ในนามของหนังสือที่พลเมืองผู้รักและชังในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย ‘ควร’ ได้อ่าน…“ปรัชญาการเมืองเพื่อเสรีนิยมประชาธิปไตย : ว่าด้วย จอห์น สจ๊วต มิลล์ กับการต่อต้านทรราชเสียงข้างมาก” อัยการ ศรีดาวงศ์ ชวนให้รู้จักสวนอักษรแห่งนี้ 

หากจะกล่าวถึงหนังสือที่มีชื่ออันยืดยาว พร้อมทั้งซ้อนทับไปด้วยคำว่า ‘ปรัชญาการเมือง’ และคำว่า ‘เสรีนิยมประชาธิปไตย’ ที่ฟังดูเข้าใจยาก หากแต่เนื้อหาอัดแน่นไปด้วยปรัชญาอันมุ่งสู่การก่อร่างของสังคมอุดมคติในนามของเสรีนิยมประชาธิปไตยนั้น สวนอักษรอันมีนามว่า “ปรัชญาการเมืองเพื่อเสรีนิยมประชาธิปไตย : ว่าด้วย จอห์น สจ๊วต มิลล์ กับการต่อต้านทรราชเสียงข้างมาก” แห่งนี้คงควรค่าไม่น้อยที่จะสดับสู่สายตานักผจญภัยในสวนอักษรทุกๆ ท่านที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศที่บอกว่า ปกครองในระบอบแบบ ‘ประชาธิปไตย’

สวนอักษรอันมีนามว่า ปรัชญาการเมืองเพื่อเสรีนิยมประชาธิปไตย : ว่าด้วย จอห์น สจ๊วต มิลล์ กับการต่อต้านทรราชเสียงข้างมาก ภายใต้การจัดพิมพ์โดย โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นงานเขียนรวมเล่มบทความวิจัยจาก ศักดิ์สิทธิ์ ฆารเลิศ อาจารย์ประจำคณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาและค้นคว้าชีวิตนักปรัชญาการเมืองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษนามว่า จอห์น สจ๊วต มิลล์ อย่างบ้าคลั่ง และได้พิสูจน์ผ่านเอกสารบรรณานุกรมอ้างอิงกว่า 17 หน้ากระดาษ พร้อมทั้งฉายภาพที่เข้าใจง่ายแต่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาและรายละเอียดตั้งแต่บริบทของทางสังคมและสิ่งที่มีอิทธิพลที่มีต่อชีวิต ไปจนถึงความคิดและข้อเสนอแนะของ Mill เรียกได้ว่า เป็นการถอดเอาชีวิตของชายผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งมีคุณูปการต่อระบอบประชาธิปไตยและแนวคิดแบบเสรีนิยม ซึ่งได้ต่อยอดและก่อร่างเป็นแนวคิดแบบ ‘เสรีนิยมประชาธิปไตย’ ผ่านการพินิจลงไปยัง ‘จุดอ่อน’ ของนวัตกรรมทางการเมืองที่มีชื่อว่า ‘ระบอบประชาธิปไตย’ อย่างเผ็ดร้อน พร้อมทั้งเสนอทางออกต่อจุดอ่อนดังกล่าว ประกอบกับให้มุมมองที่มุ่งสร้างความตระหนักต่อคุณค่าของเสรีภาพภายใต้คำว่า “เสรีภาพของปัจเจกบุคคล” อันเป็นขอบเขตของเสรีภาพที่รัฐและสังคมไม่อาจแทรกแซงได้ ตราบที่เสรีภาพนั้นไม่ได้กระทบต่อเสรีภาพของผู้อื่นในสังคม

งานเขียนเชิงปรัชญาการเมืองของ Mill ที่ถูกแปลในรัฐอาณานิคมภายในอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐสยามเล่มนี้ จะช่วยให้สังคมประชาธิปไตยที่กำลังตั้งไข่ ได้มีแนวทางในการสร้างรัฐที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้และเพิ่มพูนสติปัญญาแก่พลเมืองของรัฐนั้นๆ อย่างไม่ครอบงำ โดยอุดมการณ์ของรัฐ พร้อมทั้งธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ให้ปัจเจกบุคคลได้สร้างการเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก ภายใต้เสรีภาพของตนเอง โดยที่รัฐไม่มีสิทธิ์ที่จะละเมิด ตราบที่เสรีภาพนั้นมิได้เป็นภัยคุกคามแก่เสรีภาพของผู้อื่น พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกส่วน ในระบอบการปกครองอันมีนามว่า ‘ประชาธิปไตย’

ภายใต้นิยาม ‘ประชาธิปไตย คือ การปกครองโดยประชาชน’ ตามนิยามประชาธิปไตยแบบคลาสสิค ซึ่ง Mill นั้นได้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนอันเปราะบางของประชาธิปไตยว่า หากนิยามของคำว่า ประชาธิปไตย ถูกแทนที่เป็น “การปกครองโดยเสียงข้างมาก” นั้น จะทำให้สังคมนั้นๆย่อมมีโอกาสที่จะดำเนินไปสู่ระบอบการปกครองแบบ “ทรราชเสียงข้างมาก” ได้สูง 

“ปรัชญาการเมืองเพื่อเสรีนิยมประชาธิปไตย : ว่าด้วย จอห์น สจ๊วต มิลล์ กับการต่อต้านทรราชเสียงข้างมาก” ท่ามกลางหนังสือเล่มอื่นๆ 

Mill จึงได้ชวนให้ผู้อ่านได้คิดต่อไปอีกว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมและระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย หากความเป็นเสียงส่วนมากได้ใช้อำนาจควบคุมรัฐผ่านกลไกต่างๆทางสังคม เช่น ผ่านระบบการศึกษา ผ่านอุดมการณ์ของรัฐ ผ่านศีลธรรมทางสังคม จนนำไปสู่การกำหนดเป็นกฎหมาย ซึ่งอาจถึงขั้นครอบงำความคิดและปิดกั้นเสรีภาพในเรื่องต่างๆรวมไปถึงเสรีภาพในการตั้งคำถามของพลเมืองและประชาชน จนไม่มีใครตั้งคำถามหรือ “ไม่สามารถตั้งคำถาม” ต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทุกมิติได้อีกเลย จะส่งผลเสียต่อความเจริญงอกงามทางปัญญาของสังคมอย่างไร

จะเกิดอะไรขึ้น หากสังคมนั้นๆ ปฏิเสธการตั้งคำถามของ ‘เสียงส่วนอื่นๆ’ ที่ไม่ใช่เสียงข้างมาก ทำให้เสียงเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบรับ เกิดการปฏิเสธคำถามที่ตั้งขึ้นภายใต้การใช้ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล ในการตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆเช่น ระบบการศึกษา อุดมการณ์ของรัฐ ศีลธรรมทางสังคม และกฎหมายบางข้อที่ปิดกั้นและริดรอนเอาเสรีภาพบางส่วนของมนุษย์ในฐานะพลเมืองไป แม้ว่าการตั้งคำถามบนพื้นฐานของเหตุและผลนั้นจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล ในการมีส่วนร่วมต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แม้จะเป็นไปในนาม “เสียงข้างน้อย” ซึ่งกรณีเช่นนี้ชวนให้พิจารณาและตั้งคำถามเหลือเกินว่า รัฐที่เป็นทรราช ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม จะให้คุ้มครองเสรีภาพในการตั้งคำถามของเสียงเหล่านี้ได้หรือไม่ในทัศนะของทุกท่าน? 

เสียงของการตั้งคำถามหรือความเห็นที่แตกต่างอาจจะเป็นสิ่งที่ คนส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นชิน ไม่เคยได้ยิน หรือแม้กระทั่งไม่อยากได้ยิน เพราะความเชื่อและศรัทธาในบางสิ่งจนไม่ตั้งคำถามต่อสิ่งนั้น พร้อมทั้งปฏิเสธการตั้งคำถามของผู้อื่นด้วย แม้มันจะเต็มไปด้วยเหตุผลและวุฒิภาวะ สังคมที่ดำเนินเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ย่อมนำไปสู่จุดที่ Mill กังวลมาตลอด นั่นก็คือสังคมที่เป็นการปกครองโดย ทรราชทางสังคม หรือ “ทรราชเสียงข้างมาก”

และเป็น Mill นั่นเองที่ได้พยายามหาทางออกให้กับปัญหานี้ โดยการเสนอแนะว่า ผู้คนในสังคมไม่ว่าจะเสียงความคิดเห็นอย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะผู้คนในนามของ “เสียงข้างมาก” ควรที่จะมี “ขันติธรรม” ต่อความหลากหลายทางสังคม อันเป็นความอดทนอดกลั้นต่อทุกๆ ความคิดเห็น ทุกๆคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาอย่างมีเหตุและผล ผ่านการใช้เสรีภาพของปัจเจกบุคคล ซึ่งจะนำมาสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยเหตุและผล ในสภาวะที่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเสียเปรียบ และรัฐมีหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นๆของปัจเจกบุคคล ให้ทุกๆคนสามารถใช้สิทธิ์ในการนำเสนอข้อมูลอย่างเท่าเทียมและตรงไปตรงมาโดยไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าจะไม่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐ เพราะผลที่ได้รับนั้น จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมได้เรียนรู้ ได้ตระหนักและเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างมุมมองของแต่ละบุคคลที่มีความคิดเห็นต่างกัน ซึ่งย่อมเป็นการยกระดับความคิดของประชาชนและพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย ก่อเกิดเป็นความคิดเห็นที่หลากหลายผ่านการคิดเชิงเหตุและผลและข้อมูลที่ผ่านการถกเถียงจนตกผลึก 

เพราะภายในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยนั้น ความคิดเห็นของปัจเจกบุคคลไม่ได้ตรงกันไปเสียทุกเรื่องถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในเมื่อบางสิ่งบางอย่างนำมาซึ่งการแสดงความคิดเห็น และเมื่อมีคิดเห็นหนึ่งถูกเสนอขึ้นมาก็มีความเป็นไปได้ที่ความคิดเห็นดังกล่าวจะได้รับการโต้กลับ ซึ่งก็ต้องพิจารณาในทุกๆความคิดเห็นที่มีเหตุมีผลผ่านการพูดคุยและแลกเปลี่ยนจากทั้งคนที่เห็นด้วยและเห็นต่างอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากการครอบงำและความรุนแรง หากแต่เกิดจากการแลกเปลี่ยนอย่างมีเหตุและผล เพราะเมื่อได้และเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองซึ่งกันและกันนั้น ย่อมส่งผลดีต่อการเจริญงอกงามของความหลากหลายทางความคิดที่ไม่จำเป็นต้องเป็นการชี้นำ หากแต่เป็นการให้ หยิบข้อมูลขึ้นมาพูดคุยกันโดยให้ พลเมืองหรือประชาชนทั่วไปได้ตัดสินจากวิจารณญาณของตนเองโดยปราศจากการครอบงำใดๆทั้งจากภาครัฐ หรือแม้กระทั่งปราศจากการครอบงำจาก “ความเชื่อดั้งเดิมของตนเอง”

นอกจากนี้ Mill ยังได้เสริมในเรื่องของบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้อง พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ไม่ล่วงล้ำเสรีภาพนั้นจนกว่าเสรีภาพนั้นจะล่วงล้ำผู้อื่น และรัฐบาลจะต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมกับจะต้องสร้าง ความบริบูรณ์แก่ประชาชนทุกๆคนให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ขัดสน และสร้างสภาวะและสังคมที่เอื้อต่อการเพิ่มพูนสติปัญญาและความรู้ของประชาชน โดยไม่ปิดกั้นและต้องมิใช่การครอบงำผ่านอุดมการณ์ของรัฐจากกลไกใดๆก็ตาม เพราะเมื่อประชาชนมีสติปัญญา ประชาชนย่อมมีพลังและความแข็งแกร่งในทางความคิด สามารถใช้ความคิด ใช้ตรรกะ ใช้เหตุและผลในการดำเนินชีวิต มีมุมมองที่อิสระ เป็นตัวของตัวเอง เป็นปัจเจก ซึ่งอาจจะนำไปสู่มุมมองที่แตกต่างจากบุคคลอื่นๆ มีการพัฒนาความคิด จนนำไปสู่การตั้งคำถามต่อสิ่งที่ไม่ปกติบางอย่างที่คนบางส่วนมองข้ามไป ซึ่งก็ย่อมนำไปสู่สังคมย่อมเต็มไปด้วยการใช้เหตุและผล ซึ่งสะท้อนความเป็นมนุษย์ และเป็นประชาธิปไตยออกมาได้เป็นอย่างดี หากประเทศนั้นเอ่ยอ้างว่า “ปกครองในระบอบประชาธิปไตย” เพราะ “ระบอบประชาธิปไตย คือการปกครองโดยประชาชน….”

และการที่จะปกครองโดยประชาชนอย่างแท้จริงก็ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของการกระจายอำนาจ สู่ประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่ง Mill ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างมากว่า ควรจะให้คนในท้องถิ่นมีเสรีภาพอย่างแท้จริงในการจัดการและบริหารท้องถิ่นของตนเอง ให้สิทธิ์ในการจัดการภาษีหรือได้รับการจัดสรรภาษีอย่างเป็นธรรม โดยรัฐส่วนกลางมีหน้าที่สังเกต ให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในสิ่งที่ท้องถิ่นไม่สามารถทำได้ เท่านั้น โดยรัฐไม่ควรที่จะเข้ามาแทรกแซงหรือครอบงำท้องถิ่นผ่านระบบที่มักจะพบเห็นได้ในรูปแบบของข้าราชการส่วนกลางที่มาจากการแต่งตั้ง 

การกระจายอำนาจและให้เสรีภาพแก่ท้องถิ่นก็อยู่ภายใต้ Concept เดียวกันกับ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล กล่าวคือ ตราบที่ท้องถิ่นนั้นๆไม่ได้ใช้เสรีภาพไปกระทบกับท้องถิ่นอื่นๆ รัฐย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะแทรกแซง พร้อมทั้งตัวของรัฐเองก็มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างความบริบูรณ์และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตนเองของท้องถิ่นอีกด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นบริบทที่ถูกเขียนขึ้นในยุโรป ช่วงศตวรรษที่ 19 หากแต่กลับเป็นภาพที่สื่อออกมาได้คมชัดเมื่อนำมาวางเทียบกับภาพของบริบทของรัฐสยามในปัจจุบันที่กลายพันธุ์มาเป็นรัฐไทย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการรวมศูนย์อำนาจผ่านการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งที่ควรจะเป็นการกระจายอำนาจให้ระดับจังหวัดได้เลือกผู้ว่าฯ เอง หรือในเรื่องการเรียกร้องยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ของคณะราษฎร’63 และแนวร่วม ที่ไม่เคยถูกรับฟังเพียง เพราะวาทกรรมที่ครอบเอาไว้ว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้เดือดร้อนกับสิ่งนี้ พร้อมทั้งภาครัฐนอกจากจะไม่ให้การคุ้มครองผู้ที่ออกมาเรียกร้องแล้ว ยังคุมขังคนเหล่านี้ด้วยคดีความจากกฎหมายที่พวกเขาเรียกร้องให้ยกเลิก ซึ่งเท่ากับเสรีภาพของคนเหล่านี้ถูกมองข้ามและไม่ได้รับความคุ้มครองแม้ว่า จะใช้เหตุผลและข้อมูลเท่าใดก็ตาม…

.

หากนักผจญภัยในสวนอักษรทุกท่านในฐานะที่เป็นพลเมืองที่อาศัยอยู่ภายใต้รัฐไทยหรืออยู่ในรัฐอาณานิคมภายใน ที่กำลังใฝ่หาประชาธิปไตย และเสรีภาพนั้น เชื่อว่าท่านจะสามารถเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าสิ่งที่ Mill ต้องการสื่อนั้น สามารถเทียบเคียงกับภาพปัจจุบันของสยามประเทศแห่งนี้ได้เพียงใด ซึ่ง Mill จะช่วยให้มองเห็นว่า เรากำลังอยู่จุดใด และกำลังดำเนินไปสู่ จุดใด…

.

นี่จึงเป็นสวนอักษรที่พลเมืองผู้ที่รักหรือแม้แต่ผู้ที่เกลียดชังในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย ‘ควร’ ได้อ่านเป็นอย่างยิ่ง เพื่อทำความเข้าใจและรับรู้ถึงจุดเปราะบางของระบอบอันมีนามว่า ระบอบประชาธิปไตย ผ่านมุมมองแบบเสรีนิยม และเชื่อว่า หากใครก็ตามได้สดับด้วยสายตาตนเองเช่นข้าพเจ้า ย่อมปฏิเสธได้ยากว่า ท่านจะตกหลุมรักในเสรีภาพของตัวท่านเองในนามของ ‘เสรีภาพของปัจเจกบุคคล’ พร้อมกันนั้น ท่านก็จะตกหลุมรักในปัญญา ดั่งคำกล่าวบนปกหลังของเล่มที่มีใจความว่า

“หากปรัชญา (Philosophy) คือ ความรักในปัญญา (Love of Wisdom) และนักปรัชญา (Philosopher) ก็แสวงหาปัญญาด้วยการ ‘ตั้งคำถาม’ และหากความรักที่มีต่อระบอบการเมืองการปกครองแบบใดแบบหนึ่งนั้น ไม่สามารถแยกออกจากการที่จะต้องตระหนักรู้ถึงจุดอ่อนของระบอบการเมืองการปกครองแบบนั้นๆ ได้”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *