หลายคนคงเคยได้ยินเพลงที่มีคำร้องเกี่ยวกับเรื่องเพศ ส่อถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ อย่างคำว่า “กะเทย” ไม่ว่าจะเป็นเพลงสตริง เพลงลูกทุ่งภาคกลาง หรือเพลงลูกทุ่งภาคอีสาน คำว่ากะเทยในเพลงคงสะท้อนมุมมองเรื่องเพศที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของเพลงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี

จากเพลง “กะเทยประท้วง” ของ ปอยฝ้าย มาลัยพร ที่วางแผงในปี 2547 ได้สะท้อนถึงการหลุดพ้นจากการถูกตีกรอบของสังคมผ่านมาตรวัดคุณค่าแห่งเพศบนเส้นทางการประกอบอาชีพของผู้มีความหลากหลายทางเพศในยุคปี 2000 ถัดจากนั้นมาไม่นานกระแสของเพลงกะเทยเริ่มได้รับความนิยม จึงทำให้เพลง “กะเทยก่อม็อบ” ของ จื้น ดอทคอม ถูกเขียนขึ้น และวางแผงในปี 2553 เป็นเรื่องราวของกะเทยในฐานะ “พลเมือง” กับการออกมาเรียกร้องสิทธิ์ สวัสดิการ และความเท่าเทียมของผู้มีความหลากหลายทางเพศในฐานะพลเมืองของประเทศ ต่อนายกรัฐมนตรี เนื้อหาของเพลงยังสะท้อนถึงการเรียกร้องต่อข้อปฏิบัติทางเพศและความสมบูรณ์แบบแห่งเพศ คือ การใช้คำนำหน้าเป็นนางสาว การจดทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกัน หรือการแต่งกายที่สอดคล้องกับเพศสภาพ น่าสนใจที่ประเด็นเหล่านี้ได้ถูกร่างเพื่อพิจารณาในทางกฎหมาย แต่ยังคงไขคำตอบหรือสนองความต้องการของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้แม้จะเข้าสู้ปี 2566 แล้วก็ตาม 

ยุคของเพลงกะเทยประท้วง ในปี 2547 จะทำให้เราเข้าใจว่าสังคมเริ่มยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้นในด้านการประกอบอาชีพ การเข้าถึงหน้าที่การงาน และสถานะทางสังคม แต่เพลงกระเทยก่อม็อบในปี 2553 กลับสะท้อนภาพการออกมาเรียกร้องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นเดิม สิ่งนี้สะท้อนถึงความไม่เสถียรของสังคมต่อการยอมรับความหลาหลายของเพื่อนมนุษย์ที่ว่าด้วยเหตุแห่งเพศทั้งสิ้น และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เพศวิถีหรือเพศภาวะเป็นแบบไหน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะต้องการความเป็นธรรมทางเพศ มีสิทธิ์ที่จะเคารพเสียงของหัวใจตัวเอง มีสิทธิ์ที่จะรัก รักอย่างไม่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ถูกตีกรอบความรู้สึกด้วยเหตุแห่งเพศ

อีกหนึ่งเพลงลูกทุ่งอีสานที่สะท้อนเรื่องราวความรักระหว่างเพศ ของเพศชายและเพศทางเลือก กับการตกอยู่ภายใต้อำนาจการกีดกันไม่ให้รัก ผ่านค่านิยมเรื่องเพศและการแต่งงานแบบเดิมของสังคมไทย เพลง “แม่ย่ารับบ่ได้สะใภ้กะเทย” ของศิลปินเมืองดอกบัวงามแม่น้ำสองสี บัวผัน ทังโส หมอลำซิ่งชื่อดังแห่งยุค เมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา ผลงานการแสดงและเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้เธอเป็นที่รู้จักของหมู่วัยรุ่นชายหญิงและกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ภาคอีสาน ด้วยวาทะศิลป์และสังวาดของหมอลำซิ่งสมัยใหม่ ที่มักจะปรากฏเนื้อหาความล่อแหลมเรื่องเพศผ่านกลอนลำ ทำให้กลอนลำมีลักษณะของการต่อสู่ในประเด็นเพศระหว่างหมอลำซิ่งฝ่ายชายและหมอลำซิ่งฝ่ายหญิง ประกอบแนวดนตรีที่มีความทันสมัย สอดรับกับความต้องการของท่านผู้ฟังในยุคนั้น นี่เองจึงทำให้บัวผัน ทังโส ได้รับความนิยมในฐานะ “ตัวแม่หมอลำซิ่ง แห่งเมืองอุบล” 

กลับมาที่เพลง แม่ย่ารับบ่ได้สะใภ้กะเทย หากจะวิเคราะห์ตั้งแต่ชื่อของเพลง เราจะพบว่า “แม่” ยังคงเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุด อำนาจของแม่ในการควบคุมดูแลทรัพย์สินและบริหารครัวเรือนให้เป็นระบบระเบียบ หรือแม้กระทั่งการเลือกสรรสะใภ้เข้าบ้านยังคงเป็นอำนาจหน้าที่ของแม่ อำนาจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมหญิงเป็นใหญ่ในครัวเรือน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทั่วไปของสังคมอีสาน สืบเนื่องมาจากรากวัฒนธรรมเดิมในสังคมมาตาลัยของชาวอุษาคเนย์ ทำให้ผู้หญิงมีบทบาทมากที่สุด และการที่ใครสักคนจะสามารถเข้ามาอาศัยใต้ชายคาหลังเดียวกับแม่ ไม่ว่าจะเป็นสะใภ้หรือเขย ต่างต้องผ่านการคัดเลือกและได้รับอนุญาตจากแม่ผู้เป็นเจ้าบ้านเสียก่อน 

การตั้งคำถามบนพื้นฐานความหลากหลายของมนุษย์ คนดีคือคนแบบใด หญิงและชายใช่ไหมที่เป็นคนดี คำถามเหล่านี้คงหาคำตอบไม่ได้เพราะมาตรวัดคำตอบของปัจเจกบุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน เช่นเดียวกับการสร้างมาตรวัดคุณค่าความสมบูรณ์แบบของการเป็นลูกสะใภ้ สะใภ้ที่ดีจะต้องเป็นแบบไหน เพศอะไร ถึงจะถูกใจแม่ย่า นี่เองจึงทำให้สะใภ้ใจเด็ดหลายๆ คน ต้องต่อสู้เพื่อให้ตนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฝ่ายชายในฐานะสะใภ้ของบ้าน 

“ล่ะฮักอีหลี น้องจั่งหนีนำอ้าย แต่ต้องใจสลาย แม่ของอ้ายเพิ่นเว้าใส่ ใภ้กะเทย เฒ่านี่เลยรับบ่ได้ มันบ่ใช่เพิ่นว่าใจ ล่ะความฮักถืกกีดกั้น คือฟ้าลั่น ลงกลางใจเด้หนอ ละย่าด่าทอ บ่ยอมรับ บอกบ่สมลูกชายเจ้า ละหวังมาเนาอยู่นำอ้าย ฮักแป๋ตาย น้องหวังแต่ง ละทาเล็บสีแดงๆ ย่าแสลงรับบ่ได้ บ่เอาใภ้จั่งกะเทย แม่ย่าเอย”

เนื้อหาในกลอนลำล่องช่วงเปิดของเพลง สะท้อนถึงการตัดพ้อของกะเทย ผู้หนีตามชายหนุ่มด้วยความเสน่หา เธอปรารถนาที่จะเป็นสะใภ้และทำหน้าที่ภรรยาตามขนบสังคม แต่ต้องถูกกีดกันไม่ให้รักเพียงเพราะการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศและการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศเท่านั้น ดังเช่น การทาเล็บสีแดง สิ่งนี่ทำให้แม่ย่าในเพลงหรือคนในสังคมยังมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อความเป็นจริงของเพศสภาพ จึงทำให้เกิดการไม่ยอมรับและกีดกันในที่สุด นอกจากนี้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเนื้อหาของเพลง เช่น การด่าทอ การใช้ความรุนแรงทางอารมณ์ เสมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจ ยังทำให้กะเทยถูกมองว่าตนต้องกลายเป็นผู้ได้รับแรงกระแทกจากเพศชายและเพศหญิงเสมอ 

ข้อมูลจากโครงการด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) ผลสำรวจความคิดเห็นของ 2,210 คน เมื่อปี 2019 สำรวจจากประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศ 1,349 คน และประชากรทั่วไป 861 คน ในด้านปัญหาสุขภาพจิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศ พบว่า การตีตราและเลือกปฏิบัติของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย มีการตีตราและเลือกปฏิบัติที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในวัย 18 – 24 ปี 49% เคยเป็นคนคิดฆ่าตัวตาย และ 17% เคยเป็นคนพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่และการถูกยอมรับอันน้อยนิดของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และการถูกตีตราให้อยู่ในสถานะรองของสังคมจนนำไปสู่การเกิดขึ้นของปัญหาสุขภาพจิตในที่สุด 

“บ่ดีหม่องใด๋ กะเทยบ่ดีหม่องใด๋ กะเทยก็มีหัวใจ รับบ่ได้ซั่นบ่ เป็นแม่ศรีเรือน ถูเฮือนก็ได้หนอ ให้ไปไถนาได้เด้อย่ารับไว้บ่ บ่มีอันเดียวก็นั่นแหละหนอ ที่ธรรมชาติให้มา”

“กะเทยไม่ดีอย่างไร” การตั้งคำถามต่อเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเองผ่านตัวตนและเพศ สะท้อนถึงการเฟ้นหาคำตอบที่มีต่อบรรทัดฐานเรื่องความดีของกะเทย ที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ หรือคำตอบนั้นอาจมีมากมายไม่แพ้กับคำตอบของคำถามที่ว่า ผู้ชายที่ดีต้องเป็นอย่างไร หรือผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแบบไหน เช่นเดียวกับคำร้องที่ว่า “เป็นแม่ศรีเรือนก็ได้ หรือจะให้ใช้แรงงานเหมือนผู้ชายก็ได้” การยกตัวอย่างศักยภาพของกะเทยเพื่อต่อรองอำนาจของวาทกรรมการนิยามเพศหลากหลายเป็นเพศอ่อนแอ สะท้อนถึงความต้องการเอาชนะวาทกรรมแห่งบาปนี้ เพื่อให้เพศกะเทยมีความทัดเทียมกับเพศชายเพศหญิง 

แต่ในที่สุดกะเทยก็ต้องยอมแพ้กับธรรมชาติของร่างกาย “เพศสรีระ หรือ SEX” ซึ่งหมายถึง ลักษณะทางเพศที่ถูกกำหนดโดยปัจจัยทางกายภาพ หรือ ชีววิทยา เช่น อวัยวะเพศ โครโมโซม ฮอร์โมน ลักษณะกายวิภาคอื่นๆ ที่มีความชัดเจนต่อเพศกำเนิด สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่ขีดเส้นความเป็นจริงของชีวิตไว้ ดังปรากฎในคำร้องสุดท้ายของท่อนนี้ “ไม่มีเสียงเดียวเท่านั้นที่ธรรมชาติให้มา” ที่หมายถึง “มดลูก” หรือภาวะการให้กำเนิดบุตรที่กะเทยคนนี้ยังไม่สามารถทำให้แม่ย่าได้   

จากตัวละครที่ปรากฏในเพลง ที่ไม่ได้มีแค่แม่ย่ากับสะใภ้กะเทยเท่านั้น แต่ยังมี “ลูกชายของแม่” ที่เป็นตัวแปรสำคัญของเรื่อง น่าสนใจที่สถานการณ์รักของชายหนุ่มกับการตกหลุมรักกะเทยคนนี้ เป็นเพราะเงื่อนไขใดมิอาจทราบได้ แต่รักนี้คงเปี่ยมด้วยความเสน่หา จนกล้าที่จะพาภรรยากะเทยเข้าบ้านในขณะที่แม่ของตนไม่ยอมรับ และสรุปแล้วชายในเรื่องเขาคือชายที่หมายถึงเพศชายหรือไม่ เขาเป็นเกย์ เป็นไบเซ็กชวล หรือเป็นเพศอื่นๆ สิ่งนี้คงไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของความเป็นจริงแห่งเพศหรือการนิยามเพศให้โดยการอนุมานได้ เพราะเรื่องเพศยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ไม่สามารถสร้างกรอบกำหนดหรือขีดเส้นจำกัดให้กับใครคนหนึ่ง

สุดท้ายนี้ ความหลากหลายทางเพศยังเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจภายใต้ความหลากหลายของมนุษย์ รสนิยมทางเพศยังคงเป็นสิ่งที่สะท้อนบทบาทและอัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้ทั้งหมด และไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน มีเพศสภาพหรือเพศภาวะเป็นแบบใด แต่คุณคือคุณ คือคนตัดสิ่งใจเลือกคำนิยามเพศให้ตัวเองได้ดีที่สุด ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรัก มีสิทธิ์ที่จะทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเอง จงภูมิใจในสิ่งที่คุณเป็น และเคารพความแตกต่างในความหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเท่าเทียม

อ้างอิง

  • สุภาณี พงษ์เรืองพันธุ์. (มปป.). เพศภาวะ ความหลากหลายทางเพศ การทับซ้อนของอัตลักษณ์ และการทำงานของ UNDP เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ. โครงการด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม. โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand)
  • เพลง แม่ย่ารับบ่ได้สะใภ้เป็นกะเทย : บัวผัน ทังโส คำร้อง/ทำนอง : ปรีชา ขันทะวัติ
image_pdfimage_print