ผลนับคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางปี 2566 พรรคก้าวไกล ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต 112 คน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 39 คน รวม 151 คน

การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.ระบุว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิทั้งหมด 39,293,867 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ 52 ล้านกว่า คิดเป็น 75.22% ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่ประชาชนออกมาลงคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทย

ปฐวี โชติอนันต์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงการที่ออกคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างล้นหลามว่า การเลือกตั้งในรอบนี้ คนในสังคมรู้สึกอึดอัด คนออกมาเลือกด้วยความกลัว กลัวประยุทธ์ (จันทร์โอชา) ประวิตร (วงษ์สุวรรณ) จะกลับมา เลือกด้วยความหวัง หวังว่า ประเทศจะดีขึ้น เลือกด้วยความโกรธ จากเหตุการณ์ที่ไม่ปกติในสังคมที่ผ่าน หรือด้วยเหตุผลต่างๆ หลายปัจจัย 

นอกจากตัวเลขคนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ผลการเลือกตั้งหลายพื้นที่ยังสะท้อนถึงวิธีคิดทางการเมืองที่นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในภาคอีสาน ที่พรรคฝั่งประชาธิปไตยต้องแข่งขันกันเอง แน่นอนว่า เราต่างเห็นกันแล้วว่า ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งแม้ไม่เกิดแลนด์สไลด์อย่างที่พรรคเพื่อไทยสร้างแคมเปญ แต่ 25 ล้านเสียงของบัญชีรายชื่อที่เทให้พรรคเพื่อไทย 10.8 ล้านคะแนน และพรรคก้าวไกล 14.2 ล้านคะแนน ย่อมสะท้อนนัยบางอย่างของคนทั้งประเทศ

ณรุจน์ วศินปิยมงคล  อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า จากกระแสความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีมาอย่างน้อย 2 ทศวรรษหลังการรัฐประหาร ปี 2549 และ 2557 จะเห็นได้ว่า ปัญหาของประเทศไม่ได้อยู่แค่เรื่องความยากจนอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของปัญหาทางการเมือง ความรู้สึกของผู้คนที่สั่งสมมานาน อย่าง รัฐธรรมนูญปี 2550 ปี 2560 เปิดโอกาสให้กลุ่มอนุรักษนิยม ชนชั้นนำมาทำลายพรรคที่มาจากการเลือกตั้ง หรือประเด็นความขัดแย้งของกระแสการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. หรือการยุบพรรคอนาตใหม่ ซึ่งในอีสานแน่นอนว่า มีพื้นฐานความคิดที่ก้าวหน้าอยู่แล้ว ดังนั้นไม่แปลกที่ภาคอีสานจะลงคะแนนให้พรรคสีแดงและสีส้มอย่างถล่มทลาย

ไม่ Landslide แต่ Sky fall ปรากฏการณ์สีส้มล้มยักษ์

แม้ว่าผลการเลือกตั้งจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อจะแลนด์สไลด์พรรคฝั่งประชาธิปไตยทั้งอีสาน แต่ ส.ส.แบบแบ่งเขตพื้นที่จังหวัดใหญ่ในภาคอีสานเคยเป็นพื้นที่สีแดงครองมาก่อน การเลือกตั้งในปีนี้ พรรคก้าวไกลขึ้นมาโค่นแชมป์เขตพื้นที่ที่เคยเป็นของฝั่งพรรคเพื่อไทยหรือชนะในเขตที่เป็นสีแดงเมื่อปี 2566 เช่น ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา มุกดาหาร เป็นต้น

ณรุจน์ กล่าวว่า พรรคก้าวไกลจะครองพื้นที่ในเขตเมืองแม้เลือกตั้งในปี 2562 ขอนแก่นจะได้ ส.ส.เขตจากก้าวไกลคนเดียวก็จริง แต่เห็นว่าเกือบ 5-6 เขต ในการเลือกตั้งปีนั้นซึ่งคือพรรคอนาคคตใหม่ในขณะนั้น ได้คะแนนห่างจากพรรคอันดับ 1 ไม่มากนัก พร้อมที่จะขยับขึ้นมาได้เสมอ เช่น นครราชสีมา เลือกตั้งรอบนี้จะเห็นว่า หลายเขต พรรคก้าวไกลเอาชนะขึ้นมาได้ อีกปัจจัยที่ทำให้พรรคเพื่อไทย ได้ที่นั่งน้อยลงจากที่คาดหวัง ส่วนหนึ่งมาจากเกิดจากการตัดคะแนนกันเอง หลายเขต เช่น อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ บึงกาฬ นครพนม พรรคฝ่ายประชาธิปไตยคะแนนจะเบียดกันขึ้น

“พรรคที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากเหตุการณ์นี้คือ ภูมิใจไทย หลายเขตที่เพื่อไทยไม่ชนะ ห่างจากอันดับไม่เยอะมาก ก็มีก้าวไกลขึ้นมาหรือไทยสร้างไทยขึ้นมา ภูมิใจไทยได้ประโยชน์หลายเขตในรอบนี้ จากครั้งที่แล้วกระจุกอยู่เพียงอีสานตอนใต้แต่รอบนี้สีน้ำเงิน กระจายไปทั่วอีสาน และจำนวนสีแดงลดลง สีส้ม และน้ำเงินกระจายตามทุกจุด”

ณรุจน์ ยังกล่าวอีกว่า ความเป็นเขตเมืองอย่าง ขอนแก่น อุบลราชธานี โดยเฉพาะในเขตตัวเมือง พรรคก้าวไกลได้แชมป์ไป เพราะในจังหวัดเหล่านี้มีเครือข่ายคนรุ่นใหม่ ที่มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทางการเมืองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา


ปฐวี อธิบายถึงปรากฏการณ์ Sky fall (ฟ้าถล่ม) หรือการชนะของพรรคก้าวไกลในหลายพื้นที่ว่า เขตที่เคยเป็นพื้นที่ของตระกูลการเมืองเก่าแพ้ให้ผู้สมัครที่มาจากพรรคก้าวไกล ตนเห็นว่าตัวแปรที่สำคัญใช้ในการตัดสินของคนในการเลือกตั้งรอบนี้ อย่างแรกคือ ‘ตัวบุคคล’

“เพื่อไทยมีปัญหาเรื่องตัวบุคคลในการส่งลงพื้นที่เขตในอีสาน เพื่อไทยคิดว่าส่งใครลงแล้วจะมีโอกาสจะได้สูง แต่บางคนที่เพื่อไทยส่งลง เขาห่างหายจากพื้นที่นานหรือว่าอาจจะมีปัญหาในพื้นที่

“สิ่งที่ทำให้ความนิยมของเพื่อไทยลดลง คือเรื่องจุดยืนของพรรค มีความไม่ชัดเจนว่า จะเข้าร่วมกับใคร ซึ่งเพื่อไทยมาฟันธงจริงๆ ในช่วงไม่กี่วันก่อนเลือกตั้ง ซึ่งมันช้าไปแล้ว คนมันตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว”

เพราะทุกคนล้วนเป็นชาวเน็ต

ปฐวี มองว่า พรรคก้าวไกลใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียได้ทั่วถึงมากกว่า ในอีสานและต่างประเทศผู้คนใช้มือถือ และติดตามข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ตหมดแล้ว และเนื้อหาที่ปรากฎบนหน้าฟีดก็ยิ่งทำให้คนเชื่อมั่นในพรรคนี้

“สิ่งที่เกิดขึ้น คือ คนเขาฟัง ดูดีเบต ไม่ว่าเวทีไหน ก้าวไกลเป็นที่นิยมตลอด แล้วตัดไฮไลท์ เลื่อนเจอแต่คลิปของก้าวไกล สื่อระดับภูมิภาค ระดับท้องถิ่นที่นำเสนอประเด็นท้องถิ่นแล้วทำให้คนเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่ใช่ปัญหาในพื้นที่ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เสียงผู้คนมันดังขึ้น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นถูกพูดถึงมากขึ้น เหล่านี้มีผลต่อการขึ้นมาของพรรคก้าวไกล” 

“อย่างกลุ่มดาวดินเอง ก็นำปัญหาเฉพาะแต่ละพื้นที่ขึ้นมาพูด ซึ่งไปสอดคล้องกับข้อเสนอของก้าวไกลที่เน้นย้ำเสนอแก้ไขปัญหาโครงสร้าง ในขณะที่เพื่อไทยเน้นเรื่องปากท้อง อีกทั้งเรื่องการหาเสียงของสองพรรค ว่าพรรคเพื่อไทยหาเสียงมักเอาดาวพรรคไปในพื้นที่ คนมาดูปราศรัยอาจจะมาจากจังหวัดข้างเคียง แต่พรรคก้าวไกลมีความเป็นคาราวาน เน้นกระจายจุด ผู้คนไม่จำเป็นต้องข้ามจังหวัดไปดู เพราะยังไงก็มีเวที สามารถประเมินได้ว่าเขตนี้จะได้ความนิยมประมาณไหน”

ประชาธิปัตย์ไม่ยืนหนึ่งแต่ยืนสอง

พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.เขตในพื้นที่อีสาน 2 เขต คือ อุบลราชธานีเขต 2 และสกลนครเขต 2 ปฐวี มองว่าเป็นการตัดคะแนนของพรรคฝั่งประชาธิปไตย ทั้งเพื่อไทย ก้าวไกล และไทยสร้างไทย จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ หรือพรรคภูมิใจไทยได้คะแนน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยังคงได้รับการเลือกให้เข้ามาอยู่ในสภา  อย่าง จ.อุบลราชธานี เขต 2 คือ ประชาธิปัตย์เป็นแชมป์เก่า วุฒิพงษ์ นามบุตร ทำงานในพื้นที่มานาน พอที่จะทำให้สามารถรักษาฐานเสียงและเป็นที่ชื่นชอบของคนในพื้นที่

ส่วนที่สกลนครจากที่เคยเป็นพื้นที่สีแดงทั้งหมดในปี 2562 แต่ในเขต 2 ที่ประชาธิปัตย์ได้อันดับ 1 ปฐวีมองว่าอาจจะมีการตัดคะแนนระหว่างพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล ที่อยู่ในอันดับ 2-3

“ประชาธิปัตย์อยู่ได้เพราะตัวผู้สมัคร เพราะลำพังพรรคไม่มีฐานในอีสานอยู่แล้ว”

ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งแบบคนอีสาน

ปฐวี กล่าวว่า หากพูดถึงอุดมการณ์ของอีสาน ผ่าน ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลชนะขาด แต่ในระดับเขต มันเป็นความสัมพันธ์ระดับบุคคลและการทำงานในพื้นที่ 

“สิ่งเหล่านี้เกิดจากระบบที่เป็นการพัฒนาแบบไม่กระจายอำนาจลงมา ส.ส. ในพื้นที่ คนที่มีคอนเนคชั่นต้องวิ่งในพื้นที่หางบประมาน ภูมิใจไทยเลยได้เปรียบ

“คนอีสานเขาเลือกอย่างมียุทธศาสตร์ เพราะเงื่อนไขของชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยู่กับครอบครัวนี้ อยู่กับการดูแลคนนี้เลยเลือกคนนี้ เพราะความสัมพันธ์ส่วนบุคคลไม่ใช่ตัวพรรค เงินซื้อได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ผู้คนเลือกอย่างมีเงื่อนไข อย่าง บุรีรัมย์ถ้าไม่ได้ผู้แทนจากภูมิใจไทยการพัฒนาจะลงเขตคุณไหม ชาวบ้านบอกว่า ภูมิใจไทยลงพื้นที่บ่อย พูดคุยกับชาวบ้าน”

ในอีสานแม้มีความก้าวหน้า แต่ในมุมหนึ่งปฐวี มองว่า ด้วยความที่คนจำนวนมากอยู่ในภาวะยากจน ต้องได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้นการที่พรรคการเมืองเขาสร้างระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ช่วยเหลือ ในส่วนที่รัฐไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทุกอย่าง เลยเป็นช่องว่างทำให้นักการเมืองที่มีเครือข่ายที่เราเรียกว่า พรรคบ้านใหญ่ ใช้ช่องว่างนี้เป็นประโยชน์ทางการเมือง มีเครือข่ายเข้าไปช่วยเหลือในที่ต่างๆ แม้ผู้สมัครจะย้ายพรรคที่กระแสไม่ดี แต่ยังคงมีฐานเสียงเพราะใช้ระบบเครือข่ายอุปถัมภ์

ชัยชนะของเพื่อไทยรวมพลัง พรรคม้ามืดในอุบลฯ

พรรคเพื่อไทรวมพลังที่ชื่อและสัญลักษณ์คล้ายพรรคเพื่อไทย พิมพกาญจน์ พลสมัคร ชนะในเขต 3 และ สมศักดิ์ บุญประชม ชนะในเขต 10 ในอุบลราชธานี แบบทิ้งห่างจากพรรคอื่นๆ แม้จะมีดาวสภาอีสานอย่าง สมคิด เชื้อคง และ ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ลงสมัครก็ตาม ปฐวี ให้ข้อมูลว่า แม้เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นใหม่ แต่ทั้งสองผู้สมัครเป็นคนที่ทำงานในพื้นที่ตลอด 

“อย่างเขต 3 เป็นพื้นที่ชนบท พื้นที่เกษตร พรรคเพื่อไทรวมพลังเสนอนโยบายด้านการเกษตร แล้วช่วงโควิดที่ผ่านมา ผู้สมัครสองเขตนี้ลงพื้นที่หนักมากและใช้เครือข่าย อสม. ลงไป นั่นหมายความว่า คนเลือกตัดสินใจเลือกจากการลงพื้นที่ การซื้อเสียงไม่ใช่ทั้งหมดที่ต้องตัดสินใจ” ปฐวี กล่าวทิ้งท้าย

image_pdfimage_print