9 ปีหลังการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ประเทศไทยสูญเสียอะไรไปบ้างและการเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้สะท้อนอะไร อ.ปฐวี โชติอนันต์ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ Sky falls หรือฟ้าถล่ม จนเกิดส้มสไลด์เกือบทั้งแผ่นดิน

การเลือกตั้งของประเทศไทยที่ประชาชนชาวไทยเฝ้ารอมาตลอด 4 ปีได้จบลงแล้ว สื่อบางสำนักเรียกปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ฟ้าถล่ม (Sky falls) บางครั้งเรียกว่าแผ่นดินไหว (Earthquake) หรือเรียกว่า ส้มสไลด์ ที่มาของชื่อเรียกดังกล่าวเกิดจากการที่พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จนทำให้มีจำนวน ส.ส.มากถึง 152 คน มากกว่าพรรคเพื่อไทยที่สืบทอดมาจากพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทยซึ่งเคยได้จำนวนส.ส.มากที่สุดมาตลอดทุกการเลือกตั้ง แต่ในการเลือกตั้งรอบนี้พรรคเพื่อไทยได้ จำนวน ส.ส. 141 คน ทำให้กลายเป็นพรรคอันดับ 2 ส่วนพรรคภูมิใจไทยแซงหน้าพรรคอื่นๆ ที่เหลือขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 3 ซึ่งได้จำนวน ส.ส.70 คน สำหรับพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร พ.ศ.2557 และกำลังดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ได้จำนวน ส.ส.41 คน และ 36 คน ตามลำดับ ผลการเลือกตั้งดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นได้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในสังคมและการเมืองไทย ในบทความนี้ผู้เขียนต้องการแสดงให้เห็นถึงนัยยะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมและการเมืองไทยในช่วงเวลาต่อจากนี้

นัยความเปลี่ยนแปลงที่หนึ่ง พลังฝ่ายประชาธิปไตยสามารถกลับมาชนะฝ่ายอนุรักษ์นิยมและชนชั้นนำได้อย่างถล่มทลาย ผลการเลือกตั้งในรอบนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนทั่วประเทศลงคะแนนให้กับพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ต่อต้านเผด็จการและสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างมาก ผลรวมของประชาชนที่เลือก 2 พรรคดังกล่าวในระบบบัญชีรายชื่อมีมากถึง 25 ล้านคน จากผู้มาใช้สิทธิ์ 39,284,752 คน พรรคก้าวไกลได้คะแนนบัญชีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการ 14,233,895 คะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ 10,865,836 คะแนน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพลังของฝ่ายประชาธิปไตยต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงเนื่องจากอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลที่มีพรรคการเมืองสืบทอดอำนาจมาจากคณะรัฐประหารและมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนานกว่า 8 ปี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นภาพสะท้อนที่สำคัญถึงชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยที่มีต่อพรรคการเมืองและรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากเผด็จการรัฐประหารอีกด้วย

นัยความเปลี่ยนแปลที่สอง ความตื่นตัวของประชาชนทั่วประเทศที่มีต่อการเลือกตั้งในรอบที่ผ่านมา สิ่งที่พบเห็นได้ชัดคือประชาชนส่วนใหญ่มีความหวังต่อการเลือกตั้งในรอบนี้อย่างมาก มีการรณรงค์รับสมัครจิตอาสาในการจับตาการนับคะแนนผลการเลือกตั้ง มีการร่วมมือกันของสื่อมวลชนจากสำนักข่าวต่างๆ ในการรายงานผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทยให้ประชาชนได้รับทราบ อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวของประชาชนที่มีต่อการเมืองไม่ใช่เพิ่งจะมีในช่วงการเลือกตั้งเท่านั้น

ถ้าเราย้อนกลับไปก่อนหน้าสักสิบกว่าปี เราจะเห็นการตื่นตัวของคนในชนบท คนในต่างจังหวัด ที่เคลื่อนตัวเข้าไปประท้วงเพื่อต่อต้านความไม่ยุติธรรมในกรุงเทพมหานาครในนามของคนเสื้อแดง คนเหล่านี้รู้สึกว่าการทำรัฐประหารใน พ.ศ.2549 การยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน และการสนับสนุนให้มีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับถูกปราบและถูกฆ่าตายโดยเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่สามารถหาผู้กระทำผิดได้ การเกิดขึ้นของการชุมชนเรียกร้องของเยาวชนในการต่อต้านความไม่ยุติธรรมในการยุบพรรคอนาคตใหม่และการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของการระบาดของโรค Covid-19 การตื่นตัวของประชาชนที่มีพัฒนาการมาเรื่อยๆ จากผู้ใหญ่มาสู่เยาวชนที่ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงต่างกรรมต่างวาระ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ความอยุติธรรม ส่งผลให้เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเขาเหล่านั้นได้กลายเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งคอยจับตาการเลือกตั้งและเป็นฐานเสียงที่สำคัญของพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตย

นัยความเปลี่ยนแปลงที่สาม การเมืองไทยกำลังก้าวออกจากเครือข่ายอุปถัมภ์และบ้านใหญ่ ผลการเลือกตั้งที่ออกมาแสดงอย่างชัดเจนว่านักการเมืองที่เป็นบ้านใหญ่ในจังหวัดต่างๆ พากันสอบตก สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ นักการเมืองที่มีการย้ายพรรคจากพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทย (งูเห่า) ไปอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลสอบตกเกือบทั้งหมด มากกว่านั้นนักการเมืองที่เป็นบ้านใหญ่แต่ไม่ค่อยทำงานในพื้นที่หรือห่างหายจากพื้นที่เขตของตนหลายคนไม่ได้รับเลือกกลับเข้ามา สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการนักการเมืองที่ทำงาน ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ยิ่งเป็นนักการเมืองที่ลงพื้นที่และสังกัดพรรคที่มีจุดยืนสนับสนุนในด้านประชาธิปไตยด้วยแล้วมีโอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งอย่างมากจากประชาชน 

หลังจากนี้พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งต้องมีการคัดผู้สมัครที่ทำงานในพื้นที่ เป็นคนที่มีคุณภาพ ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย สิ่งเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน มากกว่านั้นถ้าให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัครให้พรรคการเมืองเพื่อส่งลงรับเลือกตั้งจะยิ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยเพราะส่งเสริมให้คนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น และสุดท้ายผู้สมัครที่มาจากบ้านใหญ่ก็ต้องแข่งกันทำงานในพื้นที่มากยิ่งขึ้น การอาศัยแต่เพียงเครือข่ายและอิทธิพลของบ้านใหญ่อาจจะไม่ทำให้ชนะการเลือกตั้งอีกต่อไป

นัยความเปลี่ยนแปลงที่สี่ การปรับตัวของพรรคการเมือง การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ที่ต่อมากลายเป็นพรรคก้าวไกล พรรคดังกล่าวซึ่งแสดงจุดยืนเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหารและความต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองไทยมีผลสำคัญต่อพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวทำให้พรรคเพื่อไทยที่ให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลักต้องหันมาย้ำจุดยืนของพรรคในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียง เราจะเห็นได้จากพรรคเพื่อไทยมีการพูดถึงเรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหารและการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมากขึ้นซึ่งในการเลือกตั้งครั้งก่อนพรรคเพื่อไทยไม่ได้นำเสนอประเด็นเหล่านี้เลย มากกว่านั้น ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการเลือกตั้ง คุณแพรทองธาร ชินวัตร แคนดิเดทของพรรคเพื่อไทยและหัวหน้ากลุ่มครอบครัวเพื่อไทยและ       คุณณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทยแลผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ที่ออกมายืนยันถึงจุดยืนของพรรคว่าจะต่อต้านเผด็จการทหารและไม่จับมือกับพรรคที่สืบทอดอำนาจเพื่อจัดตั้งรัฐบาล 

นอกจากนี้การส่งคนรุ่นใหม่ลงเลือกตั้งจำนวนมากตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคก้าวไกลส่งผลให้พรรคการเมืองต่างๆ หันมาให้ความสำคัญและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทำงานการเมืองมากขึ้น ประเด็นทางสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง LGBTQ การเกณฑ์ทหาร และสิทธิของนักเรียนนักศึกษาถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบนเวทีการเมืองมากขึ้นผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้รับโอกาสจากพรรคให้ลงเล่นการเมือง

นัยความเปลี่ยนแปลงที่ห้า สื่อโซเชียลมีเดีย กลายมาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเลือกตั้งรอบนี้ ในอดีตปัจจัยที่สามารถกำหนดพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน ประกอบไปด้วย สามปัจจัย คือ            1. นโยบายพรรคการเมือง 2. ตัวผู้สมัคร 3. เครือข่ายหัวคะแนนในพื้นที่ แต่ในยุคปัจจุบันคือต้องเพิ่มอีกหนึ่งปัจจัยคือ โซเชียลมีเดีย การเลือกตั้งรอบนี้พรรคที่สามารถใช้โซเชียลมีเดียได้ดีมากที่สุดต้องยกให้พรรคก้าวไกล การเลือกตั้งในรอบที่แล้วพรรคอนาคตใหม่ใช้โซเชียลมีเดียในการเจาะไปที่กลุ่มประชาชนบ้านมีรั้วเพราะเขาไม่สามารถที่จะเดินเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรรหรือพบเจอกับคนที่อยู่ในบนคอนโดได้ สิ่งที่ทำได้คือใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารนโยบายของพรรค แต่การเลือกตั้งรอบนี้พลังของโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ Tik Tok ได้ทะลุทะลวงไปถึงประชาชนที่อยู่ในชนบทในการรับสารและนโยบายของพรรค คลิปการอภิปราย การปราศรัยหาเสียง และการดีเบตถูกตัดต่อโดยประชาชนที่สนับสนุนพรรคและเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ให้ประชาชนรวมถึงเด็กและเยาวชนในที่ต่างๆ ได้รับรู้ ผลที่ตามมาคือเราจะเห็นพรรคการเมืองใหญ่อย่างเพื่อไทยมีการสั่งให้ผู้สมัครลงพื้นที่มากขึ้นและสื่อสารกับประชาชนมากขึ้นในช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์

นัยความเปลี่ยนแปลงที่หก การเกิดขึ้นของสื่อมวลชนในต่างจังหวัดและการกลายเป็นสื่อมวลชนของประชาชน ที่ผ่านมาการรับข่าวสารของคนต่างจังหวัดจะมาจากสำนักข่าวที่อยู่ในกรุงเทพฯ 

อย่างไรก็ตามในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเกิดสื่อมวลชนในต่างจังหวัดมากขึ้น เราจะเห็นสื่ออย่าง The Issan Record, Louder หรือดาวดินที่คอยรายงานข่าวในภูมิภาคอีสาน สื่ออย่าง Lanner ที่ทำข่าวจากทางภาคเหนือ หรือสำนักข่าว วาร์ตานี ที่รายงานข่าวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สื่อเหล่านี้ได้ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารและรายงานปัญหาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาของรัฐ ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่รัฐ การชุมนุมประท้วงรัฐบาลของเยาวชนในต่างจังหวัด หรือการนำเสนอรายงานข่าวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กระแสรองที่เกิดขึ้นในพื้นที่และในภูมิภาคต่างๆ ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้มากขึ้นและเกิดจิตสำนึกในความรักท้องถิ่นมากขึ้น  มากกว่านั้น สื่อเหล่านี้ในช่วงการเลือกตั้งยังทำหน้าที่รายงานผลและวิเคราะห์การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง การเกิดสื่อในภูมิภาคและในท้องถิ่นนั้นทำให้ประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารได้รอบด้านยิ่งขึ้นและมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งเพราะเขารู้ว่าที่ผ่านมามีใครทำอะไรไว้กับบ้านเมืองของพวกเขาบ้าง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกรัฐมนตรี เดินสายขอบคุณผู้สนับสนุนหลังการเลือกตั้ง จ.ระยอง เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2566

ยิ่งไปกว่านั้นประชาชนเองได้กลายเป็นสื่อในการรายงานผลการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาประชาชนหลายคนยังทำหน้าที่ในการตอบโต้ข้อมูลข่าวสารที่เป็น Fake news หรือการจี้ให้นักการเมืองตอบคำถามทั้งใน Facebook และ Twitter สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชนที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและต้องการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและนักการเมือง ที่สำคัญปรากฎการณ์ดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจไม่สามารถที่จะควบคุมข้อมูลข่าวสารและนำเสนอข้อมูลของตนฝ่ายเดียวให้ประชาชนรับรู้ได้เหมือนในอดีตที่ผ่าน แต่ประชาชาชนสามารถที่จะนำเสนอข้อมูลข้อตน ข้อโต้แย้งในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยเนื่องจากประชาชนมีข้อมูลในการตัดสินใจมากยิ่งขึ้น

นัยความเปลี่ยนแปลงที่เจ็ด กระแสชาตินิยมที่ปลุกไม่ขึ้น กระแสเรื่องชาตินิยมและสถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้ในการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสมอ เราสามารถดูได้จากข้ออ้างในการทำรัฐบาลในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เรื่องเหล่านี้จะถูกหยิบหยกขึ้นมาเพื่อเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชน ในการเลือกตั้งรอบนี้มีความพยายามของบางพรรคการเมืองที่นำเรื่องชาตินิยมและการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นจุดยืนและนโยบายของพรรคอย่างชัดเจน และผลักดันให้พรรคต่างๆ ที่เสนอเรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นคู่ตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นคือพรรคการเมืองดังกล่าวกลับไม่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนเพียงพอที่จะมี ส.ส.ของพรรคตัวเอง ในทางกลับกัน พรรคการเมืองที่เสนอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวกลับได้รับคะแนนเสียงเป็นจำนวนมาก

นัยความเปลี่ยนแปลงที่แปด ทัศนคติต่อคนต่างจังหวัดในการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป วาทกรรมโง่ จน เจ็บ เคยเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจและชนชั้นนำเคยใช้ในการดูถูกและลดคุณค่าในการเลือกตั้งของคนชนบท หรือคนเสื้อแดงที่เคยเลือกพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยในอดีต อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประกาศขอโทษของนิสิตจุฬาฯที่กรุงเทพฯที่มีต่อคนเสื้อแดง ความเข้าใจต่อสิ่งที่คนเสื้อแดงต้องเผชิญกับความอยุติธรรมและการใช้กำลังของผู้มีอำนาจ มากกว่านั้น ผลงานวิจัยหลายชิ้นที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ในเลือกตั้งต่อไป และคำตัดสินของศาลที่ยกฟ้องคนเสื้อแดงในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเผาบ้านเผาเมือง ข่าวเหล่านี้ที่เผยแพร่ออกไปทำให้คนทั่วไปเข้าใจการกระทำของคนชนบทและคนเสื้อแดงมากขึ้น ยิ่งกว่านั้น คะแนนของปาร์ตี้ลิสต์ของผลการเลือกตั้งในรอบนี้ออกมาอย่างชัดเจนในส่วนจังหวัดสำคัญๆ อย่างทางภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงรายที่เคยเป็นฐานสำคัญของคนเสื้อแดงหันมาเลือกพรรคก้าวไกลมากขึ้น นอกจากนี้ จังหวัดที่คิดว่าเป็นฐานเสียงของพรรคฝ่ายรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.เขตมากถึง 10 คน แต่ ผลคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ส่วนใหญ่เลือกพรรคก้าวไกล จังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.เขต 6 คน แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์พรรคก้าวไกลได้รับเลือกมากที่สุด เป็นต้น ผลการเลือกตั้งในลักษณะนี้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่เขารักเขาชอบแต่ส่วนตัวบุคคลเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเขาพิจารณาจากผลงาน และการทำงานในพื้นที่ ประกอบด้วย

นัยความเปลี่ยนแปลงสุดท้าย คนชนชั้นกลางที่เคยสนับสนุนการรัฐประหารในอดีตหันกลับมาสนับสนุนพรรคฝ่ายประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเฉพาะพรรคก้าวไกล เราจะเห็นได้จากชัยชนะพรรคก้าวไกลที่ชนะถล่มทลายในกรุงเทพมหานครทั้งที่เคยมีกลุ่ม กปปส. (ม็อบนกหวีด) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นผู้นำ จังหวัดทางตะวันออกและทางใต้ที่เคยเป็นฐานสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ม็อบเสื้อเหลือง) ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองสกุลเป็นผู้นำ หันกลับมาเลือก ส.ส.เขตของพรรคก้าวไกลยกจังหวัดโดยเฉพาะในภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี และตราด ทางภาคใต้ เช่น ภูเก็ต ที่เลือก ส.ส.เขตของพรรคก้าวไกลทั้งจังหวัด ไม่นับรวมคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนสูงสุดในภาคตะวันออกและบางเขตในภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่ม กปปส.

นัยความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นผลดีต่อการพัฒนาสถาบันพรรคการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยอย่างมาก ประเทศของเรากำลังมีแนวโน้มที่ประชาธิปไตยมีความตั้งมั่นมากขึ้น ชัยชนะของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยกำลังนำพาสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงและความหวังที่จะเห็นสังคมไทยเปลี่ยนทั้งในด้านโครงสร้าง และอุดมการณ์ทางการเมือง รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะกระจายความเท่าเทียมให้คนในสังคมมากยิ่งขึ้น 

ภายหลังที่จากที่สังคมไทยต้องตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความมืดมนมาหลายปี บัดนี้สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงแล้วในวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 พรรคก้าวไกลจะแถลง MOU ร่วมกับพรรคต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้ครบรอบ 9 ปี การทำรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านอย่าลืมเฝ้าดูนาทีประวัติศาสตร์ที่สำคัญจะเกิดขึ้นในการเมืองไทยและส่งกำลังใจให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ได้สำเร็จเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบและป้องกันการย้อนกลับมาของอำนาจเผด็จการซึ่งเป็นรากปัญหาที่ฝังลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2475

image_pdfimage_print