ตติยา ตราชู นักศึกษาฝึกงาน The Isaan Record

เมื่อความกันดารน้ำของหมู่บ้านสะพือ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ได้สร้างความขัดสนและนำมาซึ่งโอกาสในชีวิตที่จำกัดแก่ชาวบ้านสะพือ “เกลือ” ในท้องถิ่น จึงกลายเป็นแหล่งสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญและถูกนำมาใช้เป็นบันไดเพื่อไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

ยุคหนึ่ง หน้าประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านสะพือ ได้ถูกจารึกไว้ว่า เป็นสถานที่เกิดศึกโนนโพธิ์ที่กบฏผู้มีบุญถูกปราบในช่วง พ.ศ. 2444  ทว่า ยังมีอีกหนึ่งเรื่องราวของการต้มเกลือที่หลบซ่อนอยู่ในความทรงจำ และหล่นหายไปตามกาลเวลา ให้เราได้ศึกษาในพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์

ฝุ่นดินแดงลอยคลุ้งไล่หลังรถจักรยานยนต์ของผู้นำทาง มุ่งสู่ถนนลูกรังคดเคี้ยวทอดยาวตัดผ่านผืนนาของชาวบ้านใน ‘หมู่บ้านสะพือ’ ที่ขนาบข้างสองฟากฝั่ง ซึ่งช่วงหน้าแล้งหลงเหลือเพียงตอซังข้าวสู้แดดยามบ่าย 

พินิจ ประชุมรักษ์ หรือ เสือน้อย อาสาขับฝ่าความร้อนแรงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อพาไปยังปลายทางอันเป็นอดีต ‘ความเค็ม’ ของหมู่บ้าน ที่น่าจะเค็มไม่แพ้เหงื่อกายระหว่างทาง

“ตอนผมเป็นเด็ก ผมเคยมาต้มเกลือกับพ่ออยู่ตรงนี้” เสือน้อยวัย 72 ปี เล่าเท้าความจากความทรงจำเมื่อมาถึงหมุดหมาย

แหล่งเกลือสินเธาว์ ที่ครั้งหนึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นแหล่งเศรษฐกิจของหมู่บ้านสะพือ ปรากฏภาพซ้อนทับขึ้นบนพื้นที่โล่งที่รายล้อมไปด้วยป่าไผ่รก และคันดินสูง 

“พอถึงหน้าเกี่ยว (ข้าว) ตอนนั้นน้ำจะลดและขาดช่วง เพียงพอแค่ให้วัวควายนอน ก็เลยลงมาต้มเกลืออยู่ตามห้วย”

พินิจ ประชุมรักษ์ ชาวบ้านหมู่บ้านสะพือ พาสำรวจพื้นที่ต้มเกลือสินเธาว์ แหล่งเศรษฐกิจในอดีตของหมู่บ้าน 

ความขาดแคลนของงานและเงิน ทำให้ดินขี้ทา (ดินที่มีธาตุเกลือปน) บริเวณลำห้วยผีผวนทางทิศเหนือของหมู่บ้านกลายเป็นความอุดม ซึ่งยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า อาชีพต้มเกลือสินเธาว์นี้เริ่มมาตั้งแต่เมื่อใด

“เมื่อก่อนบางคนก็ทุกข์ยาก ไปทำนาอยู่บนโคก ข้าวไม่พอกินก็มาต้มเกลือ เอาเกลือไปแลกข้าว เอาข้าวมาขายเป็นเงิน” เขาขยายความ

เมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำแล้ง ความเหือดแห้งจะเชื้อเชิญให้ชาวบ้านลงมาขุดบ่อลึก 12-15 เมตร ใครมาขุดคนแรกคนนั้นถือเป็นเจ้าของ แต่ละบ่อจะห่างกันแค่ประมาณ 1 เมตร เพราะทุกคนต่างก็ต้องการจับจอง ทำให้ทางเดินแคบ จนเกิดอุบัติเหตุพลัดตกบ่อหลายครั้ง

“ใครมีบ่อเกลือ เท่ากับมีทรัพย์สมบัติ เพราะใครจะมาต้มเกลือ ก็ต้องเสียเงินซื้อน้ำบ่อเขา 100 บาทต่อการต้มหนึ่งเตา ใครต้ม 2 เตาก็ 200” เสือน้อยอธิบาย 

500 เตา คือ ตัวเลขที่ สุนัย ไขแสง หนึ่งใน (อดีต) เจ้าของเตาต้มเกลือวัย 74 ปี อีกคนประมาณการในสิ่งที่เคยทำ

“ทำนา แล้วมันไม่พอกิน บางครั้งถ้าฝนไม่ดี ได้หาบข้าวซาไก่มา เพราะว่าแต่ก่อนมันไม่มีงานทำ เขาขุดเป็นบ่อเกลือทั้งหมู่บ้านก็เลยพากันไปปั้นเตาต้ม” สุนัยว่า

ครั้นเมื่อฤดูน้ำหลาก สายน้ำก็คืนสภาพลำห้วยตามความหมายเดิมอีกครั้ง ชาวบ้านหันหน้ากลับไปทำนาและตระเตรียมฟืนไว้คอยท่า สำหรับ ‘ธุรกิจความเค็ม’ ในปีถัดไป

ถมเกลือเป็นทุน

ต้นไม้ใหญ่ยืนแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาแก่พินิจ ขณะนั่งพักระหว่างลงพื้นที่สำรวจบ่อเกลือที่ตอนนี้เหลือเพียงความทรงจำ ก่อนจะเล่าถึงความสำคัญของบ่อเกลือต่อหมู่บ้านสะพือ

“การทำเกลือเป็นธุรกิจที่ทำให้คนมีเงินส่งลูกเต้าเรียนหนังสือ จากที่ไม่มีกินไม่มีใช้ ก็พอได้ซื้อข้าวกิน ทำให้เศรษฐกิจบ้านสะพือดีขึ้น” 

ในยุคที่การรับราชการมักเป็นเขตแดนของกลุ่มผู้มีสถานะทางสังคมที่สูงกว่า “เกลือ” จึงกลายเป็นทุน ที่ชาวบ้านหลายคนนำมาถมเพื่อใช้เป็นบันไดส่งลูกหลานเรียนและเข้าสู่แวดวงข้าราชการได้สำเร็จ 

แม้หมู่บ้านสะพือจะเป็นหมู่บ้านใหญ่ แต่ผู้คนก็รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากันดี โดยเฉพาะกลุ่มผู้เคยอาศัยการต้มเกลือยังชีพ พินิจ ในฐานะที่เป็นผู้กว้างขวางจึงชักชวนให้ทำความรู้จักผู้เคยทำเกลือเป็นอาชีพ

“แต่ก่อนพอได้อยู่ได้กินก็เพราะการต้มเกลือ” ทองพูน ไขแสง วัย 76 ปี ซึ่งเป็นผู้หนึ่งในธุรกิจต้มเกลือเอ่ยเล่า 

“ต้มเกลือทำให้เรามีเงินมีทองขึ้นมาได้”ไข่ศรี ผ่องใส กล่าวเสริม 

“ทำให้หมู่บ้านนี้มีเศรษฐกิจดีขึ้น แทบทุกหลังคาเรือน” สุนัย ไขแสง ที่นั่งฟังอยู่กล่าวสำทับ 

ทองพูน ไขแสง หนึ่งในชาวบ้านสะพือ ผู้เคยอาศัยการต้มเกลือสินเธาว์เพื่อเลี้ยงชีพ

จาก ธุรกิจเกลือ สู่ ธุรกิจคู่ขนาน

ปี๊บ กระสอบ กะทอ คือ ภาชนะสำหรับบรรจุเกลือ ก่อนขนขึ้นเกวียน “ไปขายถึง อ.เดชอุดม (จ.อุบลราชธานี) อ.โนนคูณ (จ.ศรีสะเกษ) ใช้เวลา15 วันกว่าจะถึง”

เสือน้อยเล่าวิธีการต้มเกลือว่า เมื่อต้มน้ำเกลือหนึ่งเตาจะได้เกลือประมาณ 5-6 กะทอ (หนึ่งกะทอหนักประมาณ 10 กิโลกรัม) เกวียนหนึ่งเล่มสามารถบรรทุกเกลือได้ 30-40 กะทอ โดยใช้ใบตองชาดรองเป็นชั้นด้านใน ใส่เกลือแล้วตำให้แน่น ใช้ใบตองชาดปิดข้างบน นำตอกคัดไว้ เพื่อกันน้ำ 

บรรจุภัณฑ์จึงกลายเป็นอีกช่องทางสร้างรายได้ของชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียง ด้วยการนำกะทอสานและใบตองชาดมาขายหรือแลกเป็นเกลือจากหมู่บ้านสะพือ เพื่อนำกลับไปบริโภค

แม้แต่เจ้าของนาในเส้นทางขนส่งก็ทำรายได้จากการเก็บ ‘ค่าผ่านนา’ จากเจ้าของเกวียนที่เก็บในราคาเล่มละ 1 บาท จากสาเหตุที่ทำให้ดินแข็ง แน่น จนเพาะปลูกยากขึ้น รวมไปถึงสร้างรายได้ให้คนขนฟืนมาขายให้เหล่าคนต้มเกลือด้วย 

“คนขายฟืนขนฟืนใส่เกวียนมาจากบ้านนาตาล บ้านโคกใหญ่ โคกน้อย ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านสะพือ ใครไม่มีฟืนก็ต้องซื้อเขา เกวียนหนึ่งต่ำสุด 15 บาท ไปจนถึง 20 บาท” ผู้เฒ่าเล่าประสบการณ์จากความทรงจำ

ทองพูน เล่าถึงเมื่อครั้งต้มเกลือว่า ในหนึ่งวันมักจะนำวัตถุดิบมาต้มจนเป็นเกลือได้ประมาณ 3 ครั้ง ต่อหนึ่งเตา

เธอ เริ่มต้มเกลือตั้งแต่อายุได้เพียง 15 ปี โดยมีแหล่งฟืนอยู่ที่นาของตัวเอง ก่อนขนใส่เกวียนลากมาต้มที่เตา

ร่องรอยของเตาสำหรับต้มเกลือที่ยังคงหลงเหลืออยู่ 

วิถีชาวเกลือ

“คนไปขายเกลือบางคนติดไพ่ ติดไฮโลก็หมดตัวกลับมา” เสือน้อยเล่าพร้อมยกตัวอย่างพ่อตา เมื่อขายได้เงินมาจะตั้งวงเขย่าไฮโล หรือผ่าเมล็ดมะขามมาเล่นโบกกันก่อนนอนอย่างสนุกสนาน

แม้ท้องฟ้าจะค่ำมืด ทว่าก็ยังปรากฏแสงสว่างจากการจุดไฟต้มเกลือของชาวบ้าน ถือเป็นภาพจำของแหล่งต้มเกลือบ้านสะพือ จากความทรงจำในวัยเด็กของ เนย สารีบุตร ผู้เฒ่าวัย 80 เมื่อยามขนฟืนไปขาย 

เกลือๆ พวกเราต้มเกลืออยู่ที่บ่อแก้ง 

ยามมื้อแลงเอาข้าวไปส่ง 

ลงไปห้วยใหญ่เห็นน้ำมันไหล ไฟสว่าง 

สุขใจจริงเอย 

สุนัย ร้องเพลงที่ครูคนหนึ่งในโรงเรียนแต่งขึ้น ขณะกำลังเล่าบรรยากาศของการต้มเกลือ  

นอกจากการบทเพลงนี้แล้ว นิทาน เรื่องเล่า ตลอดจนการพูดคุยในหัวข้อต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมของผู้คนที่เดินทางมาต้มเกลือในสมัยนั้น

ความเค็มเข้าหมู่บ้าน

ระหว่างทางเข้าจุดต้มเกลือ ปรากฏคันโยกน้ำบาดาลตั้งเด่น ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้การต้มเกลือเปลี่ยนไป 

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2513-2516 ที่ วิเชียร ศรีมันตร ผู้ว่าราชการ จ. อุบลราชธานี ต้องการส่งเสริมการทำธุรกิจการต้มเกลือให้ชาวบ้านด้วยการเจาะบ่อบาดาลแล้วติดตั้งคันโยกน้ำบาดาล บริเวณแหล่งต้มเกลือเพื่อความสะดวกและทันสมัยขึ้น 

“ตอนนั้นบ่อน้ำในหมู่บ้านก็ปนเปื้อนความเค็มจนไม่สามารถนำมาอุปโภคบริโภคได้ อย่างบ่อน้ำที่เคยใช้ที่วัดทุ่งศรี 2 บ่อ ที่วัดศรีชมภู ก็ต้องทิ้ง กลายเป็นบ่อร้างในที่สุด” เสือน้อย ผู้มีประสบการณ์ตรงเล่าเพิ่ม 

ขณะเดียวนั้นผู้ว่าฯ ยังได้ตัดถนนลูกรังผ่านเข้าไปยังบ่อเกลือ เพื่อให้ง่ายสำหรับการเดินทางอีกด้วย 

เศษซากคันโยกน้ำบาดาลเพื่อนำน้ำจากใต้ดินขึ้นมาต้มเกลือ โดยชาวบ้านเปลี่ยนมาใช้ระบบโยกแทนการขุด ตามนโยบายของผู้ว่าฯ ในสมัยนั้น 

เมื่อไฟมอดลง

ความสะดวกของถนนหนทาง ความรวดเร็วของระบบคันโยกน้ำบาดาล ดูเหมือนจะเข้ามาส่งเสริมให้อาชีพการต้มเกลือเติบโตขึ้นอีก แต่ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม เพราะเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ไฟของการต้มเกลือเริ่มมอดลง 

“บางปีตอนหน้าฝน พวกเราก็ไปตัดฟืนไว้ที่นาใครซักคน ความจริงมันเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่แถวห้วยระเว ตัดกองรวมกันไว้ พอถึงหน้าต้มเกลือก็ไปขนมา” เสือน้อยเล่า 

พื้นที่ป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยระเว ปัจจุบันตั้งหมู่ที่ 2 ต.โคกจาน เยื้องไปทางตะวันออกเฉียงเหนือจากหมู่บ้านสะพือประมาณ 2 กิโลเมตรซึ่งหมู่บ้านในเขตพื้นที่ ต.โคกจาน ก็เป็นแหล่งต้มเกลือเช่นกัน  

เมื่อมีผู้ต้มเกลือเป็นจำนวนมาก ‘ฟืน’ ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักจึงลดน้อยลง ตอนนั้นผู้ว่าฯ วิเชียร มีนโยบายให้เปลี่ยนมาใช้แกลบเผาแทน แต่แกลบให้ความร้อนน้อยกว่าฟืน ทำให้ใช้เวลาต้มเกลือนานขึ้น ต่อมาก็ไม่เหลือแกลบให้เผา

ทว่าชาวบ้านบางคนที่ยังคงพอมี ‘ไฟ’ ก็ต้มเกลือต่อ ก่อนจะค่อย ๆ ลดน้อยลง เหลือกระจัดกระจาย และมอดดับในที่สุด  

“ทำครั้งสุดท้ายน่าจะช่วง 20 ปีที่แล้ว” ถือเป็นการปิดฉากแหล่งเกลือสินเธาว์แห่งหมู่บ้านสะพือ เหลือเพียงความทรงจำและร่องรอยของบ่อเกลือที่ยังคงเหลือระหว่างกอไผ่ริมลำห้วยบ้านสะพือ 

แหล่งต้มเกลือสินเธาว์ของหมู่บ้านสะพือในช่วงหน้าแล้ง ปัจจุบันเหลือเพียงป่าไผ่ขึ้นอยู่รายล้อม ไม่เหลือเค้าเดิมเหมือนเช่นในอดีต 

image_pdfimage_print