“รัฐประหาร” นอกจากทำให้คอรัปชั่นเบ่งบานแล้ว ป.ป.ช.ที่มีหน้าที่ปราบปรามคอร์รัปชั่นกลับล่าช้า ดังจะเห็นว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีคดีที่มีการชี้มูลความผิดจากอปท.ส่งมาให้พิจารณา แต่ ป.ป.ช ก็ทำได้เพียง 1 คดีเท่านั้น ดูสถิติและการรวมรวมข้อมูล โดย อ.ปฐวี โชติอนันต์

ปฐวี โชติอนันต์ เรื่อง

ในบทความนี้จะเป็นตอนจบของบทความองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นถึงสภาพการทุจริตคอร์รัปชั่นในท้องถิ่น ภายหลังการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระที่ใช้ในการปราบปรามคอร์รัปชั่นและการปราบปรามคอร์รัปชั่นของคณะรัฐประหาร โดยเฉพาะภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นการรัฐประหารที่เกิดขึ้นภายหลังการกระจายอำนาจในประเทศไทย

ก่อนที่จะอธิบายถึงสภาพการทุจริตคอร์รัปชั่นดังกล่าวที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น สิ่งสำคัญ คือ เราต้องทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “คอร์รัปชั่น”  (Corruption) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า คอร์รัปชั่น คือ “ประพฤติชั่ว คดโกง ไม่ซื่อตรง” ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริตระยะที่ 2 ให้ความหมายการทุจริตคอร์รัปชั่น  คือ การใช้อำนาจหรืออิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองมีอยู่เอื้อประโยชน์แก่ตนเอง ญาติพี่น้องและพวกพ้องหรือตามกฎหมายอาญาของประเทศไทยที่ระบุความหมายของคอร์รัปชั่น คือ  ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดที่เกี่ยวกับความยุติธรรมและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม กล่าวง่ายๆ คือ การกระทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรชอบได้ด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เช่น    1. การเบียดบังทรัพย์ของทางราชการเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต 2. การใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ 3.การบอกว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่เจ้าพนักงาน เป็นต้น

ที่ผ่านมาการคอร์รัปชั่น นับได้ว่า เป็นปัญหาที่กัดกินและอยู่กับสังคมไทยมาตลอด ที่สำคัญคอร์รัปชั่นเป็นคำถูกใช้เป็นข้ออ้างของคณะรัฐประหารในการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สังคมไทยหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการคอร์รัปชั่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่น จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2542 รัฐไทยได้มีการตั้งองค์กรอิสระที่เรียกว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเป็นกลไกในการป้องกันการทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการ 

เมื่อพิจารณาสภาพการทุจริตคอร์รัปชั่นในองค์กรปกครองท้องถิ่นไทยทุกระดับ อาจารย์ประเทือง ม่วงอ่อน ผู้เขียนบทความเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับปัญหาระบบราชการตรวจสอบแบบรวมศูนย์ พบว่า นับตั้งแต่ พ.ศ. 2544-2564 เมื่อเดือนกันยายน 2564 ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา (ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด) ทั้งหมด 1,473 รายการ ทั้งนี้มีคดีที่เกี่ยวข้องกับ อปท.ในประเทศไทย (ไม่นับรวม กทม.และพัทยา) 624 คดี

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกชี้มูลความผิดมากที่สุด คือ 1. อบต. จำนวน 391 เรื่อง 2. เทศบาลตำบล 151 เรื่อง 3. เทศบาลเมือง 41 เรื่อง 4. เทศบาลนคร 16 เรื่อง และ 5. อบจ. 25 เรื่อง การกล่าวหาที่เกิดขึ้นเมื่อแบ่งลักษณะของผู้ถูกกล่าวหาออกเป็น 2 แบบ คือ 1. ผู้ถูกกล่าวหาแบบกลุ่ม ร้อยละ 58 การทำความผิดแบบกลุ่ม คือ การร่วมมือทำความผิดระหว่างผู้บริหารท้องถิ่นกับข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของ อปท. และ 2. ผู้ถูกกล่าวหาแบบเดี่ยว ร้อยละ 42 มากกว่านั้น เมื่อแบ่งตามประเภทตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวจะพบว่า มีการกล่าวหาจากทั้ง 2 ฝ่าย ร้อยละ 43 มีการกล่าวหาฝ่ายการเมืองท้องถิ่น (นายกฯ หรือ สมาชิกสภา) ร้อยละ 33 และมีการกล่าวหาข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างท้องถิ่น ร้อยละ 24

เมื่อลองใช้เกณฑ์จังหวัดในการพิจารณาความถี่คดีสะสมการทุจริตคอร์รัปชั่นในท้องถิ่น สิ่งที่พบ คือ อันดับ 1 จังหวัดกาฬสินธุ์ 30 คดี อันดับ 2 จังหวัดนครราชสีมา 29 คดี อันดับ 3 จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดอุบลราชธานี 24 คดี อันดับ 4 จังหวัดขอนแก่น 23 คดี และอันดับ 5 จังหวัดศรีสะเกษ  21 คดี เป็นต้น

สิ่งที่พบจากข้อมูลเบื้องต้น คือ เราจะเห็นว่า ถ้าเทียบกับจำนวนคดีทั้งหมด 1,473 คดี ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในภาครัฐ การทุจริตที่เกิดขึ้นในองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดมีเพียง 624 คดี เทียบได้กับร้อยละ 43 เท่านั้น

อย่างไรก็ตามภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2557 สิ่งที่เกิดขึ้นในการพิจารณาคดีทุจริตคอร์รัปชันของ ป.ป.ช.คือ การพิจารณาเพื่อลงมติชี้มูลความผิดเรื่องที่ถูกร้องเรียนมานั้นทำได้ช้าลงและทำให้มีคดีค้างสะสมมากขึ้น ส่งผลต่อระบบการตรวจสอบและความโปร่งใสของข้าราชการในระดับต่างๆ กล่าวคือ ก่อนรัฐประหาร พ.ศ.2548 มีคดีค้างสะสมที่ ป.ป.ช.ต้องพิจารณา 8,598 คดี แต่หลังรัฐประหาร พ.ศ.2549 มีคดีค้างสะสม 11,578 คดี และก่อนรัฐประหาร พ.ศ.2557 มีคดีค้างสะสม 8,484 คดี 

หลังจากนั้นคดีค้างสะสมเพิ่มขึ้น กล่าวคือ หลังรัฐประหาร พ.ศ.2557 มีคดีค้างสะสม 9,478 พ.ศ.2558 มีคดีค้างสะสม 10,954 คดี พ.ศ.2559 มีคดีค้างสะสม 13,925 คดี พ.ศ.2560 มีคดีค้างสะสม 15,362 และ พ.ศ. 2561 มีคดีค้างสะสมสูงถึง 16,232 คดี สวนทางกับจำนวนเงินและงบประมาณที่ ป.ป.ช.ได้เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี แต่การทำงานกลับมีประสิทธิภาพลดลง การพิจารณาเพื่อชี้มูลคดีทำได้ช้าลง ยิ่งไปกว่านั้นถ้านำตัวเลขของคดีที่มีการชี้มูลความผิดคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวข้องกับอปท.มาพิจารณาพบว่า ประมาณ 5 ปี ป.ป.ช พิจารณาได้ 1 คดีเท่านั้น

นอกจากสภาพการณ์คดีคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นที่กล่าวมาแล้วนั้น อีกสภาพการณ์หนึ่งของการ   คอร์รัปชั่น คือ การคอร์รัปชั่นมักเป็นหนึ่งในข้ออ้างสำคัญเวลาที่จะเข้ามายึดอำนาจของคณะรัฐประหารในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ใน พ.ศ.2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อ้างเหตุผลในการยึดอำนาจ คือ พฤติการณ์การฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกกล่าวหาว่า เป็นรัฐบาลที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากที่สุดชุดหนึ่ง จนมีฉายาว่า       “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” การรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ เข้ายึดอำนาจนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร หนึ่งในข้ออ้างที่สำคัญ คือ การคอร์รัปชั่นของรัฐบาลที่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและการรัฐประหารครั้งล่าสุด เมื่อ พ.ศ. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ข้ออ้างที่สำคัญของการยึดอำนาจยังคงหนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า การคอร์รัปชั่นและคณะรัฐประหารมีหน้าที่ในการปราบทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดจากนักการเมือง

ข้ออ้างที่จะเข้ามาปราบทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นเป็นอีกหนึ่งวาทกรรมที่คณะรัฐประหารใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ในอำนาจการเมือง คณะรัฐประหารโดยตัวมันเองนั้นไม่มีความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้นในการปกครองเพราะยึดอำนาจมา แต่สิ่งที่คณะรัฐประหารทำได้ คือ การหาและสร้างแนวร่วมจากมวลชนที่สนับสนุนและพยายามทำให้เชื่อว่า คณะรัฐประหารจะสามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่เกิดจากนักการเมืองและเป็นปัญหาที่สำคัญและยาวนานของประเทศไทย

การรัฐประหารนอกจากจะเป็นการคอร์รัปชั่นอำนาจ คือ การปล้นอำนาจมาจากประชาชนแล้ว การรัฐประหารยิ่งก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น เพราะประชาชนไม่สามารถตรวจสอบ สิ่งที่เรียกว่า คอร์รัปชั่นที่ใช้จัดการฝ่ายตรงข้ามและยังถือเป็นการสืบทอดอำนาจของระบอบเผด็จการต่อไปโดยเฉพาะการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 

ในช่วงเวลา 5 ปี มีผู้บริหารท้องถิ่น 190 คน  ถูกคำสั่งมาตรา 44  ให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดถูกมาตรา 44 ให้หยุดปฏิบัติงาน 15 คน และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 คน รวมทั้งสิ้น 16 คน มีนายกเทศมนตรีที่ถูกมาตรา 44 ให้หยุดปฏิบัติงาน ทั้งหมด 63 คน รองนายกเทศมนตรี 1 คน และประธานสภาฯ 1 คน และมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลถูกมาตรา 44 ให้หยุดปฏิบัติงาน ทั้งหมด 103 คน รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 3 คน และประธานสภาฯ 3 คน

เมื่อแบ่งเป็นภูมิภาคจะพบว่า ภาคอีสานมีผู้บริหารท้องถิ่นถูกสั่งให้หยุดพักการปฏิบัติงาน 85 คน ภาคกลาง 54 คน ภาคเหนือ 22 คน ภาคใต้ 18 คน และภาคตะวันออก 13 คน ซึ่งจังหวัดในภาคอีสานที่ผู้บริหารท้องถิ่นถูกคำสั่งให้หยุดปฏิบัติงานมากที่สุด คือ กลุ่มนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 30 คน ของจังหวัดมหาสารคาม การหยุดพักงานของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นมีขึ้นเพื่อให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่ถูกตั้งขึ้นตามที่คณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงต่อ สนช. เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557 ในการส่งเสริมราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามทุจริตประพฤติ    มิชอบในภาครัฐ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้ตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้น

การทำงานของ คสช.ในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น แต่ข้อเท็จจริงคือ การตั้งหน่วยงานดังกล่าวขึ้นมาทำหน้าที่ทับซ้อนกับหน่วยงานที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันที่มีอยู่เดิม มากกว่านั้น มีการใช้กฎหมายมาตรา 44 กับผู้บริหารท้องถิ่นที่ถูกสงสัยว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภา อปท.อื่นๆ ไม่ให้สร้างปัญหาความขัดแย้งขึ้นในพื้นที่โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณในการบริหาร เหตุผลที่สำคัญคือ คสช.มองความขัดแย้งที่มีขึ้นในท้องถิ่นระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาท้องถิ่นส่งผลต่อภาพลักษณ์ คสช.ที่ทำการรัฐประหารเข้ามาเพื่อรักษาความสงบของประเทศและจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ภายหลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. เพื่อระงับการทำงานของผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น อปท.เพื่อรอตรวจสอบการทุจริต ขณะเดียวกัน ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีเพื่อคืนตำแหน่งให้กับคนที่ถูกระงับตำแหน่งแล้วตรวจสอบไม่พบการทุจริต โดยแบ่งเป็นการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี 4 ฉบับ ได้แก่ 

1. คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 1/2559 คืนตำแหน่งทั้งหมด 2 ตำแหน่ง

2. คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2561 คืนตำแหน่งทั้งหมด 4 ตำแหน่ง

3. คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 10/2561 คืนตำแหน่งทั้งหมด 12 ตำแหน่ง 

4. คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 1/2562 คืนตำแหน่งทั้งหมด 4 ตำแหน่ง

การคืนตำแหน่งให้นักการเมืองท้องถิ่นกลับเข้าทำงานในฐานะผู้บริหารท้องถิ่นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกมาทั้ง 4 ฉบับ มีนักการเมืองท้องถิ่นที่ได้รับการคืนตำแหน่ง 22 คน ในจำนวนนั้นมีนักการเมืองท้องถิ่น 9 คน ที่มีความเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการทำงานของพรรคพลังประชารัฐในการเตรียมความพร้อมเพื่อลงเลือกตั้งในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562

เมื่อแบ่งแยกตามตำแหน่งที่เคยดำรงอยู่ใน อปท.ในช่วงเวลาดังกล่าวจะพบว่า นักการเมืองเหล่านี้ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด 3 คน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด 4 คน ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด 2 คน ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 คน สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด 14 คน นายกเทศมนตรี 5 คน สมาชิกสภาเทศบาล 1 คน ประธานสมาชิกสภาเขตกทม. 1 คน สมาชิกสภากทม. 4 คน (เพิ่งอ้าง, 2562)

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวอีกมุมหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าการคอร์รัปชัน ที่มีความเกี่ยวพันกับท้องถิ่นที่ไม่ใช่แค่การคดโกง การรับเงินทุจริตของนักการเมืองท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวตามที่เป็นข่าวทั่วไปตามหน้าหนังสือพิมพ์ การทำความเข้าใจเรื่องการคอร์รัปชันกับท้องถิ่นนั้นยังมีเรื่องของหน่วยงานตรวจสอบคอร์รัปชันที่มีงบประมาณจำนวนมากแต่ไม่สามารถที่จะดำเนินงานตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างระบอบเผด็จการผ่านสิ่งที่เรียกว่าปราบการคอร์รัปชันในท้องถิ่นให้ศึกษาและทำความเข้าใจกันต่อไป

อ้างอิง 

1. ประเทือง ม่วงอ่อน. (2565). ทุจริตคอร์รัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กับ ปัญหาระบบการตรวจสอบแบบรวมศูนย์อำนาจ. ใน ธเนศวร์ เจริญเมือง (บ.ก.), ๑๒๕ ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. ๒๔๔0-๒๕๖๕. เล่ม 3 การเมืองท้องถิ่น:  ความร่วมมือ ปัญหา อุปสรรค และ ความขัดแย้ง. (น. 151-178). เชียงใหม่: หจก.เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, 151-178

2. ปฐวี โชติอนันต์. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับท้องถิ่นและการกระจายอำนาจในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 

3.ประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 16/2558-39/2560

4. คําแถลงนโยบายของคณะรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (12 กันยายน 2557). สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, น. 17.

5. เพิ่งอ้าง. (2562).  

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *