ตอนสุดท้ายของ “กบฏผู้มีบุญจากสองฟากฝั่งน้ำโขง” ศ. เอียน จี. แบร์ด มุ่งประเด็นไปที่อิทธิพลของราชวงศ์จำปาสักแห่งลาวและบทบาทที่พวกเขาจะมีในแผ่นดินลาว ซึ่งตกเป็นประเทศอาณานิคม รวมถึงเหตุผลที่ทำให้อำนาจของพวกเขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสยามตกต่ำลง

บทความนี้ คือ ตอนที่ 3 จากทั้งหมด 3 ตอนของ “กบฏผู้มีบุญจากสองฟากฝั่งน้ำโขง” โดยศาสตราจารย์เอียน จี. แบร์ด บทความตอนที่ 1 เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 และตอนที่ 2 เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 

เอียน จี. แบร์ด 

สมาชิกราชวงศ์จำปาสักองค์หนึ่งกล่าวไว้ว่า ผู้ตรวจการฝรั่งเศสประจำบ้านม่วงมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าน้อย ผู้สืบทอดราชบัลลังก์จำปาสักต่อจากเจ้าคำสุก พระราชบิดา ในขณะที่เจ้าน้อยยังทรงประทับอยู่ในเขตแดนของสยาม เจ้าน้อยช่วยเกลี้ยกล่อมชนกลุ่มน้อยในเขตภูเขาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงไม่ให้ไปเข้าร่วมกับองค์แก้ว ซึ่งเป็นแกนนำขบวนการต่อต้านในที่ราบสูงโบลาเวน เขตลาวที่อยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส

ประชุมเจ้าประเทศราชของสยาม: สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของรัฐบาลกลางที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ นั่งร่วมกับเจ้าผู้ครองประเทศราชของสยามเมื่อปี พ.ศ. 2439 ประกอบด้วย (นับตามลำดับจากทางซ้ายของแถวหลังสุด) แพร่ ลำปาง ไทรบุรี (เกดะห์) เชียงใหม่ และลำพูน ส่วนแถวหน้า ได้แก่ เจ้าเมืองน่าน กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เจ้าคำสุกแห่งจำปาสักและปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอีก 3 ปีถัดมา หรือปี พ.ศ.  2442 เจ้าคำสุกได้สิ้นพระชนม์

เจ้าน้อยเสด็จไปยังพื้นที่ของกบฏพร้อมกับผู้บัญชาการทหารฝรั่งเศสและกองทหารชาวเวียดนามกองใหญ่ และเมื่อนายทหารชาวฝรั่งเศสเริ่มยิงเข้าใส่ชนกลุ่มน้อยบางคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นกบฏ ชนเผ่าก็โจมตีกลับด้วยการใช้หน้าไม้ยิง ซึ่งมีข้อได้เปรียบ เนื่องจากอาวุธไม่ส่งเสียงดัง นอกจากนี้กลุ่มชนเผ่ายังใช้กับดักเพื่อทำร้ายทหารจนบาดเจ็บ และสังหารผู้นำชาวฝรั่งเศสด้วย

ฝ่ายชนเผ่าสามารถจับและมัดตัวทหารชาวเวียดนามส่วนใหญ่ รวมถึงเจ้าน้อยเอาไว้ได้ แต่เมื่อผู้นำของชนเผ่าเดินทางมาถึง เขาจดจำเจ้าน้อยได้และรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากจนร้องไห้ออกมา โดยได้ขออภัยที่เจ้าน้อยถูกจับ ผู้นำชนเผ่ากล่าวว่า พวกเขาคิดว่ากองทหารนั้นมีแต่ชาวฝรั่งเศส และไม่ทราบว่า มีเจ้าน้อยร่วมเสด็จมาด้วย

เจ้าน้อย (เจ้าราชดนัย) ไม่ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์กษัตริย์แห่งจำปาสักต่อจากพระบิดาอย่างเป็นทางการจนกระทั่งปี พ.ศ.2446

หลังจากนั้น ชนเผ่าทุกคนก็ก้มลงกราบเจ้าน้อยและขอให้พระองค์ช่วยเหลือ พวกเขามองว่าเจ้าน้อยเป็น “ยาโย” ของพวกเขา ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกบุคคลที่เปรียบเสมือนเป็นบิดา พวกเขาจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โต และผู้นำของชนเผ่าทุกคนเข้าร่วมเพื่อแสดงความเคารพ ถวายเนื้อสัตว์เป็นของบูชาให้วิญญาณบรรพบุรุษ หลังจากผ่านไป 3 วัน ชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้จึงพาเจ้าน้อยไปที่แม่น้ำโขงและปล่อยตัวพระองค์

ทางการฝรั่งเศสเรียกเจ้าน้อยให้ไปเข้าพบหลังทราบข่าวว่า พระองค์เดินทางกลับมา ชาวเวียดนามบางส่วนที่ทำงานร่วมกับฝรั่งเศสเกิดความเคลือบแคลงใจว่า เหตุใดจึงมีทหารชาวเวียดนามบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่เจ้าน้อยกลับรอดออกมาได้แบบไร้รอยขีดข่วน เจ้าน้อยจึงอธิบายว่า ราชวงศ์จำปาสักกับชนกลุ่มน้อยนั้นมีความสัมพันธ์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน พวกเขาไม่ควรประหลาดใจที่ถูกโจมตี เพราะฝั่งฝรั่งเศสเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อนจึงถูกโต้กลับอย่างรุนแรง

แม้ขบวนการต่อต้านหลักๆ จะสิ้นสุดลงเมื่อปี พ.ศ.2446 แต่กลุ่มกบฏก็ยังคงอาศัยอยู่บนที่ราบสูงโบลาเวนต่อไปอีกหลายปี อย่างไรก็ตามองค์แก้วยอมจำนนในเดือนตุลาคม พ.ศ.2450 และถูกประหารชีวิตเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ประเด็นสำคัญคือ ชนเผ่าบนที่ราบสูงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการระหว่างพวกเขากับลาวต้องหยุดชะงัก เนื่องจากหลายฝ่ายมีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนระบบส่งเครื่องบรรณาการที่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน มาเป็นการจ่ายภาษีในรูปแบบเงิน แต่กลับไม่ได้อะไรกลับมาเป็นการตอบแทน

แพทริค จอรี นักวิชาการสาขาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า “มีหลักฐานชี้ว่าหลายๆ คนเป็นสมาชิกของอดีตราชวงศ์ลาวที่เกิดความรู้สึกกระด้างกระเดื่อง ด้วยมองว่า การปกครองของทั้งไทยและฝรั่งเศสถือเป็นการแทรกแซงของต่างชาติ”

ด้านแบร์นาร์ บูร็อต นักวิชาการฝรั่งเศส เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2498 ว่า

“เจ้าผู้ครองบาสัก ผู้ศรัทธาเลื่อมใสฝ่ายสยามมองว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสที่ตนเองจะได้หวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง หลังถูกรัฐบาลกรุงเทพฯ ขัดขวางด้วยการลงนามในสนธิสัญญาปี พ.ศ.2436 ส่งผลให้เขาสิ้นความชอบธรรมในอำนาจที่จะขึ้นปกครองอัตตะปือและสาละวัน นอกจากนั้น เหล่าผู้มีบุญยังให้สัญญาไว้ด้วยอีกว่า จะกำจัดอำนาจครอบงำจากภายนอกให้สิ้นซากไป เริ่มต้นจากบรรดาข้าหลวงของฝรั่งเศสเป็นอันดับแรก”

ร่องรอยแห่งอดีตก่อนลาวจะถูกแบ่งเป็นสองส่วน: เมื่อฝรั่งเศสชิงราชอาณาจักรจำปาสักไปจากสยามเมื่อปี พ.ศ.2447 สมาชิกราชวงศ์จำปาสักบางส่วน รวมถึงเจ้าอุปราช คำพันธ์ ได้หลบหนีไปยังเขตสยาม นี่เป็นสถูปเจดีย์ที่สร้างให้กับเจ้าคำพันธ์ตั้งอยู่ที่บ้านคำนกหอ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นเช่นกันว่า เป้าหมายหลักของกลุ่มกบฏ คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองให้กลับไปอยู่ในรูปแบบเก่า เจ้าน้อยนั้นไม่เพียงแค่ “ฝักใฝ่กับกบฏ” แต่ราชวงศ์จำปาสักก็อาจมีบทบาทในการวางแผนและปลุกปั่นการลุกฮือที่เกิดขึ้นในทั้งสองฟากฝั่งพรมแดน และอาจลามไปไกลถึงที่สูงตอนกลางของเวียดนามด้วยเช่นกัน

รัฐสยามเริ่มต้นกีดกันการค้าทาสเมื่อปี พ.ศ. 2415 ด้วยการยกเลิกระบบการสักเลขบนร่างกายของทาสและมีคำสั่งว่า ทาสควรได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ที่ใดก็ได้ตามความประสงค์ แม้ในทางปฏิบัติแล้ว การค้าทาสจะยังดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลาอีกหลายปีหลังจากนั้น

รัฐสยามเริ่มต้นกระบวนการเลิกทาสขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 และการดำเนินคดีลงโทษพ่อค้าทาส ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการดูแลของรัฐบาลฝรั่งเศสในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้อดีตชนชั้นนำสูญเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล ดังนั้นเจ้าหน้าที่รัฐในภาคใต้ของลาวจึงรู้สึกยินดีที่จะสนับสนุน “ขนบธรรมเนียม” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรายรับจากการค้าทาสของพวกตน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงกลายมาเป็นพันธมิตรฝั่งเดียวกันชนกลุ่มน้อยบางส่วนที่เคยได้รับผลประโยชน์จากการเป็นนายหน้าค้าทาสเช่นกัน

ขบวนการกบฏผู้มีบุญเริ่มแผ่วลงในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 แม้องค์กมมะดำจะสามารถหลบซ่อนตัวต่อไปได้ อย่างไรก็ตามเมื่อปี พ.ศ. 2467 เขาเผยแพร่แถลงการณ์ออกมาหลายฉบับในรูปของจดหมาย มีชื่อเรียกว่า “หนังสือโคม” เขียนในตัวอักษรที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเอง จากนั้นเขาประกาศตนเป็น “กษัตริย์แห่งโคม” เมื่อปี พ.ศ.2469

ในปีเดียวกันหลังจากนั้น องค์กมมะดำได้เขียนจดหมายถึงผู้สำเร็จราชการแห่งลาวว่า เขามีความยินดีที่จะจ่ายภาษีให้กับเจ้าผู้ครองนคร หรือกษัตริย์แห่งจำปาสัก ที่สำคัญเขาอธิบายว่า ในช่วงก่อนการล่าอาณานิคมและก่อนการรุกรานลาวของสยาม ชาวโคมเคยจ่ายภาษีรายหัวให้กับเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ทุกปี โดยมีราชวงศ์จำปาสักเป็นผู้เก็บรวบรวม

สัญลักษณ์แห่งราชวงศ์จำปาสักและสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของเจ้าคำสุก (เจ้ายุติธรรมธร)

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการของกลุ่มกบฏนั้นไม่ใช่คนเขลาและหลายคนก็เป็นถึงอดีตขุนนางที่ต้องการจะทำมาหากินตามวิถีที่เคยเป็นมา การต่อต้านความเปลี่ยนแปลงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ ทั้งภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้

แม้รัฐบาลสยามจะขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์และเม็ดเงินจนไม่สามารถดำเนินการปฏิรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในกรณีที่อดีตผู้นำท้องถิ่นได้รับตำแหน่งใหญ่โตในระบบการปกครองแบบใหม่ การเปลี่ยนแปลงกลับเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นกว่า อย่างไรก็ตามปัญหาจากงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ยทำให้เจ้าเมืองรวมถึงผู้แทนหลายคนของเมืองเล็กๆ ไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ เลยในช่วงแรกเริ่ม

กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ เพิ่งจะตระหนักได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2446 ว่า ผู้มีบุญบางคนจริงๆ แล้วเคยเป็นขุนนางระดับล่างหรือบุคคลอื่นๆ ที่ “โหยหาวิถีชีวิตแบบเก่า” เหตุผลสำคัญก็คือ พวกเขารู้สึกชิงชังการจัดตั้งหน่วยปกครองกลางขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ ลดทอนอำนาจของการปกครองระดับท้องถิ่นลง นอกจากนั้นผู้คนที่ได้รับตำแหน่งในระบบการปกครองแบบใหม่ในช่วงแรกๆ ก็มักจะไม่ค่อยมีความสามารถ

ขณะเดียวกันฝั่งตะวันออกของพรมแดน ทางฝรั่งเศสก็เริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตนเองเช่นกัน ซึ่งไม่เพียงส่งผลให้ชาวบ้านทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงถูกตัดขาดจากอดีตผู้นำของตนในจำปาสัก แต่ยังทำให้ระดับชั้นทางเศรษฐกิจและสังคมของชนชั้นสูงชาวลาวที่ยังอาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงด้วย การค้าทาสกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และระบบรัฐบรรณาการก็ถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยระบบใหม่ที่ใช้การจ่ายภาษีและการเกณฑ์แรงงาน

ปัจจัยทั้งหมดนี้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและมักมีความเชื่อมโยงกับขบวนการของเหล่าผู้มีบุญในภูมิภาค ซึ่งราชวงศ์จำปาสักหวังว่าจะช่วยนำผลประโยชน์ให้มาตกแก่ตนเอง สุดท้ายแล้ว แผนการนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่บทบาทของราชวงศ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับกบฏผู้มีบุญและการลุกฮือที่เกิดขึ้นระหว่างสองฟากฝั่งพรมแดน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่สมควรได้รับการพิจารณาเช่นกัน

หมายเหตุ : บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ PART III: The Role of Champassak Royals as Mediators

ศ.เอียน จี.แบร์ด เป็นศาสตราจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประจำมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *