ถนนเล็กๆ ข้างวัดมัชฌิมวาสตั้งอยู่บนถนนหมากแข้ง อดีตเคยมีบ้านเช่านับสิบหลัง มีชีวิตของศิลปิน หมอลำ หางเครื่องอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความหวังและความฝันของเหล่าหมอลำที่จากบ้านมาหางานแสดงในตัวเมือง จังหวัดอุดรธานี แต่ปัจจุบันเหลือบ้านที่ทำอาชีพหมอลำเพียงไม่กี่หลัง

“ลานกว้างๆ ตรงนั้นก็เป็นบ้านหมอลำหมดเลย ตอนเด็กๆ เคยไปเล่นตรงนั้น พอมันเริ่มหายไปก็รู้สึกว่า มันจะหมดยุคของหมอลำแล้วหรือเปล่า สมมติถ้าหมอลำมันหายไปจริงๆ คนที่ทำอาชีพหมอลำเขาจะทำอะไร กลับไปทำนา เลี้ยงควาย แล้วจะเอาอะไรเป็นทุนทำอาชีพนี้ต่อ” 

ชลธิชา ดาบุตร เป็นหมอลำเพียงไม่กี่คนที่ยังอยู่อาศัยอยู่ในซอยนี้

ชลธิชายังเล่าต่อว่า ช่วงโควิด เจ้าภาพไม่มีเงินมาจ้างหมอลำ หมอลำก็ตกงานเหมือนคนทำงานโรงงาน ไม่มีเงินเดือนจึงทยอยกันออกไป บางคนกลับบ้าน ไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย

ขณะเดียวกันความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็ทำให้การว่างจ้างหมอลำปรับตัวไปด้วย 

เทวี บุตรตั้ว ฉายาหมอลำเทวี ฟ้าฮ่วน วัย 75 ปี นายกสมาคมศิลปินหมอลำ จ.อุดรธานี เล่าว่า ก่อนหน้านี้การประสานงานกับหมอลำต้องมาเจอกันต่อหน้า เพื่อทำสัญญากัน ต่างจากตอนนี้ที่เพียงยกหูเป็นอันรู้เรื่อง

“ตอนนี้ไม่ต้องจำเป็นต้องเดินทางมาเจอกันก็ได้ แค่ยกหูโทรศัพท์ ออนไลน์คุยกัน ส่งสัญญาทางมือถือก็ได้”

เทวี บุตรตั้ว หรือ หมอลำเทวี ฟ้าฮ่วน นายกสมาคมศิลปินหมอลำ จ.อุดรธานี และสำนักงานหมอลำที่อยู่ข้างวัดมัชฌิมวาส

ยุคสมัยเปลี่ยนหมอลำต้องปรับตัว

นอกจากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงทำให้หมอลำต้องปรับตัว ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ทำให้หมอลำต้องงดงานรื่นเริง โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในภาวะของความเศร้าโศกร่วมกับมหาชน 

เหตุการณ์รัชกาลที่ 9 สวรรคต ทำให้งานบันเทิงต้องหยุดลง รัฐบาลขอให้งดการจัดงานรื่นเริงทุกอย่าง เสียงพิณแคนจึงกลายเป็นความเงียบ กลอนลำไม่มีการขับร้อง ชุดหมอลำระยิบระยับกลับเป็นประกายอันแน่นิ่ง ทั้งที่มีหมายงานขึงไว้เต็มกระดาน

“บางคนก็สิบงานยี่สิบงาน ว่าจ้างกับเจ้าภาพไว้แล้ว ทำสัญญา มีมัดจำ พองานจัดไม่ได้ เจ้าภาพก็มาขอเงินมัดจำคืน คนรับงานก็ต้องหาคืนให้เจ้าภาพ”

กลอนลำของหมอลำเทวี ฟ้าฮ่วน ที่บันทึกไว้ด้วยลายมือเมื่อครั้งยังมีงานแสดง

เธอเล่าอีกว่า แม้ต่อมารัฐบาลเปิดให้มีมหรสพได้ หมอลำเริ่มมีงานอยู่ประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งหมายถึงรายรับเริ่มกลับมา แต่เงินที่ไปหยิบยืมมาเพื่อคืนเจ้าภาพมีมากกว่า ยอดเงินคงเหลือในบัญชีจึงเป็นสีแดงแทนที่จะเป็นสีเขียว

“คนที่มีงานเยอะก็ต้องใช้คืนเจ้าภาพเยอะ บางงานก็มัดจำห้าพัน บางงานก็มัดจำหมื่นหนึ่ง เราต้องคืนเขาหมดทุกบาท”

สถานการณ์หนี้สินเริ่มดีขึ้น แต่เมื่อโรคโควิด-19 ถาโถม ทำให้งานบันเทิงซึ่งต้องให้คนมารวมตัวถูกยกเลิกอีกครั้ง ถือเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่ไม่รู้จักจบสิ้น 

“หมอลำที่มาอยู่ในชุมชนนี้ก็ไม่ใช่บ้านตัวเองสักคน เพราะทุกคนมีถิ่นฐานของตัวเอง อยู่ต่างอำเภอ แต่มาอยู่ตรงนี้ มาเป็นศูนย์รวมหมอลำ เพราะเจ้าภาพหาง่าย จะเลือกใครก็มาเลือกตรงนี้เลย แต่เมื่อไม่มีงาน บ้านที่เช่าอยู่ก็ไม่รู้จะเช่าต่อทำไมแล้ว เพราะไม่มีงาน ไม่ได้แสดง ไม่มีเงิน ก็ต้องกลับไปบ้านใครบ้านมัน พอมีงานแสดงค่อยโทรเรียกเป็นครั้งๆ ไป” เธอเล่าด้วยความเจ็บปวดที่เห็นชุมชนหมอลำแทบล่มสลาย 

ขณะเดียวกัน มรสุมโควิดยังทำให้เจ้าของบ้านเช่าต้องประกาศขาย หรือให้เช่าที่ดินเพื่อความอยู่รอด ชุมชนหมอลำจึงเหลือเพียงเท่าที่เห็น

หมอลำยังไม่สูญหาย

แม้อาชีพหมอลำจะขาดรายได้ งานแสดงน้อยลง แต่เทวี ฟ้าฮ่วน ยังคงบันทึกตำนานศิลป์อีสานผ่านการสร้างหมอลำสายเลือดใหม่ขึ้นมา

“ยังมีคนมาฝึกเรียนหมอลำอยู่ เพียงแต่ไม่ได้เช่าที่ตรงนี้แล้ว ครูหมอลำคนอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน ต่างคนต่างมีลูกศิษย์ของตัวเอง ไม่สูญหายแน่นอน แต่จะยังอยู่ตรงนี้หรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“แต่ก่อนหมอลำในซอยนี้เดินพลุกพล่านเหมือนตลาดเลย ห้องเช่าห้องหนึ่งมีคนอาศัยอยู่เป็น 5-10 คน บางคนบ้านอยู่ต่างอำเภอก็เข้ามาก็มารอรับงาน ค่ำก็กลับบ้าน สมัยก่อนเยอะอีหลี เป็นที่ทำมาหากิน แหล่งสถานที่รับงานหมอลำของจังหวัดอุดร จ้างหมอลำต้องมาคุ้มหมอลำข้างวัดมัชฌิมวาส บางคนก็เรียกซอยหมอลำ บางคนก็เรียกคุ้มหมอลำ แต่ที่แน่ๆ คือ อยู่ข้างวัดมัชฌิมวาส” 

ไม่ไกลจากบ้านหมอลำเทวีนัก มีป้ายหน้าบ้านว่า “อุดรมิตรนิยม” โดยมีหมอลำ พวงผกา ดารากร วัย 37 ปี และคณะที่ยังอยู่ในชุมชนนี้ เธอเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชน พร้อมกับถอนหายใจในสิ่งที่กำลังเลือนลาง

“เจ้าของที่เคยให้เช่าเริ่มทำหอพัก บางคนก็ขายไป เมื่อมีเจ้าของใหม่มาเขาก็รื้อบ้านหลังเก่าออกไป เพราะมีโครงการจะทำหอพัก ใกล้สถานศึกษา ใกล้แหล่งชุมชน เมื่อก่อนเคยมีเจ้าภาพเดินมาเลือกหมอลำ แต่ตอนนี้เขาจ้างกันทางออนไลน์หมดแล้ว”

หมอลำพวงผกา ดารากร เจ้าของคณะหมอลำอุดรมิตรนิยม ด้านหลัง คือ ไวท์บอร์ดตารางงาน

จ้างถูกจ้างแพงก็ต้องไป

พวงผกา ดารากร บอกอีกว่า แม้จะมีสำนักงานไว้ต้อนรับลูกค้า แต่การจ้างผ่านสื่อโซเชียลถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะหลังเกิดโรคระบาด นอกจากงานจ้างที่ทำได้ง่ายแล้ว การตัดสินใจรับงานก็มีเงื่อนไขลดลงด้วย 

“จะถูกหรือแพงก็ต้องไป เพราะเราต้องการงาน เรามีงานลูกน้องก็มีงาน

“เราทำอาชีพเดียวกันทั้งครอบครัว ลำบากก็ลำบากด้วยกัน มีงานก็ไปด้วยกัน ตอนนี้เริ่มดีขึ้น มีงานมีเงินพอที่จะไปใช้หนี้ได้บ้าง เงินเยียวยาจากรัฐบาลที่ให้กับศิลปินมันไม่เหมือนเราไปหาเงินเอง จริงๆ เราอยากทำงานหาเงินเองมากกว่า เพราะเงินเยียวยาที่ได้มามันไม่พออยู่แล้ว”

เสียงจากคนที่อยู่กับชุมชนหมอลำ

สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับทุกชุมชน คือ ร้านค้า ในชุมชนหมอลำมีร้านขายของชำอยู่ที่นี่ อรยา วาทีประเทือง วัย 70 ปี เปิดกิจการเล็กๆ นี้มาตั้งแต่ปี 2510 นับถึงนาทีของปัจจุบันกินระยะเวลากว่า 55 ปีแล้ว

แรกเริ่มที่อรยามาอยู่ที่นี่มีหมอลำเพียง 1-2 เจ้า เจ้าภาพที่มาจ้างก็เยอะ บ้านหมอลำหลังหนึ่งถ้าจะมาอยู่ได้ต้องเซ้งต่อกัน 40,000-50,000 บาท แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีภาพนั้นให้เห็นแล้ว

“หมอลำไม่อยู่แล้วก็เงียบ เดิมทีขายได้วันละเป็นพัน เดี๋ยวนี้ขายได้ไม่กี่ร้อย บางวันก็ไม่ได้ขาย เมื่อก่อนมีหมอลำ เวลาเจ้าภาพมาเลือกหมอลำเขาก็มาซื้อของร้านเรา ทุกวันนี้ไม่มีเจ้าภาพเข้ามา เขาไปจ้างกันในออนไลน์หมดแล้ว ทำให้เราขาดรายได้ไปด้วย

“หายไปตั้งแต่โควิด ไม่มีงาน ไม่มีใครมาจ้าง หายหน้ากันไปตั้งแต่ตอนนั้น” เธอเล่าด้วยใบหน้าเรียบเฉย 

อรยา วาทีประเทือง และร้านขายของชำในซอยหมอลำ จ.อุดรธานี

ศึกษาซอยหมอลำก่อนโรยรา

ระหว่างรอยต่อของยุครุ่งเรืองและยุคเสื่อมถอย ผศ.ดร.มนูศักดิ์ เรืองเดช อาจารย์สอนสาขาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นักวิชาการที่เคยทำวิทยานิพนธ์เมื่อปี 2552 หัวข้อ การแสดงหมอลำ กรณีศึกษาชุมชนหมอลำข้างวัดมัชฌิมาวาส กับบริบททางสังคม จ.อุดรธานี บอกว่า ซอยหมอลำข้างวัดมัชฌิมาวาสจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีพัฒนาการ มีความหลากหลาย และมีชีวิตของศิลปินที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ตรงนี้

ผศ.ดร.มนูศักดิ์ เรืองเดช ผู้ทำวิทยานิพนธ์การแสดงหมอลำ กรณีศึกษาชุมชนหมอลำข้างวัดมัชฌิมวาสกับบริบททางสังคม จ.อุดรธานี

ข้อมูลส่วนหนึ่งจากวิทยานิพนธ์ระบุว่า เมื่อก่อนชุมชนหมอลำ คุ้มหมอลำ หรือซอยหมอลำข้างวัดมัชฌิมวาส จ.อุดรธานี เริ่มต้นขึ้นเพราะปัญหาการคมนาคมที่ไม่สะดวกสบาย เทศบาลจึงตัดถนนเส้นหนึ่งข้างวัดมัชฌิมวาส แล้วมีหมอลำชื่อ ก้อนทอง โคตรประทุม มาเปิดร้านตัดผมโดยชื่อร้านว่า “ก้อนทอง บาร์เบอร์” ร้านตัดผมแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของวงสนทนาว่าด้วยหมอลำ จากคนสู่คน จากปากต่อปาก ที่สุดก็เริ่มมีคนติดต่องานแสดงหมอลำ

บ้านหมอลำที่ปัจจุบันไม่มีหมอลำอยู่แล้ว เหลือเพียงป้ายด้านหน้าประตูที่ยังคงหลงเหลือให้เห็น

ต่อมาหมอลำเริ่มมีการจับจองพื้นที่ห้องแถว มีการเซ้งเหมือนตลาด แต่เป็นบริบทของตลาดหมอลำ มีการสลับสับเปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่ลำกลอน ลำกลอนซิ่ง และหมอลำเรื่องต่อกลอน มีพัฒนาการด้านการแสดงอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ถึง 70 คณะหมอลำ

“ถามว่าการรวมตัวกันกับการกระจายกันอยู่อย่างไหนดีกว่ากัน ผมคิดว่าการรวมตัวดีกว่า นอกจากอุดรธานีแล้ว มหาสารคามก็มีอยู่แถว บขส. แสดงว่า มหรสพของภาคอีสานนั้นมีความเฟื่องฟู มีวิถีชีวิต มีการเป็นอยู่ มีพ่อครู แม่ครู ที่สอนคนรุ่นใหม่ที่สนใจอยู่ข้างวัดมัชฌิมวาส แต่เดี๋ยวนี้น้อยลงแล้ว

“ชุมชนหมอลำฯ กำลังหายไป เหลือไม่กี่คนที่อยู่ พื้นที่ตรงนี้ก็กำลังถูกพัฒนา มันก็คงเหลือแต่ร่องรอยประวัติศาสตร์” ผศ.ดร.มนูศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะขึ้นแสดงหมอลำบนเวทีงานทุ่งศรีเมือง

หมายเหตุ : ผลงานชิ้นนี้อยู่ในโครงการ Journalism that Builds Bridges (JBB) สนับสนุนโดย สถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถานทูตฟินแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ UNDP และ UNESCO

image_pdfimage_print