เหตุเผาศาลากลางอุบลฯ เมื่อปี 2553 มีประวัติศาสตร์ซ้อนทับกับเหตุการณ์การประหารชีวิตกบฏผู้มีบุญนับร้อยเมื่อปี 2445 อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งสถานที่ตัดสินคดี สถานที่สั่งประหาร ฯลฯ นี่จึงเป็นความบังเอิญที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเชิงประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง 

บทนำ

ณ สี่แยกบ่อนไก่ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ตอนบ่ายวันที่ 14 พฤษภาคม 2553  ท่ามกลางสถานการณ์การล้อมปราบกลุ่มคนเสื้อแดงของ ศอฉ. จากการประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา ในห้วงเวลานั้นเอง ที่  อินแปลง เทศวงศ์ คนขับแท็กซี่ชาวอุบล ถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกโดดบริเวณหน้าอกทะลุไปที่ปอดและเสียชีวิตระหว่างที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล1  ศพของอินแปลงถูกนำกลับมาที่อุบลในวันต่อมา และในเวลา 21:00 น. บริเวณหน้าศาลากลางอุบล กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนกว่า 5,000 คน ได้จัดงานชุมนุมอันเป็นทั้งการประท้วงต่อความโหดร้ายอำมหิตของรัฐบาลอภิสิทธิ์ และเป็นทั้งการรำลึกอาลัยต่อเขาในเวลาเดียวกัน ในขณะที่กรุงเทพฯ การล้อมฆ่ายังคงดำเนินต่อไปและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การเสียชีวิตของเขา กลายเป็นเชื้อไฟแห่งความคับแค้นของมวลชนและลุกไหม้เป็นกองเพลิงที่ผลาญเผาศาลากลางอุบลในอีก 5 วันต่อมา ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ถูกกล่าวหาในคดีวางเพลิงจำนวน 21 คนในวันรุ่งขึ้น แม้สำนวนสืบสวนจะไม่ปรากฏหลักฐานอันแสดงความเกี่ยวข้องระหว่างผู้ต้องหากับเหตุการณ์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 พิเชษฐ์ ทาบุดดา ในฐานะผู้บงการเผาศาลากลางอุบลราชธานี และจำคุกจำเลยคนอื่นในโทษที่แตกต่างกันตั้งแต่ 2-33 ปี2 การตัดสินดังกล่าว เกิดขึ้น ณ ศาลฎีกาอุบลราชธานี ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของทุ่งศรีเมือง3 ในพื้นที่บริเวณเดียวกันที่ศาลของรัฐสยามตัดสินประหารชีวิตกบฏผีบุญจำนวนนับร้อยคนในปี 2445

 ในแง่หนึ่งกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มกบฏผีบุญ สามารถเทียบเคียงกันได้ในหลายมิติ นั่นคือ ทั้งคู่ล้วนเป็นกลุ่มคนผู้ลุกฮือต่อต้านรัฐที่ปกครองอย่างกดขี่ข่มเหงและมีเป้าหมายที่จะยึดกุม-ทำลายอำนาจรัฐทั้งในทางจินตภาพและกายภาพ  ในขณะที่คนเสื้อแดงเผาศาลากลาง-สถาปัตยกรรมทรงไทยประยุกต์-อันเป็นสถานที่ทำงานของรัฐราชการรวมศูนย์ที่กรุงเทพฯส่งคนมาปกครองท้องถิ่น กลุ่มผีบุญมีเป้าหมายที่การยึดเมืองอุบลราชธานี-เมืองเอกของมณฑลอิสานที่มีข้าหลวงต่างพระองค์ประทับอยู่ดูแล  ซึ่งทั้งในแง่ของโลกทัศน์แบบจารีต ที่ตัวเมืองมีความหมายแทนถึงอำนาจทั้งหมดของมณฑลแล้ว และทั้งในแง่ที่ข้าหลวงต่างพระองค์นั้น ย่อมหมายถึงตัวพระมหากษัตริย์เอง การยึดเมืองอุบลจึงไม่ใช่เพียงการยึดครองพื้นที่ หากแต่หมายถึงการยึดกุมอำนาจอธิปไตยของกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผู้ซึ่งพระเกียรติของพระองค์ดำรงอยู่ได้ด้วยการรักษาขอบเขตดินแดนสยามตามจินตภาพแบบภูมิกายา4 

ดังนี้แล้ว ในมโนทัศน์ของชนชั้นปกครองสยาม ความรุนแรงที่รัฐใช้ตอบโต้จึงเป็นสิ่งที่สาสมกับความรุนแรงอันเป็นเป้าหมายของทั้งสองเหตุการณ์ ด้วยเหตุที่ ที่ว่างและสถาปัตยกรรมนั้น ไม่ได้เพียงหมายถึงพื้นที่ แต่มันคือสัญลักษณ์ของรัฐสยามที่สถาปนาลงบนดินแดนอันห่างไกลอำนาจศูนย์กลาง การลุกฮือเพื่อยึดหรือทำลายสิ่งเหล่านี้จึงมีความหมายเดียวกับการประหารรัฐในเวลาเดียวกัน  

อย่างไรก็ดีในกรณีของอุบลนั้น ความรุนแรงที่ผู้คนกระทำต่อเมือง ที่ว่าง และสถาปัตยกรรมของทั้งสองเหตุการณ์ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงจากการตอบโต้ต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า ทว่าเป็นมรดกทางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสยามและกลุ่มคนพื้นถิ่น นับตั้งแต่ช่วงแรกที่เผชิญหน้ากัน การทำความเข้าใจความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อพื้นที่และอาคารดังกล่าวจึงต้องทำโดยการศึกษาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของสยามกับอุบล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นของการสร้างระบบมณฑลเทศาภิบาล ผ่านที่ว่างและสถาปัตยกรรมที่รัฐสยามใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมและปกครองทำให้ “เมืองอุบล” ที่เคยมีอิสระกลายมาเป็น “มณฑลอีสาน” อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามในที่สุด

เส้นประสีขาว แสดงขอบเขตของเมืองเก่าอุบเส้นประสีแดง แสดงแนวขอบเขตของพืนที่เมืองใหม่รัฐสยาม ที่มา : https://www.google.com/maps/@15.2260653,104.8598401,1113m/data=!3m1!1e3!5m1!1e4

การปกครอง-สถาปัตยกรรม-อำนาจของสยาม

ก่อนเข้าสู่ยุคของอำนาจรัฐเหนือพรมแดน สยามถูกปกครองในรูปแบบของอาณาจักร/เมือง มีขนาดพื้นที่ตามอำนาจบารมีของกษัตริย์ อาจกล่าวโดยรวมว่า เป็นระบบประเทศราชหรือรัฐบรรณาการ ซึ่งหมายถึงการที่กษัตริย์ปกครองเมืองผ่านอำนาจของเจ้าเมืองท้องถิ่นที่สวามิภักดิ์ อันเป็นรูปแบบปกครองที่ใกล้เคียงกันของอาณาจักรโบราณอื่นๆ เขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปกครองในรูปแบบนี้ อำนาจของกษัตริย์มาจากการที่พระองค์เป็นตัวแทนของเทพ ดังนั้นสถาปัตยกรรมแห่งอำนาจการปกครองในอุดมการณ์ของรัฐจารีต จึงเป็นการจำลองจักรวาลตามความเชื่อของศาสนาพุทธ/พราหมณ์ให้เกิดขึ้นในโลกกายภาพ คล้ายการสร้างเทวาลัยขึ้นในโลกมนุษย์ ดังเช่นแนวคิดของการสร้างปราสาท/พระราชวังตามแผนผังของจักรวาลทัศน์แบบไตรภูมิ5 ที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในราชสำนักของรัฐในพื้นที่อุษาคเนย์ ในแง่นี้ความมั่นคงและอำนาจของกษัตริย์/รัฐ จึงขึ้นอยู่กับการสถาปนาอำนาจผ่านสัญลักษณ์ดังกล่าว 

จนกระทั่งช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงของอำนาจจากการแสวงหาและยึดครองพื้นที่ของจักรวรรดินิยมตะวันตก อันนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของสัมพันธภาพระหว่างรัฐแบบเดิม เกิดการปกครองรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “อาณานิคม” การปกครองใหม่นี้ มาพร้อมกับสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ เป็นตัวแทนของอำนาจใหม่ ดังเช่น กรณีของการสร้างเมืองฮานอย-เมืองหลวงเดิมของอาณาจักรนามเวียด-ให้กลายเป็นเมืองหลวงของอาณานิคมอินโดจีนฝรั่งเศสที่ใช้การวางผังเมืองและสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิคเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของแนวคิดการแสวงหาดินแดนอาณานิคมนี้ สยามเองก็ไม่อาจหลีกหนีอำนาจดังกล่าวไปได้ 

นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เป็นต้นมา ความพ่ายแพ้ต่อฝรั่งเศสในกรณีพิพาทเรื่องเขตแดน ทำให้ชนชั้นนำสยามพยามปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดจากการตกอยู่ใต้อำนาจอาณานิคม วิธีหนึ่งในนั้น คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเมืองที่อยู่ห่างไกลให้กระชับและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น6 จากระบบประเทศราชที่ปกครองผ่านอำนาจเจ้าเมืองเดิม ชนชั้นนำสยามสร้างรัฐเดี่ยวที่ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่อำนาจรัฐทั้งหมดอยู่ในมือของกษัตริย์ มีการจัดระเบียบบริหารราชการแบบใหม่ โดยมีการปฏิรูปการปกครองเดิมแบบจตุสดมภ์ มาเป็นการปกครองแบบแบ่งงานกันทำเป็นกระทรวง ทบวง กรม และมีสายการบังคับบัญชาทำหน้าที่กำหนดนโยบายการบริหารตรวจสอบงานราชการของแต่ละหน่วยงานโดยชัดเจน ส่วนพื้นที่รอบนอก สยามนำระบบมณฑลเทศาภิบาลมาใช้ ซึ่งหมายถึงการจัดกลุ่มการปกครองโดยตั้งเมืองที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์เป็นที่ตั้งศูนย์ราชการ ในฐานะเมืองหลวงของมณฑล ที่สยามส่งคนมาปกครอง เมืองเล็กๆที่อยู่รายรอบก็ถูกรวมกลุ่มเป็นเขตการปกครองในมณฑลเดียวกัน โดยที่แต่ละมณฑลมีอำนาจการจัดการภายในของตนเอง เช่นการเก็บส่วยภาษี การเกณฑ์ทหาร การสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งในเขตเมืองหลวงของมณฑลและเมืองรอบนอก7 

ในด้านสถาปัตยกรรม ก่อนการปฏิรูปการปกครอง ตามพื้นที่หัวเมืองประเทศราชนั้น ไม่มีอาคารที่ทำการรัฐ แบบสาธารณะอันแยกขาดจากที่พักของเจ้าเมือง นั่นหมายถึงว่า การบริหารราชการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประชุม ปรึกษาข้อราชการ ชำระคดีว่าความ ล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่บ้านของเจ้าเมืองที่เรียกว่า “จวน”ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อมีการปฏิรูปเกิดขึ้น ระบบมณฑลเทศาภิบาลจึงมาพร้อมกับการจัดการที่ว่างและสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อระบบใหม่และอำนาจใหม่ของสยาม ในด้านหนึ่ง สยามเลือกใช้รูปแบบอาคารที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกเช่นเดียวกับที่ใช้ในส่วนกลาง หากแต่ลดทอนขนาด การตกแต่งและความประณีต มาสร้างเป็นสถาปัตยกรรมราชการประเภทต่างๆ นอกจากนั้นแล้ว สยามยังใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม อันหมายถึงอาคารแบบตะวันตกที่ดัดแปลงรูปทรงเพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่แพร่หลายในหมู่ประเทศอาณานิคม เช่นอินโดจีนฝรั่งเศส หรือ บริติชอินเดีย8 มาเป็นตัวแทนอำนาจของรัฐสยามใหม่ด้วย

ถึงแม้ในทางทฤษฎี ระบบมณฑลเทศาภิบาลจะเป็นรูปแบบการปกครองที่นำไปใช้เหมือนกันในทุกเขตพื้นที่ในราชอาณาจักร แต่ในทางปฏิบัติ การดำเนินการเพื่อสถาปนาระบบและผนวกรวมเอาเมืองประเทศราชเดิมเป็นส่วนหนึ่งของสยามนั้น มีท่าทีที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ โดยมีข้อสังเกตคือ ในมณฑลที่มีอาณาเขตติดกับกรุงเทพฯ หรือระยะทางไม่ห่างไกล เช่น มณฑลอยุธยา มณฑลปราจีนบุรี มณฑลนครชัยศรีนั้น การผนวกรวมที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลให้เกิดการต่อต้านจากกลุ่มอำนาจเดิม ด้วยเหตุที่เมือง/มณฑลต่างๆดังกล่าว อยู่ในฐานะเมืองลูกหลวงหรือหัวเมืองชั้นใน ซึ่งคุ้นเคยกับการปกครองอย่างใกล้ชิดของสยาม หรือในบางกรณี ที่เจ้าเมืองคือพระราชโอรสหรือเจ้านายเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งไปบริหารราชการโดยตรง การเปลี่ยนระบบการปกครองจึงมีความหมายเพียงแค่การเปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น โดยที่องค์ประกอบหลักของความสัมพันธ์เชิงอำนาจยังคงเป็นอย่างเดิม สถาปัตยกรรมการปกครองของมณฑลเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะเป็นตามอย่างรูปแบบอาคารราชการในกรุงเทพฯ นั่นคือ รูปแบบนีโอคลาสสิคที่ถูกลดทอนรูปทรงองค์ประกอบให้เรียบง่ายยิ่งขึ้น เช่น ที่ทำการศาลมณฑลกรุงเก่า หรือไม่ก็เป็นอาคารที่สร้างขึ้นจากแบบมาตรฐานของกระทรวงกลาโหม หากแต่มีการประดับตกแต่งองค์ประกอบของอาคารอย่างประณีตตามระเบียบของรูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิค เช่น ศาลากลางฉะเชิงเทรา ศาลจังหวัดราชบุรี ศาลแขวงราชบุรี อีกทั้งกลุ่มอาคารของรัฐก็มักตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชนเดิมในพื้นที่กลายเป็นศูนย์กลางของเมืองใหม่ที่ซ้อนทับอยู่กับเมืองเก่าอย่างกลมกลืน9

ส่วนในกรณีล้านนาและหัวเมืองทางใต้ เช่น ภูเก็ต สตูล ระนอง สยามมีท่าทีของการผนวกรวมอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเลือกใช้ความรุนแรงเฉพาะที่จำเป็น ความสัมพันธ์แบบการทูตนำการทหารเช่นนี้ เกิดมาจากปัจจัยที่ว่า ทั้งล้านนาและหัวเมืองทางใต้ล้วนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สยามต้องการ ในล้านนามีไม้สักเป็นทรัพยากรที่สร้างกำไรอย่างมหาศาลให้แก่เจ้าเมืองเชียงใหม่ ส่วนหัวเมืองทางใต้มีแร่ธาตุและเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศในมือของชนชั้นนำพื้นถิ่น การผนวกรวมเอาหัวเมืองเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องทำอย่างละมุนละม่อม เพื่อมิให้กระทบกับความ สัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่กับตะวันตก อีกทั้งเพื่อรักษาความร่วมมือระหว่างสยามกับเจ้าเมืองเดิม อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งทางปกครองและทางการค้า ซึ่งผลลัพธ์คือ อิสระทางการปกครองของเมืองต่างๆดังกล่าว ที่มีมากกว่าเมืองในมณฑลอื่นๆ และส่งผลต่อภูมิทัศน์ที่เกิดขึ้น ในแง่ที่ว่า อาคารของรัฐมักถูกสร้างด้วยรูปแบบที่ถูกกำหนดเองจากปัจจัยภายในพื้นที่ เช่นศาลากลางจังหวัดเชียงราย ที่ออกแบบและก่อสร้างโดยนายแพทย์ นายแพทย์วิลเลี่ยม เอ.บริกส์ (Dr.William A. Briggs) แพทย์ชาวอเมริกัน ในรูปแบบโคโลเนียล ซึ่งมีรูปทรงที่แตกต่างจากอาคารในยุคเดียวกันในภูมิภาคอื่นๆ  หรือในกรณีของศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างขึ้นในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑล ในสไตล์ชิโนโปรตุกีส อันเป็นที่นิยมในอาณานิคมอังกฤษในเวลานั้น10

แต่ในกรณีของหัวเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่เรียกโดยรวมว่า อีสานนั้น การผนวกรวมเต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งในเชิงการปกครอง การเมืองและวัฒนธรรม เป็นการปราบปรามที่หวังผลเพื่อความสยบยอมอย่างราบคาบ ซึ่งมีปัจจัยมาจากทั้งความรู้สึกหวาดระแวงกลุ่มเจ้านายพื้นถิ่น อันเป็นกลุ่มคนผู้อยู่ห่างไกลและแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์กับชนชั้นนำสยามและทั้งปัจจัยเรื่องความสัมพันธ์ของคนพื้นเมืองกับล้านช้าง ที่มีอย่างแนบแน่นร่วมสายราชวงศ์เดียวกัน ในขณะที่ล้านช้างเองก็เป็นศัตรูของสยามมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ห้วงเวลา ณ.ขณะนั้นเพิ่งผ่านเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์มาไม่นาน บรรยากาศแห่งความไม่ไว้ใจยังคงแผ่ซ่านคุกรุ่นอยู่ในความรู้สึกของสยาม 

ปัจจัยดังกล่าว สอดคล้องกับประเด็นเรื่องผลประโยชน์ของรัฐ ในแง่ที่ว่า อีสานเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจน้อย ผู้คนในอีสานอยู่ห่างไกลจากเศรษฐกิจแบบตลาดและเงินตรา ส่วนใหญ่ยังคงดำรงชีพแบบพึ่งพาตนเองด้วยการเกษตร เลี้ยงสัตว์และหาของป่า มีเพียงกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่มีอาชีพค้าขายและมีเครือข่ายทางการค้ากับสังคมภายนอก ดังนั้นสำหรับสยาม การผนวกรวมหัวเมืองดังกล่าวจึงทำได้โดยอิสระ ปราศจากเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การค้าและความสัมพันธ์เชิงเครือญาติมากำกับ การดำเนินการจึงมักเริ่มต้นด้วยการทหารนำการทูต โดยมีเครื่องมือสำคัญคือกองทัพและอาวุธสมัยใหม่ นับตั้งแต่ช่วงต้นของการสถาปนาระบบมณฑลเทศาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของเมืองอุบลราชธานี ที่เป็นเมืองใหญ่และเป็นศูนย์กลางอำนาจของพื้นที่ลุ่มน้ำมูล ที่มีเจ้าเมืองปกครองต่อเนื่องมานับตั้งแต่สมัยแรกเริ่มก่อตั้ง กลุ่มคนที่ทั้งภาษา ประเพณีและรูปแบบการปกครองนั้นอยู่ร่วมวัฒนธรรมเดียวกับฝั่งลาวล้านช้าง ด้วยปัจจัยต่างๆดังกล่าว จึงทำให้การผนวกรวมเมืองอุบลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามจำต้องใช้ยุทธวิธีหลายอย่างร่วมกัน11

ในทางนโยบาย ช่วงแรกของการปฏิรูปอำนาจ สยามใช้การจัดประเภทผู้คนตามชาติพันธ์ และแบ่งเขตการปกครองออกเป็นพื้นที่ เพื่อความสะดวกในการบริหารราชการ เมื่อปี 2433 พื้นที่หัวเมืองอีสานถูกแบ่งออกเป็น หัวเมืองลาวตะวันออก หัวเมืองลาวตะวันออกเฉียงเหนือและหัวเมืองลาวฝ่ายกลาง โดยแต่ละเขตนั้นมีเมืองน้อยใหญ่อยู่ใต้การควบคุมของหัวเมืองดังกล่าว12

ในทางศาสนา ศาสนาพุทธในนิกายธรรมยุติ ถูกเผยแพร่ในอุบลเป็นแห่งแรกของภูมิภาค นับตั้งแต่สมัย ร.4 ในฐานะของภูมิปัญญาแบบใหม่ โดยมีนัยของการแข่งขันกับศรัทธาแบบเดิมของศาสนาพุทธพื้นถิ่น

ในทางการปกครอง เมื่อปี 2425 สยามส่งหลวงจินดารักษ์มาประจำที่เมืองอุบล ในตำแหน่งข้าหลวงกำกับราชการ อันถือเป็นตัวแทนอำนาจอย่างเป็นรูปธรรมของกรุงเทพฯ ที่ถูกส่งเข้ามาในหัวเมืองอิสานเป็นครั้งแรก

ในทางการทหาร ไม่นานนัก หลังจากการส่งข้าหลวงมาจากส่วนกลาง เมื่อปี 2431 กองทหารกองแรกจากสยามเดินทางมาตั้งกองประจำการที่อุบล โดยมีเป้าหมายเป็นการตั้งทัพอย่างถาวรเพื่อควบคุมกิจการภายในหัวเมืองและในห้วงนั้นเอง ที่สถาปัตยกรรมและที่ว่าง ถูกเริ่มต้นใช้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยน เมืองอุบล ให้กลายเป็น มณฑลอีสานใต้อำนาจของรัฐสยาม

ภาพแสดงตำหน่งของอาคารสำคัญ ทั้งของคนถิ่นอุบลและของรัฐสยาม ที่มา : วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ ดนัย นิลสกุล ชื่อ ความผูกพันสถานที่และสำนึกในถิ่นในย่านการค้าเก่าเมืองอุบลราชธานี 

ที่ว่าง สร้าง รัฐ

พื้นที่ที่กองทหารสยามเลือกเพื่อตั้งทัพนั้น เป็นที่ว่างขนาดใหญ่นอกชุมชนของคนพื้นเมืองและนอกเขตกำแพงเมืองเดิม โดยอยู่ห่างจากลำน้ำมูลไปทางทิศตะวันตกราว 900 เมตร ที่ว่างดังกล่าวถูกเรียกโดยคนท้องถิ่นว่า “ทุ่งนาเมือง” อันมีความหมายถึง การเป็นพื้นที่ทำนาของเจ้าเมือง13 ซึ่งไม่ใช่เพียงสำหรับการบริโภคของกลุ่มชนชั้นนำเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเป็นแหล่งเสบียงให้แก่ผู้คนในยามอดหยากและสงครามด้วย ในสมัยที่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดยังมาไม่ถึง พื้นที่ส่วนมากนอกเขตกำแพงเมืองอุบลยังคงเป็นป่ารกชัฏปราศจากการใช้งาน ทุ่งนาเมืองจึงอาจเป็นที่ว่างขนาดใหญ่ผืนเดียวที่สยามสามารถหยิบฉวยมาใช้ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องลงแรงแผ้วถาง กองทหารสยาม เริ่มสร้างอาคารใช้สอยต่างๆในที่ว่างแห่งนั้น ทั้งโรงเรือนที่พักของทหาร โรงเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ อาคารอยู่อาศัยของข้าหลวงและกลุ่มข้าราชการ ในระยะแรก อาคารทั้งหมดถูกสร้างอย่างเรียบง่ายด้วยวัสดุที่หาได้พื้นถิ่น อย่างผนังฝาขัดแตะพอกดินและโครงหลังคาไม้มุงจาก ในแผนผังมาตรฐานจากกระทรวงกลาโหม 

ในห้วงเวลานั้น หากจินตนาการถึงเมืองอุบลที่ถูกมองในมุมสูง ภาพที่ปรากฏ คือ กลุ่มอาคารหลังคามุงจากของชุมชนคนพื้นถิ่น ที่เกาะกลุ่มอยู่ภายในแนวเขตกำแพงเมืองและทอดยาวขนานไปกับลำน้ำมูล โดยที่ความกว้างของตัวเมืองเดิมนั้น มีความขนาดไล่เลี่ยกับความกว้างของลำน้ำ กลุ่มที่พักอาศัยที่วางอย่างกระจุกตัว ถูกตัดแบ่งด้วยรอยจางของเส้นทางถนนภายในเขตชุมชน ที่วางแนวตั้งฉากกับลำน้ำมูล มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือผ่านประตูเมือง ออกไปสู่ที่ว่างขนาดใหญ่ของทุ่งนาเมือง โดยมีสีเขียวของแนวป่าเป็นเสมือนวงแหวนล้อมรอบที่ว่างนั้น เว้นแต่เพียงพื้นที่บริเวณมุมทางทิศตะวันตกของทุ่งนาเมือง ที่ปรากฏเป็นภาพกลุ่มอาคารกองทหารของสยาม ที่กำลังขยายตัวตามริมขอบนอกของที่ว่างดังกล่าว  ในแง่นี้ ที่ว่างทุ่งนาเมือง จึงทำหน้าที่เป็นทั้ง “ฉนวน” ที่กั้นระหว่างเขตอำนาจเดิมของชนชั้นนำพื้นถิ่นในแนวกำแพงเมืองกับเขตอำนาจใหม่ของสยามที่เพิ่งเริ่มสถาปนาผ่านกลุ่มอาคารริมขอบทุ่งนาเมืองและเป็นทั้ง “พื้นที่เปิดโล่ง” เพื่อการสังเกตการณ์ของกองทัพสยาม ในการสำรวจตรวจตราความเคลื่อนไหวบริเวณประตูเมืองทั้ง 4 ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้านั้น

ความสัมพันธ์ตามแนวชายแดนระหว่างสยามและฝรั่งเศสที่ตึงเครียดยิ่งขึ้น ยิ่งทำให้ชนชั้นนำสยามเร่งแสวงหาหนทางในการควบคุมอำนาจและพื้นที่อีสานมากขึ้น  ดังนั้นด้วยเหตุผลทางความมั่นคงเมื่อปี 2434 สยามจึงส่งกรมหลวงพิชิตปรีชากร พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือนและข้าราชบริพารกว่า 200 คน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่มณฑลลาวกาว14 เพื่อการควบคุมการบริหารราชการให้กระชับยิ่งขึ้น การเพิ่มขึ้นของจำนวนคนและข้าวของ ส่งผลให้เกิดอาคารเพื่อตอบสนองต่อการใช้งานเพิ่มขึ้นในบริเวณกลุ่มพื้นที่อาคารเดิม โรงทหารและเรือนพักอาศัยของข้าราชการสยามขยายตัวออกไปตามขอบพื้นที่ว่างทางทิศเหนือ เริ่มแสดงให้เห็นเส้นแนวเขตของกลุ่มอาคารที่มุ่งล้อมรอบที่ว่างของทุ่งนาเมืองนั้นไว้

ความตั้งใจในการกำหนดพื้นที่ขอบเขตอำนาจของสยามผ่านที่ว่างและกลุ่มอาคาร ที่ถูกจัดวางอย่างแยกขาดกับพื้นที่ของอำนาจเดิมโดยชัดเจน ในกรณีของเมืองอุบลนั้น อาจเป็นการตอบสนองต่อความรู้สึกไม่มั่นใจ ในประเด็นพิพาทเรื่องเส้นเขตแดน ที่กำลังเกิดขึ้นตามแนวชายแดนสยาม ดังที่กรมหลวงพิชิตปรีชากร กราบทูลกรมดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งกลับจากการตรวจราชการที่จำปาสัก

“ ….การเขตแขวงหน้าด่านชั้นนอกชั้นในทางหัวเมืองลาวฝ่ายใต้ ไม่มีเขตเมืองใดแน่นอน ถ้ามิได้จัดแบ่งเขตแขวงเมืองเหล่านี้ให้เรียบร้อย ก็จะลำบากในการปกครองดูแลอย่างมาก…”15

และความไม่มั่นใจเดียวกันนี้เอง ที่อาจเป็นปัจจัยให้กรมหลวงพิชิตปรีชากร ออกประกาศการเกณฑ์ทหารในหัวเมืองลาวกาว เพื่อสร้างกองทหารประจำการขึ้นในอุบล จำนวนกะละ 800 คน แบบเดียวกับแนวคิดของกองทัพสมัยใหม่ เป็นกองทหารที่อยู่อาศัยในพื้นที่ค่าย มีเงินเดือน, เบี้ยเลี้ยง มีการฝึกซ้อมรบและการใช้อาวุธอยู่เป็นประจำโดยกิจกรรมดังกล่าวของกองทัพ เกิดขึ้นบนที่ว่างของทุ่งนาเมืองนั่นเอง16

เหตุการณ์ตามแนวชายแดนทำให้บุคลากรของสยามส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มทหารและการจัดการพื้นที่ในเมืองอุบลในช่วง 2 ปีของกรมหลวงพิชิตปรีชากรจึงยังคงเน้นไปที่การใช้งานของกองทัพเป็นหลัก พระองค์จากเมืองอุบลไปในปี 2436 หลังความพ่ายแพ้ของสยามต่อฝรั่งเศส ใน รศ. 112 ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนั้น ในห้วงเวลานั้นเองสยามจึงตระหนักถึงความจำเป็นอย่างมากในการปฏิรูปด้านอื่นๆ เพื่อรับมือกับทั้งอิทธิพลของฝรั่งเศส และทั้งอำนาจเดิมของเจ้าเมืองพื้นถิ่น

กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ นักกฎหมายและนักการทหารผู้เชี่ยวชาญเรื่องการช่างและวางผัง ผู้มีศักดิ์เป็นพระอนุชาของรัชกาลที่ 5 ดูจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑล การมาถึงของพระองค์ในปี 2436 นั้น เป็นเสมือนดั่งการเสด็จมาของพระมหากษัตริย์เอง มีสัญลักษณ์ คือ กองทหารเกียรติยศตามเสด็จมาจากกรุงเทพฯจำนวนกว่า 200 คน โดยยังไม่รวมกับข้าราชการในตำแหน่งต่างๆ ทั้งด้านการปกครอง การทหาร การตำรวจ การทำแผนที่ แพทย์ประจำพระองค์ กระทั่งพ่อครัวส่วนพระองค์

ในคติของความเป็นกษัตริย์ตามจารีตเดิมในระบบศักดินา สัญลักษณ์ด้านหนึ่งของอำนาจ คือ การเป็นเจ้าของพื้นที่ทั้งหมดในขอบเขตการปกครอง กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์สร้างความเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดในเชิงสัญลักษณ์ขึ้นมาด้วยการขอ นางเจียงคำ-ธิดาของกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ของอุบล มาเป็นชายา ตั้งแต่ช่วงแรกของการมาถึง ในแง่นี้การได้ครอบครองธิดาในตระกูลผู้ปกครองเมืองเดิม ย่อมมีความหมายถึงการครอบครองพื้นที่แผ่นดินเดิมที่เจ้าเมืองปกครองอยู่ในขณะนั้น

ภาพภายในวัดสงัด ซึ่งเป็นเพียงภาพเดียวที่หลงเหลือ ที่แสดงให้เห็นถึงอาคารและบรรยากาศในวัง  ที่มา : คลังเก็บภาพและสิ่งพิมพ์โบราณ หม่อมหลวงภูมิใจ ชุมพล กรุงเทพมหานคร 

ส่วนในมิติของความชอบธรรม แม้ตอนเริ่มต้นมาตั้งกองทหารในอุบล สยามจะยึดเอาทุ่งนาเมืองเป็นพื้นที่ของรัฐโดยพฤตินัย แต่กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้ทำให้มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรมโดยนิตินัย ด้วยการเอ่ย “ขอพื้นที่” กับกลุ่มชนชั้นนำพื้นถิ่น

“ ที่ดินทั้งหลายซึ่งทางราชการได้อาศัยอยู่เดี๋ยวนี้ ฉันได้สอบถามพระยาศรีสิงหเทพ และพระยาภักดีณรงค์ ข้าหลวงเมืองอุบลฯแล้ว ว่าเป็นที่ดินของพวกเจ้าทั้งสิ้นตลอดนาทุ่งศรีเมือง โดยข้าหลวงเขาขออาศัยเป็นสำนักของทางราชการมานานแล้ว เจ้าจะว่าอย่างไร? เพราะที่แห่งอื่นมีไม่เหมาะสม เห็นแต่ที่ของราชบุตร ปู่ย่าตายายของพวกเจ้าสืบมา แต่หายังได้คิดชดใช้อย่างใดให้ไม่? เมื่อพวกเจ้าต้องการสิ่งใดเป็นค่าตอบแทนก็ให้บอกมา”17

ในสถานการณ์ที่ตัวแทนของกษัตริย์สยามผู้มีกองหารเป็นฐานอำนาจ ที่ตั้งกองทัพล้อมกำแพงเมืองมาแล้วนานกว่าครึ่งทศวรรษ แสดงความต้องการเป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว คำตอบนั้นย่อมเป็นสิ่งที่สามารถคาดเดาได้ กลุ่มเจ้านายอุบลพร้อมกันถวายที่ดินผืนนั้น รวมไปถึงพื้นที่โดยรอบให้แก่พระองค์ โดยปราศจากเงื่อนไข “ทุ่งนาเมือง” ของคนพื้นถิ่นจึงกลายเป็น “ทุ่งศรีเมือง” ของรัฐสยามในเวลานั้นเอง

พื้นที่ทุ่งศรีเมืองในสมัยกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ นอกจากจะเป็นที่ตั้งของอาคารกองทหารและที่พักข้าราชการแล้ว พระองค์ยังสร้าง “วังสงัด”- เรือนไม้ 3 ชั้นที่จำลองแบบมาจากพระราชวังวานเมฆ-ในบริเวณทิศเหนือของทุ่งศรีเมือง โดยสร้างต่อเนื่องกับแนวของกลุ่มอาคารเดิม การจัดวางพื้นที่วังของเจ้านายโดยมีที่ว่างขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้านั้น ในแง่หนึ่ง คล้ายกับการจัดวางองค์ประกอบของพระบรมมหาราชวังกับที่ว่างทุ่งพระสุเมรุ ดังนั้นหากพิจารณาความหมายเชิงสัญลักษณ์จากการจัดวางพื้นที่แล้ว วังสงัด จึงเป็นมากกว่าเรือนพักของข้าหลวงต่างพระองค์ หากแต่เป็นตำแหน่งที่ตั้งของอำนาจสูงสุดของรัฐสยามด้วย อย่างที่พระบรมมหาราชวังเป็น เสมือนเป็นภาพย่อยของภาพใหญ่ในจักรวาลทัศน์ของอำนาจตามจารีต ด้วยแง่มุมเช่นนี้เอง นับตั้งแต่ปี 2446 เป็นต้นมาทุ่งศรีเมืองจึงเป็นมากกว่าพื้นที่ตั้งอาคารใช้งานของรัฐสยาม ทว่าเป็นที่ว่างสำหรับสำแดงความหมายของอำนาจทางวัฒนธรรมด้วย

ในการสร้างความหมายของอำนาจใหม่จากการประกอบสร้างทางวัฒนธรรมบนพื้นที่ ขั้นตอนแรก คือ การถอดถอนและยกเลิกคุณค่า/ความหมายเดิมที่บรรจุอยู่ในที่ว่างดังกล่าว ดังนั้นประเพณีของคนพื้นเมืองเดิม อย่างการเผาศพของชนชั้นปกครองแบบนกหัสดีลิงค์อันรุ่มรวยด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์18 ถูกสั่งห้ามปฏิบัติให้คงไว้เพียงเฉพาะกรณีของพระเถระชั้นผู้ใหญ่เพียงเท่านั้น ขั้นตอนต่อมา คือ การนำเสนอประเพณีใหม่ เพื่อสร้างความหมายใหม่บนพื้นที่ ในกระบวนการนี้ รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม แสดงให้เห็นถึงเค้าลางขององค์ประกอบมูลฐานของรัฐไทยในเวลาต่อมา นั่นคือการให้ความสำคัญกับแนวคิด ชาติ- ศาสนา-พระมหากษัตริย์ ในฐานะสารัตถะของรัฐ

ในประเด็นศาสนาประเพณีบุญบั้งไฟที่แสดงให้เห็นถึงศรัทธาของคนท้องถิ่นต่อธรรมชาติ ผ่านการบูชาผีฟ้าพญาแถนนั้น ถูกสั่งให้ยกเลิก แล้วแทนที่ด้วยประเพณีประดิษฐ์ใหม่ของสยาม อย่างการ “แห่เทียนพรรษา” ซึ่งมีนัยของการเชิดชูคุณค่าของศาสนาพุทธนิกายใหม่และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การแห่เทียนพรรษากลายเป็นพิธีที่ถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ใจกลางทุ่งศรีเมือง ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนในประเด็นของชาติและกษัตริย์นั้น ในห้วงเวลาที่กรอบคิดเรื่อง “ชาติ” ตามความหมายแบบรัฐสมัยใหม่ยังไม่เกิดขึ้นโดยชัดเจน สำหรับชนชั้นนำสยามแล้ว กษัตริย์ รัฐ และชาติ ย่อมมีความหมายเดียวกัน ดังนั้นพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่แสดงออกถึงความภักดีต่อทั้งรัฐและกษัตริย์ จึงถูกจัดขึ้น ณ วัดศรีทอง วัดของธรรมยุตินิกาย ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของค่ายทหาร ในอาณาบริเวณเดียวกันของทุ่งศรีเมือง การถือน้ำดังกล่าว ไม่ได้ถูกจัดแต่เพียงที่อุบลเท่านั้น หากเป็นพิธีที่จัดขึ้นพร้อมกันในทุกเมืองที่อยู่ภายใต้เขตการปกครองมณฑลอีสาน และเป็นสิ่งที่ทหารและผู้ถืออาวุธทุกคนต้องทำในทุกเดือน ในพิธีที่เรียกว่า “การถือน้ำเดือน”19

อำนาจสยามถูกท้าทายเมื่อปี 2445 โดยความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้มีบุญ อันเกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้านท้องถิ่นที่ใช้ความเชื่อในยุคพระศรีอารย์ เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนขบวนการ อย่างไรก็ดีด้วยความแตกต่างของจำนวนกำลังพลและประสิทธิภาพของอาวุธ เป้าหมายของกลุ่มผู้มีบุญในการบุกยึดเมืองอุบล ถูกโต้กลับอย่างรุนแรงและมีผลลัพธ์อย่างตรงกันข้าม คือ แทนที่จะเป็นผู้ยึดครองควบคุมพื้นที่ในเมือง บรรดาผู้ร่วมขบวนการผีบุญกลับถูกควบคุม-จับกุม-คุมขัง อยู่กลางที่ว่างทุ่งศรีเมืองนั้นเอง ด้วยเหตุที่พื้นที่เรือนจำนั้นไม่เพียงพอที่จะรองรับได้ ผู้ต้องหาถูกปล่อยให้ตากแดดตากฝนอยู่หลายวัน จนเสียชีวิตลงหลายคน ก่อนที่สยามจะเปลี่ยนเรือนจำกลางแจ้ง ให้กลายเป็นลานประหารในเวลาต่อมา เป็นปฎิบัติการที่เกิดขึ้นอย่างเป็นสาธารณะ เพื่อแสดงผลลัพธ์ของการท้าทายอำนาจ คล้ายดั่งนาฏกรรมประกอบเรื่องเล่าของการสร้างรัฐสยามฉะนั้น

กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ยุติการดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์ และส่งมอบหน้าที่ปกครองมณฑลอีสานให้พระยาประชากิจกรจักร์ นับตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2453 เป็นต้นมา โดยพระองค์กลับมาดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีในรัชกาลที่ 6 ที่กรุงเทพฯ จวบจนสิ้นพระชนม์ ตลอด 17 ปีที่อุบลของกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์นั้น เป็นช่วงเวลาที่อำนาจรัฐสยามถูกสถาปนาอย่างเป็นรูปร่างชัดเจนโดยมีหลักฐานเป็นภูมิทัศน์ของเมืองอุบล

ในห้วงนั้น พื้นที่ในเขตกำแพงเมือง มีถนนถูกตัดใหม่จำนวนหลายสาย โดยตัดผ่านทั้งพื้นที่ว่าง และพื้นที่ในอำนาจเดิมของกลุ่มเจ้าเมือง ที่บัดนี้มีสถานภาพเป็นเพียงข้าราชการสยาม คูเมืองที่เคยเป็นแนวเขตกำแพงเดิม ถูกถมและปรับเป็นถนน ที่มีชื่อสะท้อนถึงอดีตอย่าง “เขื่อนธานี” และพื้นที่นอกเขตเมืองเดิม กลายเป็นศูนย์ราชการของรัฐสยาม ที่ประกอบด้วยกองทหาร โรงเก็บอาวุธ ศาล ศาลาว่าการ วังที่ประทับ เรือนจำ โรงเรียน ที่พักของข้าราชการตำแหน่งต่างๆ และวัดในนิกายธรรมยุต ซึ่งตั้งอยู่โดยล้อมรอบทุ่งศรีเมือง และองค์ประกอบของอาคารและที่ว่างเหล่านั้น ถูกจัดวางอย่างโอบล้อมตัวเมืองเดิมทั้งหมด ในแง่นี้ ทั้งพื้นที่ในเขตเมืองเดิมและพื้นที่ศูนย์ราชการของสยาม จึงถูกผนวกรวมเข้าด้วยกันเป็นรูปร่างขอบเขตของเมืองใหม่ที่ศูนย์กลางของเมืองย้ายออกมาจากจวนเจ้าเมืองในเขตกำแพงมาสู่บริเวณทุ่งศรีเมือง กลายเป็นเมืองอุบล ในฐานะเมืองหลวงของมณฑลอิสาน ที่รัฐสยามเป็นเจ้าของทั้งทางกายภาพและจินตภาพโดยสมบูรณ์

ภาพการปลงศพบนปราสาทรูปนกหัสดีลิงค์ เป็นภาพที่เก่าที่สุดเท่าที่มีในบันทึก ที่มา : บทความชื่อ Les cérémonies funéraires à Ubon โดย Jean Brengues

มรดกของที่ว่าง มรดกทางความสัมพันธ์

“ เมืองอุบลมีแผนผังงดงามพอใช้ ศาลารัฐบาลและศาลก่อเป็นตึกถาวรสำเร็จแล้ว เป็นแบบสำหรับมณฑล แต่เมื่อยุบลงเป็นจังหวัดศาลารัฐบาลเดิมแปลงเป็นศาลากลาง ก็ยังรู้สึกว่าห้องทำการของเจ้าหน้าที่เบียดเสียดพอตึงตัว เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นศาลารัฐบาลรวมทั้งศาลากลางด้วย คงเป็นอันว่าคับแคบเกินไป“ 20

ศาลารัฐบาลที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกของเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ครั้งเดินทางตรวจราชการในมณฑลอีสานในฐานะเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ในเดือนธันวาคม 2469 นั้นก็คือพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดอุบลในปัจจุบันที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนที่แตกต่างจากอาคารในยุคแรกของมณฑลที่ทำจากไม้และฝาขัดแตะ ความเบียดเสียดที่เกิดขึ้น คือ สัญลักษณ์ของอำนาจรัฐที่ขยายตัวและจัดแบ่งหน้าที่มาเป็นแผนกต่างๆ ในอาคาร การทำหน้าที่เป็นเมืองศูนย์กลางของมณฑลทำให้งานราชการทุกอย่างมารวมศูนย์อยู่ ณ อาคารหลังนี้ ภาพพื้นที่ทำงานที่ดูคับแคบไม่เพียงพอจึงเป็นภาพสะท้อนความสำคัญของเมืองอุบลต่อรัฐสยามในการบริหารหัวเมืองรอบนอก ซึ่งการเติบโตของระบบราชการในอุบลก็เกิดขึ้นเพื่อตอบรับกับการขยายตัวของเมืองบริวารในมณฑลนี้เอง

ในแง่นี้ ความมั่นคงของอาคารจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความมั่นคงถาวรของอำนาจรัฐที่ถูกสถาปนาไว้และเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการยึดครองอุบล นอกเหนือจากปัจจัยในด้านนโยบายทางการปกครองแล้ว ที่ว่างและสถาปัตยกรรมก็มีบทบาทสำคัญในการก่อร่างสร้างมณฑลอีสานขึ้นมาไม่น้อยเช่นกัน

สยามเริ่มเข้ามาที่อุบลด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจ และ ไม่ไว้ใจ ต่อคนพื้นเมืองอุบลผู้ห่างไกล รูปแบบการจัดการพื้นที่ของสยามในระยะแรก จึงคล้ายกับ การตั้งทัพเพื่อออกรบ ในสงคราม กองทหารถูกตั้งโดยอยู่ห่างจากลำน้ำและชุมชนและตั้งอยู่โดยรอบแนวกำแพงเมือง ในลักษณะของการวางกำลังโอบล้อม โดยมีที่ว่างของทุ่งศรีเมืองเป็นดั่งพื้นที่กันชน เหตุผลของการเลือกตั้งกองที่ทุ่งศรีเมือง ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ทางการทหาร ตรงที่ทุ่งศรีเมืองนั้น คือ ทุ่งนาเมือง-แปลงนาอันเป็นแหล่งผลิตทรัพยากรหลักของเมือง- การยึดกุมพื้นที่ผลิตอาหาร จึงทำให้ภาพของการตั้งกองเพื่อรบในสงครามนั้น เด่นชัดยิ่งขึ้น

ลักษณะความเป็นที่ว่างของทุ่งศรีเมืองเป็นผลดีต่อสยาม ในแง่ที่มันกลายเป็นพื้นที่ของการสังเกตการณ์ ความเคลื่อนไหวของกองกำลังท้องถิ่น หากมองจากมุมที่ตั้งกองของสยามแล้ว ประตูเมืองทั้ง 4 นั้น จะถูกเห็นได้โดยชัดเจนในที่โล่ง และความโล่งนั้นก็ยังมีประโยชน์ในการเป็นดั่ง เวทีแสดงแสนยานุภาพ ของกำลังพลและอาวุธสมัยใหม่ ทุกครั้งที่มีการฝึกของทหารประจำการ ภาพที่คนพื้นถิ่นมองเห็นจากมุมของตน จึงเป็นภาพของอำนาจใหม่ที่มีความเหนือกว่าในทุกด้าน หากพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่สยามแสดงออกผ่านที่ว่างนั้น ไม่ใช่ประเด็นของอำนาจทางการทหารเพียงอย่างเดียว แต่มัน คือ “ระเบียบใหม่” ที่ถูกใช้เพื่อควบคุมและปกครอง อันเป็นสิ่งที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับระเบียบเก่าของกลุ่มอำนาจเดิม

“ระเบียบใหม่”  ของรัฐสยาม เป็นระเบียบของอำนาจที่ถูกแยกออกมาเป็น สาธารณะ และถูก จัดประเภท แบ่งหน้าที่ออกจากกันเป็นหน่วยและองค์กร โดยที่แต่ละหน่วย/องค์กรนั้นก็แสดงบทบาท-อำนาจ-ตัวตน ให้เห็นอยู่อย่างชัดเจน และอย่างเป็นสาธารณะ เช่น การเกิดขึ้นของกองทัพประจำการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในท้องถิ่น การตั้งอยู่ของกองทัพสยามคือ คือการแสดงให้เห็นถึงกำลังพลที่พร้อมรบในทุกช่วงขณะ หรือกรณีของอาคารประเภทเรือนจำที่เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแห่งอำนาจการควบคุม ที่ตั้งอยู่กลางที่โล่งแจ้ง ที่การใช้งานของมันเป็นสิ่งที่รู้เห็นโดยทั่วไป ซึ่งต่างจากวิธีการจองจำในอดีต ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของจวนเจ้าเมืองอย่างหลบซ่อนและปิดลับ

ระเบียบใหม่นั้น ดำเนินไปได้ด้วย ระบบบางอย่าง ที่มองไม่เห็น คล้ายเป็นดั่งคำสั่งอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกส่งมาจากส่วนกลาง โดยที่ท้องถิ่นไม่อาจเข้าถึง ต่อรอง และต้านทาน ทว่ากลับส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตเดิมอย่างมหาศาลดังเช่นคำสั่งการยกเลิกพิธีกรรมความเชื่อดั้งเดิม หรือการตัดสินประหารชีวิต เป็นต้น

ความเปลี่ยนแปลงจากคำสั่งเหล่านั้น ยังมีส่วนดึงผู้คนจากในเมืองและนอกเมืองอุบล ให้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับที่ว่างและสถาปัตยกรรม ที่เป็นสิ่งก่อสร้างแทนอำนาจของระเบียบใหม่มากขึ้น เช่น กรณีกฎหมายเรียกเก็บส่วยเป็นเงิน 4 บาท ที่ทำให้ผู้คนต้องนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราในเขตเมือง หรือ คำสั่งในการซื้อขายสัตว์ใหญ่ที่ต้องกระทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ณ.ศาลาว่าการในเมือง ในแง่นี้ ชาวอีสานที่เดิมนั้นมีชีวิตประจำวันอยู่อย่างห่างไกล และไร้ความเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ ถูกดึงเข้ามาใกล้ชิด-สัมผัสกับระเบียบใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้อำนาจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นจินตนาการของความเป็น ผู้คนและชุมชนภายใต้ระเบียบใหม่ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ผ่านที่ว่างในแบบนั้น

อำนาจของการควบคุม ครอบงำ และปกครองของสยามดังกล่าว สร้างคนอีสาน ให้กลายเป็น คนใต้บังคับ (Subject) ของรัฐสยาม คล้ายกับที่ฝรั่งเศสทำกับชาวเวียดนาม หรืออังกฤษทำกับชาวพม่า ในแง่นี้ กระบวนการการเปลี่ยนผ่านจากเมืองอุบลเป็นมณฑลอีสาน จึงเกิดขึ้นในแบบเดียวกับการล่าอาณานิคมของตะวันตก เป็น อาณานิคมภายใน ราชอาณาจักรสยาม ใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ทั้งที่ว่าง สถาปัตยกรรม และสำนึกของผู้คนเช่นนี้ ได้กลายเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน และถูกตอกย้ำความเป็น คนใต้บังคับของสยาม ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่รัฐได้กระทำต่อคนอีสานมาโดยตลอดในกระแสธารของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น กรณีการรัฐประหารจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน การอุ้มสังหารผู้แทนอีสานอย่างโหดเหี้ยม การถูกรังแก/กดขี่จนมีส่วนทำให้เกิดขบวนการคอมมิวนิสต์ จนมาถึงการละเมิดต่อชีวิตของคนเสื้อแดง ที่นำไปสู่การเผาศาลากลางเมื่อปี 2553

แม้กระนั้น หากพินิจเพียงห้วงเหตุปัจจุบัน เราอาจเห็นคนเสื้อแดงอุบล เป็นดั่งฝูงชนคลุ้มคลั่ง ที่เพียงมุ่งสร้างความเสียหายให้กับอาคารของรัฐ แต่หากมองอย่างทอดยาวไปในอดีต มองย้อนไกลไปจนถึงช่วงเริ่มต้นการเข้ามาของสยาม มองให้เห็นปฏิบัติการของอำนาจ การกดทับ และการกำราบต่อกระแสการลุกฮือขึ้นต่อสู้เพื่อต่อต้าน ผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ณ ที่ว่างกลางเมืองอุบลแล้วนั้น เราจึงจะเข้าใจได้ว่า สิ่งที่คนเสื้อแดงเผานั้น มิใช่เพียงแต่อาคารราชการของรัฐไทย หากหมายรวมถึงการทำลายอำนาจรัฐอันกดขี่และอยุติธรรม อำนาจรัฐที่ทำให้เขาเป็นได้เพียง คนใต้บังคับ-มิใช่พลเมืองของรัฐ ในแง่นี้ นอกจากศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว สิ่งที่คนเสื้อแดงจุดไฟเผาในวันนั้น คือ กองทหารและโรงอาวุธของสยามในอดีต ที่เคยตั้งอยู่ ณ ที่เดียวกัน เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายมรดกทางความสัมพันธ์อันไม่เท่าเทียม ที่สืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เชิงอรรถ

1 ประชาไท. ใบหน้า ‘พฤษภา 53’: (4) แท็กซี่เสื้อแดงที่บ่อนไก่ “ไปสิเป็นหยัง..ตายก็มีศักดิ์ศรีตั๊วะ”(ออนไลน์). 2012. แหล่งที่มา : https://prachatai.com/journal/2012/01/38956 (20 ธค. 2021)

2  ไทยพีบีเอส. ศาลฎีกาพิพากษา 13 จำเลย “คดีเผาศาลากลาง” “ดีเจต้อย”แกนนำนปช.อุบลฯจำคุกตลอดชีวิต. (ออนไลน์). 2015. แหล่งที่มา : https://news.thaipbs.or.th/content/6750

3 แม้ข่าวตามหน้าสื่อพิมพ์และออนไลน์จำนวนมาก ยังคงเผยแพร่ว่า ดีเจต้อยถูกตัดสินประหารชีวิต เช่น ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/content/549474  แต่ข้อเท็จจริง คือ เขาได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต

4 ดู ธงชัย วินิจจะกูล. กำเนิดสยามจากแผนที่ : ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ. กรุงเทพฯ : อ่าน, สนพ. และ โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2556.

5  ศึกษาความหมายของคติไตรภูมิในงานศิลปะ/สถาปัตยกรรมเพิ่มเติม ใน วรพร ภู่พงศ์พันธุ์. “ งานพระเมรุ : ภาพสะท้อนทิพภาวะแห่งองค์พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา”. ใน งานพระ เมรุ : ศิลปะสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเกี่ยวเนื่อง. (กรุงเทพฯ : กระทรวงวัฒนธรรม, 2552)

6 ดู จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนะ. วิกฤตการณ์สยาม ร.ศ. 112 การเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง. กรุงเทพฯ : ภาควิชาประวัติสาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒประสานมิตร, 2523.

7 ข้อมูลของการปกครองสยาม ทั้งก่อนและหลังการปฎิรูป ดู เตช บุนนาค.  การปกครองระบบเทศาภิบาล ของประเทศสยาม พ.ศ. 2435-2458. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2532.

8 ดู สมชาติ จึงสิริอารักษ์. สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในสยามสมัยรัชกาลที่ 4 – พ.ศ.2480. กรุงเทพฯ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร., 2553.

9 ข้อมูลของสถาปัตยกรรมมณฑลเทศาภิบาลในรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลตะวันตก ดูในหนังสือ “100 ปี มหาดไทย” โรงพิมพ์ศิริวัฒนาการพิมพ์ ยานนาวา กรุงเทพ ฯ พ.ศ. 2535

10 รูปแบบอาคารราชการของหัวเมืองแถบล้านนา ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก พีระพงษ์ พรมชาติ ในวิทยานิพนธ์ชื่อ “สำรวจสถาปัตยกรรมเชียงใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน 2427 – 2475”

11 ดูวิธีที่สยามใช้เพื่อผนวกรวมอุบลเป็นจังหวัดหนึ่งได้ใน เดอะ อีสานเรคคอร์ด. ย้อนดูยุทธวิธีเจ้าอาณานิคมสยามล่าอุบลราชธานีให้ตกเป็นเมืองขึ้น. (ออนไลน์). 2019. แหล่งที่มา : https://theisaanrecord.co/2019/06/27/ internal-colonail-siam-ubon-2019/

12 ดู ไพฑูรย์ มีกุศล ในวิทยานิพนธ์ ชื่อ การปฏิรูปการปกครองมณฑลอีสานสมัยที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ทรงเป็นข้าหลวงใหญ่ (พ.ศ. 2436-2453) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.

13 ดู รายละเอียดในหนังสืออุบลราชธานี 200 ปี. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2535.

14 อ่านเพิ่มเติมในหนังสือ ฝั่งขวาแม่น้ำโขงเล่ม2 ของ เติม สิงหัษฐิต

15 กองจดหมายเหตุแห่งชาติ ม.62.1.2/35 ที่1/11 กรมหลวงพิชิตปรีชากรกราบทูลกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เมื่อ 25 เมษายน ร.ศ.111

16 ดู ไพฑูรย์ มีกุศล ในวิทยานิพนธ์ ชื่อ การปฏิรูปการปกครองมณฑลอีสานสมัยที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ทรงเป็นข้าหลวงใหญ่ (พ.ศ. 2436-2453) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.

17 อ่านเพิ่มเติมใน เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน.

18  ดูรายละเอียดพิธีเผาศพบนเมรุนกหัสดีลิงค์ ใน Jean Brengues. (1904). Les cérémonies funéraires à Ubon , Bulletin de l’Ecole française d’Extrême-Orient. Tome 4. เขาคือผู้มีประสบการณ์ร่วมในงานเผาศพที่เกิดขึ้นในปี 2446 เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่บันทึกการเผาศพแบบนี้

19 โปรดดู คำถวายคำสาบาน จากพระราชกรัณยานุสร พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

20 อ่านใน รายงานตรวจราชการมณฑลภาคอีสานและนครราชสีมา โดยเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต, เทอดพระเกียรติ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต.

บรรณานุกรม 

คณะกรรมการจัดทำหนังสืออุบลราชธานี 200 ปี.อุบลราชธานี 200 ปี. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์, 2535.

คณะกรรมการจัดทำหนังสือ. 100 ปี มหาดไทย. กรุงเทพ ฯ :  โรงพิมพ์ศิริวัฒนาการพิมพ์, 2535.

จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนะ. วิกฤตการณ์สยาม ร.ศ. 112 การเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง. กรุงเทพฯ : ภาควิชาประวัติสาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒประสานมิตร, 2523.

เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต. (2469). รายงานตรวจราชการมณฑลภาคอีสานและนครราชสีมา โดยเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต, เทอดพระเกียรติ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต. กรุงเทพ : โรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี.

ไชยันต์ รัชชกูล. อาณานิคมสมบูรณาญาสิทธิราชย์: การก่อรูปรัฐไทยสมัยใหม่จากศักดินานิยมสู่ทุนนิยมรอบนอก. กรุงเทพฯ : อ่าน, 2564.

เตช บุนนาค. การปกครองระบบเทศาภิบาล ของประเทศสยาม พ.ศ. 2435-2458. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2532.

เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2557.

ธงชัย วินิจจะกูล. กำเนิดสยามจากแผนที่ : ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ. กรุงเทพฯ : อ่าน, สนพ. และ โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2556.

แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, ณพิศร กฤตกากุล และ ดรุณี แก้วม่วง. พระราชวังและวังในกรุงเทพฯ (พ.ศ. 2325-2525). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2525.

บัณฑิต จุลาสัยและคณะ. มรดกวัฒนธรรมไทย – ลาว สองฝั่งโขง : สถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลตะวันตก. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557.

ไพฑูรย์ มีกุศล.การปฏิรูปการปกครองมณฑลอีสาน. กรุงเทพฯ : เฟื่องอักษร, 2517.

มณฑลทหารบกที่ 6 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี. พระประวัติและพระกรณียกิจ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์. อุบลราชธานี : พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าหญิง บุญจิราธร(ชุมพล) จุฑาธุช, 2523.

ลลิดา บุญมี. คุณค่าทางวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เมืองอุบลราชธานี : กรณีศึกษาย่านพรหมราชจังหวัดอุบลราชธานี, วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2562.

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปตรวจราชการ มณฑลนครราชสีมา และมณฑลอุดรอีสาน ร.ศ. 125 พ.ศ. 2449. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุลพระธิดา. 2512.

สมชาติ จึงสิริอารักษ์. สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในสยามสมัยรัชกาลที่ 4 – พ.ศ.2480. กรุงเทพฯ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร., 2553.

สายชล สัตยานุรักษ์. ประวัติศาสตร์วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยของปัญญาชน (พ.ศ. 2435-2535): รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม} 2550.

สุมิตรา อำนวยศิริสุข. กบฏผู้มีบุญในมณฑลอีสาน พ.ศ. 2444 – 2445. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2524.

สุวิทย์ ธีรศาศวัต. ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส รศ. 112-126 การเสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง. กรุงเทพฯ : ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2523.

สุเทพ สุนทรเภสัช. มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์ : รวมความเรียงว่าด้วยการประยุกต์ใช้แนวความคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยาในการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2540.

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *