เติบโตจากหมู่บ้านการเคหะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ร่ำเรียนกฎหมายจากรามคำแหง ทำงานกิจกรรมทางการเมือง แล้วเป็นทนายความสิทธิมนุษยชน ขณะเป็นหมอความให้กับคดีทางการเมืองทั้งหลาย เขาลอบมองพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่อย่างมีความหวัง ที่สุดก็เดินเข้ามาสู่งานการเมืองเต็มตัวกับการลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเป็นผู้แทน เขต 1 จ.ขอนแก่น ในนามพรรคก้าวไกล

เราชวน วีรนันท์ ฮวดศรี หรือ ทนายป๊อก ย้อนกลับไปถึงจุดที่ทำให้เขาสนใจทางการเมือง นอกจากครอบครัว การศึกษา และกิจกรรมที่ข้องแวะ ตัวแปรหนึ่งก็คือการได้สัมผัสความรู้สึกของพี่น้องเสื้อแดงในเหตุการณ์ปี 2553 ที่ประชาชนได้รับหีบศพแทนหีบเลือกตั้ง

ประเด็นคำถามนอกจากอุดมการณ์ทางการเมือง มันอดไม่ได้ที่จะสอบถามถึง ส.ส. เพียงหนึ่งเดียวของอีสานที่ได้รับเลือกในนามพรรคอนาคตใหม่ที่สุดท้ายย้ายพรรคย้ายขั้ว ทำเอาคนที่กากบาทให้ได้แต่อ้าปากค้าง การเลือกตั้งครั้งนี้อุดรอยรั่วนั้นอย่างไร และคิดเห็นอย่างไรกับการต่อสู้กับแคมเปญแลนด์สไลด์ทางการเมือง

ก่อนเริ่มบทบาทนักการเมือง ก่อนหน้านี้คุณทำอะไรมาก่อน

ผมมีความสนใจทางการเมืองมานานแล้ว เพราะว่าพ่อสอนรัฐศาสตร์ แม่เป็นหมออนามัย ตอนเด็กๆ 3-4 ทุ่ม ชาวบ้านพี่น้องประชาชนมาเรียก แม่ก็ต้องออกไป เราเลยตั้งคำถามกับแม่ว่าทำไมนอกเวลาราชการแล้วยังต้องออกไป แม่บอกว่า อ้าว ก็เขาเดือดร้อน ก็เลยต้องออกไป พี่น้องป่วยพี่น้องเป็นไข้ก็เลยออกไป สำหรับพ่อก็คือว่า เวลาคุยกันพ่อไม่ออกคำสั่งแต่พ่อจะตั้งคำถาม และให้เราหาคำตอบ ตอบได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นอะไร เราก็เลยอยู่กับตัวเองและค้นหาคำตอบมาโดยตลอด 

จุดเปลี่ยนจริงๆ เมื่อปี 2552-2553 เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ สมัยพี่น้องเสื้อแดงเข้ามาชุมนุม เราก็ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมการชุมนุมกับพี่น้องเสื้อแดง คำถามใหญ่ของตนก็คือว่าเขาอยากเลือกตั้ง อยากให้รัฐบาลยุบสภา อยากได้หีบเลือกตั้ง แต่ทำไมจึงได้หีบศพกลับบ้าน มันเป็นจุดสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมบ้านเรา 

หลังจากจบกฎหมายที่รามคำแหง ก็มาทำงานเป็นทนายความที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ทำให้ยิ่งเห็นกว่าเดิมในเรื่องความไม่เป็นธรรมทางกฎหมาย การถูกกลั่นแกล้ง การถูกกฎหมายปิดปาก สำหรับนักเคลื่อนไหว นักต่อสู้ หรือว่านักเรียกร้องทางการเมือง ก็เลยสนใจประเด็นเหล่านี้ แล้วก็มีโอกาสจริงๆ ในการเข้าสู่สนามการเมือง เข้าร่วมกับพรรคก้าวไกล เพื่อคัดสรรผู้สมัคร เราก็ชูประเด็นเรื่องกฎหมาย เรื่องความเป็นธรรม เรื่องความเสมอภาคเป็นหลัก แล้วก็ได้รับการคัดตัวจากพรรคก้าวไกล

ทำงานที่ศูนย์ทนายความเพื่อมนุษยชนกี่ปี 

4 ปีครับ 

เห็นอะไรบ้างใน 4 ปีนั้น

ผมเห็นความผิดปกติของสังคมในการบังคับใช้กฎหมาย คือถามว่าผิดปกติอะไรบ้างนั้น หนึ่งการเรียกร้องการใช้เสรีภาพ การชุมนุม มันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมเลย แต่ว่าเราถูกบิดเบือน ถูกทำให้เป็นผู้ผิดตั้งแต่แรกในสายตาของรัฐ เพราะว่าเราเรียกร้องตรงข้ามกับรัฐ ตรงข้ามกับ คสช. ไม่ว่าจะเป็นคนอยากเลือกตั้งก็ดี คนรณรงค์เรื่องรับร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ถูกดำเนินคดีทั้งหมดเลย

คุณเข้าร่วมกับพรรคตั้งแต่ยังเป็นอนาคตใหม่ใช่ไหม

ผมมาหลังยุบพรรคอนาคตใหม่ครับ แต่ก่อนหน้านั้นก็มีโอกาสได้ช่วยเหลือบ้าง แต่ว่าตอนนั้นงานหลักผมเป็นทนายความ ผมกำลังสนุกกับการทำงานทนายความอยู่ สนุกในการเรียนรู้ สนุกในการแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้น เพราะว่าคดีมีเป็นจำนวนมาก คดีจาก คสช. ก็ดี คดีจากการชุมชุมเรียกร้องต่างๆ ก็ดี เยอะมากตอนนั้น

4 ปีทีแล้วคุณติดตามอนาคตใหม่อย่างไร 

หนึ่งคือผมเป็นผู้เลือก ผมเป็นผู้สนับสนุนเพราะว่าผมชอบในอุดมการณ์ ชอบในจุดยืน แล้วผมก็เข้าไปร่วมกิจกรรมของทางอนาคตใหม่ ของทางก้าวไกลอยู่บ่อยๆ แล้วก็ช่วง 2 ปีหลังมานี้ ผมก็มีโอกาสได้เข้าไปเป็น กมธ.วิสามัญ ร่วมกับพรรคก้าวไกล เข้าไปออกแบบนโยบายบางนโยบายกับพรรคก้าวไกล 

ก่อนเลือกพรรคก้าวไกล พรรคไหนคือพรรคในดวงใจของคุณ

พรรคในดวงใจ มีพรรคอนาคตใหม่ก่อนหน้านั้น เพราะว่าผมชอบในแนวทางชอบในอุดมการณ์ จุดยืน ความเชื่อ ความคิด ความฝัน อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ สำคัญคือเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ให้คนทุกรุ่นเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคในการผลักดันประเด็นต่างๆ และประเด็นที่พรรคเขาผลักดันมันก็เป็นอันเดียวกับสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็เลยมีพรรคเดียว 

พรรคก้าวไกลประกาศบนเวทีปราศรัยว่า ต้องสร้างงานให้คนอีสาน คำถามคืองานสำคัญต่อคนอีสานอย่างไร

คนอีสานชอบความสนุกสนาน ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ไม่มีใครอยากไปทำงานไกลบ้านหรอก ร้อยทั้งร้อยแทบจะอยากทำงานอยู่บ้าน อยู่ใกล้ลูก ใกล้พ่อแม่ ได้ดูแลกันยามป่วยไข้ แต่ว่ามันไม่มีโอกาสที่จะได้อยู่ใกล้บ้าน เพราะในอีสานกระทั่งขอนแก่นก็ไม่มีงานที่ตรงกับสายที่เขาเรียนมา ต้องไป กทม. ไปเมืองใหญ่เพื่อไปค้าแรงงาน การที่เราเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจก็ดี หรือสร้างงานก็ดี เพื่อให้ลูกหลานที่เรียนจบใหม่มีโอกาสอยู่บ้าน อยู่กับพ่อแม่ สร้างเนื้อสร้างตัว แล้วสมมติว่าแรงงานอยู่กับบ้านเงินก็อยู่ในบ้าน เศรษฐกิจก็อยู่ในหมู่บ้าน อยู่ในจังหวัด การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีก็อยู่กับจังหวัด มันสะท้อนตั้งแต่ระดับเล็กๆ ขึ้นไปจนถึงภาพรวม 

แล้วแนวคิดอะไรที่จะทำให้คนอีสานมีงานทำ หลักๆ คือเรื่องของการกระจายอำนาจและโอกาส อย่างผมมาลงชุมชน พบปะพี่น้องประชาชน หลายแห่งเขามีรัฐวิสาหกิจชุมชน แต่ละแห่งมีจำนวนมากเลย แต่ว่าหลังๆ มานี้เขาไม่ได้รับการช่วยเหลือและไม่ได้รับงบประมาณ ทำให้โครงการหยุดชะงัก บางแห่งก็เลิกทำไปเลย บางแห่งก็ยังทำแต่ว่าทำภายใต้งบที่จำกัดจำเขี่ย  อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าชุมชนเป็นรากฐาน เราคิดว่าชุมชนเป็นรากฐานของการพัฒนาไปสู่สิ่งที่มันใหญ่กว่า ชุมชนเข้มแข็ง จังหวัดเข็มแข็ง อำเภอเข้มแข็ง ประเทศชาติก็เข้มแข็งด้วย พรรคก้าวไกลเรามองว่าการทลายกฎหมายหลายๆ ตัว เช่น สุราก้าวหน้า มันจะเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถนำผลผลิตในตำบล ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มะม่วง ขนุน ก็ดี มาทำสุรา นั่นคือการยกระดับคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจ ถ้ามันทลายสิ่งเหล่านี้ได้ ผมว่าอีสานจะมีงานจำนวนมากแน่นอน และพี่น้องประชาชนจะลืมตาอ้าปากได้เลย 

ตั้งแต่ลงพื้นที่มามีชุมชนไหนบ้าง ที่วิสาหกิจของชุมชนเข้มแข็งจริงๆ และอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน 

โดยเฉลี่ยมันน้อย อย่างที่เห็นล่าสุดที่อยู่ได้ก็จะมีชุมชนหนองใหญ่ ที่เขาทำดอกไม้ ทำดอกไม้จันทน์ ทำอะไรส่ง ซึ่งเหลืออยู่น้อย ส่วนกลุ่มทอผ้า หรือว่าพรมเช็ดเท้า ส่วนนี้ก็ยังพอดีอยู่ แต่เทียบเฉลี่ยผมว่าเหลือน้อยมาก 

การคิดนโยบายทางการเมืองชอบมองแบบรวมศูนย์ และส่งต่อมาเป็นทอดๆ  แต่ปัญหาของประเทศหลายๆ เรื่องเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ เช่นภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ก็จะเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ ภาคก้าวไกลวางวิธีการออกแบบนโยบายไว้อย่างไร และมีนโยบายเพื่ออีสานโดยเฉพาะหรือไม่ 

ผมตอบตรงๆ ว่านโยบายเพื่ออีสานนั้น ในภาพที่เฉพาะเจาะจงไม่มีชัดๆ แต่หมายความว่าพรรคก้าวไกลเรามองเป็นภาพรวม คือปัญหานั้น เรามี Think Forward Center เรามีศูนย์ที่คิดข้อมูลนโยบาย แต่ว่าศูนย์ข้อมูลนี้ลงทุกพื้นที่ของทุกภาค ตั้งแต่เหนือจดใต้ แล้วพรรคก้าวไกลนำมาขมวดเป็นประเด็น เช่น ที่ดินอีสาน ภาคใต้ ภาคเหนือ ก็มีปัญหา เรื่องน้ำประปา เรื่องคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน เรื่องไฟฟ้า ตรงไหนมีปัญหาบ้าง เราก็มาจัดหมวดหมู่ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร เพราะว่าถ้าเราแก้พื้นที่เดียวหรือเฉพาะพื้นที่นั้นแก้ไม่หมด ถ้าปัญหาที่ดินมันคือปัญหาที่ดินทั่วประเทศ เราเลยมองภาพใหญ่เป็นหลักว่า ถ้าแบบนี้ อีสานก็มี ภาคใต้ก็มี ภาคเหนือก็มี ก้าวไกลเราจะมีนโยบายอย่างไร เพื่อยกระดับหรือว่าแก้ไขปัญหา เพิ่มคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีกว่าเดิม 

ก็คือขมวดประเด็นเป็นประเด็นภาพรวมที่คิดว่าทุกภูมิภาคทุกชุมชนพบเจอปัญหาเดียวกัน 

ใช่ครับ ไม่เช่นนั้น มันก็จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ถ้าถามว่าแก้ปัญหาเฉพาะจุดสำคัญหรือไม่ ก็สำคัญ แต่ถ้าเรามีคำตอบของปัญหานั้นที่เป็นแพลตฟอร์มที่มันเหมือนกัน เราก็จัดมาในหมวดหมู่ใกล้เคียงกัน เพื่อแก้ปัญหาทั้งประเทศทั้งระบบ 

ถ้าวัดจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคอนาคตใหม่ได้ ส.ส.เขต 30 คน โดย 1 คนมาจากภาคอีสาน ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นที่มี ส.ส.เขตคนเดียวในภาคอีสาน สะท้อนอะไรบ้าง และคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีอะไรมาเขย่าการเลือกตั้งครั้งนี้บ้างหรือไม่ 

ประเด็นแรก ผลการเลือกตั้งจากอนาคตใหม่รอบที่แล้วสะท้อนอะไรบ้างนั้น ผมมองว่ามันสะท้อนความอยากเปลี่ยนแปลงของพี่น้องประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะอีสาน การที่ได้ ส.ส.  1 คน ผมมองว่าเป็นการปักหลัก ปักหมุด ของความคิดแบบอนาคตใหม่ ของความคิดแบบการเมืองใหม่ เพราะว่าอะไรนั้น อย่างลืมว่าหนึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งยังไม่ถึงขวบปีก่อนลงรับเลือกตั้ง แต่ว่าพี่น้องประชาชนยังให้ความไว้วางใจ ยังให้ความเชื่อถือในเรื่องนโยบาย และส่งเข้าสภาจำนวนมาก 30 กว่าคน อย่างที่บอก มันสะท้อนว่าอีสานต้องการการเปลี่ยน

แต่ ส.ส.ภาคอีสานคนเดียวของพรรคอนาคตใหม่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่ชนะขาดลอยแบบถล่มทลายสุดท้ายกลับย้ายพรรคไป ในภาษาการเมืองคือเป็นงูเห่า บทเรียนนี้ได้บอกอะไรกับก้าวไกล

โอเค ผมขอพูดในนามส่วนตัว มันได้เรียนรู้อะไรบ้างหรือไม่นั้น หนึ่งคือขั้นตอนกระบวนการ มันก็ต่อเนื่องมาจากคำถามเมื่อกี้ รอบที่แล้วมันติดด้วยเงื่อนเวลา การคัดสรรบุคคล แต่รอบนี้ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่อยู่ในสภา ขณะเดียวกันพรรคก้าวไกลก็เฟ้นหาว่าที่ผู้สมัคร เพื่อที่จะคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ กว่าผมจะผ่านขั้นตอนการคัดตัวเป็นผู้สมัคร ต้องให้ผ่านถึง 3-4 ขั้นตอนเชียวนะ 1. ก็คือส่งใบสมัคร 2. สัมภาษณ์กับคณะกรรมการสรรหาจังหวัด คณะกรรมการสรรหาภาค และกรรมการบริหารพรรค 3. พอตัดตัวได้แล้ว ก็ต้องมาทดลองงานกับจังหวัด ทดลองงานกับสมาชิกในพื้นที่ว่าทำงานร่วมกันได้หรือไม่ แนวความคิด อุดมการณ์ ตรงกันกับพรรคก้าวไกลหรือไม่ มันจะไปด้วยกันได้หรือไม่ มันเป็นการทดสอบ จนสุดท้าย 4. ก็ได้ผู้สมัครที่จะในนามพรรคก้าวไกล เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้อง รอบนี้ผมก็คิดว่าพรรคก้าวไกลก็เต็มที่กับผู้สมัคร เพื่อสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องในการเลือก 

คิดเห็นอย่างไรกับข้อมูลที่บอกว่าภาษีของคนอีสานบ้านเราถูกส่งไปเลี้ยงคนกรุงเทพฯ

ผมเห็นด้วยกับประโยคเหล่านี้ เพราะอะไรนั้นก็เป็นอย่างเขาว่าจริงๆ แต่ว่ามันจะดีกว่านี้หรือไม่ ถ้าการจัดเก็บภาษีแบบกระจายอำนาจ คือ ให้จังหวัดจัดการตัวเอง คือสัดส่วนในการส่งภาษีให้ กทม.น้อยกว่าเดิม ลดลงกว่าเดิม เพราะว่าถ้าจังหวัดจัดการตัวเองได้ หนึ่งคือพูดถึงตัวจังหวัด ก็จะจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผมว่าคนที่เสียภาษีก็อยากเสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนกัน เพราะว่าภาษีที่เสียไป คือมาบำรุงท้องที่ บำรุงเมืองที่อยู่ บ้านที่เกิด ทรัพยากรขั้นพื้นฐานก็จะได้ยกระดับปรับปรุง อันนี้ก็สำคัญ แต่ว่าในภาพกว้างภาษีที่ส่งเข้าส่วนกลางผมเห็นด้วยบางส่วน เพราะอะไรนั้น ให้เขาไปดูแลในภาพใหญ่ การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจทั้งประเทศ ในการจัดสรร ในการวางนโยบายเพื่อการพัฒนาของประเทศ แต่ท้องที่ก็ให้เขาจัดการตัวเองไป

ปี 2562 มี first voters ประมาณ 7-8 ล้านคน พรรคอนาคตใหม่ได้ป็อปปูลาร์โหวตกว่า 6 ล้านเสียง เราอาจพูดไม่ได้ว่าคนที่เลือกตั้งครั้งแรกตัดสินใจเลือกอนาคตใหม่ แต่ตัวเลขก็สัมพันธ์กัน การเลือกตั้ง 2566 ก็มี first voters อีกราว 4 ล้านคน อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดคนเหล่านี้ให้เลือกก้าวไกล

ผมมองอันดับหนึ่งคือ อุดมการณ์และจุดยืนทางการเมือง สองคือเรื่องของนโยบายๆ ที่จะดึงดูดที่จะดึงดูดคนเหล่านี้ให้เลือกเรา ขาของนโยบายเชิงโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นปิดสวิตซ์ 3 ป. ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เปิดรับแบบสมัครใจ หรือว่าแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันสัมพันธ์กันกับคนรุ่นใหม่ และวิธีคิดใหม่ๆ ที่ตั้งอยู่บนเสรีภาพ 

เราอยู่กับสิ่งเหล่านี้มา 7-8 ปีแล้ว เราโตมาในยุคแบบนี้ อยากจะแสดงความคิดเห็น อยากจะพูด อยากจะคิด ก็ทำยาก ต้องกลัวว่ามันจะผิดหรือไม่ มันจะทำได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้มันก็เลยตอบโจทย์ first voters ว่าการให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตอย่างเต็มที่ ผมว่ามันตอบโจทย์เขาในการแก้กฎหมาย

หลังการเลือกตั้งมีการคาดกันว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตย หลายๆ พรรคอาจจะจับมือกับพรรคเผด็จการที่แปลงร่างมา กรณีนี้พรรคก้าวไกลมีจุดยืนอย่างไร ในการจับมือกันตั้งรัฐบาล ถ้าสมมติได้เข้าไปในสภา 

ต่อเรื่องจุดยืน พรรคก้าวไกลก็ประกาศชัดเจนว่าไม่จับมือกับพรรค 3 ป. หรือว่าพรรคทหารจำแลง เราชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพรรคหรือตัวผมก็ดี เราชัดเจนในเรื่องนี้ แต่ผมขอย้อนไปนิดหนึ่งถึงคำถามเมื่อกี้ สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่พี่น้องประชาชนว่าจะเลือกก้าวไกลหรือไม่ เพราะว่าสุดท้ายแล้วถ้าเขาเห็นในสิ่งที่ก้าวไกลทำตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ในสภาก็ดี นอกสภาก็ดี มันเป็นประโยชน์กับพี่น้องคำตอบอยู่ที่พี่น้อง ถ้าพี่น้องให้ความไว้เนื้อเชื่อใจไว้วางใจว่าพรรคการเมืองแบบนี้ เป็นพรรคการเมืองที่จะเปลี่ยนประเทศ เป็นพรรคการเมืองแห่งความหวัง เป็นพรรคการเมืองที่จะนำพาคนรุ่นใหม่ก็ดี คนวัยกลางคนก็ดี เด็ก เยาวชนก็ดี ไปสู่สิ่งที่มันเจริญกว่า พี่น้องก็จะมอบความไว้วางใจให้เราเอง

ตอนเข้าสภาใหม่ๆ เราก็จะได้ยินหลายคนบอกว่า จะทำงานในสภาได้หรือ เพราะไม่มีประสบการณ์ อารมณ์คล้ายๆ ว่า จะหยามกันเล็กน้อย ถ้าให้คุณลองกลับไปดูว่า 4 ปีที่ผ่านมาของพรรคก้าวไกลในสภา อะไรที่คุณรู้สึกว่ามันต้องให้ได้อย่างนี้สิ โคตรดีเลย มีอะไรที่ประทับใจบ้าง 

หลายอย่างเลย สิ่งที่ประทับใจ ผมขออนุญาตตอบคำถามแรกก่อนว่า การที่เราไม่เคยทำงานในสภา ผมมองบวก ว่ามันเป็นเรื่องดี เพราะว่านั่นคือเราสร้างระเบียบใหม่ สร้างแบบฟอร์มใหม่ สร้างความคิดความกล้าใหม่ๆ ให้กับสภา สิ่งที่เราไม่เคยเห็นก่อนหน้านั้นเลย เราก็ได้เห็น ในการพูดในการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นงบต่างๆ ที่อภิปราย หรือว่าเรื่องของโรม ล่าสุด ส.ส. รังสิมันต์ โรม ในเรื่องของทุนจีนสีเทา หรือว่าตั๋วช้าง เป็นต้น ผมว่ามันเป็นขั้นตอน มันเป็นระเบียบ มันเป็นข้อมูลที่มันเถียงยาก ในเชิงข้อเท็จจริงๆ แล้วก็พูดออกมาโดยเชื่อแบบนั้นว่ามันไม่เป็นธรรม สิ่งที่พี่น้องต้องรู้คือแบบนี้ล่ะ เราฟังก็โอ้ว โจ๊ะๆ แต่ว่านี่คือหน้าที่ของผู้แทนราษฎรที่ต้องพูดในเรื่องแบบนี้ ความปลอดภัยของตัวเองวางไว้ก่อน หน้าที่ในสภาก็คือนี่ล่ะ เรื่องที่ผู้แทนฯ ต้องพูด ระเบียบแบบแผน ปรากฏการณ์ของอนาคตใหม่หรือก้าวไกล คือการสร้างระเบียบแบบแผนใหม่ในสภา การสร้างมาตรฐานใหม่ก็ว่าได้ ในความคิดส่วนตัวของผมมองอย่างนี้ 

จริงๆ ก็ค่อนข้างเห็นว่ามันเป็นแบบนั้น เพราะว่าหลายๆ เรื่องไม่เคยมีการพูดในสภา หรือแค่เฉียดๆ นิดเดียวประธานก็เบรกแล้ว แต่รู้สึกว่าจะเบรกไม่ค่อยอยู่เพราะมันแรงเหลือเกิน

คืออย่างนี้ครับ ผมมองว่าที่เบรกไม่อยู่ เพราะว่ามันด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงที่นำเสนอที่อภิปราย แต่ถ้ามันเป็นเรื่องใส่ร้าย เรื่องเสียดสี เรื่องพูดเอามัน ผมว่ามันก็ต้องถูกเบรกได้โดยง่ายอยู่แล้ว แต่ว่าข้อมูลที่เรานำเสนอคือข้อมูลที่เป็นความสุจริตและสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในฐานะผู้แทนราษฎรที่ควรต้องพูด ควรต้องเปิดเผยให้กับผู้ที่อยู่ทางบ้าน ประชาชนได้รับรู้รับทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

ระหว่างที่ยังไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. คุณไปเป็นคณะกรรมาธิการชุดไหน 

เป็นคณะกรรมาธิการการดำเนินระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรม เรื่องกรอบเวลา หลักๆ ก็คือกรอบเวลาว่ากระบวนการขั้นตอนที่ประชาชนควรรู้ เช่น ไปแจ้งความเรื่องจะเสร็จวันไหน กี่วันเสร็จ กรอบของ กกต. ในการพิจารณากี่วัน กรอบของในส่วนของการบังคับล้มละลาย เป็นเรื่องของกรอบเวลาเป็นหลัก เพราะว่าเจตจำนงหรือเจตนารมณ์ก็คือว่าให้คนได้รู้ว่ามันจะเสร็จวันไหน ไม่ใช่รอไปเรื่อยๆ 

กรอบเวลามันมีความสำคัญอย่างไรกับประชาชน 

กรอบเวลามันทำให้ประชาชนได้รู้ว่าเรื่องของตัวเองที่ไปดำเนินคดี มันจะเสร็จภายในกี่วัน เราจะได้กะเวลาถูก เพราะบางคน อย่างผมเป็นทนายอยู่แล้ว พอไปฟ้อง แม่ๆ ก็ถามว่ามันจะเสร็จง่ายหรือไม่ ยืดเยื้อไหมลูก เพราะว่าด้วยความเข้าใจของพี่น้อง ไม่ใช่งานที่อยู่ในโรงในศาลเขาก็จะเข้าใจว่าไปศาลเพื่อฟ้องคดีมันใช้เวลานาน ฟ้องทีหนึ่ง 2 ปีจะเสร็จไหมลูก อะไรอย่างนี้ ก็จะทำให้เห็นว่ากรอบมันอยู่ประมาณ 6 เดือนจบ หรือว่า 3 เดือนจบสำหรับบางเรื่อง 

มีความคืบหน้าก้าวหน้าอย่างไร ผลออกมาเป็นอย่างไร 

ผลก็คือ พ.ร.บ.กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 ถูกประกาศใช้แล้ว เป็นประกาศในราชกิจจาฯ ใช้เลย 

นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมาธิการ เห็นบรรยากาศในสภาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ผมตื่นเต้นครับ คือมันใหญ่โตมากเลยสภา ไปก็ตื่นเต้น แต่ว่าโอเค ก็เห็นประธาน เห็นการดำเนินงาน เห็นการแลกเปลี่ยน คืองานผมก่อนหน้านี้เป็นงานใช้กฎหมาย เป็นงานปลายทางแล้ว กฎหมายว่าอย่างนี้ ใช้อย่างนี้ สู้อย่างนี้ แต่งานกรรมาธิการคืองานที่มาถกเถียงกันว่าคำนี้มันเป็นอย่างไร มันครอบคลุมหรือไม่ มันเฉพาะพอหรือไม่ หรือว่ามันตีความได้มาก คือมันเป็นในเรื่องของการมาสร้างหรือว่าเอาคำที่มันจะได้ประโยชน์สูงสุด ผมว่าก็เป็นบรรยากาศที่มันแปลกใหม่ แต่ว่าก็เป็นหน้าที่หลักของผู้แทนราษฎรในการออกกฎหมายนั่นเอง

สมัยก่อนเวลาทำงานภาคประชาชน ทำงานเอ็นจีโอ มันจะมีคำพูดประมาณว่าอย่าเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง สมมติทำงานสิ่งแวดล้อม อย่าเอาการเมืองการเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นคนที่ต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมก็จะไม่เป็น ส.ส. ไม่ลง ส.ส.เพราะว่า ส.ส.ทำให้พี่น้องแตกกัน แต่ว่าสิ่งที่เราเห็นกรณีพรรคก้าวไกล เราจะเห็นว่าคนทำงานเคลื่อนไหว คนรุ่นใหม่ก็เข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่ง อย่างน้อยๆ ก็อยู่ในคณะกรรมการนั้นคณะกรรมการนี้ หรือลงสมัคร ส.ส. ด้วยซ้ำไป การที่คนรุ่นใหม่กระโจนเข้าไปอยู่ในสภา ในฐานะอะไรก็ตาม มันมีความหมายอะไร 

ผมมองว่าคนที่รู้ประเด็นมากที่สุดก็คือคนที่ทำงานเคลื่อนไหว หรือว่าคนที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับประเด็นนั้นๆ การที่เขากระโจนเข้าไปนั้น ในทางกลับกันสภาคือทางออกของการแก้ปัญหาต่างๆ สภาคือสถานที่ถกเถียงสถานที่พูดในการพูดในเรื่องนี้ อย่างผมคิดว่าสภาเป็นสถานที่แก้ปัญหาในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในเรื่องกฎหมาย ในเรื่องรัฐธรรมนูญ ข้างนอกแก้ได้เหมือนกัน แต่ว่าข้างนอกพอเขาเคลื่อนไหวข้างนอกแล้วมันติดขัด ไปตันที่ไหน ตันที่สลายการชุมนุม ไปตันที่รับเรื่องไว้แล้วอย่างไรต่อ แต่ว่าถ้าเราอยู่ในบทบาทของผู้แทนราษฎรหรือสภา มันคือสามารถผลักดันประเด็น แก้ไขประเด็นนั้นโดยผ่านมติของสภา ได้ใช้ความรู้ความสามารถหรือว่าความชำนาญในประเด็นนั้นๆ เอาเข้ามาแก้ไขได้เลย

เมื่อก่อนคือคนทำงานเคลื่อนไหวไม่ค่อยอยากเข้าสภา กลัวพี่น้องแตกกัน ตอนนี้มันเปลี่ยนหรือไม่ 

ผมว่าภูมิทัศน์มันเปลี่ยน เพราะว่าจะแตกกันหรือไม่แตกกันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าการที่เข้าไปอยู่ตรงนั้น ที่กระโจนเข้าไปว่าถ้าเราขายประเด็น หรือนำเสนอประเด็นนั้นได้ดี ผมว่าเพื่อนเราที่เคลื่อนไหวมาด้วยกันก็ต้องเห็นด้วย เพราะว่าเรื่องนี้ก็คือเรื่องที่เขาสู้มาตลอดชีวิตเหมือนกัน คุณพูดน่ะถูกแล้ว คุณนำเสนอน่ะถูกแล้ว ผมมองในทางกลับกันว่าทำให้คนต่อสู้ในประเด็นเหล่านี้กลับมาสมัครสมานสามัคคีกันมากกว่าเดิมอีก ผมคิดว่าอย่างนั้น

สิ่งที่ก้าวไกลสู้ในสภาต้องยอมรับว่ามันดุดันมากๆ แต่สิ่งที่เราเห็นเวลาพอลงหาเสียงเลือกตั้ง เราจะเจอการสู้อีกแบบหนึ่งก็คือเจอแค่แคมเปญแลนด์สไลด์เข้าไป ประชาชนก็บอกว่าจะเอาอย่างไรดี เลือกเชิงยุทธศาสตร์ให้แลนด์สไลด์หรือว่าจะเลือกแบบเอาอุดมการณ์ สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างที่อาจารย์ปิยบุตรพูดว่า ก้าวไกลต้องทำก็คือต้องส่งข้อความไปหาพี่น้องว่าการเลือกก้าวไกลคะแนนไม่เสีย และการเลือกก้าวไกลก็เป็นการเลือกแบบยุทธศาสตร์ประเภทหนึ่ง ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้คุณมองอย่างไร

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ปิยบุตร คะแนนทุกคะแนนไม่เสีย ชอบก้าวไกลก็เลือกก้าวไกล ไม่ต้องลังเล เพราะว่าถ้าพี่น้องชอบการทำงานแบบดุดัน การพิสูจน์ตัวเองในสภาของก้าวไกล ถ้าชอบการนำเสนอ ชอบการร้อยเรียง ชอบการอภิปราย หรือชอบการต่อสู้แบบก้าวไกลก็เลือกก้าวไกล ยุทธศาสตร์ก็คือยุทธศาสตร์นั่นแหละ แต่ว่าการเลือกก็คือเลือกตามความรู้สึกเลยครับ ชอบก็เลือก ไม่ต้องคิดมาก เพราะว่าสุดท้ายแล้วคะแนนไม่มีตกน้ำ ก้าวไกลก็เป็น ส.ส.มีคุณภาพเหมือนกัน ยิ่งพี่น้องเลือกมากเท่าไร ยิ่งบ่งบอกว่าแนวทางของก้าวไกลมาถูกแล้ว สังคมต้องการการเปลี่ยน ประเทศต้องการการเปลี่ยน รัฐสภาสถานที่ทำงานของ ส.ส.ก็ต้องการขนบใหม่ในการทำงาน ที่เป็นผู้แทนราษฎรเพื่อราษฎรจริงๆ

จากการลงพื้นที่ที่ผ่านมา คุณได้ยินคำพูดของใคร ภาพแบบไหนที่เห็นแล้วรู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้ว

หลายอย่างเลยครับ หนึ่งคือการให้กำลังใจ โอ้ย แม่ชอบนะ รอมานานแล้ว มาหาแม่แล้วเหรอ อะไรแบบนี้ ทั้งที่เราไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ว่าเราสัมพันธ์กันในเชิงของความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนแปลง

คำว่า “คนรุ่นใหม่” ไม่ใช่อายุ แต่เป็นความรู้สึก ความนึกคิด ความต้องการ ที่ต้องการสังคมแบบใหม่ อย่างล่าสุดที่ผมไปมาก็มีคนบอกว่า โอ้ย ตัดสินใจได้แล้ว ไม่เลือกฝั่งเดิมแล้ว มาเลือกนี่แหละก้าวไกล เพราะเราคือความหวัง หันซ้ายหันขวาก็ไม่เห็นความหวัง ก็มองว่าก้าวไกลคือความหวังของคนสิ้นหวัง อันนี้พูดแบบตรงไปตรงมา

แล้วมีการทำงานอะไรในพรรคก้าวไกลที่รู้สึกประทับใจบ้าง

หนึ่งเลย เราคือองค์กรพรรคการเมืองที่มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือด อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน อันที่สองคือนโยบายมันตอบสนองต่อประชาชนครบวงจร ผมก็เลยรู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้ว กับอันที่สาม เวลาเราไปลงชุมชนไม่ถูกด่า นี่ก็แสดงว่าเรามาถูกทางแล้วเหมือนกัน ไม่ใช่เดิน 10 บ้าน ถูกด่าอยู่ 8 บ้าน ผมก็จะหน้าเหลือเล็กนิดเดียว ตอนนี้ยิ่งเดินหน้าเรายิ่งใหญ่หน้าเรายิ่งบาน กลับบ้านไปหัวใจฟูทุกวันอะไรอย่างนี้ มันก็บอกไปในตัวอยู่แล้วว่าเรามาถูกทางแล้ว ก้าวไกลมาถูกแล้ว การลงพบปะพี่น้อง การนำเสนอตัวเองว่าเป็นใครอะไรอย่างไร การนำเสนอนโยบาย การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต คืออะไร เรามาถูกทางแล้ว

image_pdfimage_print