วรรณกรรมที่ชวนตั้งคำถามถึง “ความเหลื่อมล้ำ” ของคน บ้างก็มีทุกอย่างที่ล้นฟ้าสามารถทำได้ทุกอย่าง ในขณะเดียวกันขอแค่มีลมหายใจที่พอจะมีชีวิตให้รอดไปได้ในแต่ละวันก็เพียงพอแล้ว การกดขี่ที่ลืมความเป็นคน เพราะแค่ต่างกันเพียงฐานะ

“ฟ้าบ่กั้น” ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2501 ใช้วิธีในการเล่าผ่านเรื่องสั้นจำนวน 17 ตอน วรรณกรรมอยู่ในช่วงการปกครองของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังทำการรัฐประหารต่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในเหตุการณ์เลือกตั้งเมื่อปี 2500 

ความเหลื่อมล้ำที่ยังคงปรากฎให้เห็นในปัจจุบันของพื้นถิ่นแดนอีสาน ความเปลี่ยนแปลงจากการเล่าผ่านตัวหนังสือด้วยไวยากรณ์ที่ธรรมดา ได้รับการผันเปลี่ยนเป็นการพูดและแสดงออกมาผ่านงานละครเวที

“60 ปี มาแล้ว แต่ทำไมคนอีสานยังเป็นเหมือนเดิม” คำพูดจาก ศิริศักดิ์ มาหา ผู้ที่ริเริ่มและเป็นนักแสดงหลักร่วม ได้นำวรรณกรรมชิ้นเอกของ ลาว คำหอม มารังสรรค์ใหม่อีกครั้ง

เก้าอี้ไม้ที่ใช้ในการดำเนินเรื่อง

องค์รวมของชุดการแสดงทั้ง 3 เรื่อง

บรรยากาศก่อนการแสดง ภายในโรงละครมีเก้าอี้ไม้วางไว้เป็นระเบียบ คอกไก่แขวนอยู่ด้านบน ผนวกเข้ากับพื้นที่ปูด้วยผ้าสีส้มปนแดง และไฟสีส้มที่สาดลงมา เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยผู้ที่เข้ามาชมจัดระเบียบของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย ไฟที่เคยส่องลงมาเริ่มหรี่ลงจนมืดสนิท มนต์สะกดจากนักแสดงก็ได้เริ่มต้นขึ้น

เสียงแคนเพลงลาวแพนดังกึกก้องเลาะล่องไปกับเสียงตะโกน “ความอดอยาก ความแห้งแล้ง ความจน” อารัมภบทแรกเริ่มของนักแสดงนำ ศิริศักดิ์ มาหา และ วัชระพล ศรีเศรษฐการ พูดวกวนสลับกัน พร้อมแสงไฟโทนร้อนที่สาดใส่ลงมา สร้างอารมณ์แรกเริ่มให้แก่ผู้ชมได้รับรู้ถึงความเป็นอีสานที่แห้งแล้งและอดอยาก 

ชุดการแสดงเรื่อง “เขียดขาคำ” ได้เริ่มต้นขึ้น เรื่องราวพ่อและลูกที่กำลังหาอาหารเพื่อประทังชีวิตในวันที่แดดร้อนระอุจากแสงของไฟและการทำท่าทางของนักแสดงที่สื่อให้ผู้ชมรู้สึกถึงได้ 

ชุดการแสดงแรก “เขียดขาคำ” วัชรพล (ซ้าย) ศิริศักดิ์ (ขวา)

ขณะที่ลูกชายกำลังคลำหาเขียดในโพรงดินก่อนจะถูกงูกัดเข้าที่มือ ในช่วงเวลาเดียวกันพ่อต้องไปรับเงินสงเคราะห์จากรัฐบาลในจำนวน 200 บาท ในกรณีที่ครอบครัวมีลูกเกิน 5 คน 

แต่ด้วยความกลัว ทั้งเพราะคำพูดจากปากของชาวบ้าน ทั้งความอลหม่านที่เกิดขึ้นอยู่ภายในหัว ลูกก็เป็นห่วง คุกก็กลัวติด จึงจำเป็นที่จะต้องไปรับเงินหลักร้อยที่มีค่ามากกว่าชีวิตของคน

“โชคดีนะ ถ้าช้ากว่านี้เจ้าสิชวดเงิน 200 บาท” คำพูดจากชาวบ้านที่กล่าวกับพ่อว่าเป็นเรื่องที่โชคดี แต่สำหรับพ่อนั่นเป็นความโชคร้ายเกินจะบรรยาย เข่าที่ทรุดลงพร้อมเสียงร้องโฮจากคนเป็นพ่อที่ต้องเสียลูกไปแม้แต่เงินก็ซื้อชีวิตกลับมาไม่ได้ และชุดการแสดงแรกได้จบลงไปอย่างเศร้าสลด

ก่อนเข้าชุดการแสดงต่อไป มีการรำคลอไปกับตะโพนพร้อมกับเสียงปรบมือจากผู้ชมที่ร่วมสนุกในยามนี้ เป็นการปรับอารมณ์ของผู้ที่แสดงและผู้ชม

ชุดการแสดง “ชาวไร่เบี้ย” เรื่องราวของ “เฒ่ามี” ที่ต้องทำการแลกความเป็นความตายระหว่างความมั่งมีและชีวิตของครอบครัว ที่เกิดล้มป่วยหนักผนวกกับไม่มีเงินพาไปรักษา จึงต้องไปกู้หนี้นอกระบบพร้อมดอกเบี้ยที่บานปลายจนเอาตัวเองไม่รอด 

เฒ่ามีจึงเดินทางไปหาเศรษฐี พร้อมกู้เงินจำนวน 500 บาท โดยเดิมพันว่าจะสร้างพืชผลจากที่ดินที่มีให้เป็นการตอบแทน 

การดำเนินเรื่องมาถึงจุดที่เฒ่ามีไม่สามารถสร้างพืชผลตอบแทนตามที่พูดไว้ได้ จากปัญหาของความแห้งแล้ง ทำให้เศรษฐีใช้กลหลอกให้เฒ่ามีเซ็นขายโฉนดที่ดินให้ ด้วยความไร้เดียงสาจึงเซ็นลงไปโดยไร้ความรู้สึกนึกคิด

เรื่องราวจบลงด้วยเฒ่ามีไม่สามารถตามจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยบานได้สำเร็จจากพายุที่มาทำลายพืชผลจนเกิดความพินาศ ทำให้ถูกยึดที่ดินไปทั้งหมด 

ในชุดการแสดงนี้มีการดำเนินเรื่องด้วยเก้าอี้แทนความมั่งมีในชีวิต และเป็นเชิงสัญลักษณ์ของความไม่เท่าเทียมระหว่างคนรวยและคนจน

ภาพจากชุดการแสดง “ชาวไร่เบี้ย”

ชุดการแสดงสุดท้าย “สวรรยา” เรื่องคมคายที่แฝงความตลกขบขันในภาคสวรรค์และภาคพื้นดิน การเล่าผ่านด้วยชีวิตของแมลง กำแพงความต่างทางอายุที่ไม่ได้ตระหนักถึงการรับฟังอย่างแท้จริง

ชีวิตของหนอนดักแด้ที่คอยแย่งความเป็นใหญ่ด้วยการถือตนนั้นเป็นเป็นผู้อาวุโสกว่า คอยกดทับกันเองด้วยการที่คิดว่าไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว 

เรื่องดำเนินถึงการมาของผีเสื้อที่อ้างว่าตนนั้นเป็นพระอินทร์ พร้อมกับบอกถึงกลุ่มหนอนดักแด้นี้ว่า “พวกเจ้าเป็นผู้ที่สูงส่ง ถึงได้เจอข้า ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ก็แล้วแต่ที่พวกเจ้าจะคิด” 

การกล่าวถึงของผีเสื้อในครั้งนี้ ทำให้หนอนดักแดต่างดีใจและคอยทำตามคำสั่งกับผีเสื้ออยู่ตลอด ก่อนที่จะโดนหลอกให้ไปดมแก๊สในสวนที่มีการฉีดยาฆ่าแมลง ก่อนที่การแสดงทั้งหมดจะจบลงด้วยควันที่ฟุ้งกระจายไปทั่วโรง  

ในชุดการแสดงสุดท้ายจะเป็นเรื่องราวที่ผ่อนคลายและสนุก ผนวกเข้ากับความจินตนาการพร้อมกับสร้างคำถามต่อผู้ชมกลับไปว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่กั้นนั้นเป็นฟ้าหรือเป็นความหยิ่งยโสที่เกิดจากคนกันแน่ 

จุดที่น่าสนใจในชุดการแสดงนี้ คือ มีการนำบันไดเพิ่มมาเป็นตัวแทนของอำนาจที่อยู่เหนือกว่า คอยแสดงพลังอำนาจต่อกัน พร้อมกับวลีประจำเรื่อง “ข้าเป็นผู้อาวุโสกว่า” 

วิธีการเล่าเรื่องจะใช้ผ้าคลุมหัวเป็นตัวแทนของหนอนดักแด้ ในส่วนของผ้าคลุมตัวของตัวละครที่อยู่ข้างบนเป็นตัวแทนปีกของผีเสื้อ

ชุดการแสดง “สวรรยา”

ระหว่างการแสดงชุดนี้ตัวละครจะเล่นคลอไปกับคนดู หรือเรียกว่า การทลายกำแพงที่ 4 (Break The Fourth Wall) มีทั้งรูปแบบการคุยเล่น รวมไปถึงให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมกับการแสดงในครั้งนี้

การ Break The Fourth Wall หรือ การทลายกำแพงที่ 4 เป็นการหันมาพูดคุย อธิบาย หรือหยอดมุขตลกกับผู้ชมด้วยเทคนิค โดยพบเห็นได้จากวงการละคร ภาพยนตร์ และเกม เป็นต้น 

ภาพบรรยากาศโดยรวมละครเวที “ฟ้าบ่กั้น” 

จากงานเขียนสู่งานแสดง

การนำ 3 เรื่องนี้มาใช้ มีความเป็นอีสานมากที่สุด เพื่อบ่งบอกของการกดขี่ที่มีต่อกัน และยังพบเห็นได้ในปัจจุบัน การนำงานเขียนมาแปรรูปให้กลายเป็นงานละคร ความสวยงามที่แฝงความจริงเป็นนัย

“เราสนใจเรื่องของความเป็นอีสาน เลยคิดว่าจะเอาอะไรมาสร้างสรรค์ได้บ้าง จนกระทั่งไปเจอวรรณกรรมฟ้าบ่กั้น ซึ่งมันล้อเลียนกับการเมืองด้วย คนอีสานยังคงโดนกดทับ มัน 60 ปี มาแล้ว แต่ทำไมคนอีสานยังเป็นเหมือนเดิม

“เราอยากให้คนที่อ่านวรรณกรรมได้เห็นมิติอื่นจากงานละคร ถึงแม้จะเอาเนื้อเรื่องจากวรรณกรรมมาทำ แต่เราก็สามารถนำเสนอในมิติอื่นๆ ได้

“อยากให้ผู้ชมได้เห็นปัญหาที่มีมาตั้งนานแล้ว ซึ่งตอนนี้ยังคงมีอยู่ และตัวเราไม่ควรที่จะนิ่งเฉย ถึงเราจะมีชีวิตที่ดี ไม่ถูกเบียดเบียน แต่เขาไม่ได้มีแบบเรา ทุกคนทั้งเราและเขาควรที่จะได้รับทุกอย่างเท่าเทียมกัน” ศิริศักดิ์ มาหา กล่าว

แสง เสียง เครื่องดนตรี น้อยชิ้นที่ทรงพลัง

ระหว่างการแสดงแสงไฟและเครื่องดนตรีจะคล้อยตามและดึงไปด้วยกันอยู่เสมอ ตั้งแต่ต้นจนจบ เครื่องดนตรีที่นำมาใช้ในการดำเนินเรื่องประกอบด้วย แคน ปี่ภูไท กะลอ และตะโพน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานทั้งหมด 

“เครื่องดนตรีโดยรวมที่ใช้ในการดำเนินเรื่อง ได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่องลูกอีสาน กะลอเป็นตัวแทนของการใช้ประกาศจากผู้ใหญ่บ้าน ใช้ในเวลาเคาะประชุมหรือเหตุฉุกเฉิน ส่วนของปี่ภูไท ให้เป็นตัวแทนของความโศกเศร้า ความแห้งแล้ง ส่วนแคนเป็นตัวสื่อสารของความเป็นลาว และกลอง (ตะโพน) มาใช้เพื่อบ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นวงดนตรีพื้นบ้านดั้งเดิม” วิชยุทธ ภิรมย์ไกรภักดิ์ นักดนตรีประจำการแสดง กล่าวถึงการนำเครื่องดนตรีทั้ง 5 ชิ้นมาใช้ในการดำเนินเรื่อง  

นภัสสร คำกันหา หัวหน้าฝ่ายแสงและเสียง ได้กล่าวถึงการใช้แสงไฟสำหรับโชว์เอาไว้ว่า “เราหาแสงที่สามารถส่งความรู้สึกไปที่ผู้ชมให้เข้าใจและตีความได้ง่าย เช่น ในช่วงของความกดดันแสงจะเป็นสีแดงหรือสีฟ้า”  

แสงไฟที่แสดงอารมณ์ความตึงเครียดของตัวละคร อย่างตรงไปตรงมา ในชุดการแสดง ชาวไร่เบี้ย
แสงไฟที่แสดงถึงความโกลาหลและการพังทลาย ในชุดการแสดง ชาวไร่เบี้ย
แสงไฟที่แสดงถึงเศร้าโศกและไร้หนทาง ในชุดการแสดง ชาวไร่เบี้ย

3 หญิงสมทบ จุดเติมเต็มของเรื่อง

ในการแสดงได้มีการเพิ่มนักแสดงหญิงสมทบทั้ง 3 คน ณหทัย บุญเหมาะ, อรวรรณ ฤิทธิ์ฤาชัย  และ ณัฎฐลินีย์ บาดาล กลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้เข้ามามีส่วนช่วยเติมเต็มอยู่ตลอดทั้งเรื่อง โดยรับแสดงเป็นตัวแทนของ ชาวบ้าน ธรรมชาติ ความรู้สึกนึกคิด และความกดดัน นอกเหนือจากนั้นยังรับบทเป็นผู้อธิบายถึงเหตุการณ์ในแต่ละฉาก

ทั้ง 3 คน ได้กล่าวถึงภาพรวมกับการแสดงนี้ไว้ว่า “ในตอนแรกรู้สึกแอบยากและนึกไม่ออก แต่ก็พยายามคิดว่าตัวเองเป็นตัวแทนของชาวบ้าน ลม ดิน หรือเป็นพายุที่พัดเข้ามา ที่ทำให้ดินแห้งแล้ง  พืชและผักตาย คอยเล่นคลอไปตามจังหวะของกลอง (ตะโพน) รวมไปถึงการปรับอารมณ์ในแต่ละช่วงเพื่อให้รู้ว่าเรานั้นเป็นอะไรอยู่” 

ณหทัย (ซ้าย) อรวรรณ (กลาง) และณัฎฐลินีย์ (ขวา)
การแสดงถึงตัวแทนของความรู้สึกกดดัน ในชุดการแสดง เขียดขาคำ

“เก้าอี้” ตัวแทนของการแบ่งชนชั้น การกดขี่ ความเหลื่อมล้ำ และอำนาจ

ตลอดการแสดงนอกจากแสงไฟ และเครื่องดนตรีพื้นบ้านแล้ว มีการใช้เก้าอี้เป็นองค์ประกอบหลักในการดำเนินเรื่องทั้งหมด  ที่แสดงถึงตัวแทนของความเหลื่อมล้ำและการแบ่งชนชั้น

“เริ่มแรกเราใช้บล็อกสี่เหลี่ยมก่อน พอมาถึงจุดที่เราจะต้องเอาอะไรมาใช้แทนบล็อก ก็เลยนึกถึงเก้าอี้ เพราะว่า เก้าอี้เป็นตัวแทนของการแสดงตำแหน่งทางอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ” 

“ที่เราเลือกนำเสนอในรูปแบบนี้ เพราะมันสะดวกและสามารถนำไปแสดงที่อื่นได้ เวลาอยากจัดโชว์ภายนอกก็สามารถขนของแล้วแสดงได้เลย” วัชระพล ศรีเศรษฐการ ได้กล่าวถึงเหตุผลของการนำวรรณกรรมมาประยุกต์เป็นงานละครเวทีรูปแบบ Performance Art และใช้เก้าอี้เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง 

Performance Art หรือ ศิลปะการแสดงสด เป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 – 1970 และเริ่มเกิดความนิยมมากขึ้นสำหรับกลุ่มนักกิจกรรมทางศิลปะ ที่นำเสนอต่อหน้าผู้ชมรูปแบบแสดงสด 

การแบ่งชนชั้นวิธีการเล่าผ่านด้วยเก้าอี้

ลาว ≠ อีสาน 

ภาษาหลักที่ใช้ในการสนทนาตลอดการแสดงคือภาษาลาว มาดำเนินเรื่องทั้งหมด มีบางส่วนที่ใช้เป็นภาษากลาง เช่น เราคือราษฎร หรือ ข้าเป็นผู้อาวุโสกว่า 

“ผมมองว่าผมเป็นคนลาว ไม่ได้เป็นคนอีสานอย่างที่คนไทยได้บอกกันเอาไว้ ผมไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นคนไทย เพราะมันไม่มีคำว่า ชาติพันธุ์ไทย

“เรารักความเป็นลาว เราไม่ใช่คนไทย เราต้องรักชาติพันธุ์ของตัวเองให้มากๆ เพราะว่าหลายชาติพันธุ์ได้ถูกกลืนทางวัฒนธรรมไปแล้ว และสุดท้าย อย่าได้ลืมญาติพี่น้องของตัวเอง ไปยกย่องว่าผู้อื่นดีกว่า” 

วิชยุทธ ภิรมย์ไกรภักดิ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ถึงเหตุผลของการนำภาษาลาวหรืออีสานมาใช้เป็นภาษาหลักในการดำเนินละครเวทีเรื่อง “ฟ้าบ่กั้น” 

อีสาน หรือ มณฑลอิสาน เป็นคำใหม่ที่ราชสำนักกรุงเทพฯ สร้างขึ้นและเริ่มนำมาใช้เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2442 สมัยการปกครองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จากนโยบายรวมศูนย์อำนาจ เป็นการรวมหัวเมืองทั้งห้า คือ อุบลราชธานี จำปาศักดิ์ ขุขันธ์ สุรินทร์ และร้อยเอ็ด โดยมีเมืององอุบลฯ เป็นศูนย์บัญชาการ ก่อนที่คำว่าอีสานจะมีนิยามที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นหลังปี 2475 เป็นต้นมา

วรรณกรรม “ฟ้าบ่กั้น” งานเขียนของ คำสิงห์ ศรีนอก หรือ ลาว คำหอม ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาในรูปแบบละครเวที Performance Art จากนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการแสดง มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยนำเสนอผ่าน 3 ชุดการแสดง ได้แก่ เขียดขาคำ ชาวไร่เบี้ย และสวรรยา เปิดการแสดงเมื่อวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2566 และเปิดรอบเพิ่มในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากกระแสการตอบรับที่ดีเกินคาด

image_pdfimage_print