ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสบัญญัติไว้ในพระสุตตันตะปิฏก อรรถาธิบายว่า “เมื่อถึงกาลวัสสาให้พระภิกษุปวารณาอยู่จำพรรษา 3 เดือน ในที่อันสมควร เพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนและปฏิบัติศาสนกิจของพระศาสนาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนจะจาริกไปเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาต่อไป” 

หากจะแปลอรรถาธิบายของพระพุทธองค์ ก็คงจะหมายถึงการละเว้นซึ่งการเดินทางไปเผยแพร่พระธรรมคำสอนในช่วงฤดูฝนในช่วงระยะเวลา 3 เดือน จะต้องจำพรรษาในเขตอาวาสของตนเพื่อแสวงธรรมและทบทวนพระวินัยให้ดี ก่อนจะเดินทางออกเผยแพร่ต่อไปในช่วงออกพรรษา

คำว่า “พรรษา” เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ปี ฤดูฝน ส่วนคำว่า “เข้าพรรษา” แปลความจากคำในภาษาบาลีว่า “วสสูปปนายิกา” ซึ่งหมายถึง “การเข้าไปอยู่ประจำที่ในฤดูฝน” หรือเป็นการพักฝนของพระภิกษุสงฆ์ เป็นช่วงวันเวลาที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะหยุดพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดฤดูฝน เป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่นตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ 

กำหนดวันเข้าพรรษาจะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ปุริมพรรษา หรือที่เรียกว่า “พรรษาต้น” เป็นช่วงระยะเวลาที่พระสงฆ์เข้าอยู่พรรษาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ส่วนระยะที่ 2 คือ ปัจฉิมพรรษา หรือที่เรียกว่า “พรรษาหลัง” เป็นช่วงระยะเวลาที่พระสงฆ์เข้าอยู่พรรษาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

เมื่อครั้งพุทธกาล

ในตอนที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ พอถึงช่วงฤดูฝนพระภิกษุส่วนใหญ่จะอยู่จำพรรษาในเขตอาวาสของตน แต่ในขณะเดียวกันก็ปรากฏพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง ชื่อว่า “กลุ่มฉัพพัคคีย์” และบริวารจำนวน 1,500 รูป เที่ยวจาริกไปตามที่ต่างๆ เหตุเพราะเมื่อตอนต้นพุทธกาลยังไม่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุอยู่จำพรรษา ทำให้ชาวบ้านพากันติเตียนถึงการจาริกของพระภิกษุกลุ่มนี้เพราะไปเหยียบข้าวกล้าในนาเสียหาย

เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวทราบไปถึงพระพุทธองค์ พระองค์จึงทรงรับสั่งให้มีการประชุมสงฆ์ และตรัสถามจนได้ทราบความจริง แล้วทรงบัญญัติให้พระภิกษุอยู่จำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน ในฤดูฝน เพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกไปเผยแพร่ศาสนาตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบากในช่วงฤดูฝน ถือเป็นการป้องกันความเสียหายจากการเดินเหยียบย่ำธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกไว้

ช่วงเวลาจำพรรษาตลอด 3 เดือน ยังเป็นช่วงโอกาสสำคัญในรอบปี ที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำพรรษารวมกันภายในเขตอาวาส เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ผู้ทรงความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วยกัน

โบราณประเพณีกับวิถีพุทธชน

ในอดีตปรากฏหลักฐานสำคัญถึงการทำบุญเข้าพรรษา ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากจารึกหลักที่ 1 จารึกพ่อขุนรามคำแหงได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์ ขุนนาง และราษฎรร่วมกันถือศีลบำเพ็ญกุศลในเทศกาลเข้าพรรษา ดังความตอนหนึ่งว่า “พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย ฝูงท่วยมีศรัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน”

ส่วนในสมัยอยุธยา พบเอกสารประวัติศาสตร์ เรื่อง “คำให้การขุนหลวงหาวัด” กล่าวถึงการพระราชกุศลต่างๆ ในระหว่างเข้าพรรษา พระมหากษัตริย์ทรงสมาทานอุโบสถศีล เดือนละ 8 ครั้ง และต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ จากวรรณกรรม เรื่อง “นางนพมาศ” หรือ “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” ได้กล่าวถึงเรื่องราวพระราชประเพณีต่างๆ ใน 12 เดือน และปรากฏประเพณีเข้าพรรษาในเดือน 8 นอกจากนั้นพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระราชพิธี 12 เดือน” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชาธิบายและพระราชวิจารณ์เกี่ยวกับธรรมเนียมประเพณีเข้าพรรษา ในเรื่อง “พระราชพิธีเดือนแปด”

การจำพรรษาถึง 3 เดือน ในเขตอาวาสของพระภิกษุ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และประพฤติปฏิบัติธรรมกับพระเถระอุปัชาย์อาจารย์อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ไปบำเพ็ญกุศล อย่างการทำบุญตักบาตร รักษาศีล สวดมนต์ ฟังธรรม เจริญภาวนา ตลอดจนไปศึกษาหาความรู้ร่วมกับพระภิกษุ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นประเพณีนิยมที่จะให้ลูกหลานไปบวชเรียนในช่วงเข้าพรรษา โดยชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนเมื่ออายุครบบวช 20 ปี จะให้ถือบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เพื่ออยู่จำพรรษา 3 เดือน หรือที่เรียกว่า “บวชเอาพรรษา” เพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์

ในปัจจุบันพุทธศาสนิกชนได้ถือเอาวันเข้าพรรษาเป็นวันแห่งการตั้งจิตอธิษฐานที่ลด ละ เลิก อบายมุขทั้งสิ้น เช่น เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ หยุดพฤติกรรมหยาบคาย ตลอดช่วงเวลา 3 เดือน ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา โดยจะนับตั้งแต่วันแรกของวันเข้าพรรษาจนไปถึงวันออกพรรษา ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอสำหรับความตั้งใจสร้างเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ อันมีอานิสงส์ทำให้ตนเอง ครอบครัว และสังคมเกิดความสุข

ประเพณีสำคัญในการบุญเข้าพรรษา 

มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่ง นางวิสาขา มหาอุบาสิกา มีความประสงค์จะนิมนต์พระภิกษุไปฉันภัตตาหารที่บ้าน จึงให้หญิงรับใช้ไปพระวิหารเชตวันเพื่อนิมนต์พระ ปรากฏว่านางไปเห็นพระภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนอยู่ ก็กลับมารายงานด้วยความเข้าใจผิดว่าไม่พบพระ เห็นแต่พวกชีเปลือย นางวิสาขาก็รู้ด้วยปัญญาว่าคงเป็นพระอาบน้ำฝนอยู่ นางจึงได้ทูลขอพระพุทธเจ้า ถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระภิกษุและภิกษุณีเป็นประจำแต่นั้นมา จึงเกิดเป็นประเพณีที่มีชื่อว่า “ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน” ที่พุทธศาสนิกชนปฏิบัติสืบต่อมาจนทุกวันนี้

ส่วน “ประเพณีถวายเทียนพรรษา” เกิดจากความจำเป็นที่ว่า ในอดีตยังไม่มีไฟฟ้าใช้ การอยู่รวมกันของพระภิกษุเพื่อปฏิบัติกิจวัตร อย่างการสวดมนต์ตอนเช้ามืดและพลบค่ำ การศึกษาพระปริยัติธรรม การบูชาพระรัตนตรัย จำเป็นต้องใช้แสงสว่างจากเทียน ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันนำเทียนมาถวาย นอกจากนั้นในการบุญนี้ยังเกิด “ประเพณีตักบาตรดอกไม้” โดยเชื่อกันว่าการตักบาตรดอกไม้จะเป็นการสร้างอานิสงส์ที่สูงส่งอย่างยิ่ง จะทำให้ชีวิตมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ส่วนดอกไม้ที่นำมาถวายพระสงฆ์ก็จะเป็นดอกไม้ท้องถิ่นที่ออกดอกในช่วงเวลานี้พอดี 

เทียนธรรมนำทางส่องสว่างแห่งปัญญา

กล่าวกันว่า “เทียนพรรษา” ได้เริ่มมาจากผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งนับถือวัวที่เป็นพาหนะของพระอิศวร เมื่อวัวตาย ก็จะเอาไขจากวัวมาทำเป็นน้ำมันเพื่อจุดบูชาพระเป็นเจ้าที่ตนเคารพ แต่ชาวพุทธจะทำเทียนเพื่อบูชาพระรัตนตรัย โดยทำมาจากรังผึ้งร้าง ต้มเอาขี้ผึ้งมาฟั่นเป็นเทียนเล่มเล็กๆ เพื่อจุดบูชาพระ และได้ยึดเป็นประเพณีที่จะนำเทียนไปถวายพระภิกษุในช่วงเข้าพรรรษา เพื่อปรารถนาให้ตนเองมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดดุจดังแสงสว่างของดวงเทียน

ส่วนการจุดเทียนเพื่อบูชาพระธรรม จะนิยมจุดบูชาครั้งละ 2 เล่ม ซึ่งมีความหมายว่า พระธรรมอันเป็นคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทียน 2 เล่ม ก็เพื่อบูชาพระวินัย 1 เล่ม และบูชาพระธรรม 1 เล่ม เทียนสำหรับบูชาพระธรรมนั้นนิยมใช้เทียนเล่มใหญ่มีเชิงเทียน การจุดเทียนบูชาพระธรรมมีความหมายว่า เทียนที่จุดขึ้น ณ ที่ใด ย่อมกำจัดความมืดของสถานที่นั้นๆ ความสว่างของแสงเทียนเปรียบเสมือนพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากผู้ใดได้ศึกษาจนเกิดความรู้ความเข้าใจแล้วย่อมกำจัดความมืด คือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาในจิตใจ แสงเทียนจึงเป็นแสงสว่างซึ่งหมายถึงปัญญาที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ

ในการบูชาพระธรรม นอกจากจะมีการจุดเทียน 2 เล่ม ก็จะต้องมีการจุดธูปร่วมด้วย 3 ดอก ซึ่งหมายถึง การบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า 3 ประการ คือ พระปัญญาคุณ หมายถึง ปัญญาของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้พระธรรมด้วยพระองค์เอง พระบริสุทธิคุณ หมายถึง พระพุทธเจ้าทรงมีพระทัยบริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง และพระมหากรุณาธิคุณ หมายถึง พระคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงตั้งพระทัยจะเผยแผ่พระธรรมสั่งสอนสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ของพระองค์ที่มีต่อสัตว์โลก 

“ฮีตเดือนแปด” บุญใหญ่เมืองอุบล

“พอเถิงเดือนแปดได้ล่ำลวงมาเถิง ฝูงหมู่สังโฆเจ้าเข้าวัสสาจำจ้อย ทำตามฮอยของเจ้าพระโคดมทำก่อน บ่มีลอนเลิกร้างทำแท้สู่ภาย แล้วจั่งพากันผ่ายหาของไปเททอด ทำทานไปอย่าได้คร้านเอาไว้หมู่บุญ”
พระศรีมาตย์ ชาครธมฺโม

การเกิดขึ้นของประเพณีและวัฒนธรรมจะมีความแตกต่างกัน ตามความยึดมั่นในศาสนาของแต่ละท้องถิ่น โดยสภาพแวดล้อมทาง ภูมิศาสตร์ ภาษา เชื้อชาติ และลักษณะของสังคม เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ให้เกิดการนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน หากสังคมใดได้มีการยึดถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นที่ตั้งแล้ว การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะถูกสั่งสมและสืบทอดกันเรื่อยมา แม้สังคมและวัฒนธรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม 

สังคมอีสานเป็นสังคมที่มีพุทธชนเป็นผู้นับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ และถือปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด จนเกิดเป็นศรัทธาอันยิ่งใหญ่ และได้มีการน้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธองค์มากล่าวอ้างในหลักจารีตหรือแนวปฏิบัติที่เรียกว่า ฮีตสิบสอง คองสิบสี่

โดยกิจกรรมวันเข้าพรรษาเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ปรากฏใน “ฮีตเดือนแปด: บุญเข้าพรรษา” ที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่บรรพชนจนกระทั่งมีวิวัฒนาการคิดค้นพิธีกรรมขึ้นหลากหลายรูปแบบขึ้น เพื่อสนองต่อเจตนาศรัทธาของสาธุชนทั้งหลาย ซึ่งอาศัยภูมิธรรมภูมิปัญญาของพระสงฆ์ร่วมบูรณาการเพื่อพัฒนาพิธีกรรมในวันเข้าพรรษา

ภาพ: ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม

จากพื้นฐานความเชื่อในการถวายเทียนพรรษาแด่พระภิกษุสงฆ์ในช่วงเข้าพรรษา ยังนำไปสู่การจัดขบวนแห่เทียนพรรษา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเกิดจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นนั้น 

ใน จ. อุบลราชธานี มีการคิดค้นและสร้างสรรค์ภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์ความรู้ด้านการทำเทียนและการสร้างสรรค์ลวดลายให้เกิดความวิจิตรตระกาลตา อันมีแรงบันดาลใจมาจากความเชื่อและความศรัทธาต่อพระธรรมคำสอนขององค์บรมศาสดา ดังปรากฏในคำขวัญของ จ. อุบลราชธานี ที่ว่า 

“เมืองแห่งดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์”

ชาวอุบลราชธานีโดยส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อทางพระพุทธศาสนา พราหมณ์ ผี และอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่นเดียวกับผู้คนในสังคมอีสานโดยทั่วไป ผู้คนในพื้นที่ต่างเชื่อกันว่าการแห่เทียนพรรษาเป็นประเพณีที่มีความสำคัญ และเป็นโอกาสอันดีในการสร้างกุศลผลบุญครั้งใหญ่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตอันงดงามของชาวอีสาน ที่ผูกโยงความเชื่อเรื่อง บาป-บุญ และการถวายทาน 

กิจกรรมการแห่เทียนพรรษาถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีหลังๆ ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เข้ามาส่งเสริมประเพณีนี้ ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เป็นเพียงประเพณีประจำจังหวัด แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นงานระดับชาติ เหตุนี้จึงทำให้เทศกาลแห่เทียนพรรษา อันมีรากเหง้ามาจากความเชื่อความศรัทธาต่อพุทธศาสนา ยังคงถูกสืบทอดปฏิบัติและพัฒนาจนเกิดความยิ่งใหญ่ในการบุญ จนกลายเป็นที่รู้จักของผู้คนใกล้ไกล และกลายเป็นประเพณีที่มีมูลค่า สามารถสร้างรายได้ให้ผู้คนในพื้นที่

ภาพ: ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม

ความศรัทธาสู่มูลค่าทางวัฒนธรรม

ในโลกแห่งทุนนิยมและอัตราการแข่งขันที่สูงมากขึ้น กระบวนการปรับเปลี่ยนทุกสิ่งอย่างให้กลายเป็นสินค้าได้เกิดขึ้นในยุคนี้ เช่นเดียวกับ “วัฒนธรรม” ที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากการกลายเป็นสินค้าเช่นกัน โดยการนำเอาวัฒนธรรมที่เป็นแนวคิด คติ ความเชื่อ ประเพณี ที่มีลักษณะเป็นนามธรรม เข้ามาฝังตัวเข้าไปในวัตถุหรือวิถีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่นเดียวกับงานเทศกาลงานแห่เทียนพรรษา ที่สามารถนำความเชื่อความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาว จ. อุบลราชธานี มาปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าและบริการ รวมไปถึงการท่องเที่ยว อันมีทุนเดิมมาจากวัฒนธรรม ที่สามารถสร้างเงินสร้างรายได้ให้กับจังหวัดและผู้คนได้พื้นที่

กระบวนการแปรวัฒนธรรมเป็นสินค้า จะเกื้อกูลกันและก่อให้เกิดการเติบโตของทุนวัฒนธรรม หากวัฒนธรรมไม่ได้ถูกแปรสภาพกลายเป็นสินค้า อุตสาหกรรมสินค้าวัฒนธรรมย่อมไม่ก่อให้เกิดขึ้นได้ และทุนวัฒนธรรมย่อมยากที่จะงอกงามได้ตามแต่เป็นเพราะวัฒนธรรมกลายเป็นสินค้า เห็นได้จากเทศกาลงานแห่เทียนพรรษา ที่ทุนวัฒนธรรมสามารถส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ คือการนำมาซึ่งรายได้ให้เกิดขึ้นแก่คนในชุมชน ส่วนด้านสังคมจะส่งผลให้เกิดความสามัคคีกันของคนในชุมชน ที่มีความหลากหลายของช่วงอายุ เพศ และสถานะทางสังคม อีกทั้งยังส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายคือด้านวัฒนธรรมที่ส่งผลในการช่วยพัฒนากล่อมเกลาจิตใจให้เกิดความรักความศรัทธาที่มีต่อศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของท้องถิ่น

ภาพ: ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม

นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ได้สะท้อนถึงการทำวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้า โดยชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า

 “เรากำลังเผชิญกับวัฒนธรรมใหม่ซึ่งไม่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตที่เป็นจริง แต่ก็เป็นวัฒนธรรมที่มีพลัง เพราะมีอำนาจเศรษฐกิจและการเมืองของชนชั้นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยมีนโยบายผลักดันให้นักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศโดยเฉพาะ ได้แพร่กระจายเข้าไปถึงระดับชุมชนท้องถิ่น ผลกระทบจึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เพราะส่วนใหญ่ของประเทศไทยประชาชนนั้นจะมีรายได้ต่ำ จึงเป็นธรรมดาที่ประชาชนพร้อมจะตอบสนองต่อวัฒนธรรมท่องเที่ยวในทุกรูปแบบเพื่อเพิ่มรายได้ของตนเอง”

ท้ายที่สุด คงไม่ใช่แค่เพียงเทศกาลงานแห่เทียนเข้าพรรษาในพื้นที่ จ. อุบลราชธานี ที่สามารถเปลี่ยนวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้า แต่ทุกพื้นที่ทุกวัฒนธรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมหลักของชาติ กำลังจะถูกทำให้กลายเป็นสินค้าทั้งสิ้นในโลกทุนนิยม ไม่เว้นแม้แต่วัฒนธรรมเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์น้อยใหญ่ ที่กำลังเป็นที่จับตามองของทุนและกลุ่มทุน

อ้างอิง: 

  • กฤตยภรณ์ ตันติเศรษฐ. (2557). กระบวนการกลายเป็นสินค้าของประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสหวิทยาการวิจัย:ฉบับบัณฑิตศึกษา. 3(1).
  • ธัญพัชร ศรีมารัตน์. (2558). อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกับกระบวนการกลายเป็นสินค้า : กรณีศึกษา โรงแรมปิงนครา บูติก โฮเทล แอนด์ สปา เชียงใหม. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 
  • กระทรวงวัฒนธรรม
  • สำนักวรรณกรรมเเละประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร
image_pdfimage_print