แกะรอยชนวนก่อน “ปัญญา คำราบ” ก่อเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู 

เสียงก่นประณามการก่อเหตุของ “ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ” ตำรวจนอกราชการดังก้อง กระทั่งครอบครัวไม่มีวัดในชุมชนให้เผาศพ ทีมงาน The Isaan Record จึงพยายามแกะรอยชนวนในการก่อเหตุ ซึ่งพบว่า เดิม ส.ต.อ.ปัญญา เคยเป็นคนเรียนเก่งและเป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนในชุมชน ทั้งยังไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

เขาเปรยกับเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดว่า เขาถูกให้ออกจากราชการ แต่ไม่ได้ไขปริศนาว่า ครอบครองยาเสพติดอย่างที่กล่าวหาหรือไม่ 

ทีมงาน The Isaan Record พบแรงจูงใจหลายเหตุก่อนที่จะตัดสินใจไปที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ ก่อนวันขึ้นศาลเพื่อพิจารณาคดีครอบครองยาเสพติดที่จะเกิดขึ้นก่อนวันก่อเหตุเพียง 1 วัน

อาชวิชญ์ อินทร์หา เรื่องและภาพ

“เลาเป็นคนใจใหญ่เด้ บ่ย่านคน เพิ่นเป็นมาแต่น้อย ใหญ่มาเพิ่นกะเรียนดี ได้ฮอดเกียรตินิยมพู่นน่ะ พอสอบตำรวจได้กะไปอยู่กรุงเทพฯ ก่อนสิย้ายมาประจำอยู่ สภ.นาวัง” 

เป็นบอกเล่าด้วยน้ำเสียงชื่นชมในความสามารถด้านการเรียนของ ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ ตำรวจนอกราชการและผู้ก่อเหตุฯ จากญาติฝั่งพ่อที่มีต่อหลานชาย ซึ่งให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว The Isaan Record เมื่อบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 8 ตุลาคม 2565 สองวันหลังเกิดเหตุกราดยิงที่จังหวัดหนองบัวลำภู 

เป็นคำชื่นชมท่ามกลางเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการก่อเหตุของผู้ตาย กระทั่งคนในชุมชนไม่ยินยอมให้ใช้วัดในชุมชนเป็นสถานที่เผาศพ 

“สมัยเรียนอยู่ที่นากลาง โดยพื้นฐานแล่วเขาเป็นคนหัวดี เรียนดี ถ่าไปถามครูที่อยู่โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์ จะรู้ว่าเขาก็เป็นเด็กดีคนหนึ่งเลยล่ะ”ญาติฝ่ายพ่อเล่ายังคงชื่นชมในประวัติการเรียนของ ส.ต.อ.ปัญญา   

ประชาชนนำของเล่นและช่อดอกไม้เพื่อแสดงความอาลัยบริเวณด้านหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ 

“ปัญญา” เยาวชนตัวอย่างของชุมชน 

นอกจากการเป็นเด็กเรียนดีที่เป็นตัวอย่างที่ดีต่อคนในชุมชนและเป็นหน้าตาเป็นตาต่อวงตระกูล “ปัญญา” ยังเป็นนักกิจกรรมตัวยงที่ใช้เวลาช่วงวัยรุ่นส่วนใหญ่ไปกับการเล่นดนตรีและทำกิจกรรมสร้างสรรค์ 

“ในระดับชั้นเดียวกันเขาได้ชื่อว่า เป็นตัวอย่างที่ดีต่อคนในรุ่นเลย ตกเย็นมาก็เล่นกีตาร์ ร้องเพลง เขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเหล้า บุหรี่ ยาเสพติดเลย เพื่อนรุ่นเดียวกับเขาได้ทำงานมั่นคงกันทั้งนั้น ทั้งตำรวจ ศาล ครูและเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น”น้าสาวของปัญญากล่าวถึงหลานชายเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ 

น้าสาวของ ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ อดีตตำรวจ สภ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู 

จุดเปลี่ยนชีวิตของเด็กหัวดี 

“จุดเปลี่ยนของเขาน่าจะเกิดขึ้นช่วงที่ย้ายมาประจำที่ สภ.นาวัง เริ่มมีปัญหาชีวิต”น้าสาวของปัญญาให้ความเห็น 

หลังอกหักจากแฟนคนเดิมที่คบกันขณะรับราชการที่กรุงเทพฯ ปัญญาก็ย้ายกลับมาทำงานใกล้บ้านแล้วพบรักใหม่และคบกันเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยเธอเป็นแม่หม้ายลูกติดและเคยทำงานในร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองบัวลำภู 

“พอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กะมาอกหักจากงาน ถูกให้ออกจากงาน แล้วยังมาเจอคำครหาเกี่ยวกับภูมิหลังแฟนใหม่ เขาจะเลยคิดมาก”ยุเรศประมวลภาพจุดเปลี่ยนชีวิตของปัญญา 

การเป็นคนตกงานและมีภรรยา ซึ่งมีภูมิหลังที่สังคมชนบทไม่ยอมรับทำให้การเย้ยหยันไปตกที่ลูกชายวัย 4 ขวบ ซึ่งเคยเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอุทัยสวรรค์ อันเป็นสถานที่เขาเลือกก่อเหตุ 

“ไปโรงเรียนเด็กน้อยมันกะล้อกัน ก่อนตายปัญญากะมาเว้าให้ฟังว่า อยากย้ายโรงเรียนไห่ลูก พราะลูกกลับมาบ้าน ลูกกะมาบอกเพิ่นว่า ปะป๊าเพื่อนล้อว่า หนู ไม่ใช่ลูกปะป๊า แกเลยไม่ให้ลูกไปโรงเรียนมา 1 เดือนแล้ว” 

แต่น้าสาวก็ห้ามปรามโดยบอกว่า ไม่ควรทำแบบนั้น ถ้าเปิดโรงเรียนก็ให้ลูกกลับไปเรียนหนังสือเหมือนเดิม แต่เขาก็มีความคิดอยากย้ายโรงเรียนเหมือนเดิม  

“เป็นหยังคน คือ บ่ต่อต้านผม แล้วมองผมในแง่ลบคนเดียว เอาลูก เอาเมียผมมาเกี่ยวเฮ็ดหยัง”เป็นคำที่น้าสาวกล่าวอ้างเสียงบ่นของปัญญาที่เปิดใจกับญาติก่อนก่อเหตุสะเทือนขวัญเพียง 5 วัน 

แม้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่เขาดูแลและรักลูกชายมาก เขาสอนลูกให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน 

“เขาไม่ค่อยให้ลูกเล่นโทรศัพท์และโซเชียลมีเดียนะ แกรักลูกมาก”เธอยังอธิบายถึงพฤติกรรมการเป็นคนรักครอบครัว  

อาจด้วยเหตุความคับแค้นที่ถูกครหาและความเครียดจากการตกงานทำให้ “ปัญญา” มองทุกคนด้วยความโกรธแค้น 

พอก่อเหตุสังหารเด็กๆ ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ แล้วเขายังกลับมาที่หมู่บ้าน แล้วยิงเพื่อนบ้านเสียชีวิตอีก 6 คน โดย 3 คนเป็นคนผ่านทางขณะเขากำลังขับรถกระบะกลับบ้าน ส่วนอีก 3 คนเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างจากบ้านของเขาที่อยู่กับภรรยาและลูกชายเพียง 300-400 เมตร 

เพื่อนบ้านผู้รอดชีวิต 

แต่ “สมพงษ์ รัตนี” เพื่อนบ้านที่มีอาชีพขายส่งน้ำดื่มเป็นบุคคลที่รอดชีวิต 

“ผมเห็นเขายิงเพื่อนบ้านแถวๆ หน้าบ้านเขาแล้วลากศพมาบริเวณลานจอดรถหน้าบ้าน แล้วเขาก็มองมาที่ผม แต่เขาก็ไม่ทำอะไรผม” เขาเล่าย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 

“ตอนที่เกิดเรื่องผมไม่รู้ว่า ทำไมเขาถึงตัดสินใจอย่างนั้น เพราะจากที่เห็นเหตุการณ์คนขวางหน้าเขายิงหมด มีแค่ผมคนเดียวที่เขาจ้องหน้าแป๊บหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ยิงผม”เขาเล่าด้วยเสียงราบเรียบ 

เขายังเล่าว่า ปกติแล้วเขาจะเป็นคนเงียบๆ เก็บตัวแต่อัธยาศัยดี อ่อนน้อมถ่อมตน เวลาเขามาที่บ้านเพื่อมาซื้อน้ำดื่มก็คุยหัวเราะและพูดติดตลกเกือบทุกครั้ง

สมพงษ์ รัตนี เพื่อนบ้านของ ส.ต.อ ปัญญา คำราบ อดีตตำรวจ สภ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู 

สมพงษ์จึงเป็นเพื่อนบ้านเพียงไม่กี่คนที่ปัญญามักแวะมาพูดคุย 

“แต่อยู่มาวันหนึ่งเขาได้เปรยเรื่องเกี่ยวกับคดีว่า ผมถืกไล่ออกล่ะเด้ เขาว่าผมเสพยาบ้า แต่ตอนนี้เรื่องกะอยู่ในศาลอยู่”สมพงษ์กล่าวอ้างความหนักใจของปัญญา 

พอสมพงษ์ถามว่า “แล้วมีจริงยาหรือเปล่า หรือถูกกลั่นแกล้ง” แต่ปัญญาเลือกที่จะเงียบแทนที่จะตอบคำถาม 

“ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเขาเลือกศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ไกลบ้าน แต่ในใจผมก็คิดว่า น่าจะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีความ ผมคิดว่า เขาคงมีเหตุผลที่เขาเลือกไปก่อเหตุที่นั่น” สมพงษ์ ตั้งข้อสังเกต 

สุวรรณ ต้นสมเสน เพื่อนบ้านของ ส.ต.อ.ปัญญา

เผารถเพื่อนบ้านเสียหาย

นอกจากการสังหารเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันแล้ว “ปัญญา” ยังก่อเหตุเผารถของ สุวรรณ ต้นสมเสน เพื่อนบ้านจนได้รับความเสียหาย 1 คัน ซึ่งรถคันดังกล่าวเธอเพิ่งซื้อมาได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น 

“ไม่คิดว่าเหตุนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองและไม่คิดว่า จะเกิดเหตุแบบนี้ในละแวกนี้ เพราะว่า ผู้ก่อเหตุไม่ค่อยสุงสิงกับใครและไม่ค่อยพูดจึงไม่ค่อยมีคนรู้จัก”เธอเล่าพฤติกรรมของปัญญา 

ร่องรอยการจุดทำพิธีเชิญดวงวิญญาณให้ไปสู่สุขคติ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านของผู้ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านของของ ส.ต.อ.ปัญญา

ใกล้ๆ กับรถที่ถูกเผามีร่องรอยการประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณตามความเชื่อของคนในชุมชนเพื่อให้ไปสู่สุคติ ซึ่งเป็นรอยไหม้ตามพงหญ้าใกล้กับสถานที่เกิดเหตุการณ์

“โตเห็นฮอยไหม้นี่บ่ นี่แหละแม่มาทำเฮ็ดพิธีเชิญดวงวิญญาณผู้ตายเลาะนี้ล่ะ” สุวรรณเล่า พร้อมผายมือและชี้ไปรอบๆ ถนนที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรม ซึ่งยังเหลือรอยคราบเลือดจางๆ ปนกับเศษขี้เถ้าจากการเผาไหม้ของพิธีกรรม

รถของสุวรรณที่ถูกผู้ก่อเหตุเผาจนได้รับความเสียหาย 

คนในครอบครัวยังสยองเหตุ 

บ้านของสุวรรณอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ส.ต.อ.ปัญญา ขณะเกิดเหตุสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งหลานๆ ต่างอยู่ในเหตุการณ์ของการกราดยิง แต่โชคดีที่พวกเขาหลบทัน 

แม้เธอและสมาชิกในครอบครัวจะมีชีวิตรอด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงเขย่าขวัญเธอไปอีกระยะหนึ่ง เพราะสภาพจิตใจเธอและครอบครัวอยู่ในสภาพย่ำแย่ ทุกครั้งที่เธอเดินผ่านบริเวณที่มีผู้คนถูกสังหาร หรือเดินผ่านป่า หรือสถานที่ที่มีต้นไม้ เสียงปืนที่เกิดขึ้นในวันนั้นก็จะดังก้องในหูของเธอแทบทุกครั้ง