ยามได๋สิเมือเฮือน” เป็นหนึ่งในชายคาเรื่องสั้นที่ชวนตั้งคำถามถึงผู้คนที่ใช้ชีวิตริมโขงตั้งแต่เกิดจนสิ้นชีพ เพราะชีวิตบนสายน้ำมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทุกโมงยาม 

นิธิ นิธิวีรกุล เรื่อง 

เกาะ แก่งที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า คือ ที่หลบซ่อนของฝูงปลาในฤดูวางไข่ คือ จุดวางไข่ของฝูงนกพลัดถิ่น คือ จุดพักผ่อนของชาวบ้านริมโขงเพื่อสดับรับฟังเสียงของแม่น้ำ และคือปราการธรรมชาติ ซึ่งอำนาจทุนและรัฐได้หลงลืมไปกลับรวมกันรุมทึ้งสายน้ำแห่งชีวิตที่ไหลพาดผ่านแผ่นดินมาหลายร้อยหลายพันปี นับแต่ครั้งยังไม่มีเส้นพรมแดน 

นับแต่ครั้งตำนานน้ำท่วมเมืองโย-นก ถูกรจนาขึ้นเป็นผูกๆ บอกเล่าเรื่องราวแต่อดีตกาลของลูกหลานน้ำของ กูชื่อแก่น พ่อตั้งให้อย่างง่าย แม่กูตายหลังคลอดได้เจ็ดมื้อ แม่เจ็บออดๆ แอดๆ มาจากโรคครั้งไปทำงานโรงงานสารเคมีในเมือง แม่กูตายอย่างอนาถาเฉกเช่นคนยากไร้นับแสนล้านในแผ่นดินใต้ร่มบรมโพธิสมภารนี้ 

พ่อกูนั้นดีหน่อย ตายในฐานะหลวงพ่อวัดประจำหมู่บ้าน ตายโดยมีคนกราบไหว้ มีคนทำพิธี มีคนเก็บเถ้ากระดูกมาให้กูได้โปรยลงน้ำของ การได้เห็นชีวิตพ่อและแม่ กูตั้งใจกับตัวเองแต่วัยรุ่นว่า จะไม่เดินตามรอยเท้าทั้งสองผู้ ดังนั้นกูจึงปลดเรือที่พ่อผูกไว้นานเน นำเรือลงน้ำให้กลับมามีชีวิตใหม่แล้วพาล่องเรื่อยไปตามหัวใจผู้ใฝ่เสรี 

กูพาตัวเองขึ้นไปถึงมณฑลยูนนาน ย่ำเท้าฝากเรือไว้กับวัดเก่าแก่ริมของเข้าสู่เขตแดนขาวชาวไทลื้อ มองหาร่องรอยอดีตตามบ้านเรือนและใบหน้าผู้คนในนครเชียงรุ่ง 

กูเดินผ่านเทือกเขาที่กลับกลายเป็นเขื่อนในนามจิงหง ปี 1990 นั้นเขื่อนม่านวานกำลังเริ่มก่อร่าง หมุดหมายแรกของความพินาศย่อยยับของลำน้ำที่กูเห็นมาแต่เกิดของชีวิตผู้คนที่ต้องระเห็จเร่ร่อนไปอย่างคนที่ถูกอำนาจรัฐและทุนทุบทำลายจนแทบไม่เหลือความเป็นคน ณ ดินแดนเก่าแก่เต็มไปด้วยภาษาที่กูไม่เข้าใจ รอยยิ้มอันลึกลับและความตายที่เดินปะปนอยู่กับผู้คนในเมืองที่ซ้อนทับระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ 

กูล่องและล่องไปอย่างไม่มีจุดหมาย เพราะสายน้ำ คือบ้านกูและแผ่นดินแปลกหน้านั้น คือ ฝั่งท่าพักผ่อน จวบจนเมื่อกู ทอดสมอยังท่าเรือเมืองปากเซ แลได้พบหญิงสาวใช้ชีวิตอยู่ริมน้ำโขงเช่นเดียวกันกับกู รอยยิ้มของลูกสาวผู้เกิดจากทหารจีไอและแม่หญิงสาวลาวใต้ก็ตอกตรึงใจกูให้มิอาจถอนสมอออกจากปากเซเป็นเวลาร่วมสิบปี ผ่านคืนวันของการได้เห็นสายน้ำโขงเปลี่ยนแปลง ถ้อยคำที่กูไม่เคยคิดจะได้ยินจากปากคนปากเซ ซูมื้อนี้บ้านเฮามันแห้งแล้งหลาย ทำให้กูได้มองเห็นว่า สายน้ำเมื่อถูกกั้นแล้วแห้งขอดลงไปนั้นเป็นเช่นใด

จนเข้าสู่ปีที่สิบเมื่อศตวรรษใหม่ข้ามผ่านมาถึงปี 2010 ชาวบ้านริมโขงมากมายประสบปัญหาภัยแล้ง แลลูกกูอายุได้สิบขวบพอดี จักสุกจึงถามในวันหนึ่ง “ยามได๋สิเมือเฮือน” 

กูมองสายน้ำโขง นึกถึงลำน้ำของที่บ้านเกิด นึกถึงเมื่อคราวน้ำมากหลายจากการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเมื่อปี 2008 กูจึงตัดสินใจถอนสมอเรือจากปากเซ ร่องเรือทวนน้ำกลับมายังลำน้ำของ ผ่านการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี จนเมื่อกลับมาถึงเชียงของ กูจึงได้ทอดสมอเรือของพ่อกลับขึ้นบ้าน ซึ่งทรุดโทรมไปตามกาลเวลาตลอดหลายปีของการเร่ร่อนเพื่อฟื้นฟูบ้านที่เคยหนุนนอนในความหลังให้กลับมามีความทรงจำในคืนวันของอนาคต 

ชีวิตกูมีเหตุผลของการดำรงอยู่ กูไม่ต้องมองดวงดาวเพื่อกำหนดทิศทางที่จะไปไหนต่อไหนอีกแล้ว กูเพียงแต่มองหาหลังคาบ้านริมน้ำของ มองหาร่างเมียและลูกชายที่รออยู่ กูพบความสงบในที่สุดและคิดว่า หากเป็นเช่นนี้จนตายไป 

การได้เห็นลูกเติบใหญ่ การได้เห็นลูกมีชีวิตที่พ้นไปจากความทุกข์ยากคงเป็นปรารถนาที่สุดของผู้เป็นพ่อเท่าที่จะหวังได้ จนเมื่อเสียงระเบิดเกาะแก่งยังชายแดนตลอดริมน้ำของไล่ลงจากจีน พม่า มาจนถึงลาว บ้านเกิดของจักสุกดังขึ้น เมียกูห่วงใยน้ำโขงเฉกเช่นกูที่มีความทรงจำต่อสายน้ำเดียวกันนี้ นางขอพาลูกกลับไปบ้านเกิดเมื่อรู้ข่าวญาติพี่น้องตั้งใจรวมตัวกันคัดค้านการระเบิด กูขอให้นางนึกถึงบ้านอีกหลังที่นางเลือกฝังใจไว้ที่เชียงของ แต่นางดื้อ และความดื้อนั้นมาซึ่งความตาย 

จักสุกและลูกชายกูที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น ปลุกใจคนริมน้ำให้ร่วมกันต่อต้านการระเบิดเกาะแก่งที่เกิดขึ้นทั้งที่ชายแดนจีน-พม่า ชายแดนจีน-ลาว กูได้แต่สวดภาวนาขออำนาจแห่งสายน้ำอวยพรให้นางปลอดภัย กูรับรู้เพียงว่าเรือลำโดยสารของเมียและลูกจะล่องขึ้นไปถึงเมืองพง เขตน่านน้ำพม่าตรงข้ามกับเมืองมอม เขตน่านน้ำลาว 

ไม่ไกลนักจากสามเหลี่ยมทองคำ กูเบาใจได้บ้าง เมื่อรู้ว่านางอยู่ไม่ไกล ในวันเดียวกันนี้นั้น ชาวบ้านเชียงของบางส่วนก็พาเรือล่องไปร่วมสมทบด้วย กูได้แต่อวยพรพวกเขาเช่นกัน กูมีหน้าที่ต้องดูแลต้องเก็บ/ตากถั่วงอกและไกจากริมฝั่ง วันเดียวกันนี้ กูจำต้องเก็บพืชผักเหล่านั้นเพื่อนำไปขายในตลาดตัวเมือง ข่าวคราวจากชาวน้ำฝากมาถึง เช้าวันนั้นมีเท่านั้น จวบจนเมื่อตกเย็นแลค่ำ เมียและลูกกูยังไม่กลับ กูแว่วเสียงกระซิบของนางลอยมาตามลำน้ำ 

กูจึงพาเรือล่องไปยังสามเหลี่ยมทองคำ มีความสับสนอลหม่านเกิดขึ้น มีเรือของทหาร ตำรวจมากมาย และรวมเรือชาวบ้าน แต่ไม่มีร่างของเมียและลูก กูเพียรหา ทักถามเรือทุกลำ แต่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ชะตากรรม และมีบ้างเยาะหยันกูว่า เมียหอบลูกหนีกลับไปปากเซแล้ว กูไม่เชื่อเช่นนั้น 

กูเชื่อว่า สายน้ำโขงพานางและลูกกลับไปแล้ว เสียงกระซิบที่ได้ยิน คือ คำยืนยันเพื่อบอกลา กูนำเรือกลับคืนบ้าน กูยังหวังในคืนนั้น และยังหวังในคืนต่อ ๆ มาจนผ่านไปหนึ่งปี สองปี สามปี สี่ปี ห้าปี กูที่หลงเหลือแต่เพียงแก่นไร้ชีวิต ไร้จุดมุ่งหมายอีกครั้ง แต่กูไม่คิดล่องน้ำไปยังดินแดนไหนอีกแล้วจึงตัดสินใจนำเรือลงน้ำเพื่อเดินทางครั้งสุดท้าย

เกาะ แก่ง ที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า คือ ที่หลบซ่อนของฝูงปลาในฤดูวางไข่ คือจุดวางไข่ของฝูงนกพลัดถิ่น คือ จุดพักผ่อนของชาวบ้านริมโขงเพื่อสดับรับฟังเสียงของแม่น้ำ และคือ ปราการธรรมชาติ ซึ่งอำนาจทุนและรัฐได้หลงลืมไปกลับรวมกันรุมทึ้งสายน้ำแห่งชีวิตที่ไหลพาดผ่านแผ่นดินมาหลายร้อยหลายพันปี นับแต่ครั้งยังไม่มีเส้นพรมแดน นับแต่ครั้งตำนานน้ำท่วมเมืองโยนกถูกรจนาขึ้นเป็นผูกๆ บอกเล่าเรื่องราวแต่อดีตกาลของลูกหลานน้ำของ 

ความทรงจำพาย้อนกลับไปยังวัยเยาว์ ซ้อนทับภาพพ่อกับภาพกูและลูกชายที่ควรจะได้เติบโต ที่ควรจะได้เรียนรู้ถึงเกาะแก่งต่าง ๆ ที่ควรจะได้ล่องไปตามลำน้ำของ ที่ควรจะได้รู้จักว่าจุดที่แคบและลึกที่สุด ซึ่งเป็นจุดที่ปลาบึกมาผสมพันธุ์นั้นอยู่ตรงไหน กูดับเครื่องยนต์เมื่อมาถึงบริเวณน่านน้ำระหว่างพม่า ลาว ไทย กูรู้ทหารเหล่านั้นไม่ได้เอาเมียและลูกกูไป แต่กูก็รู้เช่นกัน ภายใต้เสื้อผ้าแบบเดียวกัน ภายใต้กฎระเบียบ และอาวุธแบบเดียวกัน สำหรับกู พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกับทุนขนาดใหญ่ที่ครอบทับพวกเราไม่ว่าจะเกิดในนามชาติพันธุ์ใด

ความเงียบงันของสายน้ำแลเสียงคลื่นกระทบลำเรือ กูมองเห็นแสงไฟจากเรือตรวจการของเจ้าหน้าที่ กูได้ยินเสียงประกาศผ่านโทรโข่งให้กูแสดงตัว แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น แทนที่กูจะร้องตอบกลับไปว่าเป็นใคร กูกลับเลือกหยิบอาวุธปืนเก่าคร่ำที่พ่อกูนำกลับมาจากฝั่งลาวสมัยครั้งข้ามไปเข้าร่วมกับกองกำลังคอมมิวนิสต์ ก่อนจะฝังดินกลบความพ่ายแพ้แล้วพาตัวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เมื่อกูเกิดออกมาแล้วชูไปยังแสงและเสียงนั้น

กูไม่ได้ยินเสียงปืน กูไม่ได้ยินเสียงอื่นใด เมื่อร่างกูลอยละลิ่วตกลงสู่ลำน้ำของ แสงสว่างสาดผ่านลำเรือ ก่อนทุกอย่างจะดับมืดไม่แลเห็นซึ่งสิ่งใด ภาพฝันวัยเยาว์ถึงเมืองโยนกนครถูกน้ำท่วมเมื่อผนังเขื่อนพังทลายแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นภาพของมหานครกรุงเทพฯ จมลึกลงสู่ห้วงน้ำของความสิ้นหวัง

กูหวังให้ภาพฝันนั้นกลายเป็นจริง

กูหวังเช่นนั้นจริงๆ แม้ที่สุดแล้วเมื่อร่างไร้วิญญาณกูจะถูกกลบฝังไว้ภายใต้ลำน้ำของ หามีผู้ใดล่วงรู้ถึงชะตากรรมสุดท้ายของชีวิตกู กระทั่งไม่อาจมีผู้ใดจดจำ แต่กูยังหวังในห้วงสุดท้ายของชีวิตที่กำลังจะดับสิ้นไป 

เมื่อโผขึ้นสู่ผิวน้ำ จักสุกและลูกชายกู จะรออยู่ที่นั่น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *