19 พฤษภาคม 2553 เกิดเหตุเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ‘ดีเจต้อย-พิเชษฐ์ ทาบุดดา’ แกนนำกลุ่มชักธงรบ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่กลับตกเป็นจำเลยที่ 1 เขาถูกศาลตัดสินเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ให้จำคุก 33 ปี 12 เดือน พร้อมกับพวกอีก 4 คน โดยได้รับการประกันตัว แต่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ศาลฎีกากลับคำตัดสินและเพิ่มโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิตต้องขึ้นศาลอยู่หลายครั้งและท้ายที่สุดวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต 

14 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นวันแห่งความรัก แต่สำหรับดีเจต้อยมันกลับเป็น “วันแห่งอิสรภาพ” เขาถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองไผ่ จ.นครราชสีมา หลังได้ลดหย่อนโทษตามเงื่อนไขของเรือนจำ ปิดฉากการจำคุกด้วยเวลา 6 ปี 2 เดือน 

ดีเจต้อย-พิเชษฐ์ ทาบุดดา แกนนำกลุ่มชักธงรบ ในวัย 67 ปี 

ในวันที่ได้รับอิสรภาพ 

แม้จะได้รับอิสรภาพ แต่เขากลับพบว่า ทรัพย์สินที่เคยมีแทบไม่เหลือ โดยเฉพาะบ้านที่เคยพัก ส่วนภรรยาที่เคยทำงานที่หน่วยงานแห่งหนึ่งก็กลายเป็นคนตกงานและต้องย้ายครอบครัวไปหางานที่กรุงเทพฯ 

“วันที่ไปรับผมออกมา เมียกับลูกบอกผมนาทีสุดท้ายว่า ที่ๆ ผมเคยอยู่ถูกขายไปแล้ว ตอนนั้นบังเอิญว่า หลวงปู่ที่ผมเคารพได้ข่าวว่า ผมจะออกมาเลยให้ศิษย์ไปรับจากอยู่เรือนจำ วินาทีนั้นผมต้องตัดสินใจว่าจะไปอยู่กับลูกเมียหรือจะไปอยู่กับพระ”ดีเจต้อยกล่าว

ท้ายสุดเขาตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี และอาศัยสำนักปฏิบัติธรรมพุทธสถานมหานวมงคล จ.อุบลราชธานี เป็นเสมือนหนึ่งเรือนนอน เขาอาศัยอยู่บนศาลา และนอนในเต็นท์ 

“ตอนนั้นผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าไปอยู่กรุงเทพฯ ผมจะไปอยู่ยังไง อายุก็ปูนนี้แล้ว จะให้ไปอาศัยเขากิน ไม่อายเหรอ สุดท้ายจึงตัดสินใจกลับอุบลฯ มาอยู่กับพระ”

พระอัญญาธรรม (สำเร็จหงษ์) พระประจำสำนักปฎิบัติธรรมพุทธสถาณมหานวมงคล อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี 

เสียงคนรอบข้างของคนคุก

ในฐานะผู้ชักชวนดีเจต้อยมาอยู่ร่วมชายคา พระอัญญาธรรม (สำเร็จหงษ์) เล่าว่า รู้จักกับดีเจต้อยมา 10 กว่าปีแล้ว เนื่องจากดีเจต้อยมีสนใจในวิชาอาคม ก่อนเข้าเรือนจำจึงมาหาอยู่บ่อยครั้ง 

“เขาชอบเรื่องไสยศาสตรก็เลยมาคลุกคลี ก็ได้รู้ว่าเป็นแกนนำเสื้อแดงด้วย ส่วนนิสัยใจคอก็เป็นคนซื่อ พูดภาษาบ้านเรา เป็นคนกินอุดมการณ์ ได้งบอะไรมาก็ให้ลูกน้องหมด ตัวเองไม่มีอะไร”สำเร็จหงษ์ กล่าว

วันที่ออกจากเรือนจำ ‘สำเร็จหงษ์’ จึงให้ลูกศิษย์ไปถามว่ามีคนดูแลช่วยเหลือหรือยัง ถ้าไม่มีก็ให้มาอยู่ที่นี่ก่อน อีกทั้งน้องชายของดีเจต้อยอยากให้บวช จึงให้มาพักอยู่ที่นี่ 

“หลังออกจากคุก ความคิดก็น่าจะเปลี่ยนเยอะ ความคิดดีขึ้น คำว่าดีขึ้นคือ ยับยั้งตัวเองได้บ้าง แต่ก่อนก็คิดว่า ตัวเองสามารถระดมพลได้ ก็มีความเลือดร้อนบ้าง อยากพูดอะไรก็พูด เดี๋ยวนี้ยับยั้งได้ อยู่กับตัวเองเยอะ ก็ได้ทบทวนตัวเอง”พระอัญญาธรรม กล่าว 

หลังชีวิตพ้นพันธนาการ เวลากว่า 3 เดือน “ดีเจต้อย” นอกจากจะใช้เวลาไปกับการอ่าน การเขียนที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน เขายังสวดมนต์ภาวนาและทำวัตรเช้า-เย็น เหมือนลูกศิษย์วัดคนอื่นๆ 

ยายบุญ ลูกศิษย์พระอัญญาธรรม (สำเร็จหงษ์) 

‘ยายบุญ’ อาศัยอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมฯ เช่นเดียวกันกับดีเจต้อย เล่าถึงนิสัยใจคอว่า ก่อนติดคุกก็มาที่นี่บ่อยๆ  

“ก่อนหน้านี้ลูกน้องเขาเยอะแยะ มาหาที่นี่บ่อย ดีเจต้อยก็ไปๆ มาๆ เพิ่งมาอยู่ประจำตอนออกมาจากเรือนจำ”ลูกศิษย์สถานปฏิบัติธรรมฯ กล่าว 

ดีเจต้อย-พิเชษฐ์ ทาบุดดา แกนนำกลุ่มชักธงรบ ในวัย 67 ปี 

น้ำเสียงของ (ลูกหลาน) กบฏ

บาดแผลจากการถูกจำคุกในคดีที่ไม่ได้ก่อ ในฐานะผู้สืบทอดสายเลือดจากขบวนผู้มีบุญเมื่อปี 2445 ทำให้เขาย้อนคิดถึงเรื่องราวที่พ่อเล่าเรื่องราวของปู่ทอดให้ฟังและคิดสะท้อนใจในชะตากรรมของตัวเอง

“ผมไม่กลัวคำว่ากบฏ” ดีเจต้อยกล่าว และเขายังตั้งคำถามว่า ในประเทศไทยมีคน 60 กว่าล้านคน มีใครบ้างจะได้รับข้อกล่าวหานี้เช่นเขา

“ข้อหาบ้องตื้น ผมภูมิใจตรงที่ว่า มันเป็นการประจานระบบยุติธรรม คนแบบนี้เหรอที่เป็นผู้ก่อการร้าย ที่เขาว่า กบฏ เป็นแบบนี้หรอ ผมไม่เสียใจ ผมภูมิใจด้วยซ้ำ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 

ในวัยเด็กพ่อเคยเล่าให้ฟังถึงการต่อสู้ของปู่ทวดว่า เคยเข้าร่วมกับขบวนการผู้มีบุญ พ.ศ.2445 ที่ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลฯ ก่อนจะถูกทางการไทยฆ่าตายที่บ้านสะพือ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลฯ

“มันไม่มีในประวัติศาสตร์ เขาไม่บันทึกหรอก แต่ก่อนตอนเป็นเด็กก็ได้ฟังมา ผู้ใหญ่เขาเล่าให้ฟัง ตอนนั่งรอบกองไฟ เขาก็ว่า ปู่มึงก็เหมือนกัน เคยโดนเขาฆ่าตาย คือ เขาพยายามจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้ลูกหลานฟัง เราก็จำมา ปู่เขาเป็นคน บ้านดอนงัว  อ.ตระการพืชผล ไม่ไกลจาก บ้านสะพือ เดินหากันได้” เขาเล่าจากความทรงจำ

ดีเจต้อย-พิเชษฐ์ ทาบุดดา โชว์รอยสักบนร่างกายที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องวิชาอาคม

“ผมคิดว่าไม่ใช่กบฏผีบ้าผีบุญอะไรหรอก จากที่ฟังมาเขานุ่งขาวห่มขาว ต่อสู้กับอำนาจรัฐสยามที่กดขี่ข่มเหงทางลาว ต่อสู้แบบอหิงสกะ แต่ฝ่ายสยามเอง กลัวคำว่ากบฏก็เลยมาจัดการปราบปราม อย่าลืมว่า เขาใช้กองทหารเกือบสองร้อย ปืนเป็นร้อยๆ กระบอก ไปล้อมยิงคน ตายไม่ใช่น้อยๆ”ดีเจต้อยเล่าสิ่งที่ยินได้ฟังจากพ่อ

“ผมคิดว่าปู่ทวดผมไม่ตายเปล่า อย่างน้อยๆ ผมก็ได้สืบทอดเจตนารมย์ของท่านมา ถึงจะไม่กล้าหาญเท่าท่าน ถึงขั้นว่าต้องตาย อย่างน้อยเราก็รู้ว่าปู่เราไม่ผิด คนที่ผิดคือคนที่ฆ่าปู่ เขาแค่ไปนั่งฟังเทศน์ฟังธรรม แบบนี้ถ้าผิด ผมเรียกว่าทุเรศ” เขากล่าว

ดีเจต้อย และสมาชิกกลุ่มชักธงรบ ยืนอยู่ด้านหน้าที่ทำการแห่งใหม่ของกลุ่มชักธงรบ  

ชักธงรบ 2565

หลังผู้นำได้รับอิสรภาพ กลุ่มชักธงรบได้รวมตัวกันอีกครั้งและจะเปิดที่ทำการใหม่เป็นห้องแถวขนาดหนึ่งคูหาที่ อ.เมืองอุบลฯ 

“ตรงนี้จะเป็นแหล่งทำมาหากินของพวกเรา จะหาของที่ขายง่ายๆ เช่น ปลาร้า หมูยอ รายได้ส่วนหนึ่งจะหักแล้วแบ่งปันสู่สังคม โดยอาจจะส่งให้เด็กที่ไม่มีพ่อแม่ หรือ ส่งให้นักโทษเป็นต้น” เขากล่าว

ดีเจต้อยเคยจัดรายการวิทยุที่สถานี FM 91.0 MHz คุยเรื่องไก่ชน เรื่องพระ สารพัดเรื่อง เริ่มพูดเรื่องการเมืองตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา กระทั่งมีผู้ติดตามและรู้จักในจังหวัดอุบลราชธานีอย่างกว้างขวาง และเป็นชนวนเหตุหนึ่งที่ทำให้ตกเป็นจำเลยในคดีเผาศาลากลางอุบลราชธานี

โดยเขาบอกอีกว่า พร้อมที่จะกลับมาทำรายการอีกครั้ง ส่วนรูปแบบรายการจะปรับให้เข้ากับยุคสมัย เป็นการไลฟ์สดทางออนไลน์แทน 

“ชักธงรบ คือ ตัวตนของผม ผมจะพาพี่น้องที่เคยโดนคดี ที่ถูกกระทำย่ำยี ไม่ได้รับความเป็นธรรมต่างๆ มาออกรายการ มาไลฟ์สดให้พ่อแม่พี่น้อง ให้ฟังจากปากเขาเลยว่าวิถีชีวิตของเขาเป็นยังไง วิถี” เขาเล่าความตั้งใจ 

รายการแรกเขาตั้งใจจะพูดเรื่องความเป็นไปเป็นมา เรื่องชีวิต แต่จะไม่ใช่เป็นการเล่าเฉพาะให้คนอุบลฯ ฟังเท่านั้น แต่จะได้ฟังกันทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้แฟนคลับ หรือคนอื่นๆ ได้รับรู้ความเป็นไปของชีวิตเขาและพวกพ้อง

“ผมจะพูดในฐานะคนขี้คุกคนหนึ่ง มีอะไรก็จะพูด เพราะไม่รู้ว่าจะตายวันไหน ไม่ได้แคร์ใครอยู่แล้ว แล้วก็ไม่กลัว เพราะเราไม่ได้ทำผิด อายุขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่รู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด ถ้าไม่เป็นแนวทางให้คนรุ่นใหม่ ชีวิตคงไปไม่รอด” เขากล่าว

เมื่อถามถึงการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ เขากล่าวว่า “ผมเป็นกำลังใจให้ ไม่นานมันจะเปลี่ยนไปเอง มีระบบนี้มาเป็นร้อยประเทศ แต่ปัจจุบันเหลือไม่กี่ประเทศ ไม่นานหรอกครับ เดี๋ยวมันจะต้องเปลี่ยนไป เขาต่อสู้ในทางที่ถูกต้องแล้ว ตอนนี้คนเขาจะไปดาวอังคารแล้ว เขาไม่มาง่ำเงอะอยู่เหมือนเดิมหรอกครับ”

“ความเป็นธรรมเกิดขึ้นยาก ตราบใดที่ระบบศักดินามันยังขี่หัวเราอยู่ ตราบใดที่เรายังคิดว่า เขาเป็นเทพเจ้าลงมาโปรด” ดีเจต้อย กล่าว

ที่ทำการใหม่ของกลุ่มชักธงรบ 

อยากเห็นคนเป็นคน 

ด้วยความที่ ดีเจต้อย เติบโตมาในครอบครัวกรรมมาชีพ พ่อทำอาชีพถีบสามล้อ  เขาจึงเข้าอกเข้าใจความลำบากของแรงงานรากหญ้าเป็นอย่างดี 

ดีเจต้อยเล่าเรื่องชีวิตเขาว่า “ผมเกิดจากครอบครัวที่ทุกข์ยากก็มากพอแล้ว ถ้าจะพูดเรื่องความเป็นธรรม อย่าไปพูดเลย มันมีชนชั้นมาตั้งแต่เกิด พอเราเริ่มโต เราก็ตั้งคำถามว่า ทำไมเขาต้องฆ่าปู่ย่าเราด้วย” 

เขายังเปรียบเทียบเรื่องราวของขบวนการผู้มีบุญ 2445 ว่าไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์การต่อสู้ในปัจจุบัน เพราะเราพูดหรือทำอะไรมากไม่ได้ คิดอะไรก็ไม่ได้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ เขาคิดว่า การกระทำนี้คล้ายสำนวน ‘ตีนช้างเหยียบปากนก’ เพราะผู้มีอำนาจนำจ้องจะปิดปากคนตัวเล็กตัวน้อยเพียงเพราะเห็นต่าง 

“ก็คิดได้ด้วยตัวเองนี่แหละ อย่างคนปั่นสามล้อ ถ้าไปมีเรื่องกับข้าราชการ ถึงยังไงก็เสียเปรียบ กลายเป็นว่า แรงงานเป็นชนชั้นที่เสียเปรียบ เพราะคนที่เป็นลูกของทหาร ตำรวจ ข้าราชการกับคนอย่างเรา มันต่างกันมาก” 

“อยากเห็นคนเป็นคน อยากช่วยพี่ช่วยน้อง อยากช่วยเหลือคนให้ชีวิตดีขึ้น ให้รู้ถูกรู้ผิด” ดีเจต้อย กล่าวทิ้งท้าย 

image_pdfimage_print