายเป็นกลุ่มการเมืองแบบฮาร์ดคอร์มากกว่าภาพที่เราไปทำบุญสุนทาน

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ก็จะถูกจับตามมองเราว่า เป็นหนึ่งในสามกลุ่มคนเสื้อแดงที่ใช้ความรุนแรง (เชียงราย ฉะเชิงเทรา) คือ เราสู้กับรัฐบาลที่เลวร้าย เราจะใช้วิธีสุภาพได้อย่างไรล่ะ เราจะคุยดีๆ กับพวกนั้นทำไม การแสดงออกของชักธงรบเป็นแค่บทบาททางการเมืองที่คนมองว่า เป็นความรุนแรงนั้น เราแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น การเผายาง เผาโลงศพ เราไม่ได้ไปฆ่าคนนะครับ เราฆ่าเชิงสัญลักษณ์ให้พวกนั้นได้ตายจากคุณงามความดี

เมื่อตกเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี

คดีเผาศาลากลางมันเป็นเรื่องใหญ่นะ เขาจะต้องหาคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ให้สมน้ำสมเนื้อ ทั้งที่ผมไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เลย ไม่ได้เป็นคนลงมือเผา แต่ถ้ามองในแง่ของกฎหมายและการปกครองแล้วล่ะก็ ถ้าไม่เอาผมแล้วเขาจะเอาใครไปสังเวยความสมเหตุสมผลเพื่อดำรงหลักนิติธรรม รัฐต้องหาคนรับผิดชอบให้ได้ มันก็เลยมาตกที่ผม ที่ต้องเป็นแพะในเรื่องนี้

คิดดูสิ ใน 21 คนที่เป็นจำเลยคดีเผาศาลากลางจังหวัด มีทั้งคนพิการ คนเก็บขยะ คนขับรถรับจ้าง ชาวไร่ ชาวนา เป็นชาวบ้านยากจนคนหาเช้ากินค่ำเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ต้องเป็นผมก็เพราะผมมีคนติดตามทางสถานีวิทยุ แต่ผมก็ไม่มีทรัพย์สินอะไร ไม่ได้มีคนหนุนหลัง หลังจากจับผมแล้ว เขาอายัดบัญชีธนาคารของผม 3 เล่ม ในนั้นมียอดเงินในบัญชีสูงสุด 800 บาท ครั้นตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของผม 6 เดือนย้อนหลังก็มีแค่ครั้งเดียวที่ผมโทรศัพท์คุยกับนักการเมืองคนหนึ่ง เรื่องขอความช่วยเหลือเล็กน้อยให้ช่วยชาวบ้านในพื้นที่ ผมจึงง่ายต่อการเป็นแพะตัวใหญ่ในคดีนี้

ผมเคยนำกลุ่มชักธงรบไปเผายางรถยนต์ ไปเผาโลงศพประท้วงในเชิงสัญลักษณ์อยู่ ก่อนจะมีเหตุเผาศาลากลางจังหวัดนั้น ผมได้แถลงยุติการเคลื่อนไหวแล้ว แต่พอมีข่าวว่า มีคนถูกยิงที่หน้าศาลากลางจังหวัดหวัดนั่นล่ะ มันจึงกลายเป็นเรื่องวุ่นวายบานปลาย แต่ผมอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมที่นั่น

วันที่ศาลฎีกาพลิกคำตัดสินเป็น ‘จำคุกตลอดชีวิต’ คิดอะไร?

หูอื้อ งง เพราะศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ก็จบไปแล้ว เพราะไม่มีแรงจูงใจ ไม่มีอะไรเป็นหลักฐานที่จะทำให้ผมต้องรับโทษขนาดนั้น แต่นั่นมันยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่มาด้วยการยึดอำนาจจากรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

วันนั้นผมแต่งตัวชุดลำลองไปศาล เพราะเห็นว่าชนะมาสองศาลแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรพลิกโผ กะว่าเสร็จจากศาลแล้วจะไปกินข้าวกับครอบครัวกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ แต่กลายเป็นว่า ผมต้องถูกควบคุมตัวไปเรือนจำทันที

จากนั้นผมก็ไม่เชื่อในการสาบานตนต่อสิ่งศักดิ์ในห้องพิจารณาคดีอีกต่อไป คิดแต่เพียงว่า ระบบยุติธรรมจะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นธรรมมากขึ้น แต่อีกใจก็คิดว่า ผมโชคดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ตัดสินประหารชีวิต ไม่ถูกฆ่าเหมือนปู่ทวดผม ผมยังมีลมหายใจ ผมยังมีความหวัง

6 ปีกับ 2 เดือนในเรือนจำ

ผมได้เจอกับนักโทษคดีความมั่นคง คดีก่อการร้ายจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีตั้งแต่โต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม ครู ผู้สอนศาสนา พวกเขาไม่มีท่าทีแบบที่ทางการแถลงเลย ทุกคนมีความรู้ มีความคิดที่ดีต่อบ้านเมืองทั้งนั้น แต่ที่เลวร้าย คือ เพื่อสร้างความชอบธรรมสมน้ำสมเนื้อกับข้อกล่าวหา จึงยัดข้อหาร้ายแรงให้พวกเขาจนได้รับโทษหนักและมาจำคุกไกลบ้านเกิดเมืองนอนพวกเขา ทำให้ญาติที่จะมาเยี่ยมเดินทางยากลำบาก 3 วัน 3 คืน เป็นเรื่องที่ลำบากมากสำหรับคนที่อยู่ข้างนอก

แต่ส่วนใหญ่ที่เจอโทษจำคุกเกิน 30 ปี จะเป็นกรณียาเสพติด มีบางรายที่เจอคดีทางเพศและรับโทษหนักมาก

คุกให้คำตอบเรื่องความยุติธรรมไหม และได้ ‘คืนคนดีสู่สังคม’ จริงไหม?

ไม่มีความยุติธรรมหรอกในคุก เพราะเท่าที่ผมเจอ บางรายก็เป็นผู้ป่วยจิตเวชก็เอาไปขังคุกด้วยอัตราโทษที่สูงมาก แทนที่จะเอาไปรักษา

ส่วนการคืนคนดีสู่สังคมนั้นยิ่งเป็นไปได้ยาก คุกจะคืนคนโง่กลับสู่สังคม แค่ไปถึงวันแรก คุณก็จะถูกปฏิบัติเยี่ยงสัตว์ ยิ่งพวกโทษหนักๆ ติด 30 ปีขึ้นไป ออกมาก็จะเป็นคนที่ไม่ทันโลก

ผมว่า ระบบกฎหมายของเรามีปัญหา มันเขียนมาเพื่อให้นักเทคนิคทางกฎหมายหากินกับความทุกข์ยากของผู้คน ตั้งแต่ทนาย อัยการและศาล เหล่านี้เป็นอาชีพที่หากินกับความเป็นความตายและอิสรภาพของคน เอาคนเข้าคุกและอัตราโทษสูงเกินจำเป็น

ตอนนี้มีคนติดคุกราว 380,000 คน ค่าข้าวตกหัวละ 22,000 บาท/ปี คูณจำนวนเข้าไปสิ เราเสียภาษีเพื่อสิ่งนี้เท่าไหร่ คูณด้วยจำนวนปีเข้าไปอีก มหาศาลเลย เฉพาะที่เรือนจำคลองไผ่ (จ.นครราชสีมา) มีรถขนอาหารส่งเข้าคุกวันละคันรถสิบล้อ ระบบกฎหมายแบบนี้ทำให้รัฐต้องเสียภาษีมากเกินไปโดยใช่เหตุ

ในวันที่ได้รับอิสรภาพ

ผมรอดตาย ออกจากคุกก็เหมือนผมหลุดออกมาจากขุมนรก และตอนนี้ผมมาอยู่วัด เหมือนได้อยู่บนสวรรค์

บทเรียนสำคัญจากการติดคุก 2 รอบ

หนึ่ง – ผมไม่ตายในคุก ถือว่า ผมโชคดี เพราะผมพยายามดูแลตัวเอง และระบบของเรือนจำคลองไผ่ก็ดีพอ ผมได้วัคซีนโควิด 3 เข็มตั้งแต่ในเรือนจำแล้ว ผมไม่ตายผมยังมีความหวัง

สอง – ผมได้ทบทวนตนเองว่า จะต้องใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท จะทำอะไรอย่าลืมประเมินกำลังตนเอง ตอนเราต่อสู้ทางการเมือง เราลืมประเมินไปว่า เราต่อสู้อยู่กับใคร โบราณว่า ต้องระวังสามอย่างคือ พวกอาวุธ ราชาและสัตว์มีพิษและเขี้ยวเล็บ

สาม – ได้เห็นชีวิตผู้คนในคุก ส่วนใหญ่เป็นคนจน ส่วนใหญ่ทำความผิดเพราะไม่มีจะกิน พวกค้ายาเสพติดที่รับโทษหนักก็มีแต่ลูกคนจน เวลาเห็นญาติๆ เขาไปเยี่ยมเราจึงรู้ว่า มีแต่คนจนที่ติดคุก

หัวจิตหัวใจของพิเชษฐ์ ทาบุดดา ในวันนี้ล่ะ?  

ผมยังเหมือนเดิมนะ ยังไม่ชอบความไม่เป็นธรรม เกลียดความไม่ตรงไปตรงมา ยังต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่เคยคิดว่าจะลดความหนักแน่น เพียงแต่จะต้องสุขุมรอบคอบมากขึ้น อายุมากแล้วต้องฟังหัวใจของตัวเองมากขึ้น

ก้าวต่อไปของชีวิต

ผมกำลังเขียนหนังสือเพื่อจะพิมพ์รวมเล่ม เสียดายที่ผมเขียนอยู่ในเรือนจำกว่าพันหน้าแต่ทางเรือนจำไม่ให้นำออกมา ตอนนี้ก็ทยอยเขียนใหม่และจะพิมพ์ในไวๆ นี้ และเราจะต้องสู้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *