เครดิตภาพจาก kapook.com 

ประสบการณ์เป็นครูโรงเรียนมัธยมของ “อ.ชัชวาลย์ โคตรสงคราม” ทำให้เห็นความผิดปกติไม่น้อย โดยเฉพาะกระบวนการเลือกตั้งหัวหน้าโรงเรียนหรือครูที่ทำหน้าที่บริหาร ซึ่งอาจเป็นหนทางในการกอบโกยผลประโยชน์ให้กับครูบางคน 

ชัชวาลย์ โคตรสงคราม เรื่อง 

ผู้เขียนเคยเป็นครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ได้เรียนรู้เข้าใจในวิถีชีวิต วิธีคิด และการทำงานของเพื่อนครูและผู้บริหารโรงเรียนมาระดับหนึ่ง ได้พบเห็นทั้งครูที่ทุกข์และสุข ทั้งผู้บริหารโรงเรียนที่สำเร็จและล้มเหลว

จากการพบเห็นความสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้บริหาร ผู้เขียนมองเห็นวิมุตติหรือสภาวะหลุดพ้นและการมีอิสรภาพเห็นว่า สมควรยุบเลิกวัฒนธรรมกินโรงเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการผูกขาดอำนาจการคัดเลือกผู้บริหารโรงเรียนมายาวนาน ด้วยการเริ่มต้นให้ครูเลือกตั้งหัวหน้าคณะทำงานในโรงเรียนด้วยตัวเอง

ในบทความนี้นอกจากครูแล้ว ผู้เขียนยังหมายรวมถึงบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนหรือสถานศึกษาอีกด้วย ผู้เขียนขอเสนอ 2 แบบ คือ (1) การเลือกตั้ง หมายถึงให้ครูในโรงเรียนลงคะแนนเลือกตั้งหัวหน้าโรงเรียนเพื่อเสนอกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้ง (2) การคัดเลือก หมายถึงให้ครูในโรงเรียนคัดเลือกครู 3 คน เสนอกระทรวงศึกษาธิการให้เลือก 1 ใน 3 มาเป็นหัวหน้าผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียน  

ประการแรก การเลือกตั้ง ครูทุกคนมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งหัวหน้าโรงเรียน เป็นการกระตุ้นครูให้พัฒนาตัวเองเพื่อเตรียมตัวทำงานให้ส่วนรวม ครู 1 คน จึงมี 2 สิทธิ์ คือ สิทธิ์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งก็ได้และสิทธิ์เป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งก็ได้ เป็นการเปิดพื้นที่ให้ครูได้แสดงความรู้ความสามารถอย่างมีเกียรติ กำหนดอายุราชการ ผู้สมัคร เช่น มีอายุราชการ 10- 20 ปี คือ ไม่ก่อน 10 ปีกับไม่หลัง 20 ปี กำหนดวุฒิการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป ไม่จำกัดวิชาเอก เป็นต้น

การลงสมัครรับเลือกตั้งหัวหน้าโรงเรียนจะทำให้ครูคนนั้นมีการตรวจสอบตัวเอง ต้องฝึกใช้หลักพุทธิปัญญาและจิตวิญญาณความเป็นครูที่สูงยิ่ง ต้องถึงพร้อมด้วยการครองตน ครองคน และครองงาน จึงจะได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน ประกอบทั้งต้องอุดมบุคลิกภาพด้วยพรหมวิหาร 4 โยนิโสมนสิการและหิริโอตตัปปะ ทั้งในฐานะเป็นครูผู้สอนแล้วไปเป็นผู้บริหารและหมดวาระ กลับมาเป็นครูผู้สอนตามเดิม

​ประการที่สอง การคัดเลือก ครูทั้งหมดในโรงเรียนร่วมกันเลือกครูไม่เกิน 3 คน เพื่อเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการให้คัดเลือกเพียง 1 คน การใช้วิธีคัดเลือกทำให้เกิดผลานิสงส์การเปลี่ยนแปลงจิตใจ ค่านิยมและความเชื่อของครูเป็นอย่างมาก อย่างน้อยที่สุด คือ การรู้จักละอัตตาสู่สภาวะปัญญา การรู้รักสามัคคี การยอมรับความรู้ความสามารถและให้โอกาสเพื่อนร่วมงาน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์การเรียนและกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้เรียน เกิดการผสมผสานดุลยภาพอันวิเศษอลังการของครูผู้เปรียบดั่งสะพานทองเชื่อมโยงระหว่างนักเรียนกับความรู้ปัญญาที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการมีชีวิตในโลกสมัยใหม่ เพื่อให้โรงเรียนเป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของนักเรียน แม้ว่าสำหรับนักเรียนบางคน โรงเรียนอาจเป็นเหมือนบ้านหลังแรกและหลังเดียวที่เขามีโอกาสเข้ามาพบครูที่เสมือนพ่อแม่และมาเล่นกับเพื่อนผู้เป็นกัลยาณมิตรอย่างมีความสุขและปลอดภัยก็ตาม

ครูในโรงเรียนสมัยใหม่ ควรร่วมใจกันแสดงพลังใช้สิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการ การได้มาซึ่งผู้บริหารโรงเรียน ควรเริ่มจากการยกสภาพเป็นจริงและเสนอแนวทางที่ดีต่อกระทรวงศึกษาธิการและคณะรัฐมนตรี ที่มาด้วยความชอบธรรมจากอำนาจประชาชน ครูควรสร้างวุฒิภาวะอันกล้าหาญร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม มาพบและสัมมนาพูดคุยกันอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและเคารพนับถือครูด้วยกันทั้งกายวาจาใจ เพื่อเร่งรัดเสนอยุบเลิกวัฒนธรรมกินโรงเรียนด้วยระบบปิดกั้น ผูกขาดวิ่งเต้นเส้นสายและทะเยอทะยานในขีดขั้นเงินเดือนด้วยรูปแบบเจ้าขุนมูลนายและสร้างเอกสารเพื่อเก็บใส่ตู้ พร้อมทั้งยกเลิกขั้นตอนพิธีกรรมและวาทกรรมครอบงำที่ครูทั้งหลายต้องจำใจอดทน สูญเสียเวลา สูญสิ้นพลังสร้างสรรค์ และสิ้นเปลืองงบประมาณกันเถิด เพื่อกลับมาสร้างคุณค่าความเป็นครูให้สมกับที่เป็นวิชาชีพชั้นสูง ด้วยการสร้างสรรค์วิถีทางให้ครูเป็นผู้เลือกตั้งหรือคัดเลือกหัวหน้าโรงเรียนด้วยตัวเองเพื่อเสริมแรงให้ครูดำรงอยู่ด้วยคุณภาพ

ครูที่ได้รับเลือกตั้งหรือคัดเลือกให้ทำหน้าที่หัวหน้าโรงเรียน ควรให้มีวาระทำงาน 4 ปี โดยไม่ให้มีวาระ 2 อีก เมื่อหมดวาระทำงานบริหาร หัวหน้าโรงเรียนต้องกลับไปทำหน้าที่ครูผู้สอนเช่นเดิม ซึ่งตามหลักการแล้ว ตำแหน่งหัวหน้าโรงเรียน คือ ตำแหน่งผู้รับใช้และคอยอำนวยงานให้ครูทำงานได้เต็มที่และยังเป็นผู้สร้างจินตนาการ บันดาลใจให้ครูมีความสุขและเชื่อมั่นในระบบคุณธรรมความดีที่ไม่ต้องประจบสอพลอและแก่งแย่งทำลายกันเอง เพื่อให้เกิดผลสุนทรียภาพกับผู้เรียนรอบด้าน จึงไม่ใช่ตำแหน่งขีดขั้นชั้นยศศักดินาและมีอำนาจวาสนาวิเศษสูงส่งและผูกขาดจนเกษียณอายุราชการแต่อย่างใดทั้งสิ้น

กล่าวได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้มีการเลือกตั้งหัวหน้าโรงเรียน คือ  พลานุภาพคุณธรรมของครูทั้งประเทศและเอกภาพจากการที่ครูทำงานในโรงเรียนเดียวกัน เข้าใจและยอมรับคุณภาพและคุณงามความดี การมีน้ำใจ เป็นผู้ตามและผู้นำจากน้ำใสใจจริงของครูแต่ละคนอย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลความจริงที่สำคัญทั้งสิ้น  

การเลือกตั้งหัวหน้าโรงเรียน คงไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด เป็นเพียงการรื้อสิ่งเก่าให้เป็นกลายรูปเป็นนวัตกรรมจัดการแบบใหม่อย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับบริบทโลกดิจิทัลโปรดักส์ ลดความยึดมั่นในหัวโขน ลดการเบียดเบียนกีดกันผู้ร่วมงาน ลดการแสวงหาตำแหน่งและใช้อำนาจกอบโกยผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมอันดี

การยุบเลิกวัฒนธรรมกินโรงเรียนหรือวิธีการได้มาซึ่งผู้บริหารโรงเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการผูกขาดไม่ให้ครูมีสิทธิ์ร่วมคัดเลือก เป็นอำนาจนิยมจากส่วนบนที่ไม่ได้ใช้ข้อมูลพื้นฐานจากผู้ปฏิบัติที่รู้เห็นปัญหาจริง จึงจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องให้ยุบเลิกวิธีแบบดำน้ำนี้เสีย เพื่อให้ครูได้ใช้สิทธิ์อันชอบธรรมเลือกตั้งหัวหน้าโรงเรียนด้วยตัวเอง เป็นการตัดตอนอำนาจนิยมแฝงฝังเอารัดเอาเปรียบครอบงำและบั่นทอนศักยภาพของครูทั้งระบบมานาน

การเลือกตั้งหัวหน้าคณะทำงานประจำโรงเรียน เป็นวิทยาวิธีวิทยาศาสตร์สังคม เป็นปฏิบัติการคุณธรรมเบื้องแรกของการจัดการศึกษาที่ดี เป็นการมอบอำนาจให้ครูลงคะแนนเลือกตั้งและเสนอมติถอดถอนหัวหน้าโรงเรียนได้ เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่ให้ครูมีส่วนสร้างสืบสรรค์ธรรมวิริยาของการเป็นครูให้เจริญปัญญาเพื่อลูกศิษย์ พลังจิตครูจะผลิงามเข้มแข็ง มีสติกล้าเผชิญแก้ไขปัญหาด้วยพหุวิทยาหลากหลาย

ด้วยสิทธิและเสรีภาพที่ให้เป็นไปได้ ทั้งครูผู้สอน นักเรียนและครูที่ได้รับเลือกตั้งให้ทำหน้าที่บริหารโรงเรียนตามวิทยาวิธีและตามวาระดังกล่าวมา จะเกิดบุญกุศลให้ครู ได้สืบสรรค์คุณค่าและสร้างโรงเรียนให้เป็นบ้านสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างแท้จริง ไม่จำกัดว่า นักเรียนจะร่ำรวยหรือยากจน และไม่ใช่ใช้โรงเรียนเป็นโรงศักดินาเพื่อใฝ่หาและไขว่คว้าชั้นยศและเงินเดือนจากภาษีประชาชนเท่านั้น

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด 

image_pdfimage_print