เป็นข้อถกเถียงบนโลกโซเชียลมีเดียว่า ใครกันแน่เป็นผู้สร้างเมือง “หนองบัวลำภู” ระหว่าง  “สมเด็จพระนเรศวร” ที่ถูกเชิดชูด้วยการสร้างอนุสาวรีย์อย่างยิ่งใหญ่กับ “พระวอพระตา” ที่มีรูปปั้นเล็กๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์ นำประเด็นทางประวัติศาสตร์นี้ชวนมาถกเถียง ทางกองบรรณาธิการได้แบ่งออกเป็น 2 ตอนเพื่อความง่ายต่อการติดตาม 

ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์ เรื่อง

ปฐมบทแห่งศึกสงคราม

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ไปเจอกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเข้าโดยบังเอิญบนโลกโชเซียลมีเดีย กลุ่มดังกล่าวพยายามเรียกร้องหรือสร้างข้อเสนอว่า ให้มีการยกย่อง “พระวอพระตา” ในฐานะบุคคลสำคัญ “ผู้สร้างบ้านแปงเมือง” ของ “เมืองหนองบัวลำภู” แทนการยกย่อง “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ควรยกย่อง “พระวอพระตา” ให้ขึ้นมาเป็น “เอกลักษณ์” หรือที่ปัจจุบันเรามักเรียกทับศัพท์ว่า “ซิกเนเจอร์” (Signature) ของจังหวัดหนองบัวลำภู 

เท่าที่ผมสังเกตการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวมาระยะหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงว่า ให้ลบ “ความทรงจำ” เกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรที่มีต่อจังหวัดหนองบัวลำภูออกไปให้หมดสิ้น เพียงแต่กลุ่มดังกล่าวต้องการให้ยกย่อง “พระวอพระตา” ในฐานะ “บุคคลสำคัญ” ทางประวัติศาสตร์ของเมืองหนองบัวลำภูให้เหมือนกับยกย่อง “สมเด็จพระนเรศวร” อย่างในปัจจุบันนี้ ซึ่งผมเข้าใจว่า เหตุที่กลุ่มดังกล่าวมีข้อเสนอเช่นนี้ เพราะถ้าพิจารณาในแง่ประวัติศาสตร์ “พระวอพระตา” ได้สร้าง “ประวัติศาสตร์” ให้กับ “จังหวัดหนองบัวลำภู” มากกว่า “สมเด็จพระนเรศวร” นั่นเอง

ผมเห็นว่า ข้อเสนอนี้ก้าวหน้าในระดับหนึ่ง ในความหมายที่เป็น “กระแสหลุด” จึงเก็บความมาเล่าให้ท่านผู้สนใจได้อ่านกัน แต่แน่นอนมันก็คงจะจบลงเพียงเท่าที่ผมเล่ามานั้น ถ้าหากว่าผมไม่เป็นพวก “ขี้เสือก” (ขี้สงสัย) ตั้งคำถามว่า “เอ๊ะ! ก็แล้วทำไมตอนสถาปนาจังหวัดถึงไม่พากันยก ‘พระวอพระตา’ ขึ้นมาเป็น ‘เอกลักษณ์’ ของจังหวัดเสียตั้งแต่แรก ไม่เช่นนั้นก็คงไม่เกิด ‘สงคราม’ (การตั้งคำถามและการเรียกร้อง) ระหว่าง ‘พระวอพระตา’ กับ ‘สมเด็จพระนเรศวร’ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้หรอก” 

ความสงสัยข้อนี้จึงทำให้ผมได้ไปค้น (ทีเล่นทีจริง) บนประเด็นคำถามหลักว่า “ทำไมจึงยกย่องสมเด็จพระนเรศวรขึ้นเป็น ‘เอกลักษณ์’ ของจังหวัดหนองบัวลำภู” พอค้นลึกเข้าสุดท้ายก็เลยถึงบางอ้อว่า “อ๋อ… มันเป็นอย่างนี้นี่เอง” ดังที่ผมจะเล่าให้ท่านผู้สนใจได้อ่านในบทความนี้

เมืองหนองบัวลำภูไม่ได้มีแค่ “พระวอพระตา” และ “สมเด็จพระนเรศวร”

แม้ว่า “หนองบัวลำภู” จะเพิ่งถูกสถาปนาให้เป็น “จังหวัด” เมื่อไม่นานมานี้ (ปี พ.ศ. 2536) แต่ในแง่พัฒนาการการเข้ามาใช้สอยหรือการเข้ามาดำรงชีวิตของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่นี้ถือได้ว่า มีมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ดังพบหลักฐานทางโบราณคดี เช่น โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน ฯลฯ ในหลายพื้นที่หรือในยุคประวัติศาสตร์ที่พบหลักฐานที่สามารถยืนยันว่า พื้นที่เมืองหนองบัวลำภูมีพัฒนาการความเป็นชุมชนระดับเมืองอย่างน้อยก็นับตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา จนถึงปี พ.ศ.2371 ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองหนองบัวลำภูเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้างและนับตั้งแต่หลังปี พ.ศ.2371 เป็นต้นมาจวบจนปัจจุบันก็ได้อยู่ภายใต้ขอบขัณฑสีมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยามและประเทศไทยตามลำดับ (ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 116)

ในแง่ดังกล่าว “บุคคลสำคัญ” ในหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์ลาวที่เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพื้นที่เมืองหนองบัวลำภูจึงไม่น่าจะมีเพียงแค่ “พระวอพระตา” และ “สมเด็จพระนเรศวร” เมื่อสำรวจก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ดังรายชื่อ “บุคคลสำคัญ” ต่อไปนี้

ควรกล่าวก่อนว่า เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเพียงการเล่าแบบย่นย่อเท่านั้น ในส่วนของรายละเอียดยังคงมีอีกมากมาย หากท่านใดสนใจก็ยังคงพอจะค้นหาอ่านกันได้โดยทั่วไป แต่ควรระลึกนึกถึงด้วยว่า เรื่องเล่าเหล่านี้มีอยู่หลายสำนวนหลากสำนัก ซึ่งแตกต่างกันออกไปในรายละเอียดปลีกย่อย ท่านผู้อ่านก็ควรจะอ่านแบบ “ฟังหูไว้หู” เสียจะเป็นการดี กระนั้นก็ดีผมก็จะพยายามยึดเอาบรรดาเรื่องราวเรื่องเล่า ซึ่งเป็นสำนวนที่ปรากฏในพื้นเมืองหนองบัวลำภูเป็นตัวตั้งเพื่อให้สอดรับกับประเด็นหลักที่บทความนี้ต้องการจะเสนอ

1. พระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์ราชอาณาจักรล้านช้าง

อาจจะกล่าวได้ว่า นิทานเรื่อง “ขุนบรมราชา” ที่ปรากฏใน “พงศาวดารล้านช้าง” ซึ่งสันนิษฐานว่า เขียนขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23-24 เป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบในตอนนี้ ที่ยืนยันว่า พื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูมีพัฒนาการความเป็นชุมชนระดับ “เมือง” มายาวนานแล้ว อย่างน้อยก็ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีสถานะเป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรล้านช้าง กล่าวคือ ในนิทานดังกล่าวได้ปรากฏคำว่า “เจ้าเมืองหนองบัว” เนื้อหาที่ปรากฎคำดังกล่าวสามารถสืบย้อนกลับไปถึงสมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์ราชอาณาจักรล้านช้างที่ครองราชย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1896-1936 (ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 118-119)

2. พระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (กรุงเวียงจันทน์)

ในช่วงที่อาณาจักรอยุธยาเรืองอำนาจ พระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต ได้นำผู้คนอพยพจากหลวงพระบางและเวียงจันทร์มาอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2106-2115 ซึ่งอยู่ในระหว่างช่วงการสร้างพระธาตุศรีสองรักด้วย ดังปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึก โดยได้สร้างพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ในวัดถ้ำสุวรรณคูหา (ในเขตอำเภอสุวรรณคูหา) นอกจากนั้นยังได้นำไพร่พลมาบูรณะสร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นใหม่ที่ “ริมหนองบัว” ซึ่งเป็นเมืองเก่าสมัยขอมเรืองอำนาจ โดยพระไชยเชษฐาธิราชได้สร้างพระวิหารที่ประดิษฐานพุทธรูปและขุดบ่อน้ำในบริเวณวัดศรีคูณเมืองในปัจจุบันและได้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองโดยให้ชื่อว่า “เวียงจำปานครกาบแก้วบัวบาน” มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองเวียงจันทน์

3. สมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวร

ในยุคหลังสมัยพระไชยเชษฐาธิราชเพียงเล็กน้อย คือ ประมาณปี พ.ศ. 2117 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่อาณาจักรอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 1 ให้แก่กรุงหงสาวดี สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชได้ยกกองทัพมาช่วยกรุงหงสาวดีรบกับอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ โดยมีสมเด็จพระนเรศวรตามพระราชบิดามาช่วยรบด้วย ซึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวรได้ยกพลนำกองทัพมาพักที่เมืองหนองบัว อันเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองเวียงจันทร์อยู่ระยะหนึ่ง กระทั่งสมเด็จพระนเรศวรได้เกิดป่วยเป็นไข้ทรพิษ พระเจ้ากรุงหงสาวดีได้รับข่าวจึงอนุญาตให้กองทัพของสมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวรเดินทางกลับเพื่อรักษาตัวไม่ต้องออกรบ (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2515, 56) 

ทั้งนี้ อรรถพล ธรรมรังสี (2563, 168-169) ตั้งข้อสังเกตว่า การพักทัพของสมเด็จพระมหาธรรมราชาและสมเด็จพระนเรศวรที่เมืองหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์นี้ กองทัพดังกล่าวจะต้องเป็นกองทัพที่มีกำลังมากที่สามารถข่มเมืองหน้าด่านจนสามารถพักทัพได้ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นการเข้าตีเมืองก่อนแล้วก็พักทัพ

4. เจ้าปางคำ

เรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าปางคำนี้ค่อยข้างจะคลุมเครือสักหน่อย เนื่องจากประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเจ้าปางคำเป็นประวัติศาสตร์แบบบอกเล่า (Oral history) (สุนทรชัย ชอบยศ, 2562ก, 10) หรือประวัติศาสตร์แบบปากต่อปากเสียส่วนใหญ่ ส่วนที่ปรากฏเป็นเอกสารก็มีลักษณะเป็นเอกสารที่ถูกเรียบเรียงขึ้นในชั้นหลังประเภทประวัติศาสตร์นิพนธ์ (ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 125) ก็เป็นไปได้อีกว่าเมื่อสืบสาวราวเรื่องกันจริงๆ ประวัติศาสตร์นิพนธ์เหล่านั้นก็น่าจะมาจากประวัติศาสตร์ปากต่อปากนั่นเอง

โดยที่เกี่ยวกับจังหวัดหนองบัวลำภูนั้นมีเรื่องเล่าว่า เจ้าปางคำเป็นพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ในราชวงศ์เชียงรุ้ง หรือบางที่ก็กล่าวว่า เป็นปฐมราชวงศ์แสนทิพย์นาบัวหรือสุวรรณปางคำ ที่มีความสามารถรอบด้านทั้งในด้านการศึกสงคราม (โดยเป็นทหารเอกของพระไชยเชษฐาธิราช) และเป็นกวี (โดยเฉพาะเชื่อว่าเป็นผู้แต่งนิทานพื้นบ้านเรื่อง “สังข์ศิลป์ชัย” (ดู สุนทรชัย ชอบยศ, 2562ก)) โดยเจ้าปางคำได้พาไพร่พลญาติวงศ์ของตนลงมาสร้างเมืองอยู่ที่เมืองหนองบัวลุ่มภู (ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 127) ในแง่ของโบราณวัตถุโบราณสถานที่ชาวหนองบัวลำภูปัจจุบันเชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าปางคำ คือ “เนินดินซากสถูป” ในบริเวณวัดมหาชัย โดยเชื่อว่าเป็นที่บรรจุอัฐิของเจ้าปางคำ (สุนทรชัย ชอบยศ, 2562ก, 19; อรรถพล ธรรมรังสี, 2560, 35) 

กระนั้นก็ดี ธีรวัฒน์ แสนคำ ตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องเล่าแนวนี้ส่วนมากปรากฎอยู่ในเนื้อหาประวัติเมืองอุบลและประวัติกลุ่มตระกูล ณ อุบล ที่เชื่อว่า สืบเชื้อสายมาจากเจ้าปางคำ (ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 127) ซึ่งก็เป็นไปได้เช่นกันว่าชาวหนองบัวลำภูอาจจะได้รับอิทธิพลเรื่องเล่าความเชื่อดังกล่าวมาจากชาวอุบลฯ อีกทีหนึ่ง ประเด็นนี้ คงจะยืนยันได้ผ่านการที่ในยุคหนึ่ง (จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า) ชาวอุบลฯ ได้อพยพมาปักหลักสร้างบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่ในเขตพื้นที่เมืองหนองบัวลำภูไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรเรื่องเล่าเหล่านี้ย่อมมีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคุณค่าที่จะช่วยยืนยันอะไรบางอย่างดังจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า

พิธีพุทธาภิเษกอนุสาวรีย์พระวอ พระตา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ณ ลานหน้าศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู (ภาพจาก http://122.155.92.12/CenterWeb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=WNSOC5912010010066)

5. พระวอพระตา

ว่ากันว่าพระวอพระตาเป็นบุตรของเจ้าปางคำในช่วงปี พ.ศ. 2302 ตรงกับยุคปลายของอาณาจักรอยุธยาสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พระวอพระตา ซึ่งเป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักเวียงจันทร์เกิดความขัดแย้งกับเจ้าสิริบุญสาร กษัตริย์อาณาจักรเวียงจันทร์ (เหตุที่ขัดแย้งกันเป็นเรื่องอะไรไม่แจ้งชัด) พระวอพระตาจึงได้อพยพไพร่พลและญาติวงศ์ของตนลงมาปักหลักตั้งค่ายประตูหอรบอยู่ที่เมืองหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นเมืองเก่าของเจ้าปางคำ โดยให้ชื่อว่า “เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน” และได้แข็งเมืองประกาศตนเป็น “รัฐอิสระ” ไม่ขึ้นตรงกับราชสำนักเวียงจันทร์ (ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 124) 

ต่อมาเมื่อเจ้าสิริบุญสารทราบว่า พระวอพระตาได้ตั้งตนเป็นอิสระ จึงได้ส่งทหารยกพลลงมาตีเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน สู้รบกันอยู่ประมาณ 3 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถปราบลงได้ ฝ่ายพระวอพระตาเกรงว่า จะไม่สามารถต้านทานได้จึงได้ส่งสาส์นไปขอความช่วยเหลือจากพม่าที่เมืองเชียงใหม่ แต่ฝ่ายพม่าก็ถูกฝ่ายพระเจ้าสิริบุญสารทำการเกลี้ยกล่อมให้เข้าฝ่ายด้วย แล้วยกทัพมาตีเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน จนถึงปี พ.ศ. 2322 กองทัพเจ้าสิริบุญสารจึงสามารถตีเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานได้สำเร็จ (ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 125) และในครั้งนั้นพระตาได้สิ้นชีพในสนามรบ ส่วนพระวอพาไพร่พลหนีลงไปทางใต้เพื่อขอพึ่งบารมีเจ้าไชยกุมาร กษัตริย์นครจำปาศักดิ์ แล้วตั้งเมืองที่บ้านดู่-บ้านแก และต่อมาเกิดการผิดใจกันระหว่างพระวอกับเจ้าไชยกุมาร พระวอจึงอพยพไพร่พลมาตั้งบ้านที่ดอนมดแดงจนมีพัฒนาการกลายมาเป็นจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน (ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 125)

6. บรรดาเจ้าเมืองสมัยรัตนโกสินทร์ 

หลังจากที่พระวออพยพไปตั้งบ้านที่ดอนมดแดงเจ้าสิริบุญสารก็ยังคงยกทัพตามไปราวีเช่นเดิม จนพระวอเสียชีวิตในการรบ ส่งผลให้เกิดสงครามระหว่างเวียงจันทน์กับกรุงธนบุรีในที่สุด หลังจากสงครามระหว่างเวียงจันทร์และธนบุรี เมืองหนองบัวลำภูก็กลายเป็นเมืองร้างมีคนอาศัยอยู่น้อย 

จนในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 คือ ช่วงปี พ.ศ. 2369-2371 เกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ขึ้น ซึ่งเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ได้ยกทัพไปยึดเมืองนครราชสีมา แต่เมื่อรู้ว่า ทางกรุงเทพฯ เตรียมยกทัพใหญ่มาต่อสู้ จึงถอยกลับยกพลมาตั้งรับอยู่ที่เมืองหนองบัวลำภูชั่วระยะหนึ่ง เมื่อพระยาราชสุภาวดียกทัพจากกรุงเทพฯ มาปราบจนเจ้าอนุวงศ์หนีกลับไปเวียงจันทน์ เมืองหนองบัวลำภูจึงร้างอีกครั้ง 

เมื่อศึกดังกล่าวยุติลง ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์กลายเป็น “กบฏ” (แพ้สงคราม) บริเวณเมืองหนองบัวลำภูก็มีคนกลับมาตั้งถิ่นฐานอีกครั้ง โดยมีสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม “เพี้ยนามฮุง” ซึ่งเป็นขุนนางอยู่ที่เมืองหนองคาย ได้อพยพชาวบ้านจากบ้านหินโงม บ้านปะโคเวียงคุก และบ้านเบิดเมืองบาง ส่วนอีกกลุ่ม คือ กลุ่ม “จารย์บุญและทิดแก้ว” อพยพมาจากเมืองอุบลฯ (ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 129) 

น่าสังเกตว่า ที่อยู่เดิมของทั้งสองกลุ่มมีความเกี่ยวข้องกับพระวอพระตา โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากอุบลฯ และกลุ่มที่มาจากบ้านหินโงม (เชื่อว่าเป็นบ้านเก่าเมืองเดิมของพระวอพระตาก่อนที่จะอพยพลงมาอยู่เมืองหนองบัวลำภู) ข้อนี้จึงเป็นหลักฐานประการหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ชาวหนองบัวลำภูอาจจะได้รับอิทธิพลเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าปางคำและพระวอพระตามาจากชาวอุบลฯ

ครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมีผู้คนอพยพย้ายเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น พระองค์จึงได้ยก “บ้านหนองบัวลำภู” ขึ้นเป็น “เมือง” ในปี พ.ศ. 2406 โดยให้ชื่อว่า “เมืองกมุทธาสัย” โดยให้มีฐานะเป็นเมืองเอกขึ้นกับเมืองหนองคายที่มีพระยาปทุมเทวาภิบาลเป็นเจ้าเมืองและแต่งตั้ง พระวิชโยดมกมุทธเขต (พิมพา) มาเป็นเจ้าเมืองคนแรก (การสถาปนาและเฉลิมฉลองจังหวัดหนองบัวลำภู วันที่ 1-3 ธันวาคม 2536, 2536, 8)

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปและจัดการปกครองเป็นแบบ “มณฑล” เมืองกมุทธาสัยมีฐานะเป็นหนึ่งในหัวเมืองชั้นเอกที่สังกัด “มณฑลลาวพวน” เมื่อปี พ.ศ.2442 มีการเปลี่ยนชื่อจาก “มณฑลลาวพวน” เป็น “มณฑลฝ่ายเหนือ” และปี พ.ศ.2443 เปลี่ยนชื่อเป็น “มณฑลอุดร” ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2449 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้เสด็จตรวจราชการในหัวเมืองอีสานและให้เปลี่ยนชื่อเมืองกมุทธาสัยมาเป็น “เมืองหนองบัวลำภู” ตามเดิม (ดูพัฒนาการของชื่อ “เมืองหนองบัวลำภู” ได้ใน ธีรวัฒน์ แสนคำ, 2558, 113-136)

เมื่อปี พ.ศ. 2450 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงมหาดไทยรวมเมืองต่างๆ ใน “บริเวณบ้านหมากแข้ง” ตั้งเป็นเมืองจัตวาเรียกว่า “เมืองอุดรธานี” ส่วนเมืองในสังกัดบริเวณบ้านหมากแข้งให้ลดฐานะ (คำของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) เป็นอำเภอ ดังนั้น “เมืองหนองบัวลำภู” ซึ่งเป็นหนึ่งเมืองในสังกัดบริเวณบ้านหมากแข้งจึงกลายเป็น “อำเภอหนองบัวลำภู” โดยมี พระวิจารณ์กมุทธกิจ (เสือ เปรยะโพธิเดชะ) (ก่อนหน้านี้ถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองหนองบัวลำภูแทนพระวิชโยดมกมุทธเขตที่ถึงแก่กรรมไปตั้งแต่ปี 2449 (การสถาปนาและเฉลิมฉลองจังหวัดหนองบัวลำภู วันที่ 1-3 ธันวาคม 2536, 2536, 9)) เป็นนายอำเภอคนแรก และหนองบัวลำภูก็เป็นอำเภอในสังกัด “เมืองอุดรธานี-จังหวัดอุดรธานี” เรื่อยมาจวบจนในปีพ.ศ. 2536 ที่ได้มีประกาศจัดตั้งอำเภอหนองบัวลำภูเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู

จากข้อมูลข้างต้น ในเมื่อเมืองหนองบัวลำภูมี “บุคคลสำคัญ” มากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มา “สร้างบ้านแปงเมือง” หนองบัวลำภูกันทั้งนั้น ยกเว้นเพียงแต่เจ้าฟ้างุ้มที่เอกสารระบุว่าหนองบัวลำภูเป็นเมืองในขอบขันฑสีมาของพระองค์ และสมเด็จพระนเรศวรที่เพียงแค่เข้ามาพักอาศัยในระยะเวลาชั่วคราวระหว่างที่ออกรบเท่านั้น จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า “ทำไมจึงยกย่องเพียง ‘สมเด็จพระนเรศวร’ และ ‘พระวอพระตา’ เท่านั้น”

“พระวอพระตา” บุคคลสำคัญในกระแสสำนึกของ “ไทหนองบัว”

จากคำถามที่ว่า ทำไมต้องเป็นเพียง “พระวอพระตา” ทั้งที่ “บุคคลสำคัญ” คนอื่น ๆ อย่าง “พระไชยเชษฐาธิราช” หรือ “เจ้าปางคำ” ก็เป็น “ผู้สร้างบ้านแปงเมือง” ไม่ต่างกันหรือบางจังหวัดผมเห็นยกเอาเจ้าเมืองคนแรกขึ้นเป็น “เอกลักษณ์” ในแง่นี้ “พระวิชโยดมกมุทธเขต” และ “พระวิจารณ์กมุทธกิจ” ก็น่าจะเข้าข่ายที่จะยกย่องได้ ทำไมจึงต้องเป็น “พระวอพระตา”? 

ประเด็นนี้ผมคิดว่า กลุ่มที่เรียกร้องให้ยกย่อง “พระวอพระตา” มี “กระแสสำนึก” ทางประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ที่เห็นว่า “พระวอพระตา” คือผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์เมืองหนองบัวลำภูที่สำคัญที่สุดที่ควรยกย่อง หรืออีกนัยหนึ่ง พวกเขาตระหนักว่าพระวอพระตาคือ “บรรพบุรุษ” ของ “ไทหนองบัว” (ชาวหนองบัวลำภู) นั่นเอง นอกจากนั้นผมคิดว่า กลุ่มดังกล่าวเชื่อและตระหนักดีว่า “ไทหนองบัว” ส่วนใหญ่ก็มีกระแสสำนึกเช่นว่านั้นไม่ต่างกัน 

ประเด็นนี้สอดคล้องกับที่ อรรถพล ธรรมรังสี (2562, 46) ชี้ว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระวอพระตาในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูล้วนแต่มีการพูดถึงพระวอพระตาว่ามีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับความเป็นมาภายในหมู่บ้านของตนไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง

“กระแสสำนึก” ดังกล่าวสะท้อนผ่านคำกล่าวที่ว่า “พุ้น… ตั้งแต่ยุคพระวอพระตาพุ่น” หรือ “ตั้งแต่ปางพระวอพระตา” (มีมาตั้งแต่ยุคของพระวอพระตาโน่น) ได้เป็นอย่างดี (อรรถพล ธรรมรังสี, 2560, 34) “กระแสสำนึก” ที่ว่า ในฐานะที่เป็น “ความทรงจำ” ยังแสดงออกผ่าน “เรื่องเล่า” เกี่ยวกับพระวอพระตาที่ชาวหนองบัวลำภูในพื้นที่ต่าง ๆ เล่าขาน แม้ว่า “เรื่องเล่า” เหล่านั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ บางเรื่องมีลักษณะสับไปวนมา บางเรื่องออกแนวเหนือธรรมชาติหรือบางเรื่องยังสามารถพิสูจน์ได้ด้วยซ้ำว่า ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ดังที่จะยกมาเล่าให้ท่านอ่านกันสัก 2-3 เรื่องต่อไปนี้

อรรถพล ธรรมรังสี (2560, 34) ได้สัมภาษณ์หญิงชราวัย 79 ปีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวบ้านกลาง ตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เธอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระวอพระตาแบบรวบรัดตัดตอนว่า พระวอพระตาอพยพมาอยู่เมืองหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นเมืองของเจ้าปางคำแต่เดิม 

นอกจากนั้นยังกล่าวถึง “ปากช่อง” ที่ชาวบ้านใช้เรียกช่องแคบหุบเขา โดยเชื่อว่าเป็นช่องเขาที่พระวอพระตาหลบช่อนตัวเพื่อชุ่มโจมตีข้าศึกที่มาจากเวียงจันทน์ ปัจจุบันสถานที่บริเวณดังกล่าวกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อว่า “น้ำตกเฒ่าโต้” อรรถพล (2563, 171) ชี้ว่าเรื่องเล่าทำนองนี้บ่งบอกถึงความรับรู้หรือสำนึกของชาวหนองบัวลำภูที่มีต่อพระวอพระตาในลักษณะที่ยกให้พระวอพระตาเป็น “วีรบุรุษ” ของเมืองหนองบัวลำภู 

เรื่องราวข้างต้น ผมได้สัมภาษณ์ชายวัยชราคนหนึ่ง แต่เนื่องจากผมน่าจะเข้าข่ายพวกเคร่งครัดในเรื่องจริยธรรมการวิจัยเต็มทีจึงไม่ขอเปิดเผยนามผู้ให้สัมภาษณ์ แต่จะขอตั้งนามสมมติแทนแล้วกันว่า “ผู้เฒ่าผู้แก่” (สัมภาษณ์วันที่ 12 สิงหาคม 2565) ซึ่งเป็นชาวบ้านหินลับศิลามงคล ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู อันเป็นหมู่บ้านที่ห่างจากตัวเมืองหนองบัวลำภูประมาณ 21 กิโลเมตร ผมได้ขอให้แกเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองหนองบัวลำภูให้ฟัง แกก็เล่าอย่างเต็มใจ โดยได้ขึ้นต้นเล่าว่า “สมัยพระวอพระตาญ่ายมาพุ่น เพิ่นญ่ายมาเพราะเห็นว่า…” พอจบประโยคดังกล่าวแกก็จะร่าย “ผญา” ว่า “หนองบัวลำภูนี้ดินดำน้ำชุ่ม ปลากุมบ้อนคือแข่แก่งหาง ปลานางบ้อนคือขางฟ้าลั่น จักกะจั่นฮ้องคือฟ้าลวงบน” และพอผมถามว่าได้ “ผญา” นี้มาจากไหน แกก็ตอบว่า “จำๆ ต่อกันมาตั้งแต่สมัยพระวอพระตาพุ่นแล้ว” นอกจากนั้นแกยังเล่าว่าที่มีการจัด “งานสนาม” ก็เพราะว่า “มื้อนั้นเป็นงานพระวอมาเยี่ยมพระตา” 

แน่นอนว่าเรื่องเล่าของ “ผู้เฒ่าผู้แก่” ที่ผมไปสัมภาษณ์ ในแง่ของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจจะไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงนัก กล่าวคือ “ผญา” ที่ “ผู้เฒ่าผู้แก่” ร่ายขึ้นมาน่าจะแต่งขึ้นโดยปราชญ์ในยุคหลังหรือเรื่อง “งานสนาม” ซึ่งในความเป็นจริงเป็นงานประจำปีมีชื่อทางการว่า “งานบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กาชาดหนองบัวลำภู” ที่จัดขึ้นในช่วง “วันกองทัพไทย” (เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวร) ส่วนที่เรียกว่า “งานสนาม” เพราะจัดขึ้นที่ “สนามสมเด็จพระนเรศวร” ในแง่นี้ “งานสนาม” จึงเป็นงานที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ “พระวอพระตา” แม้แต่นิดเดียว (เอาเข้าจริงงานประจำปีของจังหวัดหนองบัวลำภู (แม้กระทั้งงานวันคล้ายวันสถาปนาจังหวัด) ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับพระวอพระตาเลย)

อย่างไรก็ตามเรื่องเล่าดังกล่าวกลับมีประเด็นให้ผมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อผมขอให้เล่า “ประวัติศาสตร์เมืองหนองบัวลำภู” แต่สิ่งที่ “ผู้เฒ่าผู้แก่” คนดังกล่าวเริ่มต้นเล่ากลับเป็นเรื่องราวในยุคสมัยของพระวอพระตา ประหนึ่งว่า “ความเป็นเมืองหนองบัวลำภู” เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยของพระวอพระตานี่เอง 

นอกจากนั้นข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ เรื่องเล่าดังกล่าวปราศจากการเล่าถึงบรรยากาศแห่งสงครามและความขัดแย้ง กล่าวคือ ผมไม่แน่ใจว่า “ผู้เฒ่าผู้แก่” จะรู้เรื่องราวสาเหตุของพระวอพระตาที่อพยพจากเวียงจันทร์มาหนองบัวลำภูหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ เวลาเล่าเรื่องกลับเน้นเล่าในประเด็น “ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เมืองหนองบัวลำภู” อันเป็นเหตุที่พระวอพระตาเลือกมาตั้งบ้านแปงเมืองที่นี่ (ดังผญา) ดังนั้น แม้ว่า “เรื่องเล่า” ของ “ผู้เฒ่าผู้แก่” จะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่มันกลับสะท้อน “กระแสสำนึก” ของ “ไทหนองบัว” ได้เป็นอย่างดี

โปรดติดตาม ประวัติศาสตร์ “จังหวัดหนองบัวลำภู” ที่เพิ่งสร้าง ตอนที่ 2 เร็วๆ นี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *