ในตอนแรกของ“กบฏผู้มีบุญจากสองฟากฝั่งน้ำโขง” ศ. เอียน จี. แบร์ด อธิบายบริบทของเกมการเมืองระหว่างฝรั่งเศส ราชวงศ์จำปาสัก และรัฐสยาม ซึ่งล้วนมีส่วนผลักดันขบวนการของเหล่าผู้มีบุญ ทั้งในฝั่งลาวที่เพิ่งตกเป็นอาณานิคมฝรั่งเศสและฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสยาม ซึ่งตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ ตอนที่ 2 นี้แบร์ดจะเล่าถึงความเคลื่อนไหวของกบฏผู้มีบุญ ซึ่งเดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปมาในช่วงเวลาดังกล่าว จึงนับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ระหว่างพรมแดนที่มีความสำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่ง

บทความนี้เป็นตอนที่ 2 จากทั้งหมด 3 ตอนของ “กบฏผู้มีบุญจากสองฟากฝั่งน้ำโขง” โดยศาสตราจารย์เอียน จี. แบร์ด บทความตอนแรกเผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 และตอนที่ 3 จะเผยแพร่ในวันที่ 29 เมษายน 2565 

เอียน จี. แบร์ด เรื่อง 

บรรดาสาวกขององมั่น แกนนำกบฏผู้มีบุญ เปิดฉากโจมตีเขมราฐเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2445 พวกเขาเข้าปล้นสะดมและจุดไฟเผาทำลายเมือง ผู้ช่วยของเจ้าเมืองสองคนถูกสังหาร ส่วนเจ้าเมืองก็ถูกจับตัว ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มขององค์มั่นพบความเชื่อมโยงกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของกษัตริย์แห่งจำปาสักเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ขณะที่พวกเขาเอ่ยพระนามของกษัตริย์เมื่อพวกเขาขอ “ความคุ้มครอง”

เจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเขียนว่า “เหล่าแกนนำกบฏมาจากบาสัก [จำปาสัก] ส่วนคนอื่นๆ มาจากลาว พวกเขาคือผู้ที่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย” ไม่นานหลังจากนั้น จำนวนสาวกขององค์มั่นก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 2,500 คน

ทางการฝรั่งเศสตอบสนองการขยายตัวของกลุ่มกบฏด้วยการส่งมือปืนไรเฟิลชาวเวียดนามกว่า 200 คน ร่วมกับชาวยุโรปอีก 30 คนไปยังอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ใน “เขตฉนวน” ความยาว 25 กิโลเมตร ซึ่งเห็นได้ชัดว่า มีเป้าหมายเพื่อปกป้องสถานกงสุลฝรั่งเศสและสนับสนุนกองทัพสยามในปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มกบฏที่เขมราฐ

ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง พวกเขาเชื่อว่ากลุ่มกบฏน่าจะเข้ายึดครองเมืองอุบลได้อย่างง่ายดาย หากตัดสินใจเคลื่อนขบวนเข้ารุกราน อย่างไรก็ตามพวกเขากลับหยุดพักจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก ฝ่ายปกครองในโคราชจึงได้โอกาสส่งโทรเลขไปขอกำลังเสริม 300 นายมาป้องกันเมืองอุบล และแจ้งข้อมูลว่า กลุ่มกบฏไม่ได้ใช้กลยุทธ์สงครามตามธรรมเนียมทั่วไป

เมื่อวันที่ 4 เมษายน ก่อนกลุ่มขององค์มั่นจะเดินทางออกจากบ้านสะพือ ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาใช้จัดงานเฉลิมฉลอง ห่างจากอุบลไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 50 กิโลเมตร ปืนใหญ่ทรงอานุภาพสองกระบอกจากกองทัพสยามก็เปิดฉากยิงถล่มโจมตีเหล่าผู้มีบุญ แม้องค์มั่นจะสั่งให้เหล่าสาวกนั่งลงทำสมาธิและรวบรวมพลังจากชีวิตในชาติก่อนๆ แต่ก็มีกบฏถูกสังหารไปกว่า 200 คน ในขณะที่อีก 500 คนได้รับบาดเจ็บ และ 120 คนถูกจับกุม โดยที่ฝั่งสยามไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บล้มตาย แม้แต่คนเดียว

ความสูญเสียของฝั่งผู้ต่อต้านนั้นสูงลิบ เพราะพวกเขารบด้วยการเคลื่อนขบวนเป็นกลุ่มใหญ่เพียงกลุ่มเดียว เนื่องจากเชื่อว่าตนเองนั้นอยู่ยงคงกระพัน ส่งผลให้กลุ่มกบฏทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงต้องพบกับจุดจบอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เตช บุนนาค กล่าวว่าบรรดาชนชั้นสูงในพื้นที่บางรายที่ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกลุ่มกบฏยังคงแอบก่อการต่อไปอย่างเงียบๆ แม้ขบวนการจะถูกปราบปรามไปแล้ว องค์มั่นเดินทางข้ามแดนไปยังฝั่งลาวและหายตัวไปพร้อมกับบริวารหลายคน ปฏิบัติการกวาดล้างของทางการที่ตามมาหลังจากนั้น สามารถรวบตัวเหล่าแกนนำผู้มีบุญและสาวกในฝั่งสยามได้อีกจำนวนหนึ่ง

กบฏแห่งสองคอน พิน สะหวันนะเขตและการลุกฮือในที่อื่นๆ

พ่อกะดวดถือเป็นแกนนำสำคัญของขบวนการต่อต้านที่ถือกำเนิดขึ้นในสองคอน และในเวลาต่อมาลุกลามขยายวงไปจนถึงสะหวันนะเขตที่อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง เขาหนีออกจากบ้านตอนยังอายุน้อยเพื่อไปศึกษาวิชาอาคมกับลุงของเขา ณ ที่ราบสูงโบลาเวน เริ่มมีอุดมการณ์ทางการเมืองและปลุกระดมให้ชาวบ้านที่เมืองพินต่อต้านการจ่ายภาษี หรือปฏิเสธการทำงานกุลีรับใช้รัฐบาลเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2442 พ่อกะดวดหลบหนีทางการฝรั่งเศสและเดินทางไปยังเมืองจำพอนในแขวงสะหวันนะเขต และหมู่บ้านของชนกลุ่มน้อยแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าคำสิดา ใกล้กับแก่งโคกที่เมืองจำพอน ได้กลายมาเป็นฐานที่มั่นให้กับตัวเขาและกลุ่มสาวก จากนั้นกระแสสนับสนุนขบวนการกบฏก็ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว

การก่อความไม่สงบเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2442 เมื่อชาวบ้านจากโขงเจียม ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง เดินทางข้ามฝั่งมาเพื่อส่งคำเตือนเกี่ยวกับการลุกฮือที่กำลังจวนเจียนจะเกิดขึ้น โดยข่มขู่ว่าใครก็ตามที่ขัดขืนจะต้องประสบปัญหา

เมื่อปี พ.ศ.2443 กลุ่มแกนนำกบฏแนวหน้าจากทั้งภาคใต้ของลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสยามเดินทางมาพบกันที่เขมราฐ ซึ่งพ่อกะดวดก็ไปเข้าร่วมด้วย รวมถึงองค์มั่นและองค์แก้วซึ่งรู้จักกันอยู่แล้ว พวกเขาตกลงกันว่า พ่อกะดวดและแก้ว มือขวาของเขา จะเป็นผู้นำขบวนการต่อต้านในสะหวันนะเขต แบร์นาร์ เกย์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศส กล่าวว่าพวกเขาใช้ “ความเชื่อของชาวบ้านเกี่ยวกับเรื่องคาถาอาคม และความคาดหวังต่อการมาจุติของพระเจ้าแผ่นดินในอุดมคติ (หรือที่รู้จักในชื่อพระยาธรรมิกราช) เป็นเครื่องมือในการทำให้ชาวบ้านรู้สึกเชื่อใจ และปลุกระดมให้พวกเขาลุกขึ้นต่อต้านทางการ”

เมื่อปี พ.ศ. 2444 พ่อกะดวดใช้สัญลักษณ์เชิงพุทธศาสนาเป็นหลักในการเสริมสร้างขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส เช่นเดียวกับองค์แก้วและองค์มั่น ทั้งนี้ผู้ร่วมอุดมการณ์ของพ่อกะดวดคนหนึ่งดูเหมือนว่า จะมีเชื้อสายเจ้า เนื่องจากเขาถูกเรียกว่า “เจ้าอ่อน”

ขบวนการกบฏเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางเดือนหกตามปฏิทินจันทรคติลาว หรือราวเดือนพฤษภาคม แต่ในช่วงแรกๆ ทางการไม่ได้รู้สึกกังวลใจมากนัก เนื่องจากกลุ่มกบฏนั้นก่อตัวขึ้นมาจากอุดมการณ์ความเชื่อทางศาสนา ในช่วงดังกล่าว มีงานเลี้ยงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งที่ชักนำผู้คนจากหมู่บ้าน 120 แห่งมารวมตัวกันเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน พ่อกะดวดและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ใช้โอกาสนั้นเพื่อตอกย้ำจุดยืนการต่อต้านสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2436 ที่แบ่งลาวออกเป็นสองส่วน หลังจากงานเลี้ยงดังกล่าวก็เริ่มมีการสะสมอาวุธทั่วๆ ไปเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลุกฮือต่อต้าน

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 กลุ่มกบฏสามารถยึดครองสองคอนได้สำเร็จ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและโน้มน้าวให้มีคนมาเข้าสมทบได้มากขึ้น นอกจากนี้การเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีนั้นก็ย่ำแย่ ส่งผลให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและผลักดันให้มีผู้เห็นดีเห็นงามกับการเข้าร่วมขบวนการต่อต้านเพิ่มขึ้นอีก จากนั้นทางการฝรั่งเศสจึงส่งกำลังสนับสนุนมาจากเวียดนาม ขณะที่กบฏจากหลากหลายกลุ่มเริ่มหันหน้าจับมือกัน เช่น พันธมิตรขององค์แก้วบนที่ราบสูงโบลาเวนก็มีความสัมพันธ์กับกลุ่มของพ่อกะดวด ตามที่องค์แก้วเขียนในจดหมายเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2444 ไว้อย่างชัดเจนว่า พ่อกะดวดถือว่าเป็นผู้มีบุญคนหนึ่ง

เมื่อถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2445 พ่อกะดวดและองค์มั่นนำกลุ่มกบฏเข้าโจมตีสะหวันนะเขตถึงสามครั้ง แต่ถูกต้านไว้ด้วยฝีมือของกองกำลังผู้พิทักษ์พื้นเมืองของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส กบฏราว 100-200 คนถูกสังหาร เหล่าผู้ต่อต้าน รวมถึงองค์มั่นและองค์กมมะดำ ถอยร่นไปยังที่ราบสูงโบลาเวนหลังจากโจมตีกองพลาธิการของฝรั่งเศส

พ่อกะดวดและกบฏคนอื่นๆ หนีไปทางตะวันออกที่เซโปนเพื่อรวบรวมกำลังใหม่ แต่ถูกทางการฝรั่งเศสไล่ตามอย่างไม่ลดละ แม้พ่อกะดวดจะสามารถหนีเข้าไปในป่าใกล้ๆ กับคำสิดาได้ แต่เขาก็อาศัยอยู่ที่นั่นจนถึงปี พ.ศ. 2446 ก่อนที่ตัวเขาและสาวกอีก 300 คนจะถูกจับกุม

เมื่อการลุกฮือสิ้นสุดลงเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2446 รองกงสุลฝรั่งเศสประจำอุบลเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตามมาหลังการก่อกบฏ และช่วงก่อนที่จำปาสักจะถูกส่งมอบให้กับฝรั่งเศส ฝั่งสยามเร่งสนับสนุนให้ชาวบ้านในจำปาสักย้ายถิ่นฐานมายังอุบล ซึ่งเป็นกลยุทธที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง โดยพวกเขาต้องการให้คนเดินทางออกจากจำปาสักให้มากที่สุดก่อนที่ดินแดนจะถูกแยก นอกจากนั้นรัฐสยามก็ต้องการย้ายฝ่ายปกครองที่จำปาสักให้มาประจำอยู่ที่อุบลในเขตแดนของสยามเช่นกัน กล่าวกันว่า “พระอุปราช” เป็นผู้ริเริ่มความพยายามดังกล่าว แม้จะไม่มีการเอ่ยชื่ออย่างเจาะจง แต่เชื่อได้ว่าพระอุปราชนั้นหมายความถึงเจ้าอุปราช คำพันธ์นั่นเอง

บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ PART II: The Holy Men Rise and Fall Across Borders ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ The Isaan Record ภาคภาษาอังกฤษเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2565

ศ.เอียน จี. แบร์ด เป็นศาสตราจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประจำมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *