“ผู้มีความหลากหลายทางเพศ” ยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจศึกษาในหมู่นักวิชาการทั้งในไทยและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาวิจัยทางสังคมศาสตร์หรือทางวิทยาศาสตร์ การทําความเข้าใจถึงความหมายและคุณค่าของความหลากหลายทางเพศ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาและทําความเข้าใจเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกยอมรับและมีพื้นที่ทางสังคมมากขึ้น ผ่านการแสดงออกของอัตลักษณ์ทางเพศที่ชัดเจน การมีบทบาททางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งการเมืองและวงวิชาการ บทบาทเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศมีพื้นที่ทางสังคมเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ทางสังคมเหล่านี้คงเป็นแค่บางส่วนของชนวนไฟที่จุดประกายให้นักวิจัยหลายๆ ท่าน สนใจศึกษาในประเด็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ  

ในสังคมไทยที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ความหลากหลายของผู้คน เชื้อชาติ ศาสนา ถูกสร้างสรรค์และเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น วัฒนธรรมที่หลากหลายและผู้คนมากมายในดินแดนแห่งนี้ ยังนำไปสู่การเกิดขึ้นของพิธีกรรม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนถึงความงดงามของความหลากหลายภายใต้สังคมเดียวกัน และน่าสนใจที่พิธีกรรม และความเชื่อ กลับกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศมีบทบาทและมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในฐานะผู้นำพิธีกรรมหรือผู้นำแห่งความเชื่อ อะไรคือสิ่งที่ทำให้สังคมยอมรับกลุ่มคนเหล่านี้มากขึ้นผ่านบทบาทในพื้นที่พิธีกรรมและความเชื่อ และอะไรคือมุดหมายปลายทางของการเข้ามามีบทบาทบนพื้นที่แห่งนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องหาคำตอบด้วยวิธีวิทยาในการศึกษาต่อไป 

4 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องประชุมแม่น้ำของ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีการจัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “พิธีกรรม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์: ภาคปฏิบัติการของกะเทยอีสาน” โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปีเตอร์ เอ แจ็กสัน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ร่วมกับ คณาจารย์ชาวไทยจากหลายมหาวิทยาลัย ที่สนใจศึกษาประเด็นพิธีกรรม ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และประเด็นผู้มีความหลากลายทางเพศในสังคมไทยและอีสาน อาทิ รศ.ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รศ.ดร.ธีระพงษ์ มีไธสง ดร.วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผศ.ดร.กังวาฬ ฟองแก้ว มหาวิทยาลัยบูรพา ผศ.ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา และ ดร.อนุชิต สิงห์สุวรรณ จากมหาวิทยาลัยนครพนม

ที่มา : คณะเหยาเข้าถึงธรรม

บทบาทของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย

Peter A. Jackson หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปีเตอร์ เอ แจ็กสัน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้เขียนหนังสือ Capitalism Magic Thailand เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม เป็นหนังสือที่ถูกแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย จากสำนักพิมพ์มติชน เป็นนักวิชาการที่สนใจคำสอนของพุทธทาสภิกขุ นอกจากนั้นเขายังสนใจปรากฏการณ์ทางสังคมไทยในหลายๆ เรื่อง

การใช้ชีวิตในเมืองไทยหลายปี ทำให้เขาสนใจศึกษาประเด็นแบบไทยๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เช่น ปรากฏการณ์การทรงเจ้าเข้าผี ความเชื่อท้องถิ่น พิธีกรรมในศาสนาและนอกศาสนา และปรากฏการณ์ที่เขาสนใจมากอีกปรากฏการณ์ คือ “ปรากฏการณ์หลวงพ่อคูณ” เป็นปรากฏการณ์ที่นำเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาผนวกร่วมกับทุนนิยม ภายหลังจากการเก็บข้อมูล เขาพบว่าสิ่งนี้ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อ พิธีกรรม ศาสนา และสังคมสมัยใหม่ ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนกันและกลายเป็นผลกำไรในที่สุด 

ในวงเสวนา ปีเตอร์ยังได้พูดถึงวงวิชาการจากฝั่งตะวันตกว่า ส่วนมากจะทำการวิจัยเฉพาะช่วง หรือการทำการศึกษาเป็นช่วงๆ ของสังคม แต่ในประเทศไทย สังคมและวัฒนธรรมที่นี่มีความหลากหลาย เราต้องใช้หลายอย่างเข้ามาศึกษาร่วมกันในเวลานั้น ส่วนประเด็นของผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีประเด็นหลายอย่างที่ทำให้เขาสนใจ การเก็บข้อมูลทางปรัชญา หรือการรวบรวมข้อมูลจากตำราอย่างเดียวคงไม่พอ จึงทำให้อาจารย์ปีเตอร์ ต้องเดินทางมายังพื้นที่ที่เกิดปรากฏการณ์จริง หรือในการศึกษาทางมานุษยวิทยาจะเรียกสิ่งนี้ว่าการลงพื้นที่สนามหรือการเก็บข้อมูลอย่างมีส่วนร่วม (Fieldwork) 

“เมื่อ 40 ปีก่อน ที่ จ.นครปฐม ผมไปจ่ายตลาดที่ตั้งอยู่ติดกับองค์พระปฐมเจดีย์ ผมได้สังเกตเห็นคนที่มีรูปร่างเป็นผู้ชายแต่แต่งกายเป็นผู้หญิง กำลังขายของที่ตลาด ผมรู้สึกแปลกใจมากเลยว่าสรุปแล้วเขาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง นี่เป็นสิ่งแรกที่ทำให้ผมสนใจศึกษาประเด็นเพศวิถี ซึ่งเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยในสังคม เพราะสังคมประเทศตะวันตกในสมัยนั้น เรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องปกปิด แต่ที่ประเทศไทย บุคคลทั่วไป อาจารย์ พระ ไม่เชิงยอมรับและไม่เชิงรังเกียจ เหมือนกับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่อยู่กับสังคมมานาน เป็นปรากฏการณ์ของความหลากหลายทางเพศที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และหากจะให้ผมเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมตะวันตก เป็นสิ่งที่แตกต่างมาก มีหลายอย่างที่ทำให้ชีวิตของผมค่อยๆ ขยายไอเดีย อธิบาย วิเคราะห์ หลังจากที่ผมกลับมหาวิทยาลัยไป ผมก็ได้ตัดสินใจเรียนต่อ และเดินทางกลับมาที่นี้เพื่อศึกษาประเด็นนี้”  

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปีเตอร์ เอ แจ็กสัน (ซ้ายสุด) ภาพ: ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ปีเตอร์ยังได้ศึกษาพิธีกรรมการทรงเจ้า ที่เข้ามาในสังคมระดับ Middle Class หรือชนชั้นกลาง เข้ามาเป็นปรากฏกรณ์ในเมืองหรือศูนย์กลางของประเทศไทย การทรงเจ้าจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแค่ในระดับ local อีกต่อไป น่าสนใจไปกว่านั้นคือองค์เทพที่ลงมาทรงเจ้า ไม่ได้เป็นองค์เทพที่มาจากบรรพบุรุษ แต่กลับมีองค์เทพฮินดู เทพเจ้าจากจีน หรือแม้แต่วีรบุรุษในประวัติศาสตร์ไทย นี่คงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนรัฐศูนย์กลางอย่างกรุงเทพมหานคร ที่อยู่ภายใต้ระบอบทุนนิยม ภายใต้ระบอบของสื่อมวลชน และเกิดขึ้นกับผู้คนชนชั้นกลาง ซึ่งหมายถึงคนที่เรียนจบสูง มีฐานะทางสังคม และผู้ที่เป็นแกนหลักของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตนจึงมองว่า หากจะทำความเข้าใจสังคมไทยสมัยนี้ จะต้องเอาหลายอย่างเข้ามาประกอบการศึกษา อย่างความเชื่อ ความคิดของสังคมสมัยใหม่ ทฤษฎีเกี่ยวกับทุนนิยม และเรื่องศาสนา เข้ามาประกอบการศึกษาด้วย จากที่กล่าวมา นี่เป็นตัวอย่างของความลากหลายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หากจะทำการศึกษาเราต้องทำการสร้างกรอบความคิดใหม่เพื่อให้ครอบคลุมความหลากหลาย ครบคลุมความเป็นพหุวัฒนธรรมในสังคมไทย

ปรากฏการณ์การทรงเจ้าเข้าผี ยังเป็นอีกปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในการขยายตัวของพิธีกรรมดังกล่าว นอกจากจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับความร่ำรวย และการใช้สื่อมวลชนสมัยใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดพิธีกรรม ยังเกี่ยวข้องกับมิติทางเพศของคนทรงเจ้าด้วย ในอดีตการเป็นคนทรงเจ้าในพื้นที่ต่างจังหวัด ต่างอำเภอ หรือต่างหมู่บ้าน ส่วนมากจะเป็นผู้หญิง และอาจจะเป็นผู้ที่บูชาบรรพบุรุษหรือผีฟ้าผีแถน แต่สมัยนี้มีคนที่มีความหลากหลายทางเพศเข้ามาเป็นเจ้าพิธีมากขึ้น โดยอัตลักษณ์ทางเพศมักจะเป็นเกย์ กะเทย ที่ค่อนข้างชัดเจนไม่มีการปกปิด 

ปีเตอร์ยังมองว่า ใน 30-40 ปี ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางเพศในวงการไสยศาสตร์และความเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสื่อ การเปลี่ยนแปลงทางเพศและเพศวิถีเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลย ทำไมคนที่มีความหลากหลายทางเพศเข้ามามีบทบาทเป็นเจ้าพิธีหรือนำพิธีกรรมได้ และยังได้รับการยอมรับจากคนในสังคม สิ่งนี้จะตรงกันข้ามกับสมัยก่อนที่คำว่า “กะเทย” เป็นคำดูถูก คนที่เป็นกะเทยเป็นคนที่ถูกดูถูกว่าเป็นคนที่ไม่ดี ไม่ถูกยอมรับ ไม่ถูกยกย่อง หรือถูกตัดสินว่าเป็นคนชายขอบในสังคม แต่พอเข้ามาเป็นผู้นำทางด้านนี้ กลับได้รับการยอมรับมากขึ้นและมีพื้นที่ทางสังคมมากขึ้น สิ่งนี้ถือเป็นวิธีที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศเลือกที่จะเข้ามามีบทบาทในสังคมสมัยใหม่ ซึ่งหลังจากที่ได้กลับไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรมคนทรงเจ้าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตนพบว่าหลายท่านได้เขียนบทความ หนังสือ หรือวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับพิธีกรรมการทรงเจ้าในประเทศไทย มักจะมีเชิงอรรถอธิบายถึงการทรงเจ้าที่มีมาหลายยุคหลายสมัยด้วยกัน เช่น การทรงเจ้าที่เชียงใหม่เมื่อ 40-50 ปี ที่แล้ว 90% เป็นผู้หญิง อีก 5-10% จะเป็นกะเทยหรือเกย์ แต่ภายใน 30-40 ปี ให้หลัง กลับพบว่ามีเกย์และกะเทยเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมนี้กว่า 50% 

เขาได้ยกตัวอย่างถึงการเดินทางไปเก็บข้อมูลในเทศกาลกินเจ จัดขึ้นที่ จ.กระบี่ และ จ.ตรัง เขาได้สังเกตเห็นการเดินขบวนของคนทรงเจ้าหรือองค์เทพจีน ในอดีตคนที่ทำหน้าที่ทรงเจ้ามักจะเป็นเพศชาย แต่ปัจจุบันกลับพบว่าคนที่มาเดินขบวนประกอบไปด้วยกะเทยและเกย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนทรงเจ้าของเจ้าแม่กวนอิม และร่วมเดินขบวนในเวลาเดียวกัน นี่เป็นแค่ตัวอย่างการเข้ามาของพิธีกรรม ความเชื่อ และศาสนา ที่ไม่ใช่เฉพาะภาคเหนือหรือภาคอีสานเพียงเท่านั้น กระทั่งความเชื่อสายจีนที่ภาคใต้ ยังมีบทบาทของกะเทยปรากฏอยู่ สิ่งนี้อาจจะมาจากเหตุที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศมีความสามารถในการเต้น รำ หรือแสดงบทบาทที่สวยงาม สนองกับความเชื่อที่ว่า การร่ายรำจะเป็นการเชิญองค์เทพลงมา นอกจากนั้น คนที่มีความหลากหลายทางเพศมักจะมีบทบาทในฐานะคนนำพิธี เป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สิ่งสวยงามในพิธี การจัดดอกไม้ และการมีฝีมือในงานศิลปะ 

ทำไม เกย์ กะเทย ถึงเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้นำพิธีกรรม? นี่คงเป็นคำถามที่ไม่สามารถตอบได้เพียงคำตอบเดียว ปีเตอร์ได้ตอบคำถามและอธิบายว่า ระดับการยอมรับทางสังคมคงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ อีกหนึ่งคำตอบคือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ส่วนมากคงบวชเป็นพระไม่ได้ แต่พวกเขาเลือกที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรม อย่างเช่นการทรงเจ้าเข้าผี ที่ส่วนมากมักจะจัดขึ้นที่ศาล หรือศาลเจ้า ซึ่งเป็นพื้นที่นอกวัด และเป็นสิ่งที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถทำได้ คนกลุ่มนี้อยากมีบทบาททางศาสนาและความเชื่อ แต่พวกเขาไม่สามารถทำได้ เช่น การบวช พวกเขาจึงขอมีบทบาททางความเชื่อที่เกิดขึ้นในพื้นที่นอกวัดดีกว่า อีกหนึ่งคำตอบคือเรื่องทุนนิยมและสื่อที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตัวอย่างปรากฏการณ์เกี่ยวกับทุนนิยมที่เกิดขึ้นคือการทรงเจ้าที่ จ.ลำปาง พบว่าคนในหมู่บ้านต่างอำเภอ เขาอยากทำพิธีบูชาบรรพบุรุษของคนในหมู่บ้าน แต่จำนวนผู้หญิงภายในหมู่บ้านไม่เพียงพอ มีบางส่วนได้ย้ายออกจากหมู่บ้านไป ผู้นำพิธีในหมู่บ้านลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องจ้างคนมาทำพิธี แต่คนที่จ้างมากลับเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง ในสมัยก่อนการทำพิธีในหมู่บ้านอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เงิน แต่ในปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องจ้างคนจากต่างหมู่บ้านเข้ามาทำพิธี กลายเป็นพิธีกรรมที่ถูกครอบด้วยการทำธุรกิจ และคำตอบสุดท้ายคือเรื่องของความสามารถ ทักษะในการแสดงและสุนทรียศาสตร์ อาจารย์ปีเตอร์ได้ยกตัวอย่างการทรงเจ้าเข้าผีของกะเทยกับ Divas หรือนักแสดงบนเวที สองสิ่งนี้เป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยศาสตร์แห่งการแสดง

ในวงการกะเทยต่างประเทศอย่างการแสดง Drag ที่มักจะใช้วิธีการลงองค์ก่อนทำการแสดง สวมบทบาทเป็นตัวแสดงนั้น เช่น ก่อนที่จะเเสดงเป็น Madonna เขาจะไม่แสดงเป็นมาดอนนาหรือร้องตามเพลงอย่างเดียว แต่เขาจะสวมวิญญาณของมาดอนนาลงไปด้วย สิ่งเหล่านี้จะใช้วิธีการแสดงออกผ่านสรีระร่างกายอย่างชัดเจน และใช้วิธีวิทยาของการแสดง ซึ่งจะคล้ายกันกับการทรงเจ้าเข้าผีของกะเทยไทย สิ่งนี้ทำให้อาจารย์ปีเตอร์คิดว่า หากจะต้องมีการศึกษาอาจจะใช้ทฤษฎี Queer theory ในการศึกษาร่วมด้วย โดยอาจจะใช้การแสดงออกของนักแสดง Drag วิเคราะห์ร่วมกันกับการร่ายรำของกะเทยในพิธีกรรมทรงเจ้าเข้าผี เพราะทั้งสองอย่างจะเน้นการแสดงและบทบาทในการแสดงออกที่ข้ามเพศเช่นกัน

จากแนวคิดและสมมติฐานในการอธิบายปรากฏการณ์ของ Max Weber ที่มีการตั้งสมติฐานเกี่ยวกับความเชื่อไว้ว่า ความเชื่อจะเสื่อมถอยน้อยลงหากสังคมพัฒนาและเจริญขึ้น เพราะเมื่อมนุษย์สามารถสร้างคำอธิบายเชิงเหตุผล มีสภาวะทางความคิดที่พัฒนาอยู่เสมอ และสังคมมีความทันสมัยมากขึ้น ปรากฏการณ์ทางความเชื่อก็ควรที่จะลดน้อยลง ความเชื่อความศรัทธาก็จะเลือนหายไปในที่สุด แต่งานศึกษาปรากฏการณ์ทางความเชื่อของปีเตอร์ ล้วนเป็นหลักฐานชี้ชัดหักล้างแนวคิดและสมมุติฐานในการอธิบายปรากฏการณ์เรื่องความเชื่อในสังคมสมัยใหม่ อาจจะไม่ได้เป็นดังที่ Max Weber ได้ตั้งสมมุติฐานไว้เสมอโดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่ แต่กลับมีปรากฏการณ์ความเชื่อเกิดขึ้นให้เห็นอย่างมากมาย

พิธีกรรม ความเชื่อ และบทบาทของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสังคมอีสาน

ในงานศึกษาเรื่อง พยากรณ์ลิขิต ชะตาชีวิตคนข้ามเพศ: ประสบการณ์ชีวิตของนักพยากรณ์หญิงข้ามเพศกับการประกอบสร้างอัตลักษณ์เครือข่ายทางสังคม และการสื่อสารประเด็นเชิงสุขภาวะในชุมชนเกย์ กะเทย ชายรักชายและผู้หญิงข้ามเพศ ที่ศึกษาวิจัยโดย ผศ.ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา เดิมเธอเป็นผู้ที่สนใจบทบาทของการพยากรณ์ของหมอดูในยุคดิจิทัล แม้ในปัจจุบันเราจะอยู่ในยุคแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ความจริงที่เกิดขึ้นหมอดูกลับมีความสำคัญมากในสังคม และนำไปสู่การเกิดขึ้นของ “ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง” เธอเชื่อว่าหมอดูคือตัวละครสำคัญของการขับเคลื่อน แพร่ขยาย และสร้างความนิยมในลัทธิบูชาความมั่งคั่งนี้ ทั้งในบริบทพื้นที่ของสังคมเมือง กรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อย่างพื้นที่โลกดิจิทัลบนแพล็ตฟอร์มออนไลน์ พื้นที่แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นที่แห่งโอกาสและการเปิดกว้างต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ ให้เข้ามาแสดงตัวตน รวมไปถึงการแสดงออกทางความเชื่อ พิธีกรรม หรือรูปแบบของศาสนาใหม่ๆ อีกด้วย

ผศ.ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา (กลาง) ภาพ: ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ในงานศึกษาของเธอ ได้ทำการศึกษาหมอดูชื่อดังที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่ชื่อว่า “หมอดูต๊อกแต๊ก” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Toktak A4 เธอเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญในงานศึกษาครั้งนี้ ในฐานะหมอดูกะเทยที่กำลังเป็นที่นิยมแห่งยุค เธอมีชื่อเสียงมาจากการเป็นหมอดูให้กับคนมีชื่อเสียงในวงการมากมาย เธอเกิดและโตในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และได้เข้ามาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยใน จ.มหาสารคาม เธอพยายามที่จะประกอบสร้างตัวตนผ่านเพศสภาพและทุนทางสังคมที่เธอมี นั่นคือเครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจที่เธอได้สร้างขึ้นมาใหม่ ภายหลังจากเธอเข้าไปใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ และกลายเป็นหมอดูที่มีชื่อเสียง 

การศึกษาผ่านหมอดูต๊อกแต๊ก พบว่า คำว่า Mutelu เมื่อถูกนำเสนอผ่านปากผ่านคำแนะนำของหมอดู Mutelu เสมือนอวตารหรือการอุบัติใหม่ของลัทธิบูชาความมั่งคั่งที่ควบคู่ไปกับพหุศาสนาผ่านบทบาทของหมอดู นอกจากนั้น หมอดูต๊อกแต๊กพยายามที่จะใช้องค์ความรู้ที่ไม่ใช่แค่การ Mutelu อย่างเดียว แต่เธอใช้สถานะทางการศึกษาในระดับด็อกเตอร์ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าและสร้างตัวตนของเธอ และในปัจจุบันเธอได้เข้ามามีบทบาทในการเป็นกรรมาธิการในรัฐสภาและแวดวงการเมือง 

สิ่งนี้สะท้อนถึงการถูกยอมรับมากขึ้นของผู้มีความหลากหลายทางเพศในบทบาทของหมอดู และถูกยอมรับในตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมในเรื่องอื่น การทำหน้าที่เป็นหมอดูผ่านแพล็ตฟอร์มออนไลน์เป็นพื้นที่ในการแสดงออกทางเพศที่กว้างขึ้น จนทำให้สังคมมองข้ามปัจจัยเรื่องเพศสภาพออกไป และแพล็ตฟอร์มออนไลน์ยังเป็นพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันและเกิดความสัมพันธ์ในหลายมิติ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 

เรื่องราวชีวิตของหมอดูข้ามเพศ จึงไม่ได้นำเสนอเพียงความสำเร็จของกะเทยอีสานย้ายถิ่น ที่พยายามจะยกระดับสถานภาพทางเศรษฐกิจขอตนผ่านความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการพยากรณ์เพียงเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน ส่งเสริมและเผยแพร่ลัทธิความมั่งคั่งให้ได้รับความนิยมอย่างวงกว้าง และมีการประยุกต์ใช้ทรัพยากรจากลัทธิบูชาความมั่งคั่งในหลากหลายบริบทและหลากหลายสถานการณ์ ส่วนรูปแบบความเชื่อทางศาสนานั้นจะเป็นลักษณะศาสนาแบบลูกผสมระหว่างพุทธ พราหมณ์ ผี และอำนาจเหนือธรรมชาติ มีความยืดหยุ่นและไหลลื่นอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้จึงทำให้ความเชื่อท้องถิ่นหรือความเชื่อจากพื้นที่ชายขอบเข้ามามีบทบาทและถูกยอมรับมากขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางของสังคม ผ่านตัวแปรสำคัญคือหมอดูกะเทย

ในงานวิจัยเรื่อง โซเชียลมีเดียและป๊อปคัลเจอร์: การสื่อสารด้านสุขภาวะของร่างทรงและผู้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเกย์และผู้หญิงข้ามเพศในศตวรรษที่ 21 ศึกษาวิจัยโดย ผศ.ดร.กังวาฬ ฟองแก้ว เธอได้อธิบายผลการศึกษาว่า จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ให้บริการทางจิตวิญญาณหรือการเป็นร่างทรงและผู้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ จะมาจากการศึกษาด้วยตัวเองเนื่องจากทุนทางความเชื่อที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างแรงกล้า จนนำไปสู่ความเชื่อที่ว่าตนคือผู้ได้รับมอบหมายจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ และการทำหน้าที่ในการสืบทอดความเชื่อผ่านทางสายเลือดจากบรรพบุรุษ จึงเชื่อมั่นว่าตนเป็นผู้มีสัมผัสพิเศษต่างไปจากคนทั่วไป 

นอกจากนั้นเพศสภาพแห่งความเป็นเกย์และหญิงข้ามเพศถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ส่งผลต่อการเข้าถึงและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม อย่างไรก็ดีการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศยังมีข้อจำกัดในบางเรื่อง เช่น การถูกปรามาสในการประกอบพิธีกรรมบางพิธีกรรมที่เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ห้ามให้หญิงผู้มีความหลากหลายทางเพศประกอบพิธีกรรม หรือในบางพิธีกรรมที่สงวนไว้ให้เพียงแต่เพศชายเท่านั้น เช่น การบวช 

ความเข้าใจและการใช้ประโชน์จากป๊อบคัลเจอร์ของผู้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเกย์และผู้หญิงข้ามเพศ โดยสามารถเชื่อมโยงพิธีกรรมกับเรื่องเล่า บุคคล หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีการออกแบบและปรับแต่งเครื่องรางของขลังให้กลายเป็นแฟชั่นหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และมีการใช้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ของตนและต้นทุนทางสังคมของตน

การเพิ่มช่องทางและโอกาสให้กับธุรกิจจากการใช้สื่อโซเชียลต่างๆ ในการนำเสนอพิธีกรรม ความเชื่อ และไสยศาสตร์ มาสร้างให้เป็นธุรกิจของหมอดูผู้มีความหลากหลายทางเพศ เสมือนกับการใช้สื่อโซเชียลเพื่อเป็นช่องทางการตลาดอีกรูปแบบหนึ่งในการสร้างชื่อเสียงของตนให้เป็นที่รู้จักและตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งเหล่านี้ผ่านแพล็ตฟอร์มที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีความสะดวก

ในงานวิจัยเรื่อง ลัทธิบูชาพญานาค: การศึกษาอัตลักษณ์ชุมชนทางศาสนาของกลุ่มเกย์และกะเทยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ศึกษาวิจัยโดย ดร.อนุชิต สิงห์สุวรรณ เขาได้อธิบายถึงความเกี่ยวข้องของลัทธิบูชาพญานาคกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไว้ว่า ในแง่มุมหนึ่งของพุทธศาสนา ถือเป็นศาสนาที่อนุญาตและให้พื้นที่สำหรับผู้ชายเพียงเท่านั้น ในขณะเดียวกันที่ตามหมู่บ้านในภาคอีสาน จะเป็นพื้นที่ของ “นางเทียม” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ของเพศหญิง เป็นที่น่าสนใจว่ากะเทยจะถูกจัดให้อยู่ตำแหน่งแห่งที่ใดในพื้นที่ของความเชื่อเหล่านี้ 

ดร.อนุชิต สิงห์สุวรรณ (กลาง) ภาพ: ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ลัทธิพิธีการบูชาพญานาคถือเป็นความเชื่อที่อยู่ใต้ร่มพระพุทธศาสนา ดังนั้นจะต้องมีเพศที่มีองค์ความรู้ในโลกของพระธรรมในนามของพุทธะด้วย ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องของร่างในจิตวิญญาณในศาสนาดั้งเดิม กะเทยและเกย์จึงเข้ามาทำหน้าที่นี้ โดยเฉาะที่พิธีกรรมการบูชาพญานาคเป็นพิธีกรรมที่ประดิษฐ์สร้างใหม่ มักจะมีการใช้นาฏกรรมชั้นสูงเข้ามาเกี่ยวข้องในการประกอบพิธีกรรม เช่น การฟ้อน การร่ายรำ การจัดงานบูชา และการประดิษฐ์สร้างเครื่องสักการะ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากผู้มีความชำนาญอย่างกะเทยและเกย์ทั้งสิ้น ฉะนั้นพื้นที่เหล่านี้จงเป็นที่อนุญาตให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้ามาเป็นเจ้าพิธีอย่างมีนัยยะสำคัญ 

อนุชิตได้แนะนำบุคคลท่านหนึ่งให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้รู้จัก คือ หลวงปู่คำตา สิริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสที่วัดคำชะโนด บุคคลท่านนี้เป็นพระภิกษุ แต่ตามเรื่องเล่าของชาวบ้าน ก่อนการบวชชาวบ้านจะเรียกท่านว่าเป็นกะเทยหรือเป็นคน “ผู้-แม่” ในอดีตมีเรื่องลึกลับเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน เช่น การหายตัวไปถึง 2 วัน และหลังจากที่กลับมายังหมู่บ้านก็ได้เล่าให้ชาวบ้านฟัง ว่าตนไปประกวดชายงามที่เมืองบาดาลมา และถูกรับเลือกให้กลายเป็นบุตรของศรีสุทโธนาคราช แต่ถ้าไม่บวชตามขนบทางศาสนาก็จะทำให้ตนกลายเป็นผู้มีจิตวิปริต มีอาการป่วยไข้ จากนั้นตนจึงตัดสินใจบวชและอาศัยใต้ร่มศาสนา ในค่ำคืนที่ตนบวชยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ศรีสุทโธนาคราชได้เลื้อยเข้ามาพ่นน้ำ ประพรมน้ำมนต์ เพื่อจะบอกว่าเขาได้กลายเป็นลูกชายของศรีสุทโธนาคราชแล้ว และหลวงปู่คำตา ศริสุทโธ ยังเป็นผู้ทำให้คำชะโนดมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก จากนั้นก็มีตำนานอื่น ๆ ประกอบสร้างขึ้นมาเพื่อให้พื้นที่แห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์เพิ่มมากขึ้น เช่น ตำนานผีจ้างหนัง 

อีกบุคคลท่านหนึ่งที่อนุชิตสนใจศึกษา คือ หมอลำน้ำเชี่ยว ซึ่งบุคคลท่านนี้ก็มีเพศสภาพเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นกัน หมอลำน้ำเชี่ยวได้ให้ข้อมูลว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้หมอลำนับถือพญานาค เป็นเพราะชีวิตของหมอลำอยู่บนความเสี่ยงอยู่เสมอ การเดินทางรอนแรม ระยะเวลาในการทำการแสดงที่ดึกดื่น ทำให้ชีวิตของหมอลำอยู่บนความเสี่ยง หนทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตหมอลำอยู่รอดปลอดภัยคือการนับถือพญานาค 

พญานาคยังสอดแทรกอยู่ในความเชื่ออื่น อย่างพิธีกรรมเหยาของผู้คนในแถบอีสาน จากการลงพื้นที่ศึกษาหาข้อมูลในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม เดิมการประกอบพิธีกรรมเหล่านี้จะเป็นหน้าที่ของผู้หญิงมาโดยตลอด แต่การเปลี่ยนแปลงของแรงงานหญิง ที่มีการเดินทางไปทำงานในพื้นที่ต่างถิ่น เข้าสู่พื้นที่อุตสาหกรรมและระบอบทุนนิยม และเข้าสู่ระบบรัฐราชการที่เป็นพื้นที่ของชายจริงหญิงแท้ กะเทยหรือผู้มีความหลากหลายทางเพศจึงถูกหยิบยกเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน และสืบเชื้อสายโดยวิธีการประทับทรง หรือที่เรียกว่า “การเป็นทายาทโดยทางธรรม” จะแตกต่างจากความเชื่อเรื่องผีปู่ย่าทางภาคเหนือที่มีการสืบเชื้อสายผ่านทางสายตระกูล สิ่งนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านที่มีระบอบทุนนิยมเข้ามาแทรกแซง จนทำให้กะเทยมีบทบาทในพิธีกรรมและความเชื่อมากขึ้น 

ที่มา: บ้านนาฏยะมหาสารคาม

ลัทธิการบูชาพญานาคยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ในการสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ในเชิงชาติพันธุ์ลาวอีสาน นอกจากนั้นยังมีศาสนาอื่นที่เข้ามาปะปนกับคติความเชื่อเรื่องนาค อย่างคติความเชื่อเรื่องฮินดู ครู หรือตัวละครจากเรื่องรามายนะ นอกจากคติความเชื่อดั้งเดิมจากรากความเชื่อเรื่องพญานาค ยังมีการสร้างสรรค์ใหม่ขึ้นเสมอภายใต้สภาวะสมัยใหม่ เช่น การจัดงานไหว้ครู ไหว้ปู่พญานาค ที่จัดขึ้นใน “เดือนสามออกใหม่สามค่ำ” ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของชาวอีสาน ที่เชื่อกันว่าช่วงเวลาเดือนสามออกใหม่สามค่ำจะเป็นช่วงเวลาที่ฝนห่าแรกจะตกลงมายังโลกมนุษย์ จะเป็นช่วงที่ฟ้าเปิด และภพทั้งสามถูกเชื่อมหากัน นอกจากนั้นเดือนสามตามคติฮินดู จะเป็นช่วงที่นิยมทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ในช่วงเวลาเดือนสาม ชาวอีสานจึงใช้ช่วงเวลานี้ในการบูชาพระธาตุพนมเช่นกัน 

อนุชิตยังปิดท้ายด้วยการอธิบายภาพรวมของความเชื่อและความเกี่ยวข้องกันของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไว้ว่า

“ในแง่ของศาสนาในสภาวะความเชื่อสมัยใหม่ที่มีเรื่องของความหลากหลาย มีความเชื่อที่ข้ามแดนข้ามถิ่นปนเปกับศาสนาพื้นบ้านที่มีการรังสรรค์ขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง การทำงานของโลกศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาสมัยใหม่ มันไม่ได้อยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในเชิงกายภาพต่อไป พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เชิงกายภาพที่หมายถึง ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราจะไหว้พระธาตุพนมเราต้องเดินทางไปที่ธาตุพนม จะต้องเข้าสู่พระอาราม สงบเสงี่ยม แต่ในโลกของศาสนาสมัยใหม่ การเดินทางของความศักดิ์สิทธิ์มันผ่านถูกเดินทางผ่านแพล็ตฟอร์มต่างๆ ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ได้ออกไปจากพื้นที่นอกกายภาพแล้ว”

และสุดท้ายคืองานวิจัยเรื่อง คำอธิษฐานและจินตนาการต่อการเกิดใหม่: พิธีกรรม และความเชื่อในพุทธศาสนา กรณีศึกษา ชุมกะเทยล้านนาสังคมไทย ศึกษาวิจัยโดย ดร.วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์ งานศึกษาชิ้นนี้เป็นการศึกษากลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศบนดินแดนล้านนา หรือทางภาคเหนือของประเทศไทย ในการศึกษาคร้ังนี้เป็นการศึกษากระบวนการวางแผนการมีชีวิตอยู่บนโลกปัจจุบัน และหากวันหนึ่งที่จะต้องตายและไปเกิดในโลกใหม่คนกลุ่มนี้มีการวางแผนและเตรียมตัวอย่างไร 

“ชุมกะเทย” หมายถึงการรวมกลุ่มของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และพื้นที่สำหรับการรวมกลุ่มของชุมกะเทยในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงพื้นที่ทางกายภาพ แต่หมายถึงพื้นที่บนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือชุมชนเสมือน

การแต่งกายเลียนแบบเจ้านายฝ่ายเหนือถือเป็นการแสดงอัตลักษณ์ของคนกลุ่มนี้ มีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และมีความเชื่อมโยงกับราชสำนักเชียงใหมและราชสำนักสยาม การทำแบบนี้ทำให้พวกเข้ามีพื้นที่ทางสังคมมากขึ้น การประดิษฐ์สร้างเครื่องมือประกอบพิธีกรรมที่มีความปราณีตเฉพาะตัวตามแบบราชสำนัก สะท้อนถึงการเป็นผู้มีความรู้และอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิม สิ่งนี้จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้พวกเขาถูกมองว่าไม่ได้เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่มักจะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงโดยส่วนใหญ่ 

นอกจากนั้นพวกเขายังมีความเชื่อเรื่องบาปบุญตามหลักความเชื่อในทางพุทธศาสนา มีความเชื่อแบบศาสนาผีที่เป็นความเชื่อเรื่องผีปู่ย่าและผีเจ้านาย มีความเชื่อเรื่องขวัญ มีความเชื่อแบบศาสนาพราหมณ์ และมีความสัมพันธ์กับพระสงฆ์ ที่พวกเขาเชื่อว่าจะเป็นตัวกลางที่จะพาพวกเขาไปสู่ภพภูมิที่ดีภายหลังเมื่อความตายมาเยือน 

เงื่อนไขของการเข้าใกล้พระพุทธศาสนาของผู้มีความหลากหลายทางเพศกลุ่มนี้ แม้จะแตกต่างไปจากผู้มีความลากหลายทางเพศในกรณีอื่น เช่น การเป็นผู้นำในพิธีกรรม การเป็นร่างทรงลงเจ้า การเป็นหมอดู หรือการบูชาลัทธิพญานาค แต่พวกเขาพยายามเข้าใกล้และมีบทบาทในทางพระพุทธศาสนามากขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่สามารถมีบททบาทได้อย่างทัดเทียมกับเพศชายจริงหญิงแท้ แต่ก็สามารถปฏิบัติการในแบบที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศพึงปฏิบัติ เพื่อหมุดหมายปลายทางคือการได้เกิดในภพชาติที่เต็มไปด้วยคุณงามความดีที่ตนสะสมไว้ในชาตินี้

ผู้มีความหลากหลายทางเพศจะอยู่แค่ในตำแหน่งแห่งที่ทางพิธีกรรม ความเชื่อจริงหรือ?

ในแง่ของพื้นที่ทางพิธีกรรมและความเชื่อ ยังคงเป็นพื้นที่ที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศใช้เป็นบ่อนปฏิบัติการเพื่อให้สถานะทางสังคมของตนสูงขึ้นตราบใดที่มนุษย์ยังต้องเผชิญปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะในโลกของกระแสทุนนิยม หรือการเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับผู้คนในสังคมจนนำไปสู่การปรับตัวหลายๆ ด้าน การปรับตัวที่เกิดขึ้นจึงทำให้ชีวิตต้องตั้งคำถามต่อปัญหาเหล่านี้ ซึ่งอาจจะต้องการส่งพึ่งพาหรือที่ปรึกษาคอยให้คำปรึกษา

นี่จึงเป็นช่องทางในการเปิดโอกาสให้พื้นที่ของความเชื่อ พิธีกรรม และไสยศาสตร์มีเพิ่มมากขึ้นในสังคม สิ่งนี้เกิดขึ้นมาเพื่อหักล้างแนวคิดทฤษฎีเดิม ที่นักคิดหลายท่านเชื่อมาตลอดว่า สิ่งนี้จะค่อยๆ หมดไปในวันที่สังคมเจริญแล้ว ซึ่งหมายถึงลัทธิความเชื่อต่างๆ ที่สวนทางกับความเจริญของโลก แต่กลับกลายเป็นว่าในปัจจุบันที่โลกมีเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เจริญขึ้นมากเพียงใด ยิ่งกลายเป็นพื้นที่ของการนำเสนอเรื่องราวของความเชื่อ พิธีกรรม และไสยศาสตร์เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น และกลุ่มคนที่เข้ามามีบทบาทและเป็นตัวแปรสำคัญคือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่เอื้อต่อการทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการเป็นผู้นำพิธี คนทรงเจ้า หมอดู หรือแม้กระทั้งการปฏิบัติตนในฐานะพุทธสาวิกาในพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นจากงานศึกษาวิจัยข้างต้นจากอาจารย์หลายๆ ท่าน 

ในสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป กระแสการยอมรับความหลากหลายทางเพศเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด ตำแหน่งแห่งที่ของผู้มีความหลากหลายทางเพศมีความชัดเจนมากขึ้น อคติที่ลดน้อยลงในสังคมแห่งการแข่งขัน โลกของทุนนิยมเข้ามาทลายกรอบกั้นเรื่องเพศ ทำให้การถูกยอมรับเรื่องเพศอาจจะไม่ใช่บทพิสูจน์สำคัญสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกต่อไป แล้วอะไรคือบทพิสูจน์บทใหม่ที่จะทำให้มนุษย์ทุกคน ทุกเพศ มีพื้นที่ทางสังคมเท่าเทียมกัน สิ่งนี้คงน่าสนใจไม่น้อยหากมีการทำการศึกษาด้วยวิธีวิทยาที่หลากหลายต่อไป

image_pdfimage_print