วันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว “สำเนา ศรีสงคราม” แกนนำชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำพอง จ.ขอนแก่น ถูกยิงเสียชีวิต เพราะลุกออกมาปกป้องสิ่งแวดล้อมในบ้านเกิดไม่ให้โรงงานเยื่อกระดาษทำลาย แม้จะสามารถจับตัวผู้สังหารได้ แต่ก็สาวไม่ถึงผู้สั่งการทำให้ความยุติธรรมที่ครอบครัวได้รับก็ยังรางเลือน ส่วนชาวบ้านยังคงเผชิญกับมลพิษที่ยากต่อการเยียวยา 

เสียงปืนดังขึ้นในตำบลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2546 กระสุนนัดนั้นได้พรากลมหายใจของ สำเนา ศรีสงคราม นักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนน้ำพอง และหมายพรากความหวังชาวบ้านที่จะลุกขึ้นมาส่งเสียงเพื่อเรียกร้องสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายจากโรงงานกลับคืนมา 

“ตอนนั้นมีการประชุม พี่สำเนาก็ประชุมด้วย แกก็อุ้มลูก อายุ 3-4 เดือน และมีการลอบยิงหลังจากการประชุมและเสียชีวิตทันที” สมจิตร ศรีลาโพธิ์ ชาวชุมชนน้ำพอง เล่าย้อนเหตุการณ์การลอบสังหารผู้นำการต่อสู้อันเคยเป็นเสาหลักของชาวบ้าน

แน่นอนว่าการสังหาร “สำเนา” ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวของชมรมอนุรักษ์น้ำพองชะงักทันที 

“หลังจากพี่สำเนาตาย พวกเราก็ไม่กล้าไปไหนอีก เพราะกลัวเขามาฆ่า เราสูญเสียผู้นำ คนที่เป็นเสาหลักในการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมไปแล้ว เราไม่ได้คาดการณ์ว่า การออกมาเรียกร้องสิทธิจะเกิดความสูญเสียแบบนี้” สมจิตรเล่าถึงเหตุหลังสำเนาเสียชีวิต

นี่มิใช่ครั้งแรกที่นักต่อสู้เพื่อสิทธิและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องสังเวยชีวิต ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย อธิบายว่า การลอบสังหารแกนนำที่เคลื่อนไหวเป็นแท็คติกของกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษ เพื่อตอบโต้ให้กลุ่มคนที่ขัดผลประโยชน์เกิดความกลัว 

“มันเป็นตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่ากรีน แบ็คแลช คือการที่ความเข้มแข็งของประชาชนเติบโตขึ้นในชุมชน ทำให้โรงงานเสียชื่อ เสียผลประโยชน์ การสังหารจึงผู้นำเป็นสิ่งที่ถูกใช้มาตลอดเพื่อสร้างความกลัว เหมือนเป็นนัยบอกว่า ถ้าพวกเอ็งหือก็จะเจอจุดจบแบบนี้”

ภาพของ สำเนา ศรีสงคราม ถูกวางไว้ ณ ที่เกิดเหตุ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2546 ขณะอายุเพียง 38 ปี ภาพโดย Luk Dugglely 

อย่างไรก็ดี ธาราอธิบายต่อว่า การลอบสังหารเป็นแท็กติกที่ใช้ได้ผลแค่เพียงเวลาสั้นๆเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชุมชนจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง การหยุดชะงักเป็นเพียงการทบทวนบทเรียนช่วงสั้นๆเท่านั้น

และเป็นดังที่ธาราอธิบาย ชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำพองลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ได้มีการจับตาและร่วมงานกับภาคประชาสังคมในการตรวจสอบมลพิษในแหล่งน้ำอยู่เนืองๆ การเคลื่อนไหวดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยหวังจะให้สิ่งแวดล้อมกลับไปเหมือนเคย

ผ่านมาเกือบสี่ทศวรรษ ปัจจุบันภาพในความทรงจำที่สมจิตรเล่าถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง สีของน้ำในลำห้วยที่เคยใสเปลี่ยนเป็นสีดำ สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เธอคุ้นเคยกำลังค่อยๆ เลือนหาย 

ความเปลี่ยนแปลงที่ชุมชนไม่ต้องการ 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2525 โรงงานผลิตเยื่อและกระดาษตั้งขึ้นเหนือฝายชลประทานหนองหวาย ในพื้นที่ ต.กุดน้ำใส อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ห่างจากคลองพองที่เชื่อมต่อกับลำน้ำพองประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงกุดน้ำใสและชุมชนใกล้เคียง 

จากคำบอกเล่าของคนในชุมชน ก่อนที่จะมีโรงงาน พื้นที่ ต.น้ำพอง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ ธรรมชาติ คนในชุมชนเรียกว่า “ซูเปอร์มาเก็ต” เพราะสามารถเก็บพืชผักจากธรรมชาติไปประกอบอาหารได้โดยไม่ต้องซื้อหา ส่วนแม่น้ำพองที่ไหลผ่านเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิต บ้างประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยอาศัยน้ำจากแม่น้ำ บ้างทำประมงและเลี้ยงปลาในกระชัง

“แถวนี้เคยเป็นต้นไม้ธรรมชาติ เป็นซูเปอร์มาเก็ต เป็นที่หาอาหารของชาวบ้าน ส่วนแม่น้ำ เมื่อก่อนจะเป็นลำห้วย ผักธรรมชาติจะขึ้นเต็มเลย เรามาทำไร่ก็เก็บผักมากิน เมื่อก่อนถ้าเราไม่ได้เอาน้ำดื่มมาจากบ้าน เราก็ไปกินที่ไร่เลย เพราะน้ำสะอาด แต่ตอนนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว” สมจิตร บรรยายภาพตำบลน้ำพองจากความทรงจำวัยเด็กอันเลือนลาง

สมจิตร ศรีลาโพธิ์ ชาวชุมชนน้ำพอง และสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง

แต่หลังจากตั้งโรงงาน น้ำในห้วยโจดและน้ำพองเปลี่ยนสีและมีกลิ่น ไม่สามารถนำมาบริโภคได้ดังเดิม ปลาในแม่น้ำและในกระชังเริ่มตาย อากาศเริ่มมีกลิ่นเหม็น น้ำเสียจากโรงงานรั่วไหลจนชาวบ้านไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้จำต้องทยอยขายที่

เมื่อสิ่งแวดล้อมแย่ลงกระทบชีวิตและอาชีพ ผู้คนใน ต.กุดน้ำใส และบริเวณใกล้เคียงจึงรวมตัวกันเรียกร้องหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบและเรียกร้องให้โรงงานแก้ไข

“เริ่มมีการชุมนุมประท้วงที่หน้าบริษัท ประเด็นหลักๆ คือ น้ำเสีย ตั้งแต่มีผลกระทบเรื่องน้ำ กลิ่น เสียง ฝุ่น เราเลยรวมตัวกันเพราะทนไม่ไหวแล้ว ไปร้องเรียนที่ไหนก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รับเรื่องแต่ก็ไม่มาแก้ไขปัญหาให้ชุมชน” สมจิตรเล่าถึงที่มาของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง ซึ่งรวมตัวกันเพื่อเฝ้าระวังมลพิษที่เกิดขึ้น 

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลำน้ำพองต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมเรื่อยมา กระทั่งปี 2546 สำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำพองก็ถูกยิงเสียชีวิต 

ช่องโหว่กฎหมาย

ในช่วงปี 2529 น้ำเน่าเสียในลำน้ำพองปรากฎเป็นระยะๆ ก่อนจะรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปี 2535 ปลาในแม่น้ำและปลาในกระชังของชาวบ้านตายเป็นจำนวนมาก ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบโรงงานจึงเข้าร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานราชการ มีการฟ้องศาลเรียกร้องค่าเสียหายจากโรงงาน มีการชุมนุมหน้าโรงงานเป็นครั้งคราว

มลพิษที่เกิดขึ้นปลุกการต่อสู้ของชาวบ้านปรากฎเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ นำไปสู่การตรวจสอบการปล่อยน้ำเสียและสารพิษลงในลำน้ำ และพบว่ามีสารเคมีที่ปนเปื้อนในน้ำเสียของโรงงานและได้มีการรั่วไหลจากบ่อกักเก็บน้ำ 

ต่อมาจึงนำไปสู่คำสั่งปิดโรงงานเพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขสามครั้ง โดยผู้ว่าราชการจังหวัด กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษในปี 2535 ปี 2536 และปี 2541-42 ตามลำดับ แต่โรงงานก็สามารถกลับมาเปิดใหม่ได้ทุกครั้ง และมีการขยายกำลังการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ 

ช่วงเวลาดังกล่าว โรงงานได้มีการชดเชยผลกระทบบางส่วน เช่น ในปี 2535 ได้ชดเชยเป็นเงิน 10,000 บาท จากการขยายกำลังผลิตเกินความสามารถในการบำบัดน้ำ 

อย่างไรก็ดี ต้นตอปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข น้ำพองยังคงเน่าเสีย มลพิษทางน้ำและอากาศยังคงปรากฎ โรงงานยังคงดำเนินกิจการต่อไป ธาราอธิบายว่า เกิดจากช่องโหว่ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม  

ห้วยโจด ซึ่งเป็นลำคลองที่ได้รับน้ำเสียจากโรงงานไหลลงสู่น้ำพอง

“มันคือช่องว่างทางกฎหมาย ค่าปรับจากการทำลายสิ่งแวดล้อมมันไม่สะเทือน สมัยนั้นเป็นช่วงต้นๆ ของการทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย คนที่จะต้องเข้ามาดูแลหลังอีไอเอ คือสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมซึ่งก็ยังละอ่อนอยู่ การกำกับดูแลมันก็ยิ่งอ่อนตามไปด้วย ต่อให้ปิดมันก็กลับมาเปิดได้ การสั่งปิดเป็นแค่การลดแรงกดดันที่เกิดจากชุมชนที่คัดค้าน”

แม้จะผ่านมานานแล้ว แต่ในทัศนะของธาราถึงการตรวจสอบมลพิษจากโรงงานยังมีลักษณะ “วัวหายล้อมคอก” ทิ้งภาระให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่การชดเชยยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ เขาจึงมองว่าต้องมีการ “รื้อ” และ “ปฏิรูป” กฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่

“ชุมชนที่ได้รับผลกระทบต้องเป็นคนแจ้งเรื่อง เป็นผู้ฟ้องคดี มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น กฎหมายที่เราใช้ทุกวันนี้แม้จะมีการปรับปรุง แต่การชดเชยการชดใช้ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน ดูจากกรณีหมิงตี้ที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน การคำนวณการชดเชยความเสียหาย กรมควบคุมมลพิษก็ยังต้องมาถามนักวิชาการว่าจะคิดเรื่องผลกระทบอย่างไร”

“ตอนนั้นกับตอนนี้แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม มันต้องปฏิรูปเลย ต้องรื้อใหม่ เพราะกฎหมายมันกว้างมาก มันแทบจะไม่มีประสิทธิภาพ การบังคับใช้ก็หลวม”  

นิภาพร สามศรี ชาวชุมชนกุดน้ำใส สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์น้ำพอง

เมื่อปี 2560 น้ำพองเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีการสะสมสารปรอท ซึ่งจัดเป็นสารอันตราย โดยพบในปลาช่อน ปลาชะโด และปลากระสูบ

ต่อมาปี 2563 กรมควบคุมมลพิษได้เก็บตะกอนดิน 5 ตัวอย่าง และพบว่าบริเวณกลางบึงโจดมีสารโลหะหนัก คือ สังกะสี 114.3 มก./กก. นอกจากนี้ยังพบโครเมียมจาก 3 จุด คือ กลางบึงมีค่า 67.6 มก./กก. จุดออกจากบึงจุดที่ 1 มีค่า 59.1 มก./กก. และจุดออกจากบึงจุดที่ 2 มีค่า 51.1 มก./กก. ขณะที่ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปี 2565 ระบุมาตรฐานตะกอนเพื่อปกป้องสัตว์หน้าดินมาตรฐานโครเมียมอยู่ที่ 43.4 มก./กก 

โลหะหนักเหล่านี้จะสะสมในสิ่งแวดล้อมและวนเวียนในห่วงโซ่อาหาร เช่น หากมีโลหะหนักอยู่ในแม่น้ำ ปลาที่อยู่ในแม่น้ำจะสะสมโลหะหนักเหล่านี้ หากมนุษย์กินปลาก็จะรับประทานโลหะหนักเหล่านี้เข้าไปด้วย 

การบริโภคโลหะหนักเหล่ามากเกินไปจะกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น หากสูดดมโครเมียมเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคจมูกอักเสบหรือหากรับประทานมากเกินไป อาจเกิดพิษแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง เช่น ระบบทางเดินอาหารอักเสบเฉียบพลัน เลือดออกในทางเดินอาหาร การระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด เป็นต้น

โรงงานอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษปัจจุบันได้เปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ซึ่งอยู่ในเครือซีเมนต์ไทยซื้อมาเมื่อปี 2544 โดยผู้บริหารชี้ว่า ได้ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมมหาศาลเพื่อลบภาพจำโรงงานที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 

แต่ทุกวันนี้ สีของแม่น้ำพองและบึงโจดยังคงดำสนิท ผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานยังคงได้รับผลกระทบจากฝุ่น เสียงและกลิ่นเหม็น สิ่งแวดล้อมเดิมๆ ของพวกเขายังไม่คืนกลับมา

แขนของนิภาพร สามศรี ชาวชุมชนกุดน้ำใส สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง ที่เป็นผื่นคันจากการใช้น้ำในห้วยโจด

ทศวรรษที่สี่กับปัญหาที่ยังไม่มีทางออก 

ขณะที่ภาครัฐยังคงจัดประชุมเพื่อถกเถียงถึงสาเหตุน้ำเน่าเสียของลำน้ำพองและงมหาทางแก้ไขปัญหา ก็นับเป็นเวลาเกือบ 40 ปีแล้วที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่บริเวณริมน้ำพองต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เป็นมลพิษ 

“มีคนจะช่วยได้ไหม ช่วยไทบ้านอย่างพวกฉันอยู่นี่ มันคุกคามหลายอย่าง เราพูดในความเป็นจริง เรารับผลกระทบในความเป็นจริง เราเป็นคนแถวนี้เรารู้ว่าเรารับผลกระทบแบบไหน ” นิภาพร สามศรี ชาวชุมชนกุดน้ำใส พูดถึงปัญหาที่เธอต้องเผชิญหลายสิบปีที่ผ่านมา 

นิภาพรอาศัยอยู่เพียงไม่กี่กิโลเมตรจากรั้วโรงงาน เธอจำเป็นต้องใช้น้ำในการดำรงชีวิต ทำเกษตรกรรม และเลี้ยงวัว ขณะที่พูดถึงผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป นิภาพรเปิดผื่นแดงตามมือและแขนให้เราดู เธออธิบายว่ามันเกิดขึ้นจากการแพ้ฝุ่นและอากาศ 

“อยากให้โรงงานปรับปรุงเรื่องน้ำและเรื่องฝุ่น อยากให้ดูแลแบบ สิ่งแวดล้อมที่อยู่แถวๆ รอบโรงงานให้ดีกว่านี้หน่อย ลำน้ำพองพวกเราก็สูบมาใช้เพราะไม่ได้ใช้น้ำประปา น้ำมันเค็มมันก็จะขึ้นเป็นเกลือสีขาวๆ เราอาศัยอยู่จุดนี้ ต้องอยู่แบบนี้” เธอกล่าวต่อ

หนึ่งชีวิตที่ต้องสังเวยไป ขณะที่อีกหลายๆ ชีวิตในชุมชนกุดน้ำใสต้องใช้เวลากว่าค่อนชีวิตในการต่อสู้ ต้องเผชิญกับความกลัว และทุกวันนี้พวกเขายังรอคอยวันที่จะได้สิ่งแวดล้อมที่ดีกลับคืนมา

ผ่านมาเกือบสี่ทศวรรษ ปัจจุบันชุมชนรอบน้ำพองที่อุดมสมบูรณ์ในความทรงจำวัยเด็กของสมจิตถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง สีของน้ำในลำห้วยที่เคยใสเปลี่ยนเป็นสีดำ สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เธอคุ้นเคยกำลังค่อยๆ เลือนหาย

อ้างอิง

หมายเหตุ : ผลงานชิ้นนี้อยู่ในโครงการ Journalism that Builds Bridges (JBB) สนับสนุนโดย สถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถานทูตฟินแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ UNDP และ UNESCO

image_pdfimage_print