กระแสคัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเกิดขึ้นทั่วประเทศ ที่ ม.มหาสารคาม แม้การคัดค้านจะไม่อาจทันทานกระแสการเปลี่ยนแปลงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งได้ แต่การรวมตัวของ นศ.กว่า 300 คนชูธงไม่เห็นด้วยก็ทำให้ผู้บริหารมหา’ลัยรับฟังและไม่แปรรูปอย่างสุดโต่ง พงศธร ตันเจริญ ประมวลภาพของการลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาในยุคนั้น 

พงศธร ตันเจริญ เรื่อง 

แนวคิดวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (Historical Materialism) ของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) โดยแนวคิดนี้ทำให้เห็นว่ากิจกรรมการผลิตหรือวิถีการผลิตของมนุษย์เป็นรากฐานความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดการจัดตั้งองค์กรหรือสถาบันทางสังคมของมนุษย์ขึ้นมา วิถีการผลิตคือการผลิตปัจจัยต่างๆ หรือสินค้าที่มนุษย์ใช้ในชีวิตนั้นสิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดเอาไว้บนฐานของระบบเศรษฐกิจส่วนล่าง (Substructure) ซึ่งเป็นฐานให้ระบบการผลิตในสังคมได้ดำเนินต่อไปภายใต้ความสัมพันธ์ที่ยึดโยงกับโครงสร้างส่วนบน (Super Structure) คือ สิ่งที่ชี้นำสังคมให้กระบวนการผลิตหรือวิถีการผลิตดำรงอยู่ต่อไปไม่รู้จบ ผ่านสิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ ศาสนา การศึกษา ปรัชญา วัฒนธรรม ฯลฯ เมื่อต้องการอธิบายทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสังคมจึงต้องอธิบายผ่านมุมมองวิถีการผลิตของมนุษย์เป็นพื้นฐานในการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคม เพื่อทำให้เห็นถึงพัฒนาการการต่อสู้ระหว่างชนชั้นที่ถูกขูดรีดและชนชนชั้นที่กดขี่ภายใต้ระบบการผลิตของสังคม (ภัทรมน สุวพันธุ์, 2556, น. 86-88) 

ในบทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า วิถีการผลิตภายใต้การเกิดขึ้นของกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ครอบงำวิถีการผลิตในกระแสสากลและรัฐไทยในยุคศตวรรษที่ 21 นั้น คือ วิถีการผลิตแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal Capitalism) โดยเน้นการใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี (Free market system) ในการผลิต แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ข้ามพรมแดนรัฐชาติ หรือ ที่เรียกว่า การค้าไร้พรมแดน (Global Marketing) ทำให้ทุนเกิดการเคลื่อนตัวคล่องมากยิ่งขึ้นกลายเป็นทุนข้ามชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการจำกัดและลดบทบาทของรัฐในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพิ่มบทบาทให้กับเอกชนหรือนายทุน เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นผ่านระบบกลไกตลาด (วินัย ผลเจริญ 2563 , น.32-36) ยกตัวอย่าง การนำองค์กรรัฐแปรรูปองค์กรให้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจ (privatization) ,การประกาศเขตการค้าเสรี (Free-trade area)  การแก้ไขหรือการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทของเหล่านายทุนและการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ฯลฯ

แนวคิดเรื่องการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเคยมีการผลักดันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2507 โดยกลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัยและคณาจารย์ต้องการที่จะนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการเพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการในสภาวะที่บ้านเมืองอยู่ในยุคของเผด็จการทหาร จึงยื่นหลักการดังกล่าวเสนอต่อจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ซึ่งยังไม่ได้รับความเห็นชอบให้มีการดำเนินการแต่ได้มีการจัดตั้ง “ทบวงมหาวิทยาลัย” ขึ้นมาดูแลมหาวิทยาลัยแทนที่ “สำนักงานนายกรัฐมนตรี” (สุภาพร อาจเดช, 2562, น. 1) ต่อมาได้มีการเสนอแนวคิดดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2514 แต่กลับหยุดชะงักลงเพราะกลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว และคณะรัฐบาลยังไม่มีความพร้อมในการดำเนินการ 

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2530 ภายใต้กระแสของการดำเนินนโยบายรัฐแบบเสรีนิยมใหม่ ทบวงมหาวิทยาลัยเริ่มดำเนินโครงการจัดทำแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี (พ.ศ. 2533–2547) ซึ่งได้กำหนดข้อเสนอ 6 ข้อ โดยหนึ่งในข้อเสนอระบุว่า “รัฐบาลพึงให้การสนับสนุนการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญากับรัฐ โดยพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้วให้มีความเป็นอิสระ คล่องตัว มีประสิทธิภาพและสามารถบรรลุความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยปรับเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นส่วนราชการ ส่วนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่จะจัดตั้งใหม่ ให้มีฐานะและรูปแบบเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตั้งแต่แรกตั้ง” 

จากแผนการและข้อเสนอดังกล่าวจะเห็นได้ว่า รัฐบาลเริ่มที่จะจัดตั้ง “มหาวิทยาลัยของรัฐมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ” (Autonomy university) ขึ้นมา โดยเริ่มจากมหาวิทยาลัย 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ถือได้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐขึ้นมาครั้งแรก ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ที่รัฐชาติทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมข้ามผ่านพรมแดน (Georg Sørensen, 2560, p 422) ซึ่งรัฐไทยเองก็เป็นหนึ่งในรัฐที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา 

บรรยากาศนักศึกษาคัดค้านการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2558 เครดิตภาพ Unigang 

รัฐไทยได้เริ่มดำเนินนโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ จากการเริ่มประกาศใช้นโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ต้องการให้เกิดการเปิดเสรีทางการเงินและทางการค้าระหว่างประเทศ (วินัย ผลเจริญ, 2563, น. 2-4) ส่งผลทำให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะบริษัทของญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมาก 

ขณะนั้นข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank)  ระบุว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 13.288 ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่า เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ แรงงานจากภาคชนบทต้องเข้ามาทำงานภายในตัวเมืองเพื่อแสวงหารายได้ทำให้เกิดการกระจุกตัวของทุนและการสะสมทุนเฉพาะในพื้นที่เมืองอย่างกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคอย่าง ขอนแก่น เชียงใหม่ เป็นต้น (ผาสุก และเบเคอร์, 2546) 

เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 หรือ วิกฤตต้มยำกุ้งนับว่า เป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้รัฐไทยต้องตัดสินใจขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) ตามมาด้วยเงื่อนไขข้อผูกพันที่รัฐไทยจะต้องปฏิบัติตาม 

ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจรัฐบาลไทยได้ออกนโยบายการบริหารรัฐใหม่ที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐและมีการปรับเปลี่ยนนโยบายการบริหารรัฐให้สอดรับกับระบบทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ เป็นผลทำให้เกิดการสร้างกฎระเบียบ หรือ กฎหมายที่ผ่อนคลายการกำกับควบคุมทางเศรษฐกิจของรัฐ (Deregulation) นำไปสู่การถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนหรือการแปรรูปองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐให้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจ (privatization) และการเปิดเสรีทางการเงินและการลงทุน (วินัย ผลเจริญ, 2563, น. 153) นำมาสู่การเสนอให้มหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบราชการโดยการทำให้มหาวิทยาลัยเข้าสู่ระบบการแข่งขันตามกลไกตลาดเมื่อปี พ.ศ. 2542 และเริ่มมีการหยุดรับข้าราชการพลเรือนเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัยของรัฐแต่เปลี่ยนมาเป็นการบรรจุผู้คนที่เข้ามาทำงานใหม่ เรียกว่า “พนักงานมหาวิทยาลัย” ซึ่งสวัสดิการและเงินเดือนจะแตกต่างกับข้าราชการพลเรือนเดิม (สุภาพร อาจเดช, 2562, น. 1)

การรณรงค์คัดค้าน ม.ขอนแก่น ออกนอกระบบ เครดิตภาพ Unigang 

จากผลสะเถือนดังกล่าวจนถึงการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย หรือ การแปรสภาพจากมหาวิทยาลัยของรัฐมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ (Autonomy university) สร้างความไม่พอใจต่อคณาจารย์และบุคลากร เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อความมั่นคงในอาชีพที่แต่เดิมสถานภาพการเป็นข้าราชการเป็นตำแหน่งเดิมของคณาจารย์และบุคลากรแต่แปรเปลี่ยนไปเป็นตำแหน่ง “พนักงานมหาวิทยาลัย” 

อีกทั้งยังมีเรื่องของการนำกลไกตลาดเข้ามาสู่ระบบมหาวิทยาลัยทำให้การศึกษา หลักสูตรวิชาจะเปิดหรือปิดตัวลง ย่อมขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เรียน และเป็นการผลักภาระให้ผู้เรียน ทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าเทอมและค่าครองชีพในมหาวิทยาลัยเพราะมหาวิทยาลัยต้องแสวงหากำไรมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านของกลุ่มอาจารย์ บุคลากร และนิสิตในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ดังที่ปรากฏอยู่ในข่าว เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2550 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นในเรื่อง “ทิศทางมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ กรณีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม” ระหว่างการปาฐกถาพิเศษได้มีกลุ่มนิสิตจากคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง และจากคณะต่างๆ กว่า 300 คน เดินถือป้ายผ้าพร้อมกับมีข้อความที่ระบุถึงการคัดค้านการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย (ผู้จัดการออนไลน์, 2550) และในวันเดียวกันมีการจัดตั้งเวทีปราศรัย ณ บริเวณลานจอดรถของหอพัก มหาวิทยาลัยโดยมีนิสิตเป็นแกนนำโดยใช้ชื่อว่า กลุ่มเครือข่ายนิสิต นักศึกษาคัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ภายในการชุมนุมมีผู้เข้าร่วมรับฟังการปราศรัยทั้งจากนิสิต บุคลากร และอาจารย์ 

หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ได้มีการออกแถลงการณ์ในนามสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และกลุ่มแนวร่วมนิสิต-นักศึกษาออกแถลงการณ์แจงเหตุผลคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ พร้อมข้อเรียกร้อง (ประชาไท, 2555) ต่อมาในวันที่ 14 ม.ค. พ.ศ. 2555 เกิดการรวมตัวกันของกลุ่มเครือข่ายแนวร่วมนิสิตนักศึกษาต่อต้าน ม.ออกนอกระบบทั้งประเทศ ซึ่งมีนิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัย 11 แห่ง ร่วมกันยื่นหนังสือเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกในระบบ (ผู้จัดการออนไลน์, 2555) 

บทเรียนของการเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อต่อต้านการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยมหาสารคามของเหล่าอาจารย์ บุคลากรและนิสิตได้เดินทางมาถึงจุดที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามกำลังเตรียมการสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยได้มีการเปิดเวทีสาธารณะภายใต้กระบวนการประชาพิจารณ์เพื่อเปิดพื้นที่ในการรับฟังความคิดเห็นของอาจารย์ บุคลากร และนิสิตให้สามารถแสดงความเห็น หรือให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยซึ่งกระบวนการรับฟังและการมีส่วนร่วมเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะการเคลื่อนไหวเรียกร้องจากอาจารย์ บุคลากรและนิสิตที่ผ่านมาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบมหาวิทยาลัยเสมอมา 

แม้ว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะไม่สามารถคัดค้านให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบได้สำเร็จ แต่อานิสงส์ที่ได้จากการเคลื่อนไหวก็เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญควรค่าแก่การเรียนรู้เพื่อถอดบทเรียนและสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร และนิสิต เพื่อให้สามารถบริหารจัดการมหาวิทยาลัยร่วมกันได้และสร้างสำนึกใหม่ให้กับทุกคนเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยร่วมกันอย่างแท้จริง 

บรรณานุกรม

1. ภัทรมน สุวพันธุ์. (2556). “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ รากฐานทางปรัชญาและคุณูปการในการเปลี่ยนแปลงสังคม”. วารสารเศรษฐศาสตร์การเมืองบูรพา, 2(1), น. 86-88

2. วินัย ผลเจริญ. (2563). “โลกาภิวัฒน์เสรีนิยมใหม่กับความพ่ายแพ้ของรัฐไทย”. มหาสารคาม : โครงการผลิตและเผยแพร่ตำราและผลงานทางวิชาการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม   

3.Georg Sørensen, (2560). Globalization and the nation-state. In D. Caramani (Ed.), Comparative Politics (Fourth edition ed., pp. 422. Oxford University Press.

4. คุยกับ เก่งกิจ กิติเรียงลาภ : เสรีนิยมใหม่ ทำไมมันจึงเลวร้ายสำหรับการศึกษา? https://prachatai.com/journal/2006/12/10884

5. The World Bank, “GDP growth (annual %) – Thailand 1988”, สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564 , https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.MKTP.KD.ZG?locations=TH.

6. ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์. (2546). เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ: Silkworm Books.

7. สุภาพร อาจเดจ. เอกสารประกอบการพิจารณา เรื่อง มหาวิทยาลัยนอกระบบ”. กรุงเทพฯ:สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 

8. ใจ อึ๊งภากรณ์ (2549) เรื่อง บทความใจ อึ๊งภากรณ์: คัดค้านกลไกตลาดในมหาวิทยาลัย !!สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 จาก https://prachatai.com/journal/2006/12/10806

9. นศ.ม.มหาสารคาม ค้านออกนอกระบบ-จี้อธิการยกเลิก พ.ร.บ.แปรรูปทั้งฉบับ. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 จาก https://mgronline.com/qol/detail/9550000005909

10. กลุ่ม นศ.ร้องนายกฯ ค้านดึงมหา’ลัยออกนอกระบบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 จาก https://mgronline.com/local/detail/9500000008119

11. นิสิต MSU คัดค้านการเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 จากhttps://www.youtube.com/watch?v=L71s2gSjCts

12. สนนท.-แนวร่วม ค้าน ม.นอกระบบ ย้ำบทเรียนที่เห็นส่งผลกระทบ นศ.โดยตรง. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 จาก https://prachatai.com/journal/2011/12/38296

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด 

image_pdfimage_print