UNESCO-ทูต 3 ประเทศหนุนสื่อเสรีสร้างประชาธิปไตย

เปิดตัวโครงการ “Journalism that Builds Bridges” สร้างสะพานเชื่อมชายขอบสู่ศูนย์กลาง “หมอนิรันดร์” ชี้ภารกิจสำคัญสื่อพาไทยก้าวพ้นระบอบอำนาจนิยม ยูเนสโกย้ำสื่อต้องมีเสรีภาพ ปลอดภัย ส่วนเอกอัครราชทูต 3 ประเทศย้ำประชาธิปไตยเป็นหลักสำคัญของเสรีภาพสื่อ หวังคนข่าวรุ่นใหม่พัฒนาสื่อ-ปชต.ไทยให้แกร่งขึ้น นักวิชาการเผยการเมืองไม่เป็น ปชต.ทำสื่อ-ปชช.ขาดเสรีภาพไร้การคุ้มครองสิทธิฯ

อาชวิชญ์ อินทร์หา ภาพ  

กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร The Isaan record ร่วมกับ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) มูลนิธิเพื่อการศึกษาและสื่อภาคประชาชนอีสาน THECITIZEN.PLUS Thai PBS สถานทูตเนเธอแลนด์ประจำประเทศไทย สถานทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย สถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Journalism that Builds Bridges จากชายขอบสู่ศูนย์กลาง : ถึงเวลาทบทวนภูมิทัศน์สื่อไทย โดยมีนักข่าวพลเมืองจากทุกภูมิภาคเข้าร่วมโครงการกว่า 50 คน 

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาและสื่อภาคประชาชนอีสาน และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดโครงการวารสารศาสตร์ที่สร้างสะพาน (JBB)ว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของประเทศไทยตอนนี้ คือ ระบบที่เป็นรัฐรวมศูนย์กลางและไม่สามารถกระจายอำนาจ ศักยภาพในการทำงานสู่พื้นที่ในระดับภูมิภาคและคนที่มีความหลากหลายในระดับชาติพันธุ์ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้มีสะพานเชื่อมระหว่างส่วนที่เป็นชายขอบกับอำนาจรัฐส่วนกลางได้อย่างไร

จากรายงานล่าสุดของ ฟรีดอมเฮาส์ (Freedom House) องค์กรเอกชนเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพระบุว่า 15 ปีที่ผ่านมา 200 กว่าประเทศทั่วโลกมี 60 กว่าประเทศ ความเป็นประชาธิปไตยลดและถอยหลังลงมา ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ส่วนประเทศที่ประชาธิปไตยดีขึ้นมีแค่ 25 ประเทศ หมายความว่าโลกมีการขยายตัวของระบบที่เรียกว่า อำนาจนิยมเบ็ดเสร็จเป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้น ประชาธิปไตยของเราเป็นประชาธิปไตยพันธุ์ทาง คือ ลูกเป็นประชาธิปไตยแต่เนื้อในเป็นเผด็จการ ดังนั้นเราจึงต้องมาช่วยกันทำให้ประชาธิปไตยของโลกสามารถผ่านวิกฤตการณ์ตรงนี้ไปได้ 

นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตของคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก แต่ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยกฎหมายติดหนวด ไม่เคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตรงนี้จึงเป็นผลที่เราต้องมานึกถึงเรื่องสื่อ ซึ่งสื่อกระแสหลักไม่ได้ทำหน้าที่และไม่กล้าแสดงความคิดเห็นออกมา หมายความว่าสังคมไทย

“สื่อกระแสหลักตกอยู่ในความเงียบและความกลัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบอบอำนาจนิยมต้องการมากที่สุด เพราะเขามองว่า ความเงียบและความกลัวคือสังคมสงบเรียบร้อยดี การที่สื่อเป็นกระบอกเสียงและทำความจริงให้ปรากฏจึงมีความสำคัญ จึงมองว่า สื่อเสรีที่เราจะทำขึ้นต่อจากนี้จะต้องจับมือกันในการทำงาน ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นไปจากระบบอำนาจนิยมที่มันทำลาย”อดีต ส.ว.กล่าว

เอกอัครราชทูตจากนิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ขณะนั่งฟังการเปิดตัวโครงการ Journalism that Builds Bridges

เขายังกล่าวอีกว่า ไม่เฉพาะคนหนุ่มสาวที่เดินขบวนบนท้องถนน แต่ทำลายไปถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเรา นอกจากการถูกกดทับจากอำนาจทางการเมืองในเรื่องการห้ามแสดงความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูปสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นทหาร  ตำรวจ หรือสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ตามเพื่อให้ประชาธิปไตยของเราสามารถมั่นคงและยืนยงอยู่ได้ ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยที่ถดถอย 

“วันนี้จึงมีการประชุมเพื่อทำให้เกิดสะพานเชื่อมโดยใช้สื่อเชื่อมให้อำนาจในการแสดงความคิดเห็น สิทธิเสรีภาพในการที่จะบอกความจริงต่อสังคม เพื่อทำให้สังคมประจักษ์และส่งเสียงให้อำนาจรัฐส่วนกลางได้รับรู้ ขณะเดียวกันคนจะได้รู้เท่าทันได้มากขึ้น ถ้าทำตรงนี้สำเร็จเราจะเป็นสะพานเชื่อมในระดับพื้นที่ต่างๆ  90 ปีที่เราเปลี่ยนประเทศไทยมา แต่ระดับภูมิภาคยังเป็นอาณานิคม ภาคใต้ยังเป็นอาณานิคมของรัฐกรุงเทพ อีสาน หรือเหนือก็เหมือนกัน ซึ่งเราจะเปลี่ยนสภาพเหล่านั้นให้เป็นการยอมรับในการกระจายอำนาจต่อไป” นพ.นิรันด์ กล่าว 

โจ ฮิโรนากะ หัวหน้าฝ่ายการสื่อสารและสารสนเทศ Unesco ประจำกรุงเทพฯ

จากนั้นมีการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดและความปลอดภัยของนักข่าว” โดยโจ ฮิโรนากะ หัวหน้าฝ่ายการสื่อสารและสารสนเทศ Unesco ประจำกรุงเทพฯ โดยระบุว่า การลอยนวลนั้นหมายความว่าไม่มีการรับผิด จากการรายงานจองยูเนสโก การฆาตรกรรมและเสียชีวิตของนักข่าว 90% ไม่มีการลงโทษ ไม่ได้รับความยุติธรรมสำหรับครอบครัวที่ยังอยู่ ซึ่งฟังดูเป็นวัฒนธรรมลอยนวล ประมาณ 80% ของการเสียชีวิตเกิดขึ้นนอกสถานที่ทำงาน ตามถนน บางคนก็โดนลักพาตัว 

ต่อมาก็พบว่าเสียชีวิต บางคนอาจเสียชีวิตต่อหน้าครอบครัว เด็กเล็กด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ 11 % ของนักข่าวที่ถูกฆ่าเป็นผู้หญิง สัมพันธ์กับการสำรวจของยูเนสโกอีกชิ้นหนึ่งพบว่า 75 % ของนักข่าวหญิง จำนวน 3 ใน 4 ถูกคุกคามหรือการขู่ขวัญทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เราอาจจะคิดว่านักข่าวอยู่ในวิกฤต และมีความขัดแย้งกัน แต่ 64% ของการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วเกิดขึ้นในประเทศที่ไม่มีความขัดแย้งกัน มีการฆาตกรรมนักข่าว 69 รายในภูมิภาคของเรา ตั้งแต่ปี 2021-2022 เป็นสิ่งที่ยูเนสโกได้เก็บข้อมูลไว้และประณามในสิ่งเหล่านี้  

โจยังกล่าวต่อว่า สหประชาชาติได้จัดทำแผนปฏิบัติการในเรื่องการปกป้องนักข่าว เรื่องของการพัฒนาทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมหรือผู้คนที่อยู่ห้องนี้ ประเทศต่างๆ มีส่วนรับผิดชอบในการทำงานด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการอบรมเจ้าหน้าที่ตุลาการ หลักสูตรในสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น โรงเรียนนายร้อยตำรวจของไทย เป็นต้น โดยได้อบรมเจ้าหน้าที่จำนวน 2.4 หมื่นรายในเรื่องการรักษากฎหมาย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและความปลอดภัยของนักข่าว

“วันนี้ก็เป็นการตอกย้ำจุดยืนของเราในเรื่องของการดำเนินการตามแผนงานของสหประชาชาติในเรื่องการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นพลเมืองหรือนักข่าวทั้งในท้องถิ่นและส่วนกลางที่ต้องมีเสรีภาพ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาและยกระดับการทำงานของนักข่าวต่อไป”เขากล่าว 

เรมโก้ ฟาน ไวจ์นการ์ด (Remco van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย

เสรีภาพการแสดงความคิดเท่ากับเสรีภาพปชต.

จากนั้น เรมโก้ ฟาน ไวจ์นการ์ด (Remco van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เรามาจากประเทศที่มีเสถียรภาพในเชิงประชาธิปไตย แต่ยืนยันว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ต้องต่อเนื่อง ไม่มีอะไรที่มีเสถียรภาพเราจะต้องมีการลงทุนในระบบประชาธิปไตยเพื่อที่จะให้ยืนยงอยู่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามรัสเซีย ยูเครน รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา เป็นการทำลายล้างสิทธิมนุษยธรรมและยังเป็นการกดขี่เสรีภาพของนักข่าว หน้าที่ของประชาธิปไตยกำลังเติบโต

เขากล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันก็โดนโจมตีโดนล้มล้างเช่นกัน นักข่าวพลเมืองก็ถูกทำลายทางด้านสิทธิมนุษยชน โครงการนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ในส่วนของเนเธอแลนด์จะทำงานร่วมประเด็นเสรีภาพทางความคิดเห็นของนักข่าว ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลักสำคัญในสังคมประชาธิปไตยเป็นการการันตีว่าสาธารณชนจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องในสถานการณ์ต่างๆ และรัฐต้องรับผิดชอบในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย ทั้งนี้ขอให้นักข่าวอย่าหวาดกลัวและคงไว้ซึ่งความกล้าหาญ

ไจริ จาเวียโฮ (Jyri Jarviaho) เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ ประจำประเทศไทย

ขณะที่ ไจริ จาเวียโฮ (Jyri Jarviaho) เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดตัวโครงการนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทย สื่อเป็นส่วนสำคัญสำหรับการมีประชาธิปไตยที่ดี ซึ่งในปีหน้าประเทศไทยจะมีการจัดเลือกตั้งสื่อจึงมีความสำคัญอย่างมากในการนำเสนอข่าว

“ฟินแลนด์ให้ความสำคัญในเรืองสื่อและได้รับการจัดลำดับเสรีภาพสื่อติดอันดับ 1 ใน  5 ของโลก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า 65 % ของคนฟินแลนด์ไว้วางใจสื่อ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป การแสดงออกทางเสรีภาพทั้งการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมเป็นสิทธิพื้นฐานของชาวฟินแลนด์ ทุกคนสามารถเข้าถึงการบันทึกและเอกสารต่างๆ ของภาครัฐได้  ขณะที่นักข่าวต้องใช้ทักษะและจริยธรรม รวมถึงต้องมีความปลอดภัยในการทำงาน และต้องส่งเสียงจากทุกภาคส่วนและทุกชาติพันธุ์เราจึงยินดีในการร่วมโครงการนี้ หวังว่าทุกคนจะมีความกล้าหาญและมั่นคงซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย หวังว่าคนรุ่นใหม่อย่างเราจะทำให้สื่อและประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้นในประเทศไทย” เขากล่าว

โจนาธาน คิงส์ (Jonathan Kings) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย

สื่อต้องฟังเสียงผู้ด้อยโอกาส

โจนาธาน คิงส์ (Jonathan Kings) เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ทุกคนมีโอกาสในเรื่องความท้าทายที่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบสำคัญและความถูกต้องแม่นยำของข่าวที่นำเสนออกไป เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้องของผู้รับข่าวสาร รวมทั้งต้องสะท้อนเสียงของผู้หญิง LGBTQ+ ชนกลุ่มน้อย ตลอดจนผู้คนที่หิวโหย ที่ต้องได้รับการรับฟัง

“หวังว่าสิ่งที่จะสร้างขึ้นมาในฐานะนักข่าวจะเป็นประโยชน์ต่อไป ยังมีเรื่องความท้าทายที่ทุกคนต้องเจอในเรื่องกลไกทั้งทางการหรือไม่เป็นทางการที่บีบบังคับไม่ให้คุณส่งเสียงออกมาและต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ ซึ่งผมพร้อมรับฟังในอนาคตและและยินดีสนับสนุนโครงการนี้ เพราะเสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาธิปไตย หวังว่าจะได้เรียนรู้และรับทราบเกี่ยวกับผลงานของคุณต่อไปในอนาคต”เขากล่าว

ผศ.ดร.พรรษาสิริ กุหลาบ คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

ภูมิทัศน์สื่อไทย:ความท้าทายและโอกาส

ขณะที่ ผศ.ดร.พรรษาสิริ กุหลาบ คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย นำเสนอผลงานและอภิปรายผลงานวิจัยหัวข้อ “ภูมิทัศน์สื่อไทย:ความท้าทายและโอกาส”  ระบุตอนหนึ่งว่า แม้ประชาชนจะนิยมใช้สื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น เป็นการใช้เพื่อความบันเทิง แม้จะมีข่าวสารผ่านเข้าตามาบ้าง แต่ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนยังเชื่อถือข้อมูลจากสื่อองค์กระแสหลักที่เป็นสื่อดั้งเดิม ยังเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ และพบว่า คนไทยมีระดับความเชื่อถือสื่อมวลชนที่ 53 % มากที่สุดในเอเชียแปซิฟิกจึงเป็นบทบาทที่ประชาชนยังคาดหวังกับสื่อกระแสหลักแม้จะมีสื่อใหม่เกิดขึ้นมากมาย

ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าวว่า ขณะที่สื่อกระแสหลักทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ รายได้จากการโฆษณาลดลงไปมาก ขณะที่สื่อออนไลน์ยังไม่ได้เป็นกอบเป็นกรรมเริ่มตีตื้นขึ้นมาเรื่อย แนวโน้มการหารายได้ทำให้สื่อกระแสหลักต้องย้ายเข้าสู่ออนไลน์มากขึ้น พยายามอัดความถี่และความเร็วของเนื้อหาเข้าไป สื่อพยายามดิ้นรนและหารายได้เลี้ยงองค์กร บางแนวทางทำให้เกิดการลดทอนพื้นที่นำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์สาธารณะ หรือบางทีเปิดโอกาสให้ทุนทั้งของรัฐและเอกชนเข้ามาแทรกแซงได้เหมือนกัน และเป็นช่องทางการแพร่กระจายบิดเบือน รวมถึงปฏิบัติการข่าวสารของรัฐด้วยเวลาที่ต้องนำเสนอออนไลน์ เป็นต้น 

“ภาพรวมทั้งสื่อมวลชน สื่อภาคประชาชน และประชาชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นการประเมินจากหลายองค์กรในต่างประเทศ เหตุหนึ่งมาจากมาตรการการใช้กฎหมายและนโยบายจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ในช่วงความขัดแย้งและการชุมนุมการทางการเมือง รวมทั้งช่วงการระบาดของโควิด-19 มีผลทำให้สื่อไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องการตั้งคำถามและตรวจสอบอำนาจรัฐ มีการคุกคามทั้งจากรัฐและกลุ่มผลประโยชน์ที่สนับสนุนรัฐ”นักวิชาการด้านสื่อมวลชนกล่าวถึงข้อมูลในงานวิจัย 

ผู้เข้าร่วมอบรมในโครงการ“Journalism that Builds Bridges” จากจังหวัดชายแดนภาคใต้

เธอสรุปว่า ข้อจำกัดที่ทำให้การปกป้องคุ้มครองเสรีภาพและสวัสดิภาพของสื่อเป็นไปอย่างลำบากท่ามกลางภูมิทัศน์ ที่เราดูเหมือนว่ามีสื่อเกิดขึ้นจำนวนมากก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะไม่มีการคุ้มครอง รับรองสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชน แต่ให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่า

“บริบทเรื่องการขัดแย้งแบ่งขั้วทางการเมืองทำให้การอภิปรายถกเถียงกันในประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นยาก กลไกการตรวจสอบที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงข้อจำกัดขององค์กรวิชาชีพในการต่อรองกับสถาบันที่มีอำนาจต่างๆ สหภาพแรงงานยังไม่มีบทบาทมากนัก ดังนั้นข้อเสนอภาครัฐต้องมีเคารพหลักการประชาธิปไตยและต้องมีการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อต้องมีการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม เป็นต้น” ผศ.ดร.พรรษาสิริ กล่าว