ในยุคหนึ่งภาษาลาวในเขตอีสานกลายเป็นภาษาต้องห้าม ใครพูดในห้องเรียนจะถูกทำโทษหรือถูกปรับเงิน นักเรียนทุกคนต้องพูดภาษาไทยเท่านั้นทำให้ภาษาไทยกลืนกลายภาษาลาวจนแทบจางหาย คนในอีสานเก้อเขินที่จะเว่าลาว ก่อนที่ภาษาและวัฒนธรรมจะถูกทำลายไปมากกว่านี้ บทสนทนา “เว่าลาว” จึงเกิดขึ้นที่บาร์แห่งหนึ่ง ณ ใจกลางเมืองมหาสารคามเพื่อพูดคุยให้เกิดปัญญาในหมู่ที่สนใจ 

อัยการ ศรีดาวงศ์ เรื่องและภาพ

ภาพจำต่อการกินดื่มสุราในสังคมไทย คงจะไม่เคยหนีห่างจากคำว่า อบายมุข ของมึนเมา หรือการผิดศีลข้อที่ 5 และแน่นอนว่า ร้านรวงผู้จำหน่ายสุรา บาร์เครื่องดื่มและค็อกเทล ร้านที่เราเรียกติดปากกันว่า “ร้านเหล้า” ก็ย่อมถูกมองในแง่ลบว่า เป็นแหล่งมั่วสุมแ หล่งอโคจรและแหล่งรวมอบายมุข ดูไม่เจริญหูเจริญตาทางปัญญาสักเท่าไหร่นัก

หากแต่เมื่อวันเสาร์อันมืดคลึ้มภายใต้เมฆฟ้าอันขมุกขมัวของวันหนึ่งในเดือนกันยายน 2565 แต่ใจ ‘กลางทุ่งมหาสารคาม’ กลับมีบาร์ลับที่มีชื่อว่า “บาร์ลับนักสืบ – Sherlock Holmes” บนตึกแถวเล็กๆ ไม่ไกลจากมหาวิทยามหาสารคาม (ม.ใหม่) แตกต่างออกไปจากมายาคติที่ถูกสร้างขึ้น ด้วยความที่ว่าที่นี่กำลังสร้างคุณค่าบางอย่างที่หลอมละลายคำว่า ‘ร้านเหล้า’ ให้กลายเป็น ‘ร้านเล่า’ ด้วยค็อกเทลแห่งเรื่องเล่าอันก่อตัวขึ้นเป็นการเสวนาที่จะเป็นการเสวนาเชิงวิชาการที่ควบคู่ไปกับเครื่องดื่มละลายพฤติกรรม โดยเป็นการเสวนาในหัวข้อ “เว่าลาว”

งานศิลปะ “ลิงเด้า”

ภายใต้ผืนบาร์ค็อกเทลที่กำลังถูกประดับประดาไปด้วยชิ้นงานศิลปะที่เรียกว่า ‘ลิงเด้า’ พร้อมกันนั้น ตู้แช่กระจกใสสำหรับคราฟท์เบียร์สองตู้ต่างก็บรรจุเอาทั้งคราฟท์ไทยและต่างชาติเอาไว้อย่างเต็มอัตราและบาร์ค็อกเทลถูกเติมเต็มด้วยความพิถีพิถันจากเจ้าของร้านในนามของบาร์เทนเดอร์แบบฉบับคลาสสิคสไตล์ รวมไปถึงเก้าอี้ถูกจัดวางไว้ริมผนังเพื่อเฝ้าคอยการมาถึงของนักเดินทางในนามของผู้เข้าร่วมเสวนา 

มีวิทยากร 3 คน ร่วมเสวนาใน 3 หัวข้อที่จะกลายเป็นมหากาพย์ของเรื่องเล่าที่ผู้ได้เข้าร่วมยากจะลืมเลือน นั่นคือ ชัชวาลย์ โคตรสงคราม นักเขียนล้านช้างฝั่งขวาแม่น้ำของ มาในหัวข้อ ‘ลาวฝั่งขวากับทรัพยากรบ่มีสูญ..’ อ.ดร.อดิศักดิ์ ภูผา ผู้นิยามตนเองว่า อาจารย์นอกเครื่องแบบ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามมาในหัวข้อ ‘ลิงเด้าสัญญะที่บ่ยอมจำนนต่ออำนาจชี้นำ..’ และ วิทยากร โสวัตร เจ้าของร้านหนังสือในสวนดอกไม้ ฟิลาเดลเฟีย ในหัวข้อ ‘อีสาน อีหยังวะ?’ และเมฆ ครึ่งฟ้า กวีราษฎรเป็นผู้ดำเนินรายการ 

พร้อมทั้งมีหมอลำ หมอแคนจากคณะสะเวินใจ หมอลำราษฎร คอยโหมโรงด้วยมหรสพแห่งชาติพันธุ์ลาว ในขณะที่วิทยากรทั้งสามที่เปรียบเสมือน บาร์เทนเดอร์ กำลังชงเครื่องดื่มที่เปรียบเสมือน ค็อกเทล อัดแน่นไปด้วยเรื่องราว ก่อนจะเสิร์ฟแก่ผู้ร่วมวงเล่าและค็อกเทลแก้วแรกจึงได้ถูกเสิร์ฟหลังจากสิ้นเสียงลำและเสียงแคน

บรรยากาศการพูดคุยระหว่งวิทยากรกับผู้ดำเนินรายการก่อนการพูดคุย 

‘ลาวฝั่งขวากับทรัพยากรบ่มีสูญ..’

ชัชวาลย์ โคตรสงคราม นักเขียนล้านช้างฝั่งขวาแม่น้ำของ

สิ่งที่จะไม่สูญหายไปสองสิ่ง คือ ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ และ สุนทรียทางภาษา ข้อที่หนึ่งที่เป็นสิ่งที่มันสิบ่สูญหายเลย คือ มโนทัศน์เกี่ยวกับสำนึกของความเป็น ภูมิศาสตร์พื้นที่ ภูมิศาสตร์พื้นที่มันทำให้เกิดการเคลื่อนย้าย.. มันสิสั่งสมต่อกันมา ซึ่งมันก็เลยทำให่เกิดการเชื่อมโยงระหว่างจิตวิญญาณของคนลาวสองฝั่งโขงและเครือญาติชาติพันธุ์.. คือ ภูมิศาสตร์พื้นที่ มันเป็นที่มาของ “เส้นทาง”

เส้นทางที่ว่านี่ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด ความผูกพันทางใจในมโนทัศน์ของคน ซึ่งมันสิบ่มีมื้อสูญหาย ผมไปฟังคนอายุ 70-80 ปีเว่าถึงการไป เวียงจันทน์..คะเจ้ากะยังเว่า คือ จั่งมันเกิดขึ่นมื่อวานหนิครับเว่าว่า ไปจากร้อยเอ็ดไปจั่งได๋ ข่ามเฮืออยู่ท่าเดื่อจั่งได๋ ท่านาแล้งจั่งได๋ คะเจ้ากะยังเว่าได้ อย่างคน 80 ปี ที่อยู่แถวเสลภูมิ ไปเฮ๊ดงานอยู่เวียงจันทร์ ผมคิดว่า สิ่งที่มันสิบ่มีวันสูญหายกะคือ ‘ภูมิศาสตร์พื้นที่’ หนิหละครับ เขาเอิ้นว่า พื้นที่ของความเป็นชีวิต ในภูมิศาสตร์ของภาคอีสานที่อยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง อันนี่คือโตที่หนึ่ง

กระบวนการทางปัญญาที่มันเกิดขึ่นเพื่อที่สิมาเป็นโตหนึ่งในการหนุนนำการใซ่ซีวิต กะคือการเลือก พื้นที่ของคน

ผลที่ตามมาของการมีภูมิศาสตร์พื้นที่ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตของผู้คน ทำให้เกิดการสร้างงานผ่านการ การมองธรรมชาติอย่างมี สุนทรียภาพ ซึ่งสุนทรียภาพก็คือ ‘ความงาม’

อันเป็นความงามที่ทำให้มีความแข็งแกร่งมากในเรื่องของความเป็นตัวตน จึงทำให้ไม่สามารถที่จะยอมรับอำนาจภายนอกที่เข้ามา ‘ครอบงำ’ หรือมา ‘ตีกิน’ ได้

‘มันสิเป็นภาษาใหม่..’ 

ส่วนเรื่องที่สอง คือ ภาษา ในที่นี้ ผมบ่ได้คิดว่า ทุกคนจะต้อง เว่าลาว ซักมื่อหนึ่ง มันสิบ่มีทั้งคนเว่าภาษาลาวกับภาษาไทยกรุงเทพฯ มันสิเป็นภาษาใหม่.. ถ่าเบิ่งโล้ดบ่เกิน 30-40 ปีดอก

แต่ถ้าถามว่า ทำไมถึงพูดเรื่องภาษา นั่นก็เพราะ ภาษาทำให้คนอยู่รอดได้ ผมไปแถวบาเจียง จะเลินสุก เมืองปะทุมพอน ขั่นบ่บอกว่าอยู่หั่นหนิ.. ผมคิดว่าผมกำลังนั่งอยู่แถว อุบลฯ ศรีสะเกษ.. เขาเว่าคือกัน.. “บ่กิ้น บ่ไป้ บ่ม๊า..” อันเดียวกันเลย

จนผมมาเขียนในนิยายว่า ‘มื้อหนึ่งหนิ เกิดว่าอุบลฯ ศรีสะเกษ ปากเซ จำปาศักดิ์ รวมโตกันประกาศเป็นสาธารณรัฐหนิ มันสิเป็นจั่งได๋?’

“เพราะว่ามันเป็นอันเดียวกัน..” 

ก่อนจะย้อนถึงเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ลาวฝั่งขวาถูกตัดขาดทางภาษา คือ เหตุการณ์ย้ายเมืองหลวงพระบางและเหตุการณ์การต่อสู้กับสยาม ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอเมริกา ที่เกิดสงครามและการแบ่งแยกเขตแดน และสิ่งที่ถูกตัดขาดลงไปด้วยคือเรื่องของ ภาษา จากวิธีการครอบงำจากรัฐก็คือ ตัดเรื่องภาษาก่อน ซึ่งคนลาวฝั่งขวาบ้านเราก็รู้กันอยู่แล้วว่า มีภาษาเว่า แต่ว่าบ่มีภาษาเขียน..

ผมคาดหวังไว้ว่า จะเป็นคนที่สืบทอดความลึกซึ้งทางภาษาลาว นั่นก็คือการจากไปของหมอลำอินแต่ง แก้วบัวลา และ หมอลำเซียง ปลาค่อใหญ่ ซึ่งเสียชีวิตในวันเดียวกัน คือ วันที่ 17 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา โดยหมอลำอินแต่ง เป็นคนรุ่นใหม่ที่มากไปด้วยความสามารถ สามารถลำในทำนองลาวกว่า 20 รูปแบบได้ตั้งแต่อายุไม่ถึง 30 ปี และหมอลำเซียง ที่โด่งดังจากเพลงปลาค่อใหญ่ พร้อมด้วยมิวสิควิดีโอการร่ายลำที่อ่อนช้อยและงดงาม คนเหล่านี้เปรียบได้ดั่ง นักภาษาศาสตร์ ที่จะสืบทอดภาษาไว้ผ่านท่วงทำนองการขับ-ลำ การสูญเสียศิลปินทั้งสองท่านนี้จึงถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ต่อทั้งวงการดนตรีและวงการภาษาศาสตร์

บุญบั้งไฟกับผ้าป่าจากคนกรุงฯ 

อ.อดิศักดิ์ ภูผา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

มาในมาดของเสื้อยืดสีดำคลุมโทนโดยมีภาพใบหน้าของตำรวจที่กำลังคาบบุหรี่และยิงปืนเข้าไปใน มธ.ท่าพระจันทร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 1976  ที่มาพร้อมกับหัวข้อที่ว่า ‘ลิงเด้าสัญญะที่บ่ยอมจำนนต่ออำนาจชี้นำ..’ จึงได้นั่งประทับคอยท่าอยู่หลังบาร์ ในขณะที่รอการโหมโรงจากคณะสะเวินในและการเกริ่นนำจากเมฆ ครึ่งฟ้า อ.อดิศักดิ์ และการเสิร์ฟค็อกเทลจึงเริ่มขึ้น..

ผมมีความประทับใจในวัยเด็กในประเพณีบุญบั้งไฟ มีบุญผ้าป่าจากคนที่ลงไปทำงานกรุงเทพฯ ในขบวนแห่นั้นจะมีสิ่งๆ หนึ่งที่เรียกว่า ลิงเด้า ปรากฏอยู่ เป็นตุ๊กตาที่สลักเสลาจากไม้งิ้วโดยชาวบ้าน ซึ่ง ณ ขณะนั้นก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่รู้ว่ามันเป็นสัญญะที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ เพราะ ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้ถูกสอนให้เข้าใจหรือรับรู้เรื่องของเพศศึกษา จนกระทั่งสิ่งเหล่านี้ก็หายไปตามกาลเวลา ซึ่ง ณ ตอนแรกก็คิดว่า คงเป็นเพราะยุคสมัยเปลี่ยน ในช่วงนี้ก็ได้เติบโต ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องศิลปะ แต่ว่ายังเป็นศิลปะแบบที่เป็นเรื่องส่วนตัวเสียส่วนใหญ่

กระทั่งวันหนึ่งได้มาเจอกับ ลิงเด้า ในขบวนแก่บุญบั้งไฟที่ ขามเรียง มหาสารคาม อีกครั้ง

“ภาพนั่นมันเฮ๊ดให้นึกถึงเลยว่า อยู่เดิ่นวัด เฮาเห็นโตนี่คือกัน กะเลยได้ตามหาว่า เขาเอามาแต่ไส เพราะว่า มันหายไปดนเติบ ตอนนั่นเฮากะบ่ได้ตั้งคำถามหยังเลยว่า มันหายไปจากบุญบั้งไฟตอนได๋ อยู่ดีๆ มันกะหายไปเลย”

อ.อดิศักดิ์ เล่าด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและขบขัน จากตรงนี้เองจึงนำไปสู่การตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านี้หายไปได้อย่างไร พร้อมทั้งลงค้นหาและเก็บข้อมูลจากกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งพบว่า พื้นที่ที่ยังมีการทำลิงเด้า ในขบวนแห่บุญบั้งไฟ  คือ บ้านหนองอุ่ม ต.นาสีนวน กันทรวัชย มหาสารคาม

เฮากะเลยติดตามไปจนไปพ่อว่า บ้านหนองอุ่ม เป็นหมู่บ้านที่มีลิงเด้าในบุญบั้งไฟพอไปถามชาวบ้านว่า บ่มีได้บ่?

ชาวบ้านว่า ‘บ่มีบ่ได้ ส่ำกินป่นบ่มีผักพุ่นหละ..’ อาจารย์อดิศักดิ์ เล่าถึงคำตอบอย่างหนักแน่นของชาวบ้าน..

‘มันมีความทะเล้น มันมีความม่วน ความซื่น ความ..อีหยังกะบ่รู่ของมัน..’ ก่อนที่ อ.อดิศักดิ์ จะเล่าถึงการหายไปของลิงเด้าในขบวนแห่ว่า

ผู้ว่าฯ มาเปลี่ยนแปลงมัน บ่ให่มันมีอยู่ในขบวนแห่ เพราะว่า “มันลามก”

นักท่องเที่ยวมาเห็นกะสิว่า มัน ‘ทุเรศ’ ซึ่งเขา (ผู้ว่าราชการจังหวัด) กะอ้างตรงนี่ขึ่นมา..

เมื่อเห็นจุดที่สังเกตบางอย่างจากการหายไปของลิงเด้าในขบวนแห่ อาจารย์อดิศักดิ์จึงถามคำถามง่ายๆด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้นมาว่า “เฮาถืกกดทับขนาดนั้นเลยเหรอ??”

นี่จึงเป็นเหตุผลให้ อ.อดิศักดิ์ ได้นำลิงเด้า จากการลงพื้นที่มาสร้างเป็นชิ้นงานศิลปะและจัดแสดงไปทุกพื้นที่ ทั้งนิทรรศการอีสานสามัญ และได้มีโอกาสนำ ‘ลิงเด้า’ ไปจัดแสดงในประเทศต่างๆ เช่น ไต้หวัน และอินโดนีเซีย และปัจจุบันกำลังพัฒนาหอศิลป์ กทม. ซึ่งให้ล้อไปกับคำว่า กลางทุ่งมหาสารคาม เป็นหอศิลป์ กทม.กลางทุ่งมหาสารคาม ณ บ้านขี ต.เขวาใหญ่ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ซึ่งก็เป็นบ้านที่ติดกับทุ่งนาของอ.อดิศักดิ์เอง เพื่อให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองทางศิลปะ และการเมือง

บรรยากาศหมอแคนบัวตองบรรเลงขับกล่อม

ก่อนที่ค็อกเทลแก้วสุดท้าย จากบาร์เทนเดอร์คนถัดไป ผู้เป็นเจ้าของร้านหนังสือในสวนดอกไม้ ‘ฟิลาเดลเฟีย’ วิทยากร โสวัตร ในเสื้อยืดแขนยาวจะถูกนำเสนอในหัวข้อ “อีสานอีหยังวะ?” จึงได้มีการโหมโรงจากบุรุษนิรนามจากหนองบัวลุ่มภูที่ได้นำคลาริเน็ต ขึ้นมาขับกล่อมในท่วงทำนองแห่งสายมิ่งสายแนนแห่งชาติพันธุ์อย่าง ‘ลายสุดสะแนน’ เพื่อเป็นการโหมโรงแล้วจากนั้น วิทยากร โสวัตร จึงได้เริ่มร่ายมนต์ลงบนค็อกเทลแห่งเรื่องเล่า

ถูกบังคับให้พูดไทยแล้วห้ามเว่าลาว 

วิทยากร เสริมในเรื่องของภาษา ที่ อ.ชัชวาลย์พูดไปก่อนหน้านี้โดยยกตัวอย่างตนเองเป็นเป็นรูปธรรมของการถูกทำให้เป็นไทย

นี่เป็นครั้งแรก 

“เทือแรกที่ผมเว่า อธิบายความคิดเห็นเจ้าของที่สิพยายามเว่าเป็น ภาษาลาว เพราะที่ผ่านมานี้ผมเว่าลาวบ่ได้ ในความหมายที่ว่า เว่าได้อยู่ขั่นเว่านำกันทั่วไป แต่ว่าถ้าเป็นเวลาทุกครั้งทุกเทือเลย ผมต้องเว่าอธิบายความคิดเจ้าของในเชิงวิชาการ หรือในเชิงของความรู้สึกนึกคิดลึกซึ้งลงไปหนิ”

“ผมอธิบายเป็นลาวบ่ได้ เป็นภาษาลาวบ่ได้ เหตุผลกะคือว่า ผมถืกฝึก เกิดในยุคที่ถืกฝึก ซึ่งผมเข้าโรงเรียนปี 2526 เข่า ป.ขี่ไก่ปี 27 (2527) เข่า ป.1 ผมถืกฝึกให่เว่าไทยครับ” 

“เพราะว่า ถ้าไผบ่เว่าไทยในห้องเรียน สิมีความผิดและถืกทำโทษ บางโรงเรียนหนักกว่านั้น ปรับเงิน”

แต่ขั่นออกมานอกห้อง ครูกะเว่า นำผมเป็นภาษาลาว นึกออกบ่ครับ

นี่เลยเป็นเหตุผล เป็นรูปธรรมของการถืกกระทำของสยามที่เฮ๊ดกับผม มาข่มขืนทางจิตวิญญาณของผมอย่างใหญ่หลวง มันเลยเฮ๊ดให่เกิดคำถามและการต่อสู้อยู่ภายในว่า “มันเป็นหยังว่ะๆ ตลอดเวลา..”

หลังจากขยายความในหัวข้อดังกล่าว วิทยากร จึงได้เริ่มต้นดื่มด่ำไปในรายละเอียดของผืนดินที่ราบสูงที่ถูกกระทำมาโดยตลอด ตั้งแต่การที่รัฐสยามนำกองทัพเข้าปราบเจ้าอนุวงศ์ถึงเวียงจันทร์ ที่มีการฆ่าตัดคอและโยงลงของ ตั้งแต่ขบถผู้มีบุญบ้านสาผือปี 2444-2445 ที่ถูกปราบและตราหน้าให้เป็น ‘ผีบ้า ผีบุญ ผีบาป ผีบุญ’ ซึ่งปรากฏในโทรเลขระหว่างกรมสรรพสิทธิประสงค์ที่ติดต่อกับกรมดำรงราชานุภาพ ซึ่งเท่ากับมองขบถเหล่านี้ว่าเป็น อมนุษย์และสามารถฆ่าได้

พร้อมทั้งได้เล่าถึงเรื่องของการกำเนิดขึ้นของคำว่า อีสาน ในสมัยรัชกาลที่ 5 และสืบย้อนลงไปในเรื่องของ ประกาศห้ามมิให้เล่นแอ่วลาว เมื่อปี 2408 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่เป็นการสกัดกั้นศิลปวัฒนธรรมแบบลาวอย่างหมอลำหมอแคน ที่กำลังรุ่งเรืองให้ซบเซาลง และกว่าหมอลำหมอแคนจะฟื้นขึ้นมาได้ก็จำต้องรออีกถึง 64 ปีจึงมีการลำกลับมา และรอถึง 81 ปี ถึงมี

พร้อมทั้งการที่มีคณะหมอลำอย่าง สุนทราภิรมย์ ที่ทำให้วงการหมอลำกลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังยุคอภิวัฒน์สยามโดยคณะราษฎร โดยมีภิกษุชาวลาวที่มาจำวัดอยู่ปักธงชัย นครราชสีมา เป็นผู้เขียนคำประกาศให้กับวงสุนทราภิรมย์

‘จัดพิมพ์แล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2502 หัวหน้าคณะหมอลำสุนทราภิรมย์ ขอให้พระองค์หนึ่งเขียน ซึ่งผมอ่านบทนี้แล้วผมรู้สึกเหมือนอะไรรู้ไหม?’

“ผมฮู้สึกเหมือน Common Sence ของโทมัส เพน อยู่ในอเมริกาที่เขียนขึ้นในรัฐฟิลาเดลเฟีย เพื่อประกาศอิสรภาพต่ออังกฤษ..มันเป็นการ ก่อการ..” วิทยากร กล่าวด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง ก่อนจะอ่านประกาศดังกล่าวถึงมาให้ผู้ร่วมวงเล่าได้รับฟัง

“เมื่อได้มีประกาศฉบับนี้ออกมาแล้ว ด้วยความกลัวต่อพระราชอาญาจึงเป็นผลให้วงการลำแคน (หมอลำหมอแคน) ของเราสลบซบเซาไป (เพิ่นใส่คำว่า ของเราเลยนะ วิทยากร อธิบายเสริม) เพราะในเมืองหลวงไม่มีการเล่นกันอีกแล้ว จะมีบ้างก็เฉพาะแต่ตามหัวเมืองที่อยู่ห่างไกล เช่น ในภาคอีสาน  ทำให้วงการหมอลำของเราค่อยเสื่อมโทรมลงจำเดิมแต่นั้นมา

ถึงวรรคถัดไปเขาจึงเน้นน้ำเสียงเข้มขึ้นและดุดัน

“จนกระทั่งมาในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475 วิทยากร โสวัตร อธิบายเสริม) มีกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพขึ้นตามกฎหมาย วงการหมอลำของเราจึงค่อนฟื้นขึ้นมาอีก แต่เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น ยังไม่มีชีวิตชีวาเท่าใดนัก 

ถือเป็นความกล้าหาญของพระสงฆ์ที่กล้าเขียนสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แม้ว่าจะถูกมองเสมอว่าเป็นเพียงเครื่องมือและกลไกของรัฐในการครอบงำทางความคิด พร้อมทั้งโดนดูถูกจากฝ่ายที่บอกว่า “ก้าวหน้า’ หากแต่วิทยากร โสวัตร ในฐานะผู้เคยได้ถือครองเพศบรรพชิตเป็นเวลากว่า 8 พรรษา ก็ได้เสนอมุมมองว่า ภายในขบวนการสงฆ์นั้นก็มีการต่อสู้มาโดยตลอด ตั้งแต่การเข้ามาของนิกายธรรมยุติเมื่อครั้งขบถผู้มีบุญก็มีการสู้กันในวงการพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้โดยการ ปริวรรตคัมภีร์ใบลานจากตัวธรรมมาเป็นตัวไทย เพื่อให้รอดพ้นจากการสั่งเผาทำลายในช่วงที่มีเข้ามาของอำนาจจากส่วนกลางสยาม ซึ่งวรรณคดีหรือนิทาน ที่ถูกนำมาเรียกใหม่ว่าเป็น วรรณคดีพื้นบ้านอีสาน นั้นทั้งที่เนื้อแท้คือ วรรณคดีลาว ที่มีความยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับมหากาพย์และเทพนิยายกรีกได้ ก็อยู่รอดมาได้ด้วยการปริยัติโดยภิกษุสงฆ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่รอดพ้นมาเพราะน้ำมือพระสงฆ์ที่มีความก้าวหน้าในสมัยนั้น ซึ่งล้วนแต่มาจากความไม่ยอมจำนนอย่างเบ็ดเสร็จต่ออำนาจส่วนกลาง หากแต่เป็นสภาวะที่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดและรอคอยเวลา

วิทยากร ย้ำว่า ถ้าอยากรู้ว่า พระมีคิดเห็นยังไง ลองให้สิทธิ์พระเลือกตั้งสิ  ลองให้พระเลือกตั้งสิ และสิ่งๆหนึ่งที่ทำให้คนอีสานหรือลาวฝั่งขวายังอยู่รอดได้คือ ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณบางอย่าง แม้ว่าจะถูกกระทำเพียงใดก็ตาม แต่เราจะอยู่ให้ได้ ยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้

ก่อนที่ ถั่ว ในฐานะหนึ่งในทีมผู้จัดจะกล่าวความรู้สึกในฐานะผู้จัดงานและกล่าวสรุปเนื้อหาโดยรวม องค์ความรู้ที่ได้รับจากวิทยากรทั้งสามและข้อคำถามจากผู้ร่วมวงเล่า ‘เว่าลาว’

ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นภายในดินแดนที่เรียกว่าอีสาน นั้นไม่สามารถสรุปจบได้อย่างง่ายดายนัก นี่จึงเป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนที่สรุปย่อให้กับค็อกเทลแห่งเรื่องเล่า เพราะจริงๆ แล้วนี่เป็น Trailer ส่วนหนึ่งของซีรีส์ “เว่าลาว”  (กลางทุ่งมหาสารคาม) ที่จะมีการแยกย่อยในส่วนของรายละเอียดของเนื้อหาที่ได้จากการถอดเทปการเสวนาจากวิทยากรทั้ง 3 คน เพื่อความละเอียดในเนื้อหาและเป็นคุณูปการต่อแผ่นดินที่ถูกเขาเรียกว่า ‘อีสาน’ ในโอกาสต่อๆ ไป 

image_pdfimage_print