บทความที่แล้วพูดถึงสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคชาติพัฒนา หรือพรรคชาติพัฒนากล้าไปแล้ว (คลิกอ่าน) บทความนี้ ผู้เขียนจะฉายภาพให้ผู้อ่านได้เห็นถึงสถานการณ์ของพรรคไทยสร้างไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่การเลือกตั้งจะมาถึงในเดือนพฤษภาคม 2566 นี้

พรรคไทยสร้างไทยกับความพยายามแบ่งคะแนนในอีสาน

พรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กำลังทำคะแนนในอีสาน การเลือกตั้งครั้งก่อน คุณหญิงอยู่กับพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางลงมาเสียงหลายครั้งมากในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งได้รับความนิยมจากชาวบ้านโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เมื่อแยกตัวเองออกมาจากพรรคเพื่อไทยและมาตั้งพรรคใหม่ สิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยให้ความสำคัญคือ นโยบายการให้เงินบำนาญเดือนละ 3,000 บาท และการดูแลผู้สูงอายุเป็นหลัก เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค นอกจากนี้ ตัวพรรคเองยังมีการดึงตัวนักการเมืองท้องถิ่นและผู้สมัคร ส.ส. ที่สอบตกเข้าร่วมพรรคในการลงเลือกตั้งรอบนี้ อย่างไรก็ตาม กระแสพรรคในพื้นที่โดยเฉพาะตัวหัวหน้าพรรคยังไม่แข็งพอเมื่อเทียบกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทยที่มีเครือข่ายในท้องถิ่นอย่างมาก ดังนั้น พรรคไทยสร้างไทยมีโอกาสที่จะแบ่งคะแนนจากปาร์ตี้ลิสต์ไปได้บางส่วนเท่านั้น

พรรคพลังประชารัฐกับการรักษาเก้าอี้ในอีสาน

พลังประชาชารัฐ ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านได้ ส.ส. เขตในภาคอีสานมาเป็นอันดับ 3 การทำงานของพรรคที่ได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้น แม้ที่ผ่านมาไม่สามารถดำเนินนโยบายที่หาเสียงกับประชาชนได้สำเร็จก็ตาม แต่ตัวหัวหน้าพรรค พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ลงมาสร้างฐานเสียงผ่านโครงการของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางมาแจกโฉนดที่ดินให้กับชาวบ้านที่จังหวัดเลย มหาสารคาม นครพนม และขอนแก่น เป็นต้น

นอกจาก พล.อ.ประวิตร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้เดินทางมาตรวจงานน้ำท่วมต่างๆ ในหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสาน ได้แก่มุกดาหาร ขอนแก่น นครราชสีมา ใน พ.ศ.2564 และอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ในช่วง พ.ศ.2565 เป็นต้น พร้อมกับเสนอนโยบายและโครงการการจัดการน้ำขนาดใหญ่ให้ประชาชนได้รับทราบ ในส่วน 2 จังหวัดหลังนั้นได้เกิดเหตุน้ำท่วมปลายปี พ.ศ. 2565 ห้วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ กกต. มีการประกาศเกี่ยวกับการเลือกตั้งในเรื่องการหาเสียงของ ส.ส. ผลที่ตามมาคือ ส.ส.ในพื้นที่ไม่สามารถขยับอะไรได้มากในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพราะกลัวผิดกติกาการเลือกตั้งและโดนร้องเรียนภายหลัง ส่วน พล.อ.ประวิตรและ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งยังไม่ได้แยกตัวออกไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติขณะนั้น ลงมาใช้กลไกข้าราชการในพื้นที่ให้การช่วยเหลือชาวบ้านพร้อมกับสร้างคะแนนเสียงไปด้วย นอกจากนี้ นโยบายที่ถือว่าเป็นไม้เด็ดของพรรคพลังประชารัฐคือ คนละครึ่ง และบัตรคนจน ที่แจกเงินให้ประชาชนได้ซื้อของกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ โครงการเหล่านี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากคนในพื้นที่เพราะมีเงินมาให้ใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งรอบที่จะถึงนี้ดูเหมือนว่ากระแสของพรรคพลังประชารัฐในอีสานแผ่วลงอย่างมาก อดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคหลายเขตย้ายไปร่วมกับพรรคอื่นทำให้พรรคต้องหาผู้สมัครรายใหม่เข้ามาแทนที่ นอกจากนี้ ยังมีอดีตส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย คือนายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ อดีต ส.ส.ชัยภูมิ

