ย้อนดูความสำเร็จของ “หง ซิ่วเฉวียน” ผู้นำกบฏไท่ผิงที่นำชาวนาเรือนหมื่นเทียบเคียงกบฏผู้มีบุญในอีสาน ความสำเร็จของ หง ซิ่งเฉวียน ในเมืองจีนหลังจากก่อการเขาและพวกได้ก่อตั้งราชวงศ์ไท่ผิงเทียนกว๋อขึ้นเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับผู้คนจนสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของจีน

กชภพ กรเพชรรัตน์ เรื่อง 

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ทั่วทั้งโลกต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงหลายประการอันส่งผลให้ระบบเก่าต้องสั่นคลอน ล่มสลายหรือแม้กระทั่งต้องปรับตัวให้อยู่รอดกับระเบียบโลกใหม่ โดยเฉพาะโลกในสมัยอาณานิคม หลายรัฐต้องสูญเสียอำนาจให้กับการล่าอาณานิคมของตะวันตกและบางรัฐก็ทำทุกวิถีทางที่จะรักษาคงอำนาจไว้ในพื้นที่ตน อีกทั้งมีการแทรกแซงรัฐเล็กจากประเทศมหาอำนาจจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มอำนาจเก่าต้องใช้กลวิธีในการรักษาอำนาจของตนไว้ 

ขณะที่ประเทศจีนสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ภายใต้การนำของราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู (ค.ศ.1644-1911 หรือ พ.ศ.2187-2454) ช่วงเวลานั้นภายในประเทศจีนตกอยู่ในสถานภาพเสื่อมโทรม ถูกมหาอำนาจตะวันตกคุกคาม สังคมมีสภาพมืดมน เช่น การทุจริตของแวดวงการรัฐบาลที่ถูกแพร่กระจายไปทั่ว สังคมจีนในสมัยนั้นถูกเพิกเฉยและไร้การพัฒนา ชีวิตของประชาชนและผู้ใช้แรงงานประสบกับปัญหาความลำบากยากจนจากภัยธรรมชาติ การขูดรีดจากเจ้าที่ดินและภาษีที่ขูดรีดชาวนา ความอดอยากทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่ง เรียกร้องความเป็นอยู่ที่ดีและความเท่าเทียม 

ตราแผ่นดินอาณาจักรไท่ผิง ที่มา: iskong.com 

หง ซิ่วเฉวียน (ค.ศ.1814-1864/พ.ศ.2357-2407) แห่งกบฏไท่ผิงต่อต้านราชวงศ์ชิง ‘ต้นแบบนักปฏิวัติจีน’ ประสบความสำเร็จในการก่อตั้งอาณาจักรไท่ผิงทางตอนใต้ของประเทศจีนถึง 14 ปี และสร้างระบบการปกครองที่ยึดหลักความเสมอภาค ไม่เพียงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญแก่นักปฏิวัติรุ่นหลัง แต่ยังเป็นตัวอย่างการคิดใหม่ทำใหม่ชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ล้มล้างระบอบการปกครองเดิมและสถาปนาระบอบใหม่แก่ผู้ให้กำเนิดรัฐชาติจีนสมัยใหม่ การต่อต้านอำนาจรัฐครั้งนั้นใช้วิธีการอย่างไรกันที่ทำให้กบฏไท่ผิงสามารถรวบรวมมวลชนเพื่อการเปลี่ยนในช่วงระยะเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์จีน

อาณาเขตของอาณาจักรไท่ผิงในภาคใต้ของจีน (ลายขวางสีขาวในบริเวณพื้นที่เหลือง) ครอบคลุมพื้นที่มณฑลเจียงซี อันฮุย และส่วนใหญ่ของมณฑลหูเป่ย ที่มา:Philg88: Attribution Wikimedia Foundation, www.wikimedia.org

ตั้งคำถามกับความเชื่อเก่า 

ระบบราชการของจีนโบราณมีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดความเชื่อแบบขงจื่อ (孔子) ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญต่อเรื่องบทบาทหน้าที่ของบุคคลและความเป็นอยู่ในปัจจุบันของชีวิต ด้วยการสอนผู้คน 

แนวคิดของขงจื่อจึงเป็นการสอนให้ผู้คนรู้จัก นาม หรือ หน้าที่ ที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น โรงเรียน ครู นักศึกษา พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา หรือ นามส่วนที่ใหญ่ไปกว่านั้นก็คือ รัฐบาลกับประชาชน ซึ่งมีศักดิ์ลำดับขั้นที่แตกต่างกัน หากทุกคนปฏิบัติตามหลักแนวคิดความสัมพันธ์เที่ยงแท้แห่งนามนี้จะสร้างความสงบสุขให้กับสังคมแน่นอน ตามสภาพความเป็นจริงของแผ่นดินจีนในช่วงเวลานั้น ข้าราชการและกษัตริย์ก็ยึดหลักนี้ แต่ไม่ปฏิบัติตามโครงสร้างระบบราชการภายใต้แนวคิดขงจื่อ 

เงินตราของอาณาจักรไท่ผิง ที่มา: Stephen Album Rare Coins

หง ซิ่วเฉฺวียน ชาวนาผู้มาจากพื้นที่ชนบทต้องการที่จะยกระดับชีวิตของตัวเองในการสอบราชการ แต่ หง กลับล้มเหลวในการสอบถึง 4 ครั้งเขาจึงเริ่มหันเหและตั้งคำถามกับแนวคิดขงจื่อที่เป็นหัวใจสำคัญของระบบราชการ ที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จำกัดบทบาทหน้าที่คนอย่างเคร่งครัด แล้วเหตุใดเขาถึงต้องพยายามที่จะเอาตนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้น หงได้หันไปสมาทานแนวคิดแปลกใหม่จากเอกสารคำสอนคริสต์ศาสนาฉบับแปลภาษาจีนที่ได้รับจาก เหลียง ฟา (梁发) บาทหลวงชาวกว่างตงเข้ารีตศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ผู้หนึ่งในระหว่างเดินทางไปสอบเข้ารับราชการครั้งสุดท้าย 

จากเอกสารชุดเล็กๆ นี้ทำให้เขาตั้งคำถามและต่อต้านกรอบสังคม วัฒนธรรมและประเพณีแบบขงจื่อที่ครอบงำสังคมจีนมานานนับพันปี ซึ่งแนวคิดในคริสต์ศาสนาที่หง ได้ศึกษากับบาทหลวงชาวจีนผู้นี้ ทำให้ตนค้นพบหนทางพ้นทุกข์และนำประชาราษฎร์ที่ต้องทนทุกข์ภายใต้ระบอบเก่าไปสู่สังคมที่ดีกว่า หง และพรรคพวกจำนวนหนึ่งร่วมกันจัดตั้ง “สมาคมนับถือพระเจ้า” มีเจตนารมณ์ที่จะสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในโลกมนุษย์

ภาพวาดจำลองท้องพระโรงของราชสำนักไท่ผิง ที่มา: https://i.pinimg.com 

ผู้มีบุญ สายเลือดพระผู้เป็นเจ้า

ความผิดหวังจากการสอบราชการถึง 4 ครั้งทำให้ หง ซิ่วเฉวียน ล้มป่วยลงและได้ละเมอเพ้อถึงเรื่องราวของคัมภีร์คริสต์ศาสนาที่ได้มีการเผยแพร่เข้าสู่ประเทศจีนในช่วงเวลาที่เขาศึกษาความเชื่อใหม่และได้ใช้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา สร้างตำนานความฝันอันพิสดารที่บอกเล่าถึงการพบปะกับพระเจ้าและบุตรของพระเจ้า คือ พระเยซูตามความเชื่อของชาวคริสต์ และหงก็เชื่ออีกว่า เขาคือ บุตรคนเล็กของพระเจ้า เป็นน้องชายของพระเยซู ขณะที่พระเยซูรับมอบหมายให้มาไถ่บาปให้ชาวยิวด้วยการจบชีวิตบนไม้กางเขน ส่วนหงเชื่อว่า เขาได้รับมอบหมายให้นำชาวจีนออกจากความหลงผิดในลัทธิบูชาบรรพบุรุษของขงจื่อที่เป็นตัวการสำคัญในการสร้างความไม่เท่าเทียม และระบบอุปถัมภ์เพื่อกลับมาบูชาพระเจ้าตามครรลองที่ถูกต้อง และหนทางเดียวที่จะบรรลุความสำเร็จได้นั้นจะต้องทำลายโครงสร้างสังคมที่เป็นปัญหามานานนับพันปี ด้วยการทำลายรูปเคารพเทพเจ้าดั่งเดิมของจีน ทำลายวัดขงจื่อ ต่อต้านประเพณีเก่าแก่ที่กำจัดเสรีภาพของผู้คน และเชื่อในพระผู้เป็นแต่เพียงผู้เดียว

เทียนเฉาหมู่ ต้นแบบรัฐธรรมนูญเพื่อความเท่าเทียม ที่มา: cidianwang.com 

ปรับตัวเพื่อปลุกระดม 

ในช่วงระยะแรก “สมาคมนับถือพระเจ้า” ไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก หากหง ซิ่วเฉวียน ใช้แนวคริสต์ศาสนามาสร้างแนวร่วมต่อต้านระบบเก่าคงไม่ได้ง่ายๆ แต่หงและพรรคพวกได้เรียบเรียง”พระผู้เป็นเจ้า” ของตนเองขึ้นมา และเขียนหนังสือเผยแผ่ศาสนาที่สั้นๆ ชัดเจนและเข้าใจง่ายเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ 

ภาพจำลอง หง ซิ่วเฉวียน (บุคคลที่ 2 จากซ้าย) รายล้อมไปด้วยขุนนางที่มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ที่มา: taipingrebellion.com 

เมื่อปี ค.ศ.1845 (พ.ศ.2388) หง ซิ่วเฉวียน ได้กลับบ้านเกิด เขาใช้เวลา 2 ปี ในการเขียนหนังสือ “หยวนเต้าจิ้วชื่อเกอ” “หยวนเต้าสิ่งชื่อสวิ่น” “หยวนเต้าเจว์ชื่อสวิ่น” เขานำเอาหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ที่ว่าด้วยความเสมอภาคมาเชื่อมโยงเข้าและวิพากษ์กับแนวคิดของลัทธิขงจื๊อ ให้จักรพรรดิเป็น “ยมทูต” ให้ขุนนางเป็น “สาวก” ของยมทูตให้พระผู้เป็นเจ้าเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง ผู้สร้างมนุษย์ให้มีความเท่าเทียมกันเพราะเป็นบุตรของพระเยซู ไม่ใช่ต่างคนต่างมีนาม หรือ หน้าที่ทางสังคม หากจะสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมก็ต้องกำจัด ยมทูต รวมถึงสาวกผู้รับใช้ จากการปรับแนวคิดให้เข้ากับบริบทสังคมนี้เองทำให้สมาคมนับถือพระเจ้ามีกลุ่มเข้าร่วมจนมีสมาชิกเป็นล้าน จนกลายเป็นกองทัพชาวนาติดอาวุธที่สร้างสั่นคลอนให้กับราชสำนักชิงภายในระยะเวลาอันสั้น 

นอกจากหงจะเผยแพร่แนวคิดผ่านการแจกหนังสือแล้ว ตัวหงเองก็ใช้ตัวอย่างที่อยู่ใกล้กับประชาชน ใช้ภาษาที่เรียบง่ายเป็นการอธิบายอุดมการณ์ของตัวเอง จนได้รับการสนับสนุนจากมวลชนที่เดือดร้อนจากระบอบเก่าอย่างมาก ซึ่งผู้เข้าร่วมสมาคมนับถือพระเจ้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวนาที่ยากจนและกรรมกรเหมืองแร่ที่ถูกระบอบศักดินากดขี่ 

เมืองหนานจิงในปัจจุบัน หรือเทียนจิงอดีตเมืองหลวงของอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อ ที่มา: Nanjing Municipal Administration of Culture and Tourism

เทียนเฉาหมู่ ต้นแบบรัฐธรรมนูญเพื่อความเท่าเทียม

สมาคมไหว้พระเจ้ามีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 1 หมื่นคนเมื่อปี ค.ศ.1849 (พ.ศ.2392) กองทัพกบฏไท่ผิง ได้นำชาวนาก่อการปฏิวัติขึ้นตั้งราชวงศ์ไท่ผิงเทียนกว๋อ อันแปลว่า อาณาจักรสวรรค์มหาสันติ กองทัพไท่ผิงได้สู้รบกับกองทัพชิงและจำนวนกองกำลังทหารมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึงหลายแสนคน 

เมื่อปี ค.ศ. 1853 (พ.ศ.2396) กบฏไท่ผิงสามารถยึดเมืองหนานจิง และเปลี่ยนชื่อเป็นเทียนจิง เพื่อตั้งเป็นเมืองหลวง หง ซิ่วเฉวียน ได้สร้างหน้าประวัติศาสตร์การปกครองขึ้นมาใหม่ในอาณาจักรไท่ผิง ด้วยการใช้ระบบการปกครองภายใต้ระบบเทียนเฉาหมู่ (天朝田亩制度) ที่มีความคล้ายคลึงกับรูปแบบการปกครองสังคมนิยม คือ รัฐจะแบ่งพื้นที่ดินให้ทุกคนเท่ากัน เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเท่าที่จำเป็นในครอบครัวของตน ส่วนที่เหลือจะเป็นของส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายต่างก็ได้รับพื้นที่อย่างเท่าเทียมกัน ผู้สอบข้าราชการไม่จำกัดเฉพาะผู้ชาย ซึ่งภายใต้ระบบเทียนเฉาหมู่ระบุไว้ว่า ผู้หญิง ก็สามารถเป็นขุนนางได้เช่นกัน มีระบบเงินตราเป็นของตัวเอง 

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายว่า ด้วยการห้ามเสพฝิ่น ห้ามเล่นการพนัน หลักการปกครองแบบนี้ทำให้ชาวฮั่นจำนวนมากรู้สึกศรัทธาในตัวหงและเข้าร่วมกับอาณาจักรไท่ผิงเพื่อต่อต้านราชวงศ์ชิง อันเป็นชาวแมนจูที่กดขี่ชาวฮั่นมานาน และการยอมรับระบอบเทียนเฉาหมู่ ตั้งแต่ปี 1850 (2393) ถึง 1856 (2399) นับเป็นช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดของกลุ่มกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว นอกจากยึดนานกิงเป็นศูนย์กลางอำนาจได้แล้วยังได้ครอบครองดินแดนทั้งหมดของมณฑลเจียงซี อันฮุย และส่วนใหญ่ของมณฑลหูเป่ย

การต่อสู้ของกบฏไท่ผิง และสิ่งกบฏผีบุญในอีสานไม่มี

อาณาจักรไท่ผิงยืนยงมาถึง 14 ปี ไม่ใช่เพียงเพราะความเชื่อและศรัทธา แต่เพียงอย่างเดียว แต่กบฏนักบุญนี้กลับมีระบอบและอุดมการณ์ทางการเมืองที่มาก่อนกาล นั่นก็คือเสรีภาพและความเท่าเทียมทางสังคมของทุกชนชั้น แต่แล้วอุดมการณ์ของชนชั้นนำเริ่มเปลี่ยนไป เกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่ชนชั้นนำทำให้อาณาจักรไท่ผิงเกิดความอ่อนแอ ระบอบที่หง ซิ่วเฉวียน สร้างขึ้นมาเพื่อสร้างสังคมในอุดมคติต้องสิ้นสุดลง หลังจากถูกราชสำนักชิงปราบปรามและพ่ายแพ้แก่ราชสำนักเมื่อปี 1864 (2407) การเคลื่อนไหวของไท่ผิงเทียนกั๋ว กินเวลานับทศวรรษสร้างความเสียหายแทบทุกด้านแก่ราชสำนักชิง เป็นกบฏที่มีชาวนาและกรรมกรเข้าร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน หากมองย้อนในกรณีของกบฏผีบุญในอีสานที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างเท่าที่ควรไม่ใช่เพราะความงมงายหรือศรัทธา แต่ขาดความชัดเจนของอุดมการณ์และจุดประสงค์ที่ทำให้เป็นรูปธรรมเหมือนที่กบฏไท่ผิงทำสำเร็จจนสามารถตั้งรัฐอิสระของตัวเองได้ แม้ว่าจะเป็นเพียงว่าจะเพียงแค่ช่วงระยะสั้นๆ แต่มีความสำคัญและเป็นที่จดจำมากในประวัติศาสตร์จีนถึงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียม

แหล่งที่มา 

กชภพ กรเพชรรัตน์.(2565) ภาพความทรงจำต่อประวัติศาสตร์ “ขบวนการไท่ผิง” ในจีน และ “กบฏผีบุญ” ในอีสาน 

หลี่เฉวียน (2556)ประวัติศาสตร์จีน ฉบับย่อ.กรุงเทพมหานคร.สำนักพิมพ์มติชน

Fairbank, J. K. (2005). China: A new history. Cambridge, MA: Harvard University Press.

หมายเหตุ: The Isaan Record ยินดีรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยความคิดเห็นที่แสดงบนเว็บไซต์ The Isaan Record ถือเป็นมุมมองของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการและเครือข่าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *