หากพูดถึงพื้นที่ของแดร็ก ภาพจำของผู้คนคงหนีไม่พ้นสถานที่อย่างสีลมหรือพัทยา ผับบาร์และการรวมตัวของผู้คนในรายการแข่งขันการประกวดอย่าง Drag Race Thailand 

ในขณะที่ภาคอีสาน ขบวนไพรด์เพิ่งเริ่มเฉิดฉาย พร้อมกับการปรากฏตัวของเหล่า “แดร็กควีน” สะท้อนการที่พวกเขาสามารถใช้เรือนร่างและความสามารถต่อรองในพื้นที่ที่โอบรับเขาอย่างสร้างสรรค์และสวยงาม และเป็นความสดใหม่ในอีสาน ดินแดนที่ไม่เคยปรากฏศิลปะอย่างแดร็กมาก่อน

กริตเตอร์ที่สะท้อนกับแสงไฟ ไฮไลท์ที่สาดบนใบหน้า ชายผ้าหลากสีที่อยู่บนเรือนร่าง กำลังก้าวย่างสลับกันไป มือไม้และแขนขาที่กางโบกสะบัดตามจังหวะบรรเลง ทุกท่วงท่า ทุกท่วงทำนองเพลงที่ส่งพลังต่อไปยังผู้คนด้านล่างเวที ต่างขานรับพลังนั้นออกมาเป็นเสียงเชียร์

เมื่องานโชว์แดร็กควีน ปรากฎขึ้นในกิจกรรม Isaan Pride 2023 ที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา 

หลังจากแสงแดดยามใกล้ค่ำของขบวนพาเหรดได้จบลงจากการโบกสะบัดธง ก็เป็นนาทีที่เหล่าผีเสื้อราตรี เตรียมโบกสะบัดปีกแทน

แม้ภาพที่ปรากฎจะเป็นภาพหาได้ยากในพื้นที่ต่างจังหวัด ไม่ยิ่งใหญ่เท่างานโชว์ที่สีลมหรือพัทยา แต่ก็สร้างความประทับใจให้ผู้คนไม่น้อย แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมากนัก

ธีรวุฒิ ศรีศิลป์ หรือ โตมร หนึ่งผู้แสดงแดร็กโชว์ วัย 21 ปี อธิบายถึงความเป็นแดร็กว่า เป็นศิลปะการโชว์แบบหนึ่ง เป็นศิลปะการแต่งหน้า และแดร็กก็สามารถเป็นอะไรก็ได้ โชว์สิ่งที่ตัวเองอยากทำและถนัด 

“ถ้าใช้ชีวิตปกติ เขาก็คือคนปกติทั่วไป แดร็กเป็นศาสตร์หนึ่งที่ใช้ทำอาชีพหรือกิจกรรมที่เขารัก เป็นเหมือนศิลปะที่มีหลายแขนง แสดงตัวตนของพวกเขาออกไปบนโลกใบนี้และไม่จำเป็นต้องเป็น LGBTQ”โตมร เล่า

แดร็กควีน VS นางโชว์

หากเราจะพูดถึงการแต่งแดร็ก มักจะเป็นภาพเหมารวมของกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่จากคำบอกเล่าของโตมร ไม่ว่าจะเพศไหนก็สามารถเป็นแดร็กได้ หากมีความชื่นชอบและสนใจ และเมื่อพูดถึงแดร็กในสังคมไทย สิ่งที่จะผุดขึ้นมาในหัวอีกอย่าง คือ ‘นางโชว์’

“แดร็กกับนางโชว์เหมือนกันทุกประการ แต่นางโชว์จะมีความละเอียด ละมุนละไมมากกว่า ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับการร่ายรำ เพราะนางโชว์จะมีการคัดเลือกคน แต่ส่วนมากนางโชว์จะเลือกกะเทยหรือ Trans Women เพราะมีความหวานกว่า ร่ายรำกว่า แต่แดร็กจะเป็นสายเต้นสายร้องที่เค้นมาจากอินเนอร์ข้างใน” โตมร กล่าว

นอกจากนี้โตมรยังเล่าอีกว่าลักษณะการแต่งหน้าของนางโชว์กับแดร็กก็มีความแตกต่างเช่นกัน 

“นางโชว์กับแดร็กแต่งหน้าไม่เหมือนกัน ถ้ามองจากภายนอก ชุดของแดร็กจะมีความเยอะกว่า ที่จะยิ่งใหญ่กว่าปกติ เหมือนเป็นการขยายความสวยเดิมอยู่แล้ว เช่น สวยอยู่แล้วระดับหนึ่ง แต่แดร็กจะคูณสอง คูณสามเข้าไปอีก” 

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะแดร็กควีนหรือนางโชว์ โตมรให้ข้อสังเกตว่า พวกเขาเหล่านั้นมักจะเจอปัญหาคล้ายกัน คือ การถูกเลือกปฏิบัติในกลุ่ม

“ไม่สวยเหมือนกะเทย” ยืนตรงไหนบนโลกใบนี้

ในสังคมที่กำลังให้คุณค่ากับความงามตามมาตรฐาน หรือ Beauty Standard ที่สร้างขึ้นมา อาจจะเผลอพลั้งผลักไสโอกาสของคนจำนวนไม่น้อยออกไปในพื้นที่ของการแสดงออก

“ตอนพวกหนูทำละครเวทีหรือบรรดานางโชว์ก็ยังมีเรื่องบิวตี้พริวิเลจอยู่ แต่หนูมองว่าความเป็นแดร็กควีนมันกว้างมาก มันไม่มีเส้นจำกัดของมัน

“ลักษณะหนูไม่ได้ตรงตามมาตรฐานความสวยของประเทศไทย ผิวไม่ได้ขาว หุ่นไม่ดี ไม่ได้สวยเหมือนกะเทยทั่วไป ไม่ได้เป็นเกย์หล่อมีกล้ามปู หรือไม่ได้มีเสียงที่ไพเราะ แต่ผู้คนรอบข้างทำให้หนูทิ้งกรอบเหล่านั้นออกไป หนูก้าวผ่านออกมาเป็นตัวของหนูเอง” โตมร กล่าว

“ครอบครัวเราเคยไหว้ขอให้เรากลับคืนมาเป็นผู้ชาย” โตมรเล่าถึงวินาทีที่ผู้เป็นแม่ไหว้ขอให้เลิกเป็นตัวของตัวเอง 

“หนูบอกแค่ว่า ทำไม่ได้และใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้พิสูจน์อะไร ตอนนี้หนูสามารถส่งรูปแต่งหน้าเข้าไลน์ครอบครัวได้ เรากล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองเป็นเรื่อยๆ ไม่มานั่งพิสูจน์อะไร”

“แต่คนรอบตัวหรือเพื่อนๆ ไม่เคยทำให้หนูรู้สึกว่าหนูไม่เหมาะกับการเป็นแดร็กเลย คนรอบข้างไม่เคยทำให้รู้สึกว่า ต้องตั้งคำถามว่าหนูเป็นเพศอะไร เขาเรียกหนูว่าโตมร หนูก็เลยไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเอง ใช้ชีวิตปกติ เวลาใครมาดูถูกหรือเหยียดอัตลักษณ์เราว่าเราแปลก เราไม่ใส่ใจเลยค่ะ เพราะมัน คือ พลังในหัวใจเรา เราจะให้ค่ากับคนที่มีเยอะมากกว่า นั่นคือคนที่คอยให้กำลังใจเรา”

การเป็นตัวเอกใน The Radgrand Cabaret

The Radgrand Cabaret ละครเวทีที่โตมรได้มีส่วนร่วมเป็นนักแสดง ในบทมอสการ์ คือจุดเริ่มต้นความชอบในการแต่งแดร็กของโตมร ทำให้เซียนทักษะสะบัดแปรงแต่งหน้ามาเรื่อยๆ 

“ปกติชอบแต่งหน้าแฟนซีมาตั้งแต่มัธยม มีไลฟ์บ้าง พอเขามหาลัยด้วยการเป็นช่างแต่งหน้า มีคนชวนไปเป็นทำละครเวที พอเราไปแคส ก็ได้บทแดร็กควีน เพราะเข้ากับคาแรกเตอร์ แต่มันไม่มีใครแต่งหน้าให้เราได้ เลยลองแต่งหน้าตัวเอง

มอสการ์ บทบาทที่โตมรแสดงในละครเวที The Radgrand Cabaret

ความไม่สมบูรณ์แบบบนเรือนร่าง คือ ความงดงาม

“แดร็ก” นอกจากจะเป็นศาตร์การแสดงอย่างหนึ่งแล้ว เสน่ห์ที่น่าสนใจคือ เรื่องของการแต่งหน้า โตมรพูดถึงความสนุกในการแต่งหน้าว่า สามารถเขียนตา โยกจมูกได้ ลงสีเข้มหนักเบาได้ เพียงเปลี่ยนจากกระดาษสีขาวที่เรียบๆ มาอยู่บนใบหน้าที่มีมิติ มีความไม่เท่ากันของดวงตา มุมปากสูงต่ำที่ต้องปรับแก้ มีความนูนของสิว มีรูขุมขนที่ต้องปกปิดบ้าง

“มัน คือ ศาสตร์หนึ่งจริงๆ มันทำให้หนูรู้สึกสนุก พอทำบ่อยๆ เราก็กล้าที่จะทำมากขึ้น ไม่ได้มีใครมาตัดสินหนูว่า เราต้องทำแบบนี้ ต้องแต่งแบบนั้น แต่ทุกคน คือ บอกว่าทำเลย สวยต่อให้เราเขียนคิ้วมาถึงหน้าผาก ก็สวย!”

นอกจากการแต่งหน้าก็ยังมีเรื่องของการแต่งตัวที่สามารถเพลิดเพลินไปกับการออกแบบได้ว่า อยากได้ชุดแบบไหน เพียงแค่มีแรงบันดาลใจว่าอยากแต่งเป็นอะไร 

“สมมติว่า วันนี้เราอยากเป็นสายน้ำ เราต้องมาคิดว่า สายน้ำทำอะไรได้บ้าง ต้องมีฟูๆ หรือเปล่า หรืออยากเป็นเจ้าสาว แล้วเจ้าสาวแดร็กต้องเป็นยังไง เราก็ทำได้หมดเลยไม่มีกรอบ แบบไหนสวยแบบไหนไม่สวยคือไม่มี แต่กว่าจะเป็นแดร็กต้องผ่านการฝึกฝนมากมากเลยทั้งการแต่งหน้า เย็บชุด หรือออกแบบ เพราะว่าขึ้นโชว์ต้องมีในหัวว่าต้องทำอะไร แม้จะเป็นเพียงแค่การลิปซิงเฉยๆ แต่เราต้องจังหวะลมหายใจของต้นฉบับ ทำให้เขาเชื่อว่าเราคือตัวคนนั้นจริงๆ”

แดร็กก็เหมือนดนตรี ที่ไม่มีพรมแดน

ดนตรีเป็นรสนิยมที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบแตกต่างประเภทกันไป แต่นำมาซึ่งความจรรโลงใจและไร้การตัดสิน เช่นเดียวกับการเป็นแดร็ก

“ตอนนี้ชอบเพลงของ Queen Todrick Hall เพราะเขาเป็นแดร็กเหมือนหนู ลักษณะเหมือนหนูเลย สีผิว หัวโล้น เต้นดี เป็นสายแดนซ์เหมือนกัน ความหมายเพลง มันมีท่อนที่พูดว่า Born to be Queen ชั้นเกิดมาเป็นควีน บอกให้ทุกคนมองจังหวะหัวใจของฉันและทำตามฉัน จังหวะเพลงดี หนูดีใจเพราะได้โชว์เพลงนี้

“เราไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย แต่เราอยากเป็นแดร็ก รุ่นพี่ให้ปริ้นกระดาษและเขียนความหมายมัน ก็สังเกตว่าแม้เป็นเพลงฝรั่ง ทำไมเราไม่รู้เรื่อง แต่ฟังแล้วน้ำตาไหล เพราะเขาใช้ดนตรีเป็นสื่อกลาง เขาใช้จังหวะเป็นสื่อกลางดนตรีมันไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดประเทศ สุดท้ายเราฟังได้หมด เหมือนแดร็กที่ไม่จำกัดกรอบ เราอยากทำอะไร เป็นตัวของตัวเองได้เลย” โตมร กล่าว

แดร็กที่แลกมาด้วยต้นทุน

โตมร เล่าถึงความน้อยใจที่ไม่มีเงินในการตัดชุด เครื่องสำอางที่มีต้นทุนสูง เช่น ขนตา 1 คู่อยู่ที่ราคา 500-600 บาท 

“ก็เพราะคนรอบข้างดี เขาก็ซัพพอร์ตชุด ขอยืมในสิ่งที่เขามี พอเราเริ่มเป็นช่างแต่งหน้า เราก็เริ่มมีทุนทรัพย์แล้ว เราหาเงินเองได้อย่างเต็มที่”

ส่วนชุดที่โตมรแต่งมาในวันนี้คือลุคเจ้าสาว เพราะต้องการเรียกร้องกฎหมายสมรสเท่าเทียม

“ทุกคนควรได้รับสิทธิเท่ากัน… จริงๆ มันคือสิ่งที่ทุกคนควรมีอยู่แล้ว และหนูมีความหวังว่า อยากให้การแต่งงานของบุคคลหลากหลายทางเพศเกิดขึ้นได้จริง”

“ไม่ต้องทำอะไรพิเศษให้เรา เราอยากเท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป อยากเป็นกลุ่มคนปกติไม่ใช่กลุ่มคนพิเศษ และหนูเชื่อว่าอีกไม่นานจะได้เห็นคาบาเร่โชว์ในขอนแก่นได้แน่นอน” โตมร

อีกด้านของเวที กฤษฎิ์ ตรีกุล หรือ จู หนึ่งในแดร็กที่ขึ้นโชว์ในงานนี้ พูดถึงความเป็นแดร็กว่า มันคือสิ่งที่ใหญ่กว่าปกติ เช่น จะทำลอนผมต้องชัดกว่าปกติ ทำผมต้องให้สูงกว่าปกติ ตาต้องระเบิดให้ใหญ่ชัดเจน ต้องเห็นชัดว่าแต่งตาทาปาก การแต่งกายหากมีรูปร่างตรง อาจจะมีการใส่หน้าอกเทียม เสริมสะโพกให้หุ่นมีทรวดทรงชัดขึ้นกว่าปกติ 

จูเริ่มสนใจการเป็นแดร็กช่วงที่เรียนชั้น ม.4  โดยมีพี่ที่รู้จักแนะนำให้ลองแต่ง จูประทับใจที่สามารถเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของตัวเองได้ และพูดถึงความยากง่ายว่า งานอีสานไพร์ดใน มข. มีเวลาให้เตรียมตัว 1 สัปดาห์ ที่จะจะเตรียมชุด ออกแบบการแต่งหน้า จึงเป็นความท้าทายว่าทำอย่างไรให้ผู้ชมรู้สึกประทับใจ

เพราะมีไพร์ดจึงมีเรา

จู ให้ความเห็นว่า พื้นที่ของแดร็กขึ้นกับบุคคลในพื้นที่นั้นๆ ในการเสพสื่อ หรือมีการประชาสัมพันธ์ ทำให้การรับรู้เป็นวงกว้างมากขึ้น ไปในภูมิภาคอื่นๆ 

“อย่างขอนแก่นก็เพิ่งมีการปรากฏตัวของแดร็กเมื่อปีที่แล้ว ก็จะเป็นการแต่งตัวเพื่อเดินขบวนไพร์ด แดร็กอย่างพวกหนูมีการแสดงออกมากขึ้น ทำให้เขารับรู้ว่าที่ขอนแก่นมีแดร็กนะ”

“สังเกตจากหลายๆ จังหวัดในภาคอีสานเริ่มตื่นตัวในการจัดงานไพร์ดมากขึ้น  ส่วนตัวคิดว่า ถ้ามีงานไพร์ด ต้องมีแดร็ก เพราะแดร็กถือว่าเป็นไอคอนสำคัญของงานเทศกาล ยิ่งมีงานไพร์ดมากขึ้น แดร็กก็จะยิ่งมีตัวตนมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคอีสาน”จูกล่าวด้วยความภูมิใจ

นอกจากนี้จูยังกล่าวว่า ในประเทศไทย อาชีพด้านศิลปะ สายการแสดง ถูกทำให้คุณค่าน้อย เธอหวังว่า อาชีพเหล่านี้ จะสามารถเป็นอาชีพหลักในการดำรงชีพต่อไปได้ และคาดหวังว่าให้รัฐบาลสนับสนุนและผลักดันให้อาชีพสายนี้ ได้มีพื้นที่มากขึ้นได้

ขณะที่ ชีรา ทองกระจาย อาจารย์ประจำคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในผู้จัดงานอีสานไพร์ด ขอนแก่น กล่าวว่า กลุ่มแดร็กเสนอเข้ามาว่าอยากมีส่วนร่วมในการจัดงานแสดง เพราะการจัดงานปีที่แล้วได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก โดยเฉพาะขบวนแดร็ก มีคนสะท้อนว่า อยากให้มีแดร็กโชว์อีก ดังนั้นปีนี้ทางนักศึกษาจึงขอทำแดร็กโชว์ ทางผู้จัดจึงตอบรับ เพราะต้องการเปิดพื้นที่ให้ทุกกลุ่มได้แสดงออก

ส่วนจักรพันธ์ ขัดชุ่มแสง อาจารย์ประจำคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่าพื้นที่แดร็กในภาคอีสานค่อนข้างอยู่ในวงจำกัด เช่น นักศึกษาในมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะแต่งเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ อย่าง ช่วงรับน้อง เป็นต้น

“คณะมนุษย์ฯ​ จะมีกลุ่มนักศึกษาที่ชอบในการแต่งแดร็กซึ่งมักจะอยู่ในกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “อสันทนาการ” เพราะจะแต่งอะไรที่โดดเด่น ไม่ได้มีอยู่ในชีวิตประจำวัน”

จักรพันธ์ ให้ความคิดเห็นว่า การเปิดกว้างและยอมรับสำหรับคนอีสานมีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่พื้นที่ของการโชว์แดร็กมีอยู่ในวงจำกัด เช่น ตามสถาบันการศึกษา ซึ่งต่างจากต่างประเทศ จะมีแดร็กเฉพาะในเทศกาลขบวนไพร์ด วันฮาโลวีน ส่วนในภาคอีสานยังมองไม่เห็นพื้นที่ตรงนี้ ซึ่งมันอาจจะแตกต่างจากภาคอื่นๆ ในเรื่องอุตสาหกรรม อย่างเช่น ย่านสถานที่บันเทิง ในจ.เชียงใหม่ กทม. เมืองพัทยา หรือภูเก็ต เป็นต้น 

“อย่างพัทยาหรือทิฟฟานี โอกาสทางเศรษฐกิจจะต่างจากพื้นที่อีสาน เพราะกลุ่มเป้าหมายที่เขามีคือนักท่องเที่ยว บางประเทศที่ปิดกั้น เช่น ประเทศจีน เขาเลยอยากมาดูการแสดงที่ไทย ในพื้นที่เหล่านั้นเขาแสดงเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้า”

“มิสทิฟฟานี มีการแสดงแดร็กเป็นภาษาเกาหลี และอื่นๆ มีการแสดงโต้ตอบกับนักท่องเที่ยว เขาก็อยู่ได้ มีการถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว ก็ให้ทริปให้เงิน แต่ของอีสานถ้ามองในแง่เปิดพื้นที่ทางสังคม อันนี้มีแน่นอน แต่การเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจยังไม่แน่ใจ เพราะว่าพื้นที่ของภาคอีสานยังไม่เป็นพื้นที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้มาก ถ้าพอจะมีโอกาสได้บ้าง ก็คงจะเป็นจังหวัดอุดรธานี เพราะต่างชาติอยุ่ค่อนข้างเยอะ แต่มันก็ยังลองได้นะ เรายังไม่มีก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร” จักรพันธ์ กล่าว

การแสดงออกผ่านเรือนร่างของแดร็กคือการต่อรองกับสังคม

จักรพันธ์ กล่าวว่า การนำเสนอผ่านเรือนร่างคือการต่อรองแบบหนึ่ง ที่ในชีวิตประจำวันไม่สามารถทำได้ เพราะการแต่งแดร็ก คาแรกเตอร์จะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นปกติ เปลี่ยนบุคลิกภาพ นอกจากนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการนำเสนอตัวตนผ่านเสื้อผ้าผ่านทรงผมหรือผ่านเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ว่าเป็นการนำเสนอตัวตนผ่านสิ่งที่เรียกว่า “คาแรกเตอร์” ต้องมีแอดติจูด มีไหวพริบ 

“การแต่งแดร็กคือการทำเพื่อต่อรองอะไรบางอย่าง เช่น บางคนไม่มีโอกาสทำแบบนี้ในชีวิตจริง แต่ก็ทำให้ตัวตนของตัวเองมีชีวิตจริงขึ้น เช่น การประกวด Drag Race พอมีพื้นที่แสดงออก เขาสามารถต่อรองได้ในพื้นที่ที่เป็นมิตรกับเขา เพราะปกติถ้าเขาแต่งแบบนี้เขาอาจไม่ได้รับการชื่นชมเท่ากับในพื้นที่ของเขา ที่ได้รับการชื่นชมในฐานะศิลปิน เพราะมันคือ Performance อย่างหนึ่ง เป็นพื้นที่ที่เขาได้รับการยอมรับในเรือนร่างและตัวตนของเขา เพราะแสดงได้ถูกบริบทและสถานที่”

นอกจากนี้ จักรพันธ์ยังเล่าถึงประสบการณ์การชมแดร็กโชว์ในแคนาดาว่า กลุ่มแดร็กไม่ได้แต่งให้เหมือนผู้หญิง แต่แต่งให้เกินความปกติ ที่เรียกว่า “ดรามาติก” ในการแต่งหน้า คิ้วก็ไม่ได้อยู่ที่เดิม มีการลบคิ้ว เอาวัสดุบางอย่างไปแปะคิ้วแล้วก็เขียนคิ้วให้สูงขึ้น ขนตานิดหลายแผงให้ตาใหญ่ขึ้นและก็มักจะมีฉายา และแสดงบุคลิกภาพให้สอดคล้องกับฉายาที่ตั้งไว้

“เราอาจไม่ค่อยเจอแดร็กในเวทีนางงาม เพราะไม่ได้ติดสวย จะเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ บนใบหน้า สันกรามที่ชัด โหนกแก้มที่ชัด การขยับปากที่กว้างและเล่นใหญ่รัชดาลัย ยังดูมีความเป็นชายอยู่ หากไปประกวดเวทีนางงามทั่วไปคงไม่ชนะ เพราะพื้นที่นางงามเป็นอีกพื้นที่นึง แต่น้อยครั้งที่จะเห็นผู้หญิงมาแต่งแดร็ก แล้วกลุ่มคนหลากหลายที่แต่งแดร็ก ก็ไม่ได้พยายามเป็นจะเป็นผู้หญิง”

จักรพันธ์มองว่า แดร็กเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ไม่เพียงแค่การอ้าปากตามเนื้อเพลงอย่างเดียว แต่มีทักษะในการใช้ภาษากาย มีการสร้างคาแรกเตอร์ อย่างในทางธุรกิจ เช่น รายการ RuPaul’s Drag Race ไม่ใช่การมาแต่งตัว ทำไม้ทำมืออย่างเดียว ต้องมีความแตกต่าง 

“ในต่างประเทศเท่าที่ผมเห็น ฉากไม่ได้อลังการเหมือนของประเทศไทย ตามผับบาร์ของต่างประเทศ เป็นเวทีเล็กๆ ไม่มีเอฟเฟคหรือไดร์ไอซ์ เขาโชว์เดี่ยว เพราะฉะนั้นต้องดึงเอาความสามารถตัวเองออกมา เสื้อผ้าหรือทรงผมเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น  ขึ้นอยู่กับการสื่อสาร ซึ่งคล้ายการแสดง ส่วนรายได้คือจากทิปที่คนคนดูให้ ไม่ได้มีค่าจ้างจากเจ้าของร้าน”

หากกวาดสายตาไป จักรพันธ์เล่าว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายค่อนข้างหลากหลาย มีทุกเพศ อายุ 19 ปีขึ้น คละอายุและหลากหลายอาชีพ 

“แดร็กไทยยังอยู่ในวงจำกัด กลุ่มเฉพาะ เป็นการแต่งแดร็กที่ไม่ต้องการเงิน หลายคนไม่ต้องการรายได้ เขาแค่ต้องการพื้นที่ที่จะเสนอตัวตนในพื้นที่ของเขา”

หมายเหตุ : สารคดีชิ้นนี้อยู่ในโครงการ Journalism that Builds Bridges (JBB) สนับสนุนโดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถานทูตฟินแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ UNDP และ UNESCO

image_pdfimage_print