พรรครวมไทยสร้างชาติกับการเข้ามาเก็บคะแนนเสียงในอีสาน

พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย้ายเข้ามาเป็นสมาชิกและเป็นตัวแทนของพรรคในการสมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่กี่วันที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติมีการประกาศจะส่งผู้สมัครลงแข่งครบทั้ง 400 เขตเลือกตั้งโดยฐานเสียงสำคัญของพรรคคือทางภาคใต้ที่กลุ่มนักการเมืองจาก กปปส. ให้การสนับสนุนและกลุ่ม ส.ส. ที่ย้ายจากพรรคพลังประชารัฐตาม พล.อ.ประยุทธ์มาอยู่ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ผู้อำนวยการนิด้าโพลคาดการณ์ว่าพรรคของ พล.อ.ประยุทธ์จะได้ ส.ส. ทั้งหมดประมาณ 40 ที่นั่ง[i] นั่นก็เพียงพอที่จะส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ตามกติกาที่พรรคต้องมี ส.ส. 25 คนขึ้นไปถึงจะสามารถส่งชื่อสมาชิกพรรคชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

ในส่วนของภาคอีสานนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการดึงนักการเมืองท้องถิ่นที่สอบตก และนักการ เมืองที่สอบตกเข้ามาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ความนิยมในตัวของ         พล.อ.ประยุทธ์ในอีสานนั้นมีไม่มาก การที่พรรคดึงอดีตนักการเมืองท้องถิ่นและอดีตผู้สมัครที่สอบตกเพื่อหวังที่จะได้แบ่งคะแนนจากปาร์ตี้ลิสต์ที่นักการเมืองเหล่านั้นมีอยู่ในมือให้กับพรรคเพื่อที่จะได้นำไปช่วยในการคิดคะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคให้ได้มากยิ่งขึ้น มีการคาดกันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ถึง 20 คน หรือมากกว่านั้น

พรรคประชาธิปัตย์กับฐานที่มั่นสุดท้ายในอีสาน

พรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ได้ ส.ส.เขต 2 แห่งในภาคอีสาน คือ นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ส.ส.อุบลราชธานี เขต 2 และ น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี เขต 8 จังหวัดอุบลราชธานี ชัยชนะของ ส.ส.ทั้ง 2 ท่านในจังหวัดอุบลราชธานีและบนแผ่นดินอีสานนั้นมาจากผลงานส่วนบุคคลที่ทำเพื่อคนในพื้นที่ส่งผลให้ทั้ง 2 ท่านยังรักษาที่นั่งของพรรคประชาธิปัตย์ในอีสานได้ เพราะที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์แทบไม่ได้สนใจเขตพื้นที่อีสานเท่าไร แต่มุ่งให้ความสำคัญกับกรุงเทพฯ และจังหวัดภาคใต้ที่เป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญ

ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย ที่เคยสังกัดและเป็น ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดอุบลราชธานีได้ย้ายเข้าไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเหลือนายวุฒิพงษ์ นามบุตร ที่เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ในเขต 2 จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดอำนาจเจริญที่มีนายสุทัศน์ เงินหมื่น ดูแล หรือจังหวัดต่างๆ ในอีสาน ที่ทางพรรคจะส่งผู้สมัครลงแข่งนั้น กระแสพรรคและตัวผู้สมัครไม่สามารถสู้กับพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยได้ ดังนั้น การเลือกตั้งรอบนี้มีข่าวมาพรรคประชาธิปัตย์ต้องการรักษาเก้าอี้ ส.ส. ตัวนี้ไว้ให้ได้ เพราะถ้าเกิดแพ้ขึ้นมาพรรคประชาธิปัตย์อาจจะสูญพันธุ์ในอีสาน

พรรคภูมิใจไทยกับการขยายฐานอำนาจในอีสาน

สุดท้าย พรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาได้เก้าอี้ในภาคอีสาน 16 เก้าอี้ นับว่าเป็นอันดับที่ 2 สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ ถือว่าเป็นพรรคที่มาแรงมากในภาคอีสาน และมีแนวโน้มที่จะได้เก้าอี้เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญที่จะขัดขวางเพื่อไทยแลนด์สไลด์ในอีสานอีกด้วย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยได้มีการวางเครือข่ายใน อปท. นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคเองเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งคุมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ กลไก อสม.นั้นถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเข้าถึงชาวบ้านในพื้นที่ชนบทซึ่งพรรคใช้กลไกตรงนี้ในการลงไปช่วยเหลือชาวบ้านอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงโควิดระบาด หลังจากนั้นมีการเพิ่มเงินเดือนให้กับ อสม. เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

มากกว่านั้น พรรคยังทำนโยบายที่เรียกว่าบุรีรัมย์โมเดล คือเน้นความเป็นจังหวัดนิยม (Provincialism) ซึ่งเป็นผลงานที่ชัดเจนอย่างมากที่ปรากฏต่อสายตาของประชาชนในจังหวัดข้างเคียงทั้งในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและการกีฬา รวมถึงการพัฒนาถนนหนทางต่างๆ ในบางจังหวัดในภาคอีสานที่มี ส.ส.ภูมิใจไทยอยู่จะได้รับการดูแลและการพัฒนาเป็นพิเศษ ทั้งนี้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยเองนั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ยังไม่รวมถึงการบริหารจัดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดและการจัดสรรวัคซีนในการป้องกันเชื้อโควิด ซึ่งชาวบ้านในภาคอีสานเชื่อว่าจังหวัดที่มี ส.ส.ภูมิใจไทย อยู่นั้นมีการจัดการการแพร่ระบาดและประชาชนในพื้นที่ได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพดีกว่าพื้นที่ที่ไม่มี ส.ส. ของพรรคดังกล่าวอยู่

การพัฒนาเหล่านี้ถูกตอกย้ำโดยหัวหน้าพรรคคือคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประกาศว่า “ถ้าจังหวัดไหนมี ส.ส. ภูมิใจไทยยกจังหวัด จังหวัดนั้นจะได้ รมต. 1 คน”[ii] และสมาชิกของพรรคคือนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ปราศรัยเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคที่จังหวัดนครพนมว่า “สงสาร ส.ส.สกลนคร ผมสงสาร ส.ส. จังหวัดอุดรธานี อภิปรายในสภาฯ ทีไร เรื่องงบประมาณ ก็ด่ารัฐมนตรีคมนาคมว่า ทำไมต้องเอางบประมาณไปพัฒนาที่บุรีรัมย์มากมาย ทำไมต้องไปพัฒนาที่ศรีสะเกษมากมาย และสุดท้ายมาลงที่นครพนม นครพนมก็มี ส.ส. ไม่กี่คน ทำไมได้งบประมาณมาเยอะเหลือเกิน ผมเป็นประธานบนบัลลังก์ ผมอยากจะบอกมันว่า ก็นครพนมมี ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทยอยู่ที่นี่ไง ไอ้โง่ มันโง่จริงหรือมันแกล้งโง่ สกลนครอยากได้งบพัฒนาเยอะๆ มึงเลือกฝ่ายรัฐบาลสิ เลือกพรรคภูมิใจไทยทั้ง 6 เขต 7 เขต รับรองสกลนครเจริญทัดเทียมนครพนม อย่างแน่นอนครับ”[iii] คำพูดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาที่ลงมาในพื้นที่อีสานที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างมาก

นอกจากนี้ เราจะเห็น ส.ส.หลายคนในอีสานจากพรรคการเมืองต่างๆ ย้ายค่ายเข้ามาอยู่พรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็น นายสุชาติ ภิญโญ อดีต ส.ส.นครราชสีมา นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น อดีต ส.ส.อุดรธานี นายธีระ ไตรสรณกุล อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ ทั้งหมดมาจากพรรคเพื่อไทย หรือ นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ และนางผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ ยังไม่ลาออกจากพรรคเพื่อไทยแต่นางผ่องศรีมีการแจ้งแล้วว่าจะส่งสามีลงในพรรคภูมิใจไทยแทน การที่เลือดเพื่อไทยไหลออกมาขนาดนี้ผลที่ตามมาเราจะเห็นพรรคเพื่อไทยจัดแคมเปญใหญ่ที่มีชื่อว่า “ไล่หนูตีงูเห่า” ลงมาในอีสานโดยเฉพาะในจังหวัดศรีสะเกษ หรือการไปจัดงานที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเพื่อน ส.ส.และประชาชนในพื้นที่เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับจังหวัดบุรีรัมย์ มากกว่านั้น ส.ส.พรรคเพื่อไทยในอีสานที่ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังมี น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย อดีต ส.ส.อุบลราชธานี จากพรรคประชาธิปัตย์ และนายธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี เขต 6 จากพรรคพลังประชารัฐหลังจากนั้นย้ายไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย และสุดท้ายย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม การขยายอำนาจของภูมิใจไทยในอีสานในการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ราบเรียบไปทั้งหมด เนื่องจากนโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทยเองกำลังกายเป็นดาบสองคม มีหลายคนที่ชื่นชอบ แต่นโยบายดังกล่าวถูกโจมตีจากพรรคคู่แข่งว่าเป็นการมอมเมาชาวบ้านและเยาวชน ที่สำคัญปัญหายาเสติดซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในอีสานผสมกับภาพของเด็กที่นำกัญชามาสูบในโรงเรียนและสถานที่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านหลายส่วนกังวลกับปัญหาการติดยาเสพติดของลูกหลาน จุดนี้เองอาจจะทำให้ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยหลายท่านต้องเหนื่อยในการหาเสียงและการอธิบายประเด็นเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแนวทางของพรรคให้กับชาวบ้านฟังโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกัญชาเสรี เพราะอย่าลืมว่าปัญหายาเสพติดนั้นเป็นปัญหาที่สำคัญปัญหาหนึ่งที่คนในอีสานเผชิญอยู่และให้ความสนใจอย่างมาก

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นภาพรวมของบทบาทพรรคการเมืองในอีสานตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองพยายามที่จะสร้างเครือข่ายท้องถิ่นผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่น บางพรรคการเมืองใช้ความได้เปรียบในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อเอาใจคนอีสาน และบางพรรคการเมืองมีการย้ายเข้ามาของอดีต ส.ส.เป็นจำนวนมากก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่ กกต. มีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง ผมคิดว่าการแจกกล้วย การดึงตัวหัวคะแนนและเครือข่ายในพื้นที่เพื่อที่จะกุมคะแนนเสียงนั้นจะมีมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้ต้องช่วยกันจับตาให้ดี แต่สิ่งที่สำคัญไม่สามารถปฏิเสธการเลือกตั้งที่จะถึงนี้คืออำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศจะกลับมาสู่มือประชาชนอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ก็อยู่ที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้วว่าต้องการให้ประเทศเดินต่อไปในทิศทางใด บทเรียน 4 ปีที่ผ่านพวกเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง!

อ้างอิง

[i] ผอ.นิด้าโพล ระบุใน Wake Up Thailand ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ มีโอกาสได้ ส.ส. 40 คน จากกระแสนิยม ‘ประยุทธ์’ https://youtube.com/watch?v=A1zRx8

[ii] ไทยโพสต์. (21 พฤษภาคม 2565) ภูมิใจไทยสุดคึก! ‘อนุทิน’ ลั่นได้ ส.ส.ศรีสะเกษยกจังหวัด เอาไปเลย 2 เก้าอี้รมต. จาก https://www.thaipost.net/politics-news/145949/

[iii] ไทยรัฐ ออนไลน์. (4 ธ.ค. 2565) “ครูแก้ว” เดือดด่า “ไอ้โง่” ถูกโจมตีเรื่องงบฯ บอกสกลนครรอบหน้าให้เลือก ภท. จาก https://www.thairath.co.th/news/politic/2570066

image_pdfimage_print