ครดิตภาพ : ชายคาเรื่องสั้น 

2444 เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดจากปลายปากกาของ มาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการวารสารชายคาเรื่องสั้นที่อาจเป็นบาดแผลภายในใจอันบาดลึกจนเป็นแผลฉกรรจ์ต่อยากจะเยียวยา

อัยการ ศรีดาวงศ์ เรื่อง 

ในนามของหนึ่งในเหยื่ออธรรมที่รอดชีวิตจากการสังหารหมู่กลางกรุงเมื่อวันที่ 6 ตุลา 1976 มาได้อย่างทุลักทุเล การมีชีวิตอยู่ของเขานั้น คงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าแฝงเร้นและเฝ้าคอยอย่างอดกลั้น เพื่อที่จะเล่าถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดกับผู้คนบนแผ่นดินลาวฝั่งขวาแม่น้ำของ นับแต่ผู้มีบุญ จนถึง ราษฎร ผ่านเรื่องราวที่จารึกออกมาจนเป็นเรื่องสั้นที่ระงมไปด้วยเสียงสะอื้นไห้ของเหยื่ออธรรม พร้อมทั้งบรรจงในการสลัดโซ่ตรวนแห่งเรื่องเล่าของผู้ถูกกระทำจากทวยเทวาสมมติ ที่เนื้อแท้นั้นเป็น เจ้า อาณานิคมภายในแห่งรัฐสยาม

2444 เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดจากปลายปากกาของ มาโนช พรหมสิงห์ หนุ่มใหญ่จากเมืองอุบลราชธานีผู้เป็นบรรณาธิการวารสารชายคาเรื่องสั้น และนักเขียนเจ้าของรวมเรื่องสั้นอย่าง ร่างแหแห่งวิหค (1997) สายลมบนถนนโบราณ (2005) รวมไปถึงนวนิยายอย่าง สายรุ้งกลางซากผุกร่อน ที่ได้รับการตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ Way of Book

รวมเรื่องสั้น 2444 ถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมมติ ที่มี ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์สมมติ เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ นอกจากจะมีบรรณาธิการจากทางสำนักพิมพ์แล้วนั้น

มาโนช พรหมสิงห์ ยังได้รับกัลยาณมิตรจากคณาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อย่าง ธีร์ อันมัย อาจารย์จากสาขานิเทศศาสตร์และเจ้าของรวมเรื่องสั้น ‘ตะวันออกเฉียงเหนือ’, เสนาะ เจริญพร อาจารย์จากสาขานวัตกรรมการพัฒนาสังคม , ราม ประสานศักดิ์ อาจารย์จากสาขาภาษาอังกฤษและการสื่อสาร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะบรรณาธิการ 

นอกจากจะมีกัลยาณมิตรจากคณาจารย์จากทางมหาวิทาลัยอุบลราชธานีแล้วนั้น ยังมีกัลยาณมิตรจากวงการวรรณกรรมและงานเขียนอย่าง ภู กระดาษ เจ้าของมหากาพย์สวนอักษรที่ได้รับเกียรติเข้าชิงดำซีไรต์ประจำปี 2564 อย่าง “24-7/1” และ วิทยากร โสวัตร เจ้าของร้านหนังสือในสวนดอกไม้ ฟิลาเดลเฟีย และผู้เป็นเจ้าของรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดจากรวมเรื่องสั้น “ฆาตกร The Murderer” ร่วมเป็นหนึ่งในคณะบรรณาธิการด้วย

บาดแผลภายในใจที่บาดลึกจนเป็นแผลฉกรรจ์ที่ยากจะเยียวยาให้หายขาดของมาโนช พรหมสิงห์ ชวนให้สันนิษฐานว่า คงไม่ได้เกิดจากอะไร นอกเสียจากคมมีดจากความมืดดำที่พุ่งตรงเข้าหาเขาในกายหยาบของชายร่างเล็ก และพุ่งเข้าทิ่มแทงทุกๆ คน… ทุกๆ คนที่พยายามจะฝันถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘อุดมคติ’ ในประเทศที่ไร้ซึ่งความปราณีต่อผู้ที่มีความฝันและอุดมคติ ต่อการมีชีวิต บาดแผลอันเกิดจากสำนึกความเป็นเครือญาติชาติพันธุ์ต่อเหล่า “ผู้มีบุญ” หลังจากรับรู้ถึงเรื่องราวของเหยื่ออธรรมที่ถูกกระทำราวกับมิใช่คน หรือจะเป็นบาดแผลที่ได้รับมาจากความทรงจำอันขมปร่าจากการล้อมปราบเมื่อครั้งเป็นนักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1976 อันเป็นบาดแผลที่เขาประสบด้วยตนเอง จนชวนให้คิดตามไปอีกว่า มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับสิ่งที่ขบถผู้มีบุญถูกกระทำเหลือเกิน.. และเป็นบาดแผลจากเหตุการณ์และเรื่องราวเหล่านี้เองที่แวะเวียนจะมาหาเขาในนามของ “ฝันร้าย” อยู่เสมอราวกับถูกกักขังไว้โดยโซ่ตรวนและขื่อคาแห่งความทรงจำ…

นอกจากกิจวัตรที่กระทำไปอย่างเงียบๆ ผ่านการปลูกดอกไม้แล้วนั้น การจะชำระล้างฝันร้ายและเยียวยาบาดแผลที่อยู่ภายในใจของมาโนช พรหมสิงห์ คงจะเป็นการประกอบร่างหารอยตะเข็บทางประวัติศาสตร์ของผู้ถูกกระทำ ก่อนจะนำมาร้อยเรียงกันผ่านวันและเวลาเกือบทั้งชีวิตในการสั่งสมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเหยื่ออธรรมอย่าง “ขบถผู้มีบุญ” 

นอกจากขบถผู้มีบุญแล้ว ยังมีเหยื่ออธรรมจากต่างช่วงเวลา ต่างกรรม ต่างวาระกัน หากแต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่เขาเหล่านี้ถูกกระทำไม่ต่างกัน นั่นก็คือ “ถูกทำให้เงียบ” หรือ “ถืกเฮ๊ดให่ย่าน”

เรื่องสั้นคัดสรรพิเศษทั้ง 8 เรื่องที่ได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนในนามของ 2444 นี้เองถือเป็นความพยายามของคณะบุคคล ที่ไม่ใช่แต่เพียงมาโนช พรหมสิงห์ หากแต่รวมไปถึงผู้คนรอบข้าง ผู้มีความมุ่งหวังและต้องการที่จะ ทลายโซ่ตรวนและขื่อคาแห่งความทรงจำจากเรื่องเล่าในมิติเดียว ที่ฝ่ายเจ้า อาณานิคมภายในผู้อุดมไปด้วยอำนาจรัฐอันมากล้นในมือ ได้ประกอบสร้าง ประวัติศาสตร์นิพนธ์ ขึ้นมาเพื่อกลบฝังเรื่องราวและรอยเลือดของเหยื่ออธรรมเหล่านี้ไว้อย่างไร้ความรับผิดชอบและลอยนวลมาโดยตลอด…

2444 จึงเสมือนเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของคนที่ถูกทำให้เป็น ‘คนนอก’ ในบ้านของตนเองได้ร้องทุกข์ต่อชนทุกชั้นตั้งแต่ไพร่สามัญชน ไปจนถึง เทวาสมมติและทวยแถน ให้รับทราบถึงอาชญากรรมเหยื่ออธรรมตั้งแต่ผู้มีบุญถึงราษฎรสามัญ ได้ประสบและยังคงประสบอยู่….

รวมเรื่องสั้นคัดสรร 8 เรื่องจากหลากช่วงหลายเวลา ได้ถูกก่อร่างเป็นกระบวนอักษรจากตัวตนของมาโนช พรหมสิงห์ ซึ่งได้กลายเป็นพื้นที่ให้แก่เหล่าคนที่ถูกทำให้เป็นคนนอก จากการเป็นผู้ปฏิเสธอำนาจรัฐตั้งแต่ ผู้มีบุญ นิสิต นักศึกษาจาก 6 ตุลา ทั้งยังคงหมายรวมไปถึงมนุษย์ทุกผู้คนผู้มีฝันและอุดมคติบนราชอาณาจักรอันแห้งแล้งแห่งนี้ พื้นที่ตรงนี้เองที่ทำให้พวกเขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง และการกลับมามีชีวิตภายในกระบวนอักษรของเขาเหล่านี้เป็นหมุดอีกหนึ่งในหลายร้อยหลายพันหมุดที่ถูกปักลงบนบรรณพิภพ เพื่อสั่นคลอนสิ่งที่เป็นเพียง ประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่กักขังเหล่าผู้มีบุญ กักขังเหยื่ออธรรม กักขังนกพิราบเหล่านี้ไว้กับความเงียบงันและเรื่องเล่าเพียงมิติเดียวจากผู้รุกรานอย่าง ‘เจ้า’ อาณานิคมภายในจากรัฐสยาม…

การกลับมามีชีวิตในเรื่องสั้นของเหล่าผู้มีบุญและเหยื่ออธรรมที่ถูกทำให้ตายโดยฆาตกร ได้ทลายความเงียบงันและความคับแคบของประวัติศาสตร์นิพนธ์ออกไป และเปิด พื้นที่บนทุ่งกระดาษถนอมสายตาสีครีม ให้เหยื่ออธรรมเหล่านี้เล่าถึง ‘อุดมคติ’ และความฝันบนชีวิตอันงดงามราวดอกกางของที่กำลังเบ่งบาน ก่อนที่ถูกทำลายด้วยเสียงระเบิดอันกึกก้องกัมปนาทราวฟ้าผ่าของอาวุธปืนอันทันสมัยที่จัดสรรมาเพื่อเข้าประหัตประหารฝูงชน อันเป็นความตายที่ถูกมอบโดยผู้รุกรานและฆาตกร ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือทะเลเลือดและน้ำตาที่คละเคล้าไปด้วยเสียงสะอื้นไห้จากความเจ็บปวดและจบลงด้วยความเงียบงันที่ปิดผนึกเหยื่ออธรรมที่มีทั้งตัวคนและตัวหนังสือถูกผนึกไว้กับนิวาสสถานแห่งความตายไม่ว่าจะ กลางป่า กลางทุ่ง หรือแม้กระทั่ง ‘ใจกลางเมือง’

และเป็นเสียงของผู้ถูกกระทำเหล่านี้เองที่กำลังบอกเล่าไปพร้อมๆ กับร้องทุกข์แลระบายความคับแค้นของตนเองออกมา ราวกับว่า “กำลังกัดแข่วเว้าทั้งที่มีก้อนสะอื้นจ่ออยู่ที่ลำคอ” ก่อนที่เสียงร่ำไห้จะถูกระเบิดออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากตัวละครไร้ชื่อ จนอดคิดไม่ได้ว่า หนึ่งในเสียงสะอื้นไห้นั้นอาจจะเป็นเสียงของผู้เขียนอย่าง ลุงมาโนช เองก็เป็นได้ เพราะในขณะที่ตัวละครแทบทุกตัวนั้นไร้ชื่อไร้นามก็ชวนให้พิจารณาได้ค่อนข้างแจ่มชัดว่า ความอยุติธรรมเช่นที่เกิดกับตัวละครไร้ชื่อเหล่านี้นั้น สามารถเกิดกับใครก็ได้ ไม่ว่าคุณ ผม หรือใครก็ตาม ล้วนแต่มีโอกาสกลายเป็นเหยื่ออธรรมของฆาตกรตนนี้ได้ด้วยกันทั้งสิ้น…

ซึ่ง 2444 จะชวนให้พิจารณาว่า แล้วใครเล่า คือ ฆาตกรและผู้รุกรานตนนั้น และพิจารณาไปอีกว่า เพียงแค่การออกมาแสดงออกถึงความฝันและอุดมคติ ส่งเสียงแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับความไม่เป็นธรรม ในฐานะผู้ถูกกระทำไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อความอยุติธรรมจากการลุแก่อำนาจของ ‘เจ้า’ อาณานิคมภายในแห่งรัฐสยามนั้น ผิดถึงขนาดต้องตายเลยเช่นนั้นหรือ??

ความตายจากกายหยาบของเหล่าผู้มีบุญ แม้จะล่วงเลยไปแล้วกว่า 120+1 ปี หากแต่ดวงวิญญาณเหล่านี้กลับยังคงถูกพันธนาการอยู่ เพียงแต่ย้ายจากสถานที่คุมขังและขื่อคาอันเดิมไปอยู่ในสถานที่คุมขังและขื่อคาอันใหม่ในนามประวัติศาสตร์นิพนธ์ ที่เขียนถึงเขาเหล่านี้ภายใต้ชื่อ “กบฏผีบุญ”

แล้วจะต่างอะไรเล่ากับเหยื่ออธรรมคนอื่นๆ ผู้เป็นคนนอกของบ้านตนเองและประวัติศาสตร์นิพนธ์ เหยื่ออธรรมที่ถูกผูกคอไว้กับต้นมะขามข้างสนามหลวงในวันที่ 6 ตุลา 1976 เหยื่ออธรรมที่เสียชีวิตจากการล้อมฆ่าในวันที่ 6 ตุลา 1976 เหยื่ออธรรมที่เข้าป่าไปเป็นแนวร่วม พคท.แล้วไม่ได้กลับออกมาอีกเลย หรือจะเป็นเหยื่ออธรรมที่ถูกยิงตายกลางกรุงในเดือนเมษาเลือดปี 53 จะต่างอะไรเล่ากับทุกๆเหตุการณ์ที่เป็นอาชญากรรมโดยรัฐและบุคคลเหนือรัฐ ในเมื่อเหยื่ออธรรมเหล่านี้ ล้วนถูกทำให้เงียบเสียงจากการเซ็นเซอร์ตนเอง อันเป็น ‘ความตายจากอุดมคติ’ โดยละสิ้นถึงสิ่งที่เคยยึดถือมา และอาจจะเลวร้ายกว่านั้นโดยการ ‘ถูกทำให้ตายเพราะอุดมคติ’ อันเป็น ‘ความตาย’ ที่เกิดกับเหล่าผู้มีบุญ และในบางความตายก็อาจหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำในบางวาระ ซึ่งจากกระบวนอักษรที่ปรากฏสู่สายผู้อ่านนั้น ลุงมาโนช อาจจะกำลังชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามเป็นนัยๆ ว่า

“แล้วฆาตกรจำพวกนี้ต้องอำมหิตขนาดไหนเล่า จึงกระทำกับชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้….”

จากที่มาโนช พรหมสิงห์และคณะได้ก่อร่างสวนอักษรแห่งนี้ขึ้นมานั้น คงไม่เกินไปที่กล่าวว่า นอกจากนี่จะเป็นหมุดหมายเพื่อสั่นคลอนสิ่งที่เรียกเป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์แล้วนั้น ก็ยังเป็นอีกที่อยู่ที่ยืนแด่เหยื่ออธรรมแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านข้อมูลที่อิงประวัติศาสตร์สังคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งรัฐสยาม พื้นที่ที่ตกอยู่ในการควบคุมอย่างเป็นทางการของรัฐสยามตั้งแต่หลังจากการปราบปรามกบฏผู้มีบุญด้วยอาวุธและระบบสื่อสารที่ทันสมัยที่สุดในปี ค.ศ.1901 หรือ พ.ศ.2444

หากใครปรารถนาที่จะหาสวนอักษรสักแห่งที่เป็นรวมเรื่องสั้นรสขมปร่าของพลเมืองชั้นสองในบ้านตนเอง อย่างคนลาวฝั่งขวาแม่น้ำของ ที่ถูกบอกเล่าโดย ‘คนนอก’ ของสังคมอาณานิคมภายในอย่างนิวาสถานที่เขาเรียกว่า ‘อีสาน’ อันเป็นนิวาสถานที่ถูกทำให้ไร้ความทรงจำต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหยื่ออธรรมอันเป็นการฆ่าล้างผู้เห็นต่างอย่างไม่ยำเกรงต่อบาปกรรม โดยกระทำกับชีวิตผู้ถูกกระทำให้ไร้ชีวิตอย่างผู้มีบุญ ไปจนถึงหนุ่มอุบลผู้ถูกแขวนคอบนต้นมะขามกับร่างอันแหลกยับเยินจากกระรุมประชาทัณฑ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1976 ผ่านการเข่นฆ่าและข่มขืนผู้คนและดินแดนแห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น ข้าพเจ้าขอแนะ 2444 ไว้สักเล่มเถิด ด้วยหวังว่าอย่างน้อยๆ เพียงอย่างน้อยๆ นี่จะเป็นการเยียวบาดแผลและช่วยให้เขาเหล่านี้ได้กลับมามีชีวิตผ่านตัวอักษร ในสวนอักษรก็ยังดี….

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด 

image_pdfimage_